← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 32032

บทที่ 32 ได้งานโดยไม่คาดคิด หมั่นโถวของร้านซาลาเปาท่านป้าชุยถือว่าราคาถูกที่สุด ลูกละหนึ่งเหวิน เพียงแต่ผู้ชายวัยฉกรรจ์กินลูกเดียวไม่อิ่ม โดยทั่วไปต้องกินถึงสามลูกจึงจะอิ่ม เพราะคนที่ทำงานใช้แรงล้วนกินจุ แต่หลีเหล่าเกินกินเพียงสองลูกก็อิ่มแล้ว ที่เสนอว่าจะซื้อสามลูกนั้น เพราะอยากหิ้วกลับไปหนึ่งลูกไว้กินต่อหน้าชาวบ้านในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม เขาไม่รังเกียจที่จะพูดเอาใจจินเสี่ยวเยี่ยอยู่บ้าง เพราะรู้อยู่แล้วว่าจินเสี่ยวเยี่ยไม่มีทางเอาหมั่นโถวของเขาจริง ๆ ต่อให้นางรับไป นางก็จะคืนเงินให้เขาอีกหนึ่งเหวินอยู่ดี จินเสี่ยวเยี่ยมองหลีเหล่าเกินเพียงแวบเดียว ก็เดาความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในใจเขาออก แต่นางไม่ได้ถือสา และไม่มีทางเอาเปรียบหลีเหล่าเกินเช่นกัน ร้านซาลาเปาท่านป้าชุยเปิดกิจการโดยสามีภรรยาคู่หนึ่ง ฝ่ายสามียืนขายซาลาเปาและรับเงินอยู่ด้านนอก ส่วนฝ่ายภรรยาก็ขายซาลาเปาและรับเงินอยู่ด้านใน ทั้งสองยังจ้างหญิงวัยกลางคนอีกสามคนมาช่วยงาน ในจำนวนนี้สองคนรับหน้าที่ห่อซาลาเปา ส่วนอีกคนคอยเฝ้าไฟนึ่งซาลาเปา เมื่อสองสามีภรรยาว่างจากการขาย ก็ต้องลงมือช่วยห่อซาลาเปาและทำหมั่นโถวเช่นกัน ปกติทั้งคู่จะตื่นตั้งแต่ราวตีสามหรือตีสี่ ไปซื้อเนื้อหมูจากคนขายหมูก่อน จากนั้นจุดตะเกียง นวดแป้ง สับไส้ แล้วทำงานต่อเนื่องจนฟ้ามืดจึงกลับบ้านไปพักผ่อน ตอนที่หลีชิงจื้อกับพวกกำลังกินซาลาเปา หญิงที่ทุกคนเรียกว่าท่านป้าชุยก็กำลังรีดแผ่นแป้งเกี๊ยวอยู่ด้านข้าง เตรียมทำสำรองไว้ เพราะเกี๊ยวที่ห่อไว้ก่อนหน้านี้ถูกหลีชิงจื้อกับพวกสั่งไปจนหมดแล้ว หลีชิงจื้อมองผู้คนที่กำลังยุ่งอยู่กับงานไม่หยุด ยิ่งรู้สึกว่างานที่เพิ่งหาได้ของตนนั้นช่างดีเหลือเกิน เมื่อครู่เขาเพิ่งถามมา หญิงวัยกลางคนที่ช่วยห่อซาลาเปาให้ร้านทำงานหนึ่งวันได้ค่าจ้างเพียงสามสิบเหวิน โชคดีที่ร้านเลี้ยงอาหารวันละสองมื้อ หลีชิงจื้อกินซาลาเปาเข่งเล็กของตนหมดแล้ว จึงเริ่มกินซาลาเปาเข่งเล็กของเด็กทั้งสองต่อ หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมายังเล็ก ชามเกี๊ยวหนึ่งชามยังกินไม่หมด ซาลาเปาที่จูเฉียนสั่งมาก็กินไม่ไหวเช่นกัน หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาเห็นเรื่องนี้จนชินแล้ว พ่อของพวกเขากินเก่งมาก ทั้งที่กินข้าวที่บ้านไปตั้งเยอะแล้ว พอออกไปข้างนอกยังแอบเคี้ยวหญ้าอีก ส่วนจูเฉียนกลับตกตะลึงอยู่บ้าง เขาไม่คิดเลยว่าบัณฑิตที่ดูผอมเพรียวเช่นนี้จะกินเก่งถึงเพียงนี้! ต้องรู้ว่าซาลาเปาเข่งเล็กหนึ่งเข่งมีตั้งสิบลูก แต่ละลูกก็ไม่เล็ก อีกทั้งเกี๊ยวแต่ละชิ้นก็ชิ้นใหญ่ไม่น้อย... “เสี่ยวเยี่ย!” หลีชิงจื้อกินซาลาเปาอีกหนึ่งลูก แล้วก็เห็นจินเสี่ยวเยี่ยที่กำลังเดินมาทางนี้ ตอนแรกจินเสี่ยวเยี่ยยังไม่ทันสังเกตเห็นหลีชิงจื้อ แต่พอได้ยินเสียงเรียก นางก็หันมองทันที “อาชิง ท่าน...” เหตุใดหลีชิงจื้อถึงเข้ามากินซาลาเปาในร้าน? หรือว่าเขาจะใช้เงินสิบเหวินนั้นจนหมดแล้ว? ไม่สิ ไม่ถูกต้อง ซาลาเปาเข่งเล็กของร้านนี้ สิบเหวินซื้อได้เพียงหนึ่งเข่งเท่านั้น แต่ตรงหน้าหลีชิงจื้อ...นางเห็นว่ามีเกี๊ยวอยู่ด้วย! ก่อนหน้านี้จินเสี่ยวเยี่ยเคยได้ยินจินโม่ลี่เล่าถึงรสชาติของเกี๊ยว ตามกฎที่ท่านปู่กับท่านย่าของนางตั้งไว้ คนในบ้านหาเงินจากข้างนอกมาได้เท่าใด ก็เพียงส่งให้ครอบครัวครึ่งหนึ่งก็พอ ลุงใหญ่ของนางหาเงินได้เดือนละสองก้วน ส่งเข้าบ้านหนึ่งก้วน อีกหนึ่งก้วนเก็บไว้ใช้จ่ายเอง จึงมีเงินค่อนข้างคล่องมือ บางครั้งก็พาจินโม่ลี่กับคนอื่น ๆ เข้าอำเภอมาหาของอร่อยกิน ส่วนนาง...แม้ท่านพ่อจะหารายได้จากการรับทำอาหารงานเลี้ยงได้บ้าง แต่หลังจากส่งเข้าบ้านครึ่งหนึ่งแล้ว เงินที่เหลือก็น้อยมาก ย่อมไม่มีทางใช้จ่ายได้ใจกว้างเช่นนั้น “เสี่ยวเยี่ย ข้าบังเอิญพบกับนายท่านจู นายท่านจูมอบงานให้ข้า ทั้งยังเลี้ยงอาหารข้าด้วย” หลีชิงจื้อลุกขึ้นเดินไปหาจินเสี่ยวเยี่ย “เจ้ามากินด้วยกันเถิด” ก่อนหน้านี้เด็กทั้งสองกินซาลาเปาเข่งเล็กไปบ้างแล้ว ตอนนี้เกี๊ยวสองชามของพวกเขาเพิ่งกินไปเพียงครึ่งเดียว หลีชิงจื้อดึงจินเสี่ยวเยี่ยที่ยังตกตะลึงอยู่เล็กน้อยไว้ ก่อนจะถามว่า “ท่านพ่อล่ะ?” จินเสี่ยวเยี่ยหันมองไปไม่ไกล หลีชิงจื้อมองตามไป ก็เห็นหลีเหล่าเกินกอดตะกร้าไม้ไผ่ย่อกายอยู่ริมทาง ชะโงกหน้ามองมาทางนี้อย่างลับๆล่อๆ...........ทำเอาหลีชิงจื้อพูดไม่ออก จูเฉียนกินเสร็จแล้ว อีกทั้งยังต้องกลับไปดูสินค้า เมื่อเห็นคนในครอบครัวของหลีชิงจื้อมาถึง ก็กล่าวลาแล้วจากไปก่อน หลังจากจูเฉียนจากไป หลีชิงจื้อก็บอกกล่าวกับเจ้าของร้าน ก่อนจะยกชามเกี๊ยวที่หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมากินไม่หมด รวมทั้งซาลาเปาเข่งเล็กที่เหลืออยู่ เดินไปหาหลีเหล่าเกิน หากเข้าไปกินในร้าน ไม่ว่าจะเป็นหลีเหล่าเกินหรือจินเสี่ยวเยี่ยก็คงทำตัวไม่ถูก เช่นนั้นออกมากินข้างนอกเสียยังดีกว่า “นี่คือเกี๊ยวหรือ?” หลีเหล่าเกินประคองชามไว้แล้วก้มมองอย่างพินิจ ก่อนรีบหยิบเข้าปากทันทีหนึ่งชิ้น “อร่อยเหลือเกิน! รสชาติอะไรกัน? พ่อไม่เคยกินมาก่อนเลย” “เป็นเกี๊ยวไส้หมูกับเห็ดหอม” หลีชิงจื้อตอบ “เห็ดหอมหรือ? หอมจริง ๆ” หลีเหล่าเกินพูดพลางกินต่อ แล้วถามอีกว่า “อาชิง เหตุใดเจ้าถึงเข้าไปกินเกี๊ยวในร้านได้?” เมื่อครู่จินเสี่ยวเยี่ยได้ฟังหลีชิงจื้อเล่าเพียงคร่าว ๆ แต่ยังไม่รู้รายละเอียด บัดนี้นางประคองชามเกี๊ยวไว้ พลางมองเขาด้วยความใคร่รู้ หลีชิงจื้อจึงเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างย่อ บอกเพียงว่าจูเฉียนคิดจะจ้างเขาเขียนหนังสือ โดยให้ค่าจ้างวันละหนึ่งเฉียนเงิน เขาไม่ได้บอกว่าเมื่อเขียนเสร็จแล้วจูเฉียนจะให้สินน้ำใจเพิ่มเติม เพราะตั้งใจว่าจะค่อยแอบบอกจินเสี่ยวเยี่ยตอนกลางคืน ไม่ได้กลัวอย่างอื่น เพียงแต่กลัวว่าหลีเหล่าเกินจะเหลิงเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น แค่ได้ยินว่าค่าจ้างวันละหนึ่งเฉียนเงิน หลีเหล่าเกินก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “วันละหนึ่งเฉียนเงินหรือ? เงินแท้ ๆ น่ะหรือ?” “ใช่” “มีอาหารเลี้ยงด้วยหรือ?” หลีเหล่าเกินถาม “มี” หลีชิงจื้อตอบ หลีเหล่าเกินสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ “บนโลกนี้มีเรื่องดีเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ!” แม้แต่ดวงตาของจินเสี่ยวเยี่ยก็ยังเป็นประกายขึ้นมา วันนี้นางกับหลีเหล่าเกินแบกของมาตั้งมากมาย หากขายหมดทั้งหมดก็คงได้เงินราวสามสิบเหวิน แต่ใช่ว่านางจะหาซื้อไข่ไก่ไข่เป็ดได้มากมายเช่นนี้ทุกวัน หากแบกของเข้าอำเภอมาขายทุกวัน ก็คงขายไม่หมดเช่นกัน เมื่อเทียบกับคนพายเรือที่ค้าขายตามลำน้ำแล้ว นางไม่มีข้อได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย แต่หลีชิงจื้อกลับหาเงินได้ถึงวันละหนึ่งเฉียนเงิน! หลีชิงจื้อกล่าวว่า “งานนี้ทำได้ไม่นานนัก พอเขียนหนังสือเสร็จ นายท่านจูก็คงไม่จ้างข้าต่อแล้ว แต่คงทำได้สักหนึ่งเดือน พอใช้หนี้ของบ้านเราได้” ดวงตาของจินเสี่ยวเยี่ยยิ่งเป็นประกายกว่าเดิม ส่วนหลีเหล่าเกินกลับถามว่า “นายท่านจูนั่นตาฝ้าฟางหรืออย่างไร เหตุใดถึงให้เจ้ามาเขียนหนังสือ? เจ้าเขียนหนังสือเป็นด้วยหรือ?” หลีชิงจื้อเงียบไป... จินเสี่ยวเยี่ยรีบถลึงตาใส่หลีเหล่าเกินทันที “กินเกี๊ยวของท่านไปเถิด! เหตุใดอาชิงจะเขียนหนังสือไม่ได้?” แม้นางจะพูดเช่นนั้น แต่เมื่อมองหลีชิงจื้อก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะตอนนั้นหลีชิงจื้อเคยบอกว่าวิชาความรู้ของเขาอยู่ในระดับธรรมดา คนที่วิชาความรู้ธรรมดาจะเขียนหนังสือได้จริงหรือ? หลีชิงจื้อกล่าวว่า “สิ่งที่นายท่านจูให้ข้าเขียนเป็นหนังสือนิทาน ไม่ใช่ตำราวิชาการ แม้แต่นักเล่านิทานหลายคนที่อ่านหนังสือออกไม่มาก ยังเล่านิทานได้เลย จริงหรือไม่?” “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” หลีเหล่าเกินเข้าใจแล้ว หลีชิงจื้อกล่าวต่อว่า “เรื่องนี้หากต้องอธิบายกับคนอื่นจะยุ่งยากมาก ต่อไปหากมีผู้ใดถาม พวกท่านก็บอกไปว่าข้าไปช่วยนายท่านจูคัดลอกหนังสือก็พอ” การช่วยจูเฉียนเขียนอัตชีวประวัติแลกเงินนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกวันนี้บัณฑิตยากจนมีอยู่มาก บางครั้งเศรษฐีจัดงานฉลองวันเกิด ก็ยังเชิญบัณฑิตจำนวนมากไปแต่งบทกวีและบทความสรรเสริญตนเองถึงบ้าน แต่หากบอกคนอื่นว่าเขากำลังเขียนหนังสือ ก็ต้องอธิบายเรื่องต่าง ๆ มากมาย สู้บอกว่าไปช่วยคัดลอกหนังสือเสียยังง่ายกว่า จินเสี่ยวเยี่ยก็เห็นว่าพูดว่าไปคัดลอกหนังสือง่ายกว่าเช่นกัน นางจึงหันไปกำชับหลีเหล่าเกินทันที บอกให้เวลาไปพูดกับใครอย่าพูดส่งเดช นางยังถือโอกาสคำนวณรายรับรายจ่ายให้หลีชิงจื้อฟัง “หากท่านเขียนหนังสือหนึ่งเดือน คงหาเงินได้ราวสี่ก้วน พอใช้หนี้หมดก็จะเหลืออีกเพียงสองกว่าก้วน ถึงตอนนั้นตัดเสื้อให้ท่านกับเด็กทั้งสองคนละหนึ่งชุด ก็คงแทบไม่เหลือเงินแล้ว” คำพูดนี้นางตั้งใจพูดให้หลีเหล่าเกินฟังด้วย จะได้ไม่คิดว่าบ้านมีเงินแล้วจนควบคุมมือตนเองไม่ได้ แม้จะถูกกำชับอยู่หลายคำ หลีเหล่าเกินก็ยังดีใจยิ่งนัก และเมื่อหลีชิงจื้อหยิบซาลาเปาไส้หมูสิบลูกที่ห่อด้วยกระดาษทาน้ำมันออกมา เขาก็ถึงกับกลืนน้ำลายไม่หยุด อย่าว่าแต่ซาลาเปาไส้หมูสีขาวนุ่มนั่นเลย แม้แต่กระดาษทาน้ำมันที่ใช้ห่อซาลาเปา สำหรับเขาก็ถือเป็นของหายากแล้ว