← สารบัญ สาวน้อยทะลุมิติ พร้อมระบบปากแจ๋ว

สาวน้อยทะลุมิติ พร้อมระบบปากแจ๋ว

ตอนที่ 4ซ่งหร่วน ตอนที่ 04 คนหน้าด้านกับโลกใบใหม่

บทที่ 19

ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ยังมีหน้ามีตา พอได้ยินคำพูดแบบนั้นก็คงรู้สึกผิด นั่งไม่ติด บางคนหนักเข้าถึงขั้นลุกขึ้นมากลางดึก ตบหน้าตัวเองสักที คิดว่าทุกคนทำงานกันแทบตาย ตัวเองกลับแอบอู้งาน ช่างน่าตายจริงๆ — อย่างซ่งหร่วนในอดีต

แต่สำหรับพวกหน้าหนาหนังเหนียว ไร้ยางอาย กลับจะยิ้มหน้าบานอย่างภาคภูมิใจ โอ้โห ทุกคนยุ่งกันขนาดนี้ แต่ฉันยังหาโอกาสอู้ได้ ฉันนี่มันฉลาดหลักแหลม เก่งเกินคนอื่น ชีวิตดีๆ แบบนี้สมควรเป็นของฉัน — อย่างซ่งหร่วนในตอนนี้

ซ่งหร่วนเดินกลับขึ้นเตียงเตาไฟอย่างสบายใจ ม้วนผ้าห่มให้สูง พิงไว้ข้างหน้าต่างแทนหมอน แล้วเอนตัวพิงอย่างสบายๆ รับลมเย็น ยกขาพาด พลางเดินเล่นอยู่ในร้านค้าของระบบ

กระบองไฟฟ้าลดราคา? ของดี ซื้อหนึ่งอัน

สเปรย์พริกไทย? ช่างเถอะ เธอทำเองได้ ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน

เอ๊ะ มีหนังให้ดูตัวอย่างด้วย? ซ่งหร่วนเริ่มสนใจ หยิบคุกกี้ที่เหลือครึ่งกล่องออกมา ชงโอวัลตินให้ตัวเองหนึ่งแก้ว ค่อยๆ ดูไป ดูดไป พอหมดเรื่องก็เปลี่ยนเรื่องใหม่ เป้าหมายคือดูฟรี ไม่เสียแต้มด่าระบบแม้แต่ครึ่งเดียว

ชีวิตเล็กๆ ช่างสุขสบายเสียจริง

พอเสียงนกหวีดเรียกไปทำงานตอนบ่ายดังขึ้น ครอบครัวป้าซุนข้างบ้านก็ด่าพึมพำเดินผ่านหน้าประตูเธอไป ซ่งหร่วนลุกขึ้นมาเริ่มจัดการตัวเอง

ว่างก็ว่างอยู่แล้ว เธอคิดจะขึ้นเขาหลังหมู่บ้านไปเดินดูสักหน่อย

โดยเฉพาะของดีสามอย่างแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โสม เขากวาง หญ้าอูลา ของดีสามอย่างยุคใหม่ก็โสม ขนมิงค์ เขากวาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่เป็นฤดูอุดมสมบูรณ์ที่สุดของป่าแถบนี้ ผลไม้ป่า เห็ดป่าล้วนเก็บได้ ตอนนี้ทุกคนก็อยู่ในทุ่งนา ไม่มีใครแย่ง ไม่มีใครเฝ้า โอกาสทองแบบนี้ ถ้าเธอไม่คว้าไว้ เธอคงต้องตบหน้าตัวเองสองที

แต่เธอยังจำได้ว่าตัวเองกำลังแกล้งป่วยอยู่ จึงปะแป้งขาวลงบนหน้าเล็กน้อย แล้วไปหาไม้ท่อนที่ค่อนข้างตรงจากโรงฟืน สะพายตะกร้าหลังที่หัวหน้าทีมให้มาตอนซ่อมบ้าน โก่งหลัง เดินกระย่องกระแย่งออกไป

หัวหน้าทีมที่กำลังเดินมาหาหลานชายพอดีถึงกับสะดุ้ง เห็นหน้าซีดขาวของเธอแล้วตกใจ รีบเข้าไปจะพยุง “ไม่ใช่บอกให้อยู่พักผ่อนที่บ้านเหรอ ออกมาทำอะไรเนี่ย?”

ถ้าเดินไปเดินมาแล้วเป็นลมขึ้นมา ตอนนี้ทุกคนก็ไปทำงานหมด ไม่มีใครดูแล ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วชักช้า จะไม่แย่เหรอ แถมถ้าเรื่องแพร่ออกไป ปีหน้าไม่ต้องหวังตำแหน่งดีเด่น เขาในฐานะหัวหน้าทีมก็คงโดนหางเลขไปด้วย

ซ่งหร่วนค่อยๆ ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนแรง “หัวหน้าทีม ฉันรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นมากแล้ว เลยคิดจะขึ้นเขาไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูหน่อย ทั้งที่มาลงชนบทได้หลายวันแล้ว แต่เหมือนยังไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ทีมเลย รู้สึกไม่ค่อยสบายใจค่ะ”

หัวหน้าทีมโดนรอยยิ้มของเธอทำเอาขนลุก มองไม้เท้าในมือเธอ ปากอ้าๆ หุบๆ อยากจะบอกว่า แค่ไม่สร้างปัญหาก็เป็นการช่วยทีมที่สุดแล้ว

แต่เด็กสาวตรงหน้ากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาเป็นประกาย เขาในฐานะคนซื่อๆ ก็ไม่กล้าพูดขัด ได้แต่กล้ำกลืนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพูดออกมาว่า “งั้นก็…ก็ไปแค่เชิงเขาพอ ตัดนิดหน่อย ถ้าไม่สบายก็รีบนั่งพักนะ”

ซ่งหร่วนตอบรับเสียงแผ่ว พยุงไม้เท้า เดินกะเผลกจากไป

หัวหน้าทีมมองแผ่นหลังเธอด้วยความกลุ้มใจ ราวกับฟักทองแก่โดนน้ำค้าง

เด็กซ่งคนนี้ ซื่อจริงๆ แต่ซื่อเกินไปก็ไม่ดี ทำไมไม่รู้จักอู้บ้าง จะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย

ซ่งหร่วนเดินเข้าป่าเหมือนคุณย่าถือไม้เท้า พอเหลียวซ้ายขวาเห็นว่าไม่มีคน ฟังรอบๆ ก็เงียบสนิท ไม้เท้าในมือก็กลายเป็นไม้เทร็กกิ้ง ถูกเธอเหวี่ยงว่องไว

ชาติที่แล้วเธอก็โตมากับป่าอยู่แล้ว ทางเขาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ ยิ่งร่างกายถูกเสริมพลังเข้าไปอีก เธอก็เหมือนลิง กระโดดไม่กี่ที ก็พุ่งเข้าไปในป่าลึก

ดินดำทางตะวันออกเฉียงเหนืออุดมสมบูรณ์ ปักตะเกียบลงไปยังงอก หญ้าป่าบนเขาไม่มีใครดูแล สูงท่วมหัว ซ่งหร่วนใช้ไม้ปัดหญ้าเปิดทาง เจอหญ้าที่หมูกินได้ก็ถอนใส่ตะกร้าหลังไว้บังหน้า

แต่เดินอยู่นานก็ยังไม่เจอของดี เธอเริ่มหงุดหงิด ผ่านพุ่มหญ้าลึกทึบผืนหนึ่ง จึงฟาดไม้ลงไปแรงๆ ทีหนึ่ง

“ก๊อกๆ —”

ไก่ป่าที่เพิ่งกินข้าวกลางวันเสร็จ กำลังงีบหลับอยู่ในรัง ตอนบ่ายไก่ก็ต้องพักผ่อนเหมือนกัน ปีกโดนไม้ใหญ่ฟาดเข้าเต็มๆ แบบไม่ทันตั้งตัว ตกใจจนกลิ้งลุกกลิ้งคลาน กระพือปีกบินออกมาจากพงหญ้า

“โคตรโชคดี!” ดวงตาซ่งหร่วนเป็นประกาย พุ่งเข้าไล่ทันที คนหนึ่งไก่หนึ่ง เปิดฉากไล่ล่าชีวิตในป่า

ไก่ป่ากระพือปีกแทบไหม้ แต่เพราะเพิ่งโดนฟาดไปแรงๆ บินได้แบบโซซัดโซเซ ความเร็วก็ช้าลงเรื่อยๆ ซ่งหร่วนพุ่งตัวไปข้างหน้า กดมันลงกับพื้น

ไก่ป่าพ่ายแพ้ต่อมนุษย์อย่างน่าเสียดาย

“เจ้าตัวเล็กเอ๊ย” ซ่งหร่วนดึงหญ้ายาวมาหลายเส้น มัดปีกมันอย่างคล่องแคล่ว แล้วมัดขาอีก “หนีไปทำไม สุดท้ายก็มาอยู่ในมือฉันอยู่ดี นี่แหละเรียกว่า ยิ่งดิ้น ยิ่งเจ็บ”

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันไปเก็บเห็ดเพิ่มอีกหน่อย ปูพรมให้เส้นทางสู่ยมโลกของแก รับรองว่าไปอย่างมีศักดิ์ศรี”

ไก่ป่ายืดคอจะจิกเธอ เธอคว้าปากมันไว้ทันที

ชิ…เมื่อกี้ไล่เพลินไปหน่อย ทางลงเขาอยู่ทางไหนนะ?

ซ่งหร่วนดูเงาไม้เพื่อแยกทิศ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนลอยมาตามลม แถมมีเสียงอุทานแผ่วๆ คล้ายคนบีบคอพูด — ไม่ใช่ว่าคนที่ยังหายใจได้แทบทั้งหมดอยู่ในทุ่งนาเหรอ?

เธอระวังตัวขึ้นมาทันที อุ้มไก่ ค่อยๆ ลอบเข้าไป

ยิ่งเข้าใกล้ เสียงพูดคุยก็ชัดขึ้น เดินไปเดินมา ซ่งหร่วนก็รู้สึกอาย — เธอนึกว่าเป็นสถานการณ์อันตราย ที่ไหนได้ เป็นฉากรักกลางป่า

ให้ตายเถอะ ตั้งแต่ยุคเจ็ดศูนย์ หนุ่มสาวก็เริ่มหาความตื่นเต้นกันแบบนี้แล้วเหรอ

ซ่งหร่วนกลอกตาอย่างรังเกียจ กำลังจะเดินเลี่ยงออกไป จู่ๆ ตาก็เบิกกว้าง เวรเอ๊ย…ยังเป็นคู่รักรุ่นใหญ่ด้วย! กำลังกอดกลิ้งกันอย่างดูดดื่ม

เธอจะเป็นคนชอบมองอะไรแซ่บนิดหน่อย บางทีก็ดูอะไรเบาๆ บ้าง แต่รสนิยมยังมี ไม่ได้กินทุกอย่าง เลยตั้งใจจะหลีกหนี

หญิงคนนั้นร้องเสียงหวาน “พี่จ้าว พี่จ้าวเลขาพรรค~~ นานขนาดนี้ไม่มาหาฉันเลย หรือว่าไปหลงสาวนักศึกษาคนไหนอีกแล้ว อยากหาน้องสาวมาเพิ่มให้ฉันหรือไง?”

ก้าวเท้าของซ่งหร่วนชะงัก ฝืนเจ็บตาเหลือบมอง หัวผมทรงซิกแซก ที่เด่นสะดุดตานั้น…ใช่เลขาพรรคประจำหมู่บ้านจริงๆ!

เธอรีบย่อตัว หมอบอยู่หลังหินเหมือนจิ้งจก แอบฟังเงียบๆ

เลขาพรรคหัวเราะหยอก “พูดถึงความยั่วยวน ใครจะสู้เธอได้ล่ะ?”

เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “แต่นะ นักศึกษาหญิงที่มารอบนี้สามคน สองคนหน้าตาดีทีเดียว เสียดายคนแซ่หานคนนั้น บ้านมีพื้นหลัง แตะไม่ได้”

หญิงคนนั้นทำท่าแกล้งหึง “งั้นพี่ก็เล็งอีกคนแล้วสิ คนที่เมื่อวานเอาไข่สามฟองจากป้าซุนไปใช่ไหม ฉันดูแล้วไม่ใช่คนธรรมดา”

เสียงขีดไม้ขีดดังขึ้น ตามด้วยกลิ่นควัน เลขาพรรคพูดช้าๆ “ต่อให้ไม่ธรรมดา พอมาอยู่ทีมตงเฟิง ก็ต้องอยู่ในกำมือฉัน”

“แต่ฉันเห็นหัวหน้าทีมเหมือนจะตั้งใจปกป้องเธอนะ” ผู้หญิงเตือน

“ไอ้แก่คนนั้น” แววตาเลขาพรรคมืดลง เคาะไปป์ยาสูบ “ค่อยๆ คุยกันก่อน ถ้าเจ้าตัวยอมเอง คนอื่นก็พูดอะไรไม่ได้”

ไก่ป่าในมือซ่งหร่วนสะดุ้งแรง เสียดสีกับพงหญ้าเกิดเสียงซู่ซ่า

ผู้หญิงตกใจ รีบคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาบังอก จ้องมาทางนี้อย่างระแวง “ใครอยู่ตรงนั้น!”

ซ่งหร่วนปล่อยปากไก่ ตบมันหนึ่งที ไก่ป่าถูกบีบจนสุดทาง ร้อง “ก๊อก!” ขึ้นมา แล้วดิ้นสุดแรง

ซ่งหร่วนจับปากมันใหม่ คราวนี้หนีบทั้งตัวไว้ใต้แขน แม้แต่คอก็บิดไม่ได้

เลขาพรรคโล่งใจ หัวเราะ “ดูสิ ตกใจอะไรขนาดนั้น แค่สัตว์ป่าตัวหนึ่งก็ทำให้กลัวขนาดนี้”

ผู้หญิงไม่พูดอะไร เอนตัวกลับไปที่ อกเขา พูดต่อจากเรื่องเดิม “เรียกฉันออกมาคราวนี้ ก็อยากให้ฉันช่วยไปลองหยั่งเชิงอีกแล้วใช่ไหม?”

เลขาพรรคสูบยาสูบแรงๆ “เหมือนเดิม ถ้าสำเร็จ ผลประโยชน์ของเธอไม่ขาดแน่นอน”

ผู้หญิงหัวเราะคิก “คราวนี้ต้องให้มากหน่อย คนนี้จัดการยากกว่าก่อน”

“ได้ๆ ตามใจเธอ”

หัวเราะพูดคุยกัน ราวกับซ่งหร่วนกลายเป็นของในกระเป๋าไปแล้ว

ดวงตาซ่งหร่วนแทบพ่นไฟ

ระบบก็เดือดจัด กระโดดด่าไม่ยั้ง

【เชี่ยแม่ง ไอ้หัวล้านแก่หื่นนี่ กล้าคิดมาถึงเธอด้วยเหรอ เลวชั่วช้า โส มม ตั้งแต่เท้าจรดหัว ปากเหมือนลาตรงปากหมู่บ้านพ่นขี้ออกมา ถ้าฉันมีร่างนะ จะบีบมันจนขี้แตกให้ดู!】

ซ่งหร่วนเกือบหลุดหัวเราะ ยังไม่ทันพูดอะไร ในหัวทั้งสองก็มีเสียงติ๊งดังขึ้น

[แจ้งเตือนจากผู้ดูแล: ตรวจพบอีกครั้งว่าคุณใช้ถ้อยคำหยาบคายในบทสนทนากับโฮสต์ สะสมครบสามครั้งภายในเดือนนี้ บทลงโทษคือ ขังห้องมืดหนึ่งวัน ระหว่างนี้ คำขอซื้อขายของโฮสต์ต้องดำเนินการเองในร้านค้าระบบ]

[แจ้งเตือนจากผู้ดูแล: โปรดร่วมกันสร้างหน่วยงานบริหารกาลเวลาอย่างมีอารยธรรม ระบบทุกตัวมีหน้าที่รับผิดชอบ]

“เฮ้ยๆ!” ระบบตั้งตัวไม่ทัน โซ่เหล็กโผล่มารัดแล้วลากถอยหลัง มันเกาะพื้นดิ้นรนสุดแรง มือก็ไม่หยุด ปากก็ไม่หยุดตะโกนใส่ซ่งหร่วน

【ฉันโอนแต้มระบบให้เธอไปห้าร้อยแล้ว รีบไปซื้อ ‘พลังยกเขาทั้งลูก’ เตะไอ้หมานั่นจนขี้แตกออกมา! ได้ยินไหม ขี้แตกออกมา!】

เสียงโหยหวนของมันค่อยๆ หายไปพร้อมโซ่เหล็ก

ซ่งหร่วน: “……”

ขอบคุณนะ ระบบ

ทางนั้น ทั้งสองคนจบเรื่องสกปรกของตัวเอง ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย แล้วแยกย้ายกันลงเขา

ซ่งหร่วนแอบตามหลังเลขาพรรค ไม่รู้ว่าเพราะเพิ่งสุขสมหรือเปล่า เขาเดินโซเซเล็กน้อย ตอนจะลงทางชันก็ยืนดูอยู่นาน สุดท้ายค่อยๆ ดึงเถาวัลย์ข้างๆ จ้องเท้าอย่างตั้งใจ แล้วขยับลงทีละนิด

ซ่งหร่วนสบโอกาส พุ่งเข้าไป ยกเท้าเตะเต็มแรง!

เลขาพรรคร้องโหยหวน ยังไม่ทันหันกลับ ก็กลิ้งลงเขาเหมือนโอ่งแตก กระแทกไปตามทางอย่างไม่หยุด ถูกพุ่มไม้กิ่งไม้ฟาดจนหน้าปูดหัวโน สุดท้าย “โครม!” ชนเข้ากับต้นเกาลัด ลูกเกาลัดหนามร่วงลงมากระหน่ำ ใส่จนหมดสติไปตรงนั้น

ซ่งหร่วนวิ่งลงเขาไปอีกทางทันที

กล้าคิดแตะต้องฉัน งั้นไปตายซะ!

บทที่ 20เลขาจ้าว ผู้เป็นเจ้าถิ่นใหญ่แห่งกองผลิต ตงเฟิง แขกประจำการประชุมใหญ่ของตำบลหวยฉี ถูกคนทำร้ายเข้าแล้ว!

ข่าวนี้แพร่กระจายรวดเร็วราวพายุ หมุนกวาดไปทั่วสิบลี้แปดหมู่บ้าน เรื่องแทนที่จ้าวเว่ยหมินกับแม่หม้ายไป๋ กลายเป็นประเด็นร้อนล่าสุดของกองผลิต ตงเฟิงในพริบตา ส่วนสาเหตุที่เขาถูกทำร้าย ก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาใหม่ของบรรดาสมาชิกหน่วยผลิต

“ฉันได้ยินมานะว่า เป็นเพราะเลขาจ้าว ไปหาแม่หม้ายไป๋ แล้วดันไปเจอชู้คนอื่นของเธอเข้า เลยโดนซัดยับ!” สวีต้าเหยาหักข้าวโพดหนึ่งฝักดังเป๊าะ โยนใส่ตะกร้า ยิ้มกว้างจนฟันดูยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ซ่ง·ชู้รักอีกคนของแม่หม้ายไป๋·หร่วน กระตุกมุมปาก ก่อนจะขยับมือแกรกๆ หักข้าวโพดบนก้านเดียวจนเกลี้ยง

สวีต้าเหยาเลิกคิ้ว “โห เสี่ยวซ่ง ทำงานคล่องแคล่วดีนี่”

ซ่งหร่วนยิ้ม “ก็ฝึกมาหลายวันแล้ว จะถ่วงพวกพี่ได้ยังไงล่ะ”

ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยว หมู่บ้านไม่มีเวลามาให้พวกเธอฝึกงานนาน เดิมทีบอกว่าจะเรียนหนึ่งสัปดาห์ สุดท้ายก็แค่เรียนพอเป็นพิธีสองสามวัน แล้วก็แยกบรรดานักศึกษาชนบทใหม่ไปตามแต่ละกลุ่ม

สวีต้าเหยาสนิทกับซ่งหร่วนพอสมควร เห็นว่าเธอทำงานได้ดี เลยอาสาขอตัวเธอมาอยู่กลุ่มเดียวกัน ตอนนี้ก็เข้ากันได้ไม่เลว

หลักๆ คือสวีต้าเหยาชอบเม้าท์ ซ่งหร่วนไม่เพียงไม่รำคาญ ทุกครั้งยังตาโตถามต่อว่า “แล้วไงต่อ” ทำให้ความอยากแสดงออกของสวีต้าเหยาได้รับการตอบสนองเต็มที่ ยิ่งเล่ายิ่งมัน

พูดง่ายๆ คือ คนเล่นมุกเจอคนรับมุก นักเล่านิทานเจอผู้ฟังที่ถูกใจ เรียกได้ว่าเข้าคู่กันสุดๆ

อย่างอื่นไม่ต้องพูด ตอนนี้เธอมองซ่งหร่วนยิ่งมองก็ยิ่งชอบ ดีกว่าลูกชายทื่อๆ ที่บ้านตั้งหลายเท่า

ป้าผอมแห้งแย้งว่า “ไม่ใช่มั้ง ฉันได้ยินมาว่า เลขาจ้าว ไปเจอการค้าตลาดมืดที่ตำบล เลยคิดจะไปแจ้งความ ถึงได้โดนซัด”

ซ่งหร่วนทำหน้าตกใจ “ไม่คิดเลยว่าเลขาจ้าว ของพวกเราจะเป็นข้าราชการซื่อตรงขนาดนี้!”

“เลิกพูดเถอะ ก็เพราะเธอเพิ่งมาถึงไม่รู้เรื่อง ถึงพูดอะไรแบบนี้ได้” สวีต้าเหยากลอกตา “ถ้าบอกว่าหัวหน้ากองผลิต จะไปแจ้ง ฉันยังเชื่อ แต่จ้าวซานจู้นั่นน่ะเหรอ? เขาน่าจะไปเจอเข้าแล้วเรียกค่าปิดปาก พอเรียกมากไปเลยโดนตี”

“เฮ้ย?” ป้าผอมแห้งผงะ “ฟังดูมีสิทธิ์จริงนะ! ไม่งั้นทำไมโดนตีแล้วยังเงียบล่ะ ต้องรู้สึกผิดแน่!”

ซ่งหร่วนกะพริบตาไร้เดียงสา “อ้าว ป้าพูดแบบนี้ฉันนึกออกเลย ช่วงนี้เหมือนไม่เห็นเลขาจ้าว เลยนะ”

ป้าผอมแห้งฟังแล้วตบขา “มีเหตุผล!”

เธอรีบพุ่งไปอีกแปลงหนึ่ง ตะโกนกระซิบผ่าน กอ ข้าวโพดหนาแน่น “รู้ไหม เลขาจ้าว น่าจะโดนตีเพราะรีดไถพวกตลาดมืด คิดดูสิ คนทำตลาดมืดจะเป็นคนดีได้ยังไง เขาไปไถ่เงินเขา ไม่โดนตีได้เหรอ”

“โห ดูไม่ออกเลยว่าจ้าวซานจู้จะโลภขนาดนี้ กล้าชนกับพวกตลาดมืดด้วย แล้วว่าได้มากี่หยวน?”

ซ่งหร่วนบีบเสียงแทรก “ไม่น่าจะน้อยนะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่แค่ห้าหยวน”

มีเสียงลอยมาจากอีกทิศหนึ่ง “ใช่ ฉันก็ว่าไม่น้อย จ้าวซานจู้ปกติก็โลภ น่าจะสิบหยวน”

“โห สิบหยวน! ไม่แปลกเลยที่โดนตีแล้วยังไม่กล้าพูด ถ้าเป็นฉันก็ยอม โดนตีครั้งเดียวแลกสิบหยวน”

“ฉันเจ็ดหยวนก็เอาแล้ว!”

ในไร่ข้าวโพดเต็มไปด้วยเสียง ถก เถียงคึกคัก

ซ่งหร่วนเหมือนแท่งกวนข่าว ซ้ายทีขวาที กอ ข้าวโพดสูงและหนา ใบก็ยาวแน่น เป็นที่กำบังชั้นดี เธออาศัยจังหวะขนข้าวโพด แทรกตัวไปมาอย่างคล่องแคล่ว ไม่มีใครจับพิรุธได้เลย

#ว่าด้วยการกำเนิดของข่าวลือ

พอถึงพักเที่ยง ข่าวลือก็พัฒนาไปถึงขั้น เลขาจ้าว กับพวกตลาดมืดแบ่งของไม่ลงตัว เลยตีกันยับ ดูเหมือนสาหัส แต่จริงๆ ได้กำไรไม่น้อย บางทีในใจกำลังสะใจอยู่ด้วยซ้ำ

เลขาจ้าว นอนคว่ำหน้าเชิดคอชันก้นบนเตียง ค่อยๆ ลูบก้นตัวเอง “ซี้ด” เจ็บจนตัว งอเหมือน ไส้เดือน

ใต้ต้นเกาลัดมีลูกเกาลัดร่วงอยู่หลายลูก ตอนเขากลิ้งลงมา ดันนั่งทับพอดี ตรงที่เนื้อหนาก็ยังพอทน แต่มีลูกหนึ่งแทงโดนข้างๆ เวลาเข้าห้องน้ำทีเจ็บแทบตาย แถมยังบอกใครไม่ได้อีก ปวดจะตายอยู่แล้ว!

“ไอ้เวร ไหนมันวะที่ถีบฉัน รอให้ฉันหาเจอ จะไม่ส่งมันไปตายที่ฟาร์มแรงงานให้รู้แล้วรู้รอด”

เขาด่ากราด มือควานหาแก้วเคลือบแต่คว้าไม่เจอ เลยตบโต๊ะปัง “อีแก่นี่ ไม่มีตาหูรึไง ยังไม่มาเทน้ำให้อีก ฉันเลี้ยงแกไว้กินข้าวเปล่าหรือไง!”

หลี่เหมยฮวา ที่โพกผ้าขาวบนหัว เดินเข้ามาอย่างหวาดๆ เทน้ำให้ แล้วประคองให้เขาดื่ม

ถือแก้วยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบาๆ “ข้างนอกเขาลือกันว่า คุณไป รีดไถพวกตลาดมืดถึงโดนตี แถมได้มาตั้งสามสิบหยวน…”

“พูดบ้าอะไร!” เลขาจ้าว เด้งตัวขึ้นทันที ดึงแผลหลังกับก้นจนเจ็บร้องออกมา แล้วทรุดลงอีกครั้ง

หลี่เหมยฮวาถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ

เลขาจ้าว ไม่สนใจแม้แต่น้อย ด่าต่อ “ยังยืนอยู่นี่ทำไม ไปทำข้าวสิ จะปล่อยให้ฉัน อด ตายรึไง!”

หลี่เหมยฮวาเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงตอบรับเบาๆ แล้วออกไป

เลขาจ้าว ด่าตามหลัง “อย่าให้ฉันจับได้นะ ไอ้พวกชอบนินทา ว่างจนออกมาพูดเหลวไหล…”

ซ่งหร่วน “ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว” จามติดกันสองครั้ง

สวีต้าเหยา เทตะกร้าข้าวโพดใบสุดท้ายลงกอง พูดอย่างมั่นใจ “มีคนด่าเธออยู่แน่”

ซ่งหร่วนไม่พอใจ “ทำไมจะไม่ใช่พ่อแม่ฉันคิดถึงฉันล่ะ?”

กำลังพูดอยู่ ก็เห็นผู้หญิงสวมหมวกฟางกันแดด เดินส่ายเอวไปทางที่ทำการกองผลิต

ซ่งหร่วนจำได้ทันที นั่นคือผู้หญิงที่วันนั้นอยู่บนเขากับเลขาจ้าว วางแผนจะจัดการเธอ เธอดึงแขนสวีต้าเหยา “นั่นใครเหรอ?”

สวีต้าเหยามองแวบหนึ่ง แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “เช้านี้ยังพูดถึงอยู่เลย แม่หม้ายไป๋ไง”

“แม่หม้ายไป๋…” ซ่งหร่วนพึมพำเบาๆ

“เสี่ยวหร่วน เสี่ยวหร่วน มานี่หน่อย” เถียนฮุ่ยหนี่ยืนเรียกจากคันนา

เห็นซ่งหร่วนมองเธอเย็นชาไม่ขยับ เธอก็ไม่เขิน วิ่งเหยาะๆ เข้ามา

“เสี่ยวหร่วน ฉันรู้ว่าเธอเข้าใจฉันผิด จะไม่ให้ฉันกินข้าวขึ้นบ้านใหม่ของเธอก็ไม่เป็นไร…”

โอ้ มีเรื่องอีกแล้วสิ

สวีต้าเหยาและคนอื่นๆ ตาเป็นประกาย ชักช้าไม่ยอมไป ป้าผอมแห้งถึงกับอาสาทำโอที นั่งยองๆ ทำทีจัดกองข้าวโพดที่รกๆ ให้เรียบร้อย ดูยุ่งทั้งวัน สุดท้ายกองนั้นก็ยังเหมือนเดิม

ทุกคนทำท่าเหมือนตัวตุ่นโผล่ครึ่งตัว

เถียนฮุ่ยหนี่เหลือบมองพวกเขาอย่างมีนัย รอยยิ้มยิ่งอ่อนโยน “ฉันรู้ว่าเธอยังเด็ก บางเรื่องอาจคิดไม่รอบ แต่ฉันอายุมากกว่า ก็ควรจะใจกว้าง…”

จะอาศัยฉันสร้างภาพลักษณ์สินะ?

ซ่งหร่วนตัดบททันที “ไม่ได้ประโยชน์จากฉัน เลยใจกว้างด้วยการปล่อยข่าวว่าฉันขะโมยของเหรอ?”

เฮือก!

สวีต้าเหยาและพวกเอนหลังพร้อมกัน

เถียนฮุ่ยหนี่ไม่คิดว่าเธอจะพูดตรงขนาดนี้ ถึงกับอึ้ง

มีใครเขาฉีกหน้ากันต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ไหม? ซ่งหร่วนบ้าหรือเปล่า?

ยังไงพวกเธอก็เป็นนักศึกษาลงชนบทเหมือนกัน มาอยู่ที่ตงเฟิงซึ่งไม่คุ้นเคย ก็ควรจะสามัคคีกัน ต่อให้มีเรื่องเล็กน้อยก็ควร อดทนเพื่อภาพรวม เอาไปพูดข้างนอกไม่กลัวโดนหัวเราะหรือไง?

ไม่มีศักดิ์ศรีบ้างเลยหรือ?

เห็นชาวบ้านข้างๆ ชี้ไม้ชี้มือใส่เธอ หน้าเถียนฮุ่ยหนี่ยิ่งซีด “นั่นมันก็แค่ความเข้าใจผิด เสี่ยวหร่วน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย”

ซ่งหร่วนขี้เกียจฟังพิษงูพ่น “พูดมาเถอะ ว่ามาหาฉันอีกที อยากได้อะไรจากฉัน”

เถียนฮุ่ยหนี่ตาแดง กัดริมฝีปาก “เสี่ยวหร่วน ทำไมเธอคิดกับฉันแบบนี้…”

ซ่งหร่วนหันหลังเดินทันที

“เสี่ยวหร่วน เสี่ยวหร่วน!” เถียนฮุ่ยหนี่เรียกสองครั้ง เห็นเธอไม่คิดจะหันกลับ ก็ก้าวเท้าแล้วรีบตามไป

สวีต้าเหยาและพวกตามติดเหมือนหน่วยจู่โจมใต้ดิน

เถียนฮุ่ยหนี่ตามทัน ดึงแขนเสื้อซ่งหร่วนไว้ ไม่กล้าแสร้งอีก “ฉันได้ยินว่าวันนี้เธอจะเลี้ยงข้าวขึ้นบ้านใหม่ พอดีเลขาจ้าว ไม่สบาย งั้นเธอเอาไปให้เขาชามหนึ่งดีไหม ถือว่าแทนความห่วงใยของพวกนักศึกษาชนบท?”

ซ่งหร่วนทำหน้ามึน งง

ไม่ใช่สิ เธอคิดได้ยังไงเนี่ย ต่อให้ไม่พูดถึงการเอาของไปให้ไอ้แก่หื่นอย่างเลขาจ้าว จะเหมือนเอาแกะไปให้เสือหรือไม่ ต่อให้เขาเป็นข้าราชการดีจริงๆ แล้วทำไมต้องเป็นฉันไปส่ง แต่กลับเป็นการแสดงความห่วงใยของทุกคน?

เธอดูเหมือนคนโง่หรือไง?

แถมเธอก็เชิญหัวหน้ากองผลิต ไปแล้ว ตอนนี้ต้องไปส่งให้เลขาจ้าว อีก แล้วเสมียนหมู่บ้านไม่ต้องได้ด้วยหรือ? เสมียนได้แล้ว คนจดคะแนนล่ะ? พอให้หลายคนขนาดนี้ สวีต้าเหยาที่สนิทกับเธอไม่ต้องได้หรือ? สวีต้าเหยาได้แล้ว ป้าผอมแห้งก็ควรได้ด้วยสิ?

ไม่ให้ก็กลัวมีเรื่อง ให้ก็… ยาวเป็นพวง เธอเป็นยุ้งข้าวหรือไง?

ยิ่งเพิ่งมา ถ้าแจกข้าวให้คนมากมายขนาดนี้ หน้าผากเธอไม่ติดป้าย “โง่ รวย พร้อมโดนหลอก” ชัดๆ เหรอ ชีวิตต่อไปจะอยู่ยังไง?

ซ่งหร่วนมองเถียนฮุ่ยหนี่ที่สายตาวูบไหว ใจคิด เธอแซ่เถียนจริงๆ เหรอ น่าจะแซ่พิษ มากกว่า ฉายางูพิษห้าก้าว แมงป่องร้าย

ซ่งหร่วนหัวเราะเย็น หันไปมองกลุ่มสายสืบที่แอบตามมา ตะโกนเสียงดัง “อะไรนะ เธอเป็นห่วงเลขาจ้าว ขนาดนี้ สงสารเขามากเลยสินะ”

อะไรนะ!

สวีต้าเหยาและคนอื่นๆ โผล่หัวออกมาพร้อมกัน

นักศึกษาหญิงคนนี้สงสารจ้าวซานจู้? เขาไม่ใช่ข้าราชการดีอะไรเลย โลภยิ่งกว่าหนู เธอจะสงสารเขาทำไม? ผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งจะ…

ผู้หญิงดีๆ!

หรือว่า…!

ดวงตาทุกคู่เบิกกว้าง มองเถียนฮุ่ยหนี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูก็ไม่น่าจะโง่นะ ทำไมรสนิยมแย่ขนาดนี้?

นี่มัน…

ไม่เคยได้ยินมาก่อน! ไม่เคยได้ยินจริงๆ!

ทุกคนเหมือนเพิ่งได้กินแตงลูกใหญ่ ส่งสายตาให้กันอย่างตื่นเต้น

เถียนฮุ่ยหนี่โดนสายตาเหมือนไฟฉายส่องไปมา ถึงกับรู้สึกตัว หน้าแดงก่ำ “เธอพูดบ้าอะไร!”

บทที่ 21

เถียนฮุ่ยหนี่เหมือนหนูตัวโตที่ถูกเหยียบหาง กระโดดโลดเต้นพร้อมตะโกนลั่น

พออีกฝ่ายยิ่งเดือด ซ่งหร่วนกลับยิ่งอารมณ์ดี

เธอเปิดปากพูดอย่างสงบนิ่ง เสียงเย็นๆ ช้าๆ “สหายเถียนจะร้อนตัวอะไรขนาดนั้นล่ะ โดนฉันแทงใจดำเข้าใช่ไหม ถึงได้คิดจะใช้เสียงดังกลบเกลื่อน?”

“ซ่งหร่วน! กล้าพูดจาเหลวไหลอีก เดี๋ยวฉันฉีกปากเธอทิ้งซะ!” เถียนฮุ่ยหนี่โกรธจนคอแดงก่ำ

ซ่งหร่วนถอยหลังไปสองก้าว สีหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา “ฉันพูดอะไรล่ะคะ เลขาจ้าวเป็นเจ้าหน้าที่ดีๆ พี่เป็นห่วงเขาก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ”

“เธอหมายความว่ายังไง ตัวเธอเองก็รู้ดี!”

เถียนฮุ่ยหนี่โกรธจนตัวสั่น พอคิดถึงหัวล้านบางๆ หน้าตาแย่ๆ และฟันเหลืองซี่โตของเลขาจ้าว ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที เธอกลั้นไม่อยู่ถึงกับแห้งอ้วกออกมาเสียงหนึ่ง

ใครจะไปชอบจ้าวซานจู้ตาเฒ่าหน้าตาน่าเกลียดนั่นกันล่ะ? ดวงตาเธอก็ไม่ได้บอด! ซ่งหร่วนผู้หญิงสารเลวนี่ดันลากพวกเขามาผูกกันแบบนี้ ถ้าเรื่องแพร่ออกไปชื่อเสียงเธอจะเหลืออะไร? ถ้าพี่จวินเข้าใจผิดขึ้นมาจะทำยังไง?

เธอช่างร้ายกาจจริงๆ! สมควรโดนจ้าวซานจู้ย่ำยีจนตายไปซะ!

เถียนฮุ่ยหนี่โกรธจนแทบจะร้องไห้ออกมา

ซ่งหร่วนมองเธอขึ้นๆ ลงๆ อย่างละเอียด ก่อนจะตบมือเบาๆ ราวกับเพิ่งเข้าใจ “อ๋อ รู้แล้ว ลืมเถอะ ฉันไม่พูดก็ได้”

เธอไม่สนใจอีกฝ่ายอีก ส่ายหัวเบาๆ เอามือไพล่หลังแล้วเดินออกไป พร้อมกับลากเสียงยาวเหมือนกวีเร่ร่อน “เฮ้อ… ความรู้สึกของสาวน้อยนี่มันช่างเป็นบทกวีจริงๆ นะ”

สวีต้าเหยา: !!! ป้าผอมแห้ง: !!!

สองคนปิดปากมองหน้ากัน ก่อนจะวิ่งแจ้นไปใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงหัวหมู่บ้าน

โถ แบบนี้มันแตงลูกโตระดับฟ้าผ่าแบบนี้ จะไม่เอาไปเล่าให้พี่น้องสามป้า หก ยาย แปดน้าฟังได้ยังไงกัน!

จ้าวซานจู้แบบนั้น ยังมีสาวจากในเมืองมาชอบอีก คนเราอยู่ไปนานๆ นี่ได้เห็นอะไรแปลกๆ จริงๆ

เถียนฮุ่ยหนี่เดิมทีโกรธจัด เตรียมจะวิ่งไล่ตามซ่งหร่วน แต่พอเห็นบรรดาป้าๆ หน้าแดงตาเป็นประกาย แยกย้ายกันวิ่งไป ก็รีบเบรกทันที หันกลับไปไล่ตามพวกเขาอย่างร้อนรน

“ไม่ใช่นะ ป้าๆ ไม่ใช่อย่างที่ซ่งหร่วนพูด ฟังฉันอธิบายก่อน!”

ซ่งหร่วนฮัมเพลงเบาๆ กลับมาถึงลานบ้านเล็กๆ ของตัวเอง พอผลักประตูเข้าไปก็รู้สึกสดชื่นโล่งใจ

ต้นกล้าผักที่ย้ายมาปลูกเมื่อไม่กี่วันก่อนรอดหมดทุกต้น แตกใบเขียวสดดันขึ้นมา ดูมีชีวิตชีวา บางชนิดที่โตไวก็เริ่มแทงยอดเล็กๆ เหมือนพรมสีเขียวสั้นๆ โปร่งๆ แม้จะยังอ่อน แต่เพราะเป็นสวนผักเล็กๆ ของเธอเอง เธอมองยังไงก็น่ารักไปหมด ทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินข้างๆ ก็เรียบเสมอ ต่อให้ฝนตกก็ไม่ต้องเหยียบโคลนเละ

ให้ความรู้สึกเหมือนเล่นคิวคิวฟาร์ม เสียดายก็แค่… ไปขะโมยผักบ้านคนอื่นไม่ได้

เธอเข้าไปในครัว ตักน้ำล้างมือ เงยหน้าขึ้นเห็นเนื้อสองแถบที่แขวนอยู่บนคาน แกว่งไปมาเหมือนกระดิ่งลม เธอหยิบลงมาดม ดูแล้วยังไม่เหม็น

ผักในหมู่บ้านราคาถูกอยู่แล้ว ยิ่งช่วงที่สวนผักกำลังให้ผลผลิตแบบนี้ ยิ่งไม่แพง เมื่อวานเธอใช้เงินแค่แปดเฟิน ก็ได้มะเขือ มันฝรั่ง ฟักทองกองใหญ่ แถมเขายังให้พริกกับต้นหอมกระเทียมมาอีกกำมือ

ไข่ก็ถูกเหมือนกัน อย่าดูแค่ราคาขายของสหกรณ์ที่ห้าเฟินต่อฟอง ความจริงราคาที่รับซื้อจากชาวบ้านแค่สามเฟินแปด เธอซื้อไข่มาหนึ่งตะกร้าด้วยราคาฟองละสี่เฟิน เจ้าของบ้านดีใจจนไม่เพียงแต่เอามาส่งให้ถึงบ้าน พอเห็นโอ่งน้ำในครัวเธอไม่มีน้ำ ก็สั่งลูกหลานช่วยตักน้ำมาเติมให้เต็มทันที

แม้บ่อน้ำจะอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอ แต่ถ้าไม่ต้องขยับตัว ใครจะอยากทำงานเองล่ะ?

ซ่งหร่วน: มีความรู้สึกผิดเรื่องใช้แรงงานเด็กนิดหน่อย… แต่นิดเดียวจริงๆ ฮ่าๆ

เธอหยิบเนื้อลงมา คิดเมนูสำหรับมื้อเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ตอนเย็น เพราะช่วงบ่ายเวลาค่อนข้างกระชั้น ต้องเตรียมผักบางอย่างล่วงหน้า

ไข่ผัดแตงกวาหนึ่งจาน มะเขือผัดหมูสับหนึ่งจาน แพนเค้กฟักทอง… ชักยุ่ง เปลี่ยนเป็นซุปฟักทองแทน แล้วก็ผัดซูกินีกับหมูอีกหนึ่งจาน

จานหลักทำมันฝรั่งตุ๋นไก่!

เยี่ยม ยุคนี้ถือว่าหรูมากแล้ว อย่าว่าแต่หัวหน้ากองเลย ต่อให้เลี้ยงกวนอวิ๋นยังได้สบาย

เธอหยิบไก่ป่าที่จัดการเรียบร้อยแล้วจากมิติส่วนตัว เตรียมจะสับเป็นชิ้น มีดก็ยกขึ้นแล้ว แต่จู่ๆ ก็ชะงัก

เดี๋ยวก่อน… ถึงเธอจะรู้สึกว่าไก่ป่ากับไก่บ้านรสชาติก็พอๆ กัน แต่หัวหน้ากองอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต อายุขนาดนั้นแล้ว จะเกิดกินออกไหมว่ามันต่างกัน? อีกอย่าง ก่อนหน้านี้เธอยังแสดงบทคนอ่อนแอป่วยๆ ตามเหตุผลแล้วไม่น่าจะไปล่าไก่ป่าได้

แต่เธออยากกินมันฝรั่งตุ๋นไก่มากจริงๆ

ซ่งหร่วนกลอกตา นึกถึงไก่บ้านข้างๆ ที่ทุกเช้าจะขันเอะอะ แถมยังชอบตีกัน เธอปีนขึ้นไปบนกำแพงกลางลาน แล้วตะโกนเรียกบ้านซ้ายอย่างคุ้นเคย “หนิงหย่วน! หนิงหย่วน!”

ในบ้านฝั่งตรงข้ามมีเสียงเคลื่อนไหววุ่นวายเล็กน้อย แต่ไม่มีเสียงตอบ

ซ่งหร่วนตะโกนต่อ “หนิงหย่วน ออกมาหน่อย! ฉันรู้ว่าอยู่บ้าน ฉันซ่งหร่วน บ้านติดกันนี่แหละ!”

ผ่านไปครู่หนึ่ง คนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านข้างๆ พอเห็นซ่งหร่วนขี่กำแพงยิ้มให้ เขาก็หดรูม่านตาลงทันที

ซ่งหร่วนที่จ้องบ้านอยู่ก่อนแล้วก็เห็นเขาเช่นกัน

หนิงหย่วนตัวสูงมาก ต่อให้เธอมองจากมุมที่ขี่กำแพงอยู่ก็ยังเห็นว่าเขาสูงโปร่ง เพรียวบางเหมือนต้นหยางขาวที่กำลังแตกกิ่ง ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ผิวขาว ริมฝีปากมีปุ่มเล็กๆ ตรงกลาง ตอนนี้เม้มไว้แน่น ดูไม่รู้ทำไมถึงเหมือนกำลังน้อยใจ

หนุ่มคนนี้หน้าตาดีเหมือนกันนะ

ซ่งหร่วนให้คะแนนในใจแบบไม่ใส่ใจ ก่อนจะดึงความคิดกลับมา “หนิงหย่วน ฉันอยากแลกไก่บ้านนายสักตัว ตัวผู้ตัวเมียก็ได้ เย็นนี้ฉันทำเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ อยากเพิ่มกับข้าวหน่อย”

หนิงหย่วนเงยตามองมาอย่างเก้อเขิน ตอนนั้นเองซ่งหร่วนถึงสังเกตว่าเขามีดวงตาที่สวยมาก ขนตายาวหนา กระพริบเบาๆ ใต้แสงแดด ดูเปราะบางเหมือนแก้วใส ชวนให้คนเอ็นดู

แต่หัวใจเธอหนักแน่นดั่งหิน ใจมีแต่ไก่ “ได้ไหม? ตัวใหญ่ตัวเล็กไม่เป็นไร ราคาเจรจากันได้”

หนิงหย่วนดูไม่ถนัดการสื่อสาร การซื้อขายทั้งหมดซ่งหร่วนเป็นฝ่ายคุมเกม สุดท้ายเธอใช้เงินสองหยวน แลกไก่แม่เฒ่าที่ไม่ออกไข่หนึ่งตัว หนิงหย่วนยังช่วยฆ่า ถอนขน จัดการให้เรียบร้อย

เธอชอบค้าขายกับคนประเภทหน้าบางแบบนี้จริงๆ!

ซ่งหร่วนยิ้มร่า เอ่ยชวน “เย็นนี้มากินข้าวขึ้นบ้านใหม่ด้วยกันไหม?”

หนิงหย่วนเงยหน้าพรวด ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที

เหมือนแมวที่ตกใจและต่อต้าน

คนเรานี่ บางทีก็มีนิสัยแปลกๆ ซ่งหร่วนเคยมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เลี้ยงแมวสวยมาก เธอชอบจับแมวกอดจูบไม่ยั้ง ยิ่งแมวดิ้นต่อต้าน เธอยิ่งตื่นเต้น พอแมวเหนื่อย หมดแรงต่อต้าน ปล่อยให้เธอทำตามใจ เธอกลับตั้งใจหยุด ให้แมวพัก พอแมวเริ่มต่อต้านอีก เธอก็จับมากอดจูบใหม่

ซ่งหร่วนในอดีตคิดว่าเพื่อนคนนั้นป่วย

ซ่งหร่วนในตอนนี้คิดว่า… คนเราอยู่บนโลกนี้ ใครจะไม่มีอะไรป่วยๆ บ้างล่ะ

เธอชวนอีกครั้ง “ไม่ได้มีใครมากหรอก แค่พวกพวกเรานักศึกษาหนุ่มสาวราวสิบกว่าคน แล้วก็ครอบครัวหัวหน้ากอง อาของนาย”

ยิ่งเธอพูด หน้าหนิงหย่วนยิ่งซีด ราวกับสิ่งที่เธอพูดไม่ใช่มื้อเลี้ยงฉลอง แต่เป็นงานเลี้ยงรวมตัวของปีศาจ เขาดูเหมือนต้นหยางขาวตัวเล็กที่สั่นไหวกลางลม

เงียบไปหลายวินาที เขาถึงพูดตะกุกตะกัก “ขะ ขอบคุณครับ มะ ไม่ต้องแล้ว ผม… ผมทำอาหารเย็นไว้แล้ว”

“ได้ละกัน” ซ่งหร่วนมีความกระตือรือร้นกับคนแปลกหน้าแค่ไม่กี่วินาที เหมือนเห็นแมวน่ารักข้างทาง ก็ย่อตัวเรียกสองสามคำ แมวไม่สนใจก็ลุกเดินต่อ พอได้ยินคำตอบ เธอก็ไม่ซักต่อ กระโดดลงจากกำแพงอย่างคล่องแคล่ว เสียงลอยตามลมมา “งั้นรีบหน่อยนะ”

หนิงหย่วนขยับริมฝีปาก ยังไม่ทันได้พูด เสียงฝีเท้าฝั่งกำแพงก็ดังห่างออกไปแล้ว

เขาเอียงศีรษะ คล้ายซ้อมพูดกับตัวเอง เสียงเบา ช้า ทีละคำ “ครับ… ไม่ลำบาก”

ตอนบ่าย หูเยี่ยนกับหานเจินเจินเลิกงานก่อนเวลา มาช่วยเธอเตรียมของ พร้อมเอาเสบียงของคนอื่นๆ จากที่พักนักศึกษามาด้วย

หานเจินเจินเห็นไก่ที่ถูกสับเป็นชิ้นๆ วางอยู่บนโต๊ะตั้งแต่แรก ก็ร้องเฮแล้วพุ่งเข้าไป “วันนี้มีไก่กินด้วยเหรอ!”

เมื่อก่อนเธอไม่ได้ตะกละขนาดนี้ เพราะอยู่บ้านก็ไม่ขาดเนื้อกิน แต่พอลงชนบท วันๆ ต้องทำงานหนัก กินแต่โจ๊กข้าวโพดกับผักป่า โรงงานเนื้อก็ไกลจากตำบล เลิกงานทีไรก็เหนื่อยเหมือนหมาตาย จะเอาแรงที่ไหนไปซื้อ ถึงจะชง นม มอลต์ กินแก้ขัดบ้าง แต่มันจะไปสู้แรงดึงดูดของเนื้อกับน้ำมันได้ยังไง

เธอยืนจ้องอ่างไก่ที่ถูกแบ่งเป็นชิ้นอย่างเท่าๆ กัน กลืนน้ำลายอย่างซาบซึ้ง

พอซ่งหร่วนเทไก่ลงกระทะน้ำมัน กลิ่นหอมกับควันขาวพวยพุ่ง เธอก็เหมือนเท้าถูกตอกตะปู ยืนติดอยู่ข้างเตา

“ฉันช่วยก่อไฟให้!” เธอเบียดเข้ามา พูดเอาใจ

หูเยี่ยนปอกเปลือกมันฝรั่งอยู่ข้างๆ ใช้มือหั่นเป็นชิ้นพอๆ กัน พอได้ยินก็หัวเราะเบาๆ

หานเจินเจินหน้าแดง อืดอาดงึมงำ

น้ำมันข้นซอสแดงจัด ผสมพริกแห้ง กลิ่นไก่ถูกกระตุ้นออกมาอย่างดุดัน ซ่งหร่วนเปิดหน้าต่างระบายอากาศพอดี ลมพัดโชยมา กลิ่นหอมลอยตรงไปถึงลานบ้านของป้าซุน เด็กในบ้านน้ำลายไหลจนร้องโวยวาย

“เนื้อ! เนื้อ! ย่า ผมอยากกินเนื้อ!” เด็กผู้ชายวัยเจ็ดแปดขวบ ผิวดำคล้ำ กลิ้งดิ้นอยู่กับพื้นร้องลั่น

ป้าซุนด่าพลางปอกแตงกวา แรงมือเหมือนจะถลกหนังใคร “กินเนื้อ ฝันไปเถอะ ดูฉันเหมือนเนื้อไหม!”

“ผมอยากกิน ผมอยากกิน!” เด็กชายเหมือนปลาดำที่ถูกโยนขึ้นฝั่ง ดิ้นพล่านไม่หยุด

“จะกินฝ่ามือฉันไหม!” ป้าซุนสูดลมหายใจแรง จากกลิ่นควันฟืนปนอาหาร เธอแยกออกทันที “ตุ๋นไก่ แล้วยังมีหมูอีก ยัยสารเลวนั่น บ้านวันนี้จะฉลองปีใหม่หรือไง กินฟุ่มเฟือยขนาดนี้ แม้แต่เมียเจ้าของที่ดิน ยังไม่กล้ากินแบบนี้!”

ถ้าเป็นบ้านคนอื่น เธอคงเอาชามไปขอแล้ว อย่างน้อยก็ต้องได้ซดน้ำแกง แต่วันนี้เธอรู้มาว่าคนที่ยัยเด็กนั่นเชิญคือหัวหน้ากอง แถมยังมีพวกนักศึกษากลุ่มใหญ่ อีกอย่าง ยัยนั่นก็ใจดำอยู่แล้ว เธอเข้าไปตอนนี้ ไม่รู้ว่าใครจะกลายเป็นกับข้าวของใคร

คิดถึงไข่สามฟองที่เคยให้ไป ใจก็เจ็บแปลบ

เธอซุนเสี่ยวฮวาไม่ใช่คนโง่

แต่ยังไงก็ยังขัดใจ พอมองหลานชายที่ดิ้นโวยวายอยู่บนพื้น ความอดทนก็ยิ่งน้อยลง สุดท้ายทนเสียงอ้อนของหลานสุดที่รักไม่ไหว ด่าพึมพำพลางหยิบไข่ออกมาฟองหนึ่ง “กินไข่ไป!”

ได้กลิ่นเนื้อลอยมากับลม เธอก็ยังอดไม่ได้ ด่าในใจอย่างเคียดแค้น กินเข้าไป กินเข้าไปสิ กินไม่ตายเธอหรอก!

บทที่ 22

เพราะตอนเที่ยงเตรียมวัตถุดิบบางส่วนไว้แล้ว แถมยังมีคนมาช่วยอีกสองคน—ถึงแม้หานเจินเจิน ยัยตะกละประจำกลุ่ม พอเห็นเนื้อเข้าก็ตาโตเป็นไฟ แต่ยังดีที่ไม่ได้โง่ถึงขั้นช่วยอะไรไม่เป็น อย่างน้อยก็รู้จักหักกิ่งไม้มาก่อไฟ ส่วนหูเยี่ยนนั้นยิ่งมือไม้คล่องแคล่ว แผนเมนูที่วางไว้จึงถูกยกขึ้นโต๊ะทีละอย่างอย่างรวดเร็ว

ตอนผัดเมนูสุดท้าย ซ่งหร่วนนำทางให้สองคนนั้นออกไปเรียกแขก หานเจินเจินวิ่งเหมือนหมูป่าหลุดคอก แวบเดียวก็หายลับไป

ระบบในหัวของเธอเอ่ยเสียงประชดประชันขึ้นมาอย่างกระแนะกระแหน:

【ไม่คิดเลยนะว่าเธอทำกับข้าวแล้วจะออกมาดูเป็นเรื่องเป็นราวได้เหมือนกัน】

ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ระบบถูกลากไปขังในห้องมืดแล้วยังไม่ลืมโอนเงินให้เธอ ความอดทนที่ซ่งหร่วนมีต่อมันก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ได้ยินแบบนั้นก็ยังยิ้มตาหยี

“คราวก่อนทำแผ่นแป้งทอด มันต้องเอาไปกินระหว่างทาง แบบนั้นสะดวกสุด วัตถุดิบก็หลากหลาย ถึงจะหน้าตาไม่สวย แต่ก็ฉันกินเอง” คิดไปคิดมา เธอก็ย้ำอีกครั้ง “จริงๆ มันอร่อยนะ!”

อีกอย่าง ทำอาหารให้หน้าตาไม่ค่อยน่ากิน จะช่วยตัดความคิดคนที่อยากมาขอแบ่งไปได้—แค่ดูไม่สวย แต่รสชาติดีจริงๆ!

ซ่งหร่วนขอรับรองฝีมือตัวเอง

“แต่ครั้งนี้ต้องเลี้ยงแขกนี่นา”

【ใช่เลย~ เลี้ยงอุ่นบ้านให้คน~เยอะ~มาก~เลย~】

ระบบลากเสียงยาว

ซ่งหร่วนหยิบจานเล็กออกมา “แน่นอนว่าก็เลี้ยงเธอด้วยไง!”

ระบบที่กำลังทำเสียงแปลกๆ อยู่สะดุดกึกทันที

【หา?】

ซ่งหร่วนคว่ำชามข้าวใส่ลงบนจาน คีบขาไก่ชิ้นใหญ่วางข้างๆ แล้วคีบกับข้าวทุกอย่างมาอย่างละนิด จัดจานให้ดูสวยงาม สุดท้ายราดน้ำแกงลงบนข้าวเล็กน้อย แล้วพูดซ้ำอีกครั้ง “จานแรกต้องเชิญเธอก่อนเลยนะ!”

【อา…อา? อ๋อ】

ระบบชะงักงัน เสียงไฟฟ้าซ่าๆ ขัดไปสองที แล้วก็เงียบไปพักใหญ่

แต่จานข้าวที่ซ่งหร่วนถืออยู่ในมือกลับหายไปพร้อมทั้งจานในพริบตา

ซ่งหร่วนยิ้มบางๆ ยังไม่ทันเอ่ยอะไร ก็ได้ยินเสียงจากหน้าประตูดังขึ้น:

“ว้าว ของกินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”

จุดพักเยาวชนอยู่ไม่ไกล อีกทั้งทุกคนก็ตั้งตารออาหารพิเศษมื้อนี้อยู่แล้ว พอหานเจินเจินไปเรียก ต่างก็ไม่อิดออด รีบพากันมา

หานเจินเจินเหมือนแมวที่มาขอรางวัล พอเข้าประตูก็เบียดมาอยู่ข้างซ่งหร่วน พูดอย่างอวดผลงานว่า “ตอนฉันไปเรียก เถียนฮุ่ยหนี่ไม่อยู่ แต่หลินซิ่นผิงอยู่ แล้วทำท่าเหมือนไม่มีอะไรจะตามมาด้วย ฮึ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นเธอบอกว่าไม่ให้เขามา เลยไล่กลับไปแล้ว”

พูดไปก็มองเธอตาแป๋วไปด้วย

ซ่งหร่วนอดหัวเราะไม่ได้ ลูบหัวเธอเบาๆ “โห เอาใจใส่จริงๆ เดี๋ยวฉันคีบเนื้อให้เธอเพิ่มอีกสองชิ้น”

หานเจินเจินเชิดคางอย่างภาคภูมิ

“โอ้โห กับข้าวเยอะขนาดนี้ สิ้นเปลืองจริงๆ” พอดีกันนั้นเอง หูเยี่ยนพาผู้ใหญ่บ้านกับภรรยาเดินเข้ามา เห็นอาหารเต็มโต๊ะก็อุทานด้วยความทึ่ง

นี่มันเกือบจะเท่าช่วงปีใหม่แล้ว

ทั้งสองยังถือกระเช้ามาด้วย ใบผักสีเขียวสดโผล่ออกมาจากข้างใน

ก่อนที่หูเยี่ยนจะไปเรียก พวกเขาก็ปรึกษากันแล้ว ถึงเสี่ยวซ่งจะตั้งใจขอบคุณที่ช่วยเก็บกวาดบ้าน แต่ครอบครัวเขาคนเยอะ แค่ลูกชายก็สามคนแล้ว ยังไม่รวมลูกสะใภ้กับหลาน อีกทั้งช่วงนี้ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว ทำงานหนักกันทั้งวัน ความอยากอาหารก็มาก แต่ละคนกินเหมือนถังข้าว ถ้ามากันทั้งบ้าน ต่อให้ข้าวสารสิบชั่งก็คงไม่พอ—ต่อให้บ้านเศรษฐีก็ไม่พอเหมือนกัน

เสี่ยวซ่งดูเหมือนจะพอมีฐานะ แต่ก็เป็นแค่เด็กสาวที่จากบ้านมาอยู่ไกล แถมเพิ่งย้ายออกมา อะไรๆ ก็ต้องใช้เงิน จะให้ฟุ่มเฟือยขนาดนั้นได้ยังไง

สุดท้ายสองสามีภรรยาจึงตกลงกันว่าจะมากันแค่สองคน ให้เกียรติน้ำใจของเสี่ยวซ่งด้วย และไม่เป็นภาระมากเกินไป แถมยังตั้งใจเอาผักมาเป็นเสบียงด้วย

แต่พอเห็นเข้าจริงๆ ก็ยังรู้สึกว่าถือมาน้อยไป เด็กคนนี้ซื่อเกินไป ดูสิ ทั้งเนื้อทั้งไก่ ขนาดปีใหม่ยังไม่กล้ากินกันขนาดนี้เลย

แม้ปากจะบ่นตำหนิ แต่ในใจก็รู้สึกถึงความพอใจที่ได้รับการให้ความสำคัญ มองซ่งหร่วนด้วยสายตาอ่อนโยนยิ่งขึ้น

ซ่งหร่วนเห็นว่ามาแค่สองคน ก็เข้าใจเจตนาทันที จึงตอบแทนน้ำใจ “ผู้ใหญ่บ้าน ทำไมมาสองคนเองล่ะคะ ฉันทำกับข้าวไว้เยอะ เดี๋ยวตักใส่ถ้วยให้เอากลับไปให้เด็กๆ ชิมหน่อยไหมคะ”

“ไม่ต้องๆ” สองสามีภรรยาโบกมือพร้อมกัน “หนูคนนี้สุภาพเกินไปแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ตักใส่ถ้วยนิดเดียวเอง พอดีฉันจะตักให้หนิงหย่วนด้วย ไก่นี่ก็ไปแลกจากเขามา เสียดายเขาทำข้าวไว้แล้ว กลัวเสียของเลยไม่ได้มา”

ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “เด็กคนนั้นขี้อายเกินไป ถ้าได้ครึ่งหนึ่งของหนู ฉันก็สบายใจแล้ว”

ซ่งหร่วนยิ้ม พาเขาทั้งสองไปที่โต๊ะ “สุขุมก็ไม่เลวค่ะ มาๆ กินข้าวกัน กินข้าว”

ในยุคที่ข้าวของขาดแคลนแบบนี้ แค่ซาลาเปาขาวยังถือว่าเป็นของอร่อย มื้อนี้ของซ่งหร่วนทั้งไก่ทั้งเนื้อ แถมยังใส่น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มครบถ้วน รสชาติจึงไม่ธรรมดา ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ชมซ่งหร่วนกันไม่หยุด ราวกับไม่มีใครเทียบได้ทั้งฟ้าดิน

ซ่งหร่วนหน้าหนาพอตัว ไม่ได้เขินสักนิด ยิ่งถูกชมก็ยิ่งเชิดหน้า

ฝั่งนี้บรรยากาศชามแก้วกระทบกันอย่างครึกครื้นอบอุ่น แต่ฝั่งจุดพักเยาวชนกลับเงียบจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง

ปกติเวลามื้อเย็นคือช่วงคึกคักที่สุด หลังจากทำงานมาทั้งวัน คนหนุ่มสาวกว่าสิบชีวิตจากทั่วสารทิศก็นั่งรวมกัน คุยเรื่องงาน คุยเรื่องบ้านเกิด ต่อให้เหนื่อยจนพูดไม่ออก เสียงตะเกียบกระทบชามก็ยังมีจังหวะสอดประสานกันอย่างรู้ใจกัน

แต่ตอนนี้ ที่พักเยาวชนเงียบสนิท เกือบทุกคนไปกินข้าวอุ่นบ้านที่บ้านใหม่ของซ่งหร่วนกันหมด เสียงจิ้งหรีดในพงหญ้าดังชัดเจนเป็นพิเศษ

หลินซิ่นผิงนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะยาวในครัว มุมปากที่เคยอ่อนโยนมีรอยยิ้มประจำกลับเรียบตึง ใบหน้าไร้อารมณ์ดูเย็นยะเยือกขึ้นหลายส่วน

เขาขมวดคิ้ว วิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้

แม่ของเขาเป็นลูกสาวคนเดียวในเมือง พ่อเดิมทีเป็นชาวนาที่ทำมาหากินพึ่งฟ้าดิน เพราะแต่งเข้าบ้านแม่เขาถึงได้กลายเป็นคนเมือง แม่เขาใจอ่อน สมองไม่ซับซ้อน พอมีลูกชายสามคน ก็ถูกกล่อมให้อยู่บ้านเลี้ยงลูก ยกงานให้พ่อเขาไป

พอผู้ใหญ่ทั้งสองเสียไป พ่อเขาก็ยิ่งได้ใจ ไม่เพียงเปลี่ยนแซ่ของพวกเขาสามพี่น้องกลับคืน ท่าทีต่อแม่ก็แย่ลง เรียกใช้เหมือนจักรพรรดิบ้านนอก

ถ้ายุคนี้มีคำว่า “ผู้ชายฟีนิกซ์” พ่อเขาคงครองอันดับหนึ่งได้สบาย

เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ หลินซิ่นผิงก็รับช่วง “ประเพณีอันดีงาม” ของพ่อมาเต็มๆ วันๆ คิดแต่จะหาคู่ที่ดีเพื่อกินสบายโดยไม่ต้องเหนื่อย

ยังไม่ทันได้เจอคู่ดี นโยบายก็ออกมา เขาต้องลงชนบท

บ้านเขาไม่มีเส้นสาย แถมเขาก็ไม่ใช่ลูกคนโปรด อยากกลับเมืองก็ต้องพึ่งตัวเอง ตั้งแต่ได้ใบแจ้งลงชนบท หลินซิ่นผิงก็เริ่มวางแผน

คิดไปคิดมา ก็ต้องเดินทางเดิมของพ่อ—ไม่ก็หาสาวเยาวชนที่มีฐานะดูว่าจะพากลับเมืองได้ไหม ไม่ก็หาลูกสาวคนมีอิทธิพลในชนบทให้ชีวิตดีขึ้น

ส่วนทำงานในนาอย่างซื่อสัตย์—ฮะ เขาไม่เคยคิดแบบนั้นตั้งแต่แรก! ต่อให้ทำงานหนักทั้งปี จะได้เงินกี่หยวน? พอรักษาโรคไหม? พอซื้อหนังสือไหม? พอกินเนื้อกี่มื้อ? ถ้าในนาเงินงอกได้จริง พ่อเขาจะวางแผนแต่งเข้าบ้านเมืองทำไมตั้งแต่แรก?

แต่เขาไม่คิดเลยว่า ผู้หญิงที่เขาเจอจะประหลาดกันขนาดนี้

ตอนแรกบนรถไฟ เขาเจอเซียงหงอิง ดูจากอาหารกับเสื้อผ้าก็รู้ว่าเป็นสาวฐานะดี แถมบังเอิญลงชนบทที่เดียวกัน ตอนแรกมีปะทะกันบ้าง แต่ไม่ตีก็ไม่รู้จักกัน เรื่องพระนางในนิยายก็ต้องมีอุปสรรคบ้าง เขาไม่ใส่ใจ แถมคิดว่าเป็นโอกาสจากฟ้าด้วยซ้ำ

ใครจะรู้ว่าเป็นพวกคลั่งอุดมการณ์ พูดสามประโยคไม่พ้นแนวคิด เครื่องหมายวรรคตอนไม่พ้นคำคม เขาเลียนแบบพ่อ พยายามแสดงความห่วงใย แต่ทุกประโยคถูกตอกกลับด้วยสโลแกนสารพัด แถมยังสอนการเมืองใส่เขา บอกว่าเขายังตระหนักรู้ไม่พอ เหมือนคุยกับคนฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง จะให้แต่งกับผู้หญิงแบบนี้ เขาจะไม่อึดอัดได้ยังไง!

โชคดีที่ฟ้ายังเมตตาเขา

พอดีกับที่ซ่งหร่วนย้ายออกไป หลินซิ่นผิงถึงได้สังเกตว่าเด็กสาวที่ไม่เด่นไม่ดังคนนี้กลับเป็นเศรษฐีแฝง แถมยังหน้าตาดี เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายทันที

แต่ดูแล้วเป็นคนมีความคิดของตัวเอง เถียนฮุ่ยหนี่พูดไม่ดีไปแค่สองคำก็พลิกหน้าแล้ว ผู้หญิงนิสัยแข็งแบบนี้ไม่ดี เขาต้องดัดหน่อย

ผลคือเขาเพิ่งเตือนไปไม่กี่ประโยคก็ถูกตอกกลับ แถมต่อหน้าคนทั้งหลายยังประกาศชัดว่าไม่ต้อนรับเขาไปงานอุ่นบ้าน

ไม่ไปก็ไม่ไป ทำเหมือนเขาอยากไปนักงั้นแหละ! เขาไม่สนใจเลย!

—ทำไมผู้หญิงถึงไม่ให้เกียรติผู้ชายขนาดนี้! นิสัยแบบนี้จะมีผู้ชายคนไหนเอา?

หลินซิ่นผิงรู้สึกว่าศักดิ์ศรีถูกกระทบอย่างแรง ความคิดที่มีต่อซ่งหร่วนก็จืดลง แต่ก็ยังไม่คิดจะทิ้ง วางแผนขี่ลาไปหาม้าดูต่อ

ยังดีที่ยังมีเยาวชนหญิงคนสุดท้าย หานเจินเจิน ดูจากรองเท้าหนังเล็กๆ หลายคู่ก็รู้ว่ามีเงิน แค่นิสัยคุณหนูหน่อย แต่ก็น่าจะดีกว่าซ่งหร่วนมั้ง หลินซิ่นผิงปลอบใจตัวเอง ตอนนี้อดทนหน่อย อนาคตพอมีลูกก็จะดีขึ้น

แต่เขายังไม่ทันลงมือ ก็ถูกตอกกลับอีกแล้ว

หลินซิ่นผิงนึกถึงตอนบ่ายที่หานเจินเจินขวางไม่ให้เขาไปงานอุ่นบ้านของซ่งหร่วน ความรู้สึกนั้นจะอธิบายยังไงดี? เหมือนเขาเป็นกองขี้หมาที่พร้อมจะถูกยิงใส่เหมืองทอง

เหมือนเป็นสนมแก่หน้าตาโรยราของสมัยเก่า ถูกฮ่องเต้ทอดทิ้ง แต่งหน้าจัดมาขอคืนดี แล้วขันทีใหญ่ข้างกายฮ่องเต้เชิดหน้าขวางไว้ ก่อนจะพาสาวงามกลุ่มหนึ่งเดินผ่านอย่างโอ่อ่า หางตาหางคิ้วสื่อความหมายเดียว—ส่องกระจกดูตัวเองซะบ้าง!

เรื่องของเธอมีอะไรเกี่ยวด้วย มาป่วนทำไม!

หลินซิ่นผิงที่แพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงกับงง: ผู้หญิงสมัยนี้เป็นอะไรกันไปหมด? ไม่มีใครเหมือนแม่เขาที่ปกติและหลอกง่ายบ้างเลยเหรอ?

กำลังคิดอยู่ ประตูไม้หน้าห้องก็ส่งเสียงเบาๆ เขาเงยหน้าขึ้น เห็นเป็นเถียนฮุ่ยหนี่

เยาวชนหญิงแก่ๆ คนหนึ่ง ไม่มีเงิน ไม่มีสมอง แถมชอบก่อเรื่อง เหมือนเขาตรงที่ชอบหาผลประโยชน์จากคนอื่นแต่ไม่เคยสำเร็จ

ก็ไม่ใช่ผู้หญิงปกติอะไรเหมือนกัน

หลินซิ่นผิงสรุปในใจอย่างเรียบเฉย แล้วก็เบือนสายตาไปโดยไม่รู้สึกอะไรอีก

บทที่ 23

ห้องครัวมีพื้นที่แค่นิดเดียว เถียนฮุ่ยหนี่จึงเห็นหลินซิ่นผิงที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะ ขมวดคิ้วไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่ได้ในทันที

เธอมีความทรงจำเกี่ยวกับคนคนนี้อยู่บ้าง ในชาติที่แล้วเขาแต่งงานกับลูกสาวคนเล็กของผู้ใหญ่บ้าน ช่วงแรกก็รักและเอาใจใส่ภรรยามาก ชาวบ้านต่างพูดว่าเขาเป็นสามีที่ดี ตอนนั้นเธอยังเคยอิจฉาอยู่เลย และก็เพราะเหตุนี้ ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านจึงไม่ขัดขวางตอนเขาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ใครจะรู้ว่าหลังสอบติด เขาก็จากไปโดยไม่กลับมาอีก ไม่มีข่าวคราวใดๆ ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านถึงกับเขียนจดหมายมาถามเธอว่าเคยรู้ข่าวคราวของหลินซิ่นผิงหรือไม่

ต่อมาได้ยินว่าเขาแต่งเข้าไปอยู่บ้านเศรษฐินีคนหนึ่ง อาศัยทรัพยากรและเวทีของอีกฝ่ายสร้างผลงานจนกลายเป็นคนมีชื่อเสียง

—ไม่ใช่คนดีอะไร

แต่เมื่อนึกว่าในท้ายที่สุดเขาก็ถือว่าเป็นคนมีฐานะ เถียนฮุ่ยหนี่จึงเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน “ทำไมนายไม่ไปกินข้าวอุ่นบ้านของซ่งหร่วน ฉันว่าตอนนั้นเธอแค่พูดไปอย่างนั้นเอง”

สีหน้าของหลินซิ่นผิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นท่าทีสุขุมอ่อนโยน “ใช่ แต่เธอก็ไม่ได้ไปไม่ใช่เหรอ เหลือเธออยู่ที่จุดพักเยาวชนคนเดียวมันก็ดูไม่ดี ฉันเลยอยู่เป็นเพื่อน”

เถียนฮุ่ยหนี่ซาบซึ้งเล็กน้อย เอามือทัดผมไว้หลังหู “นายยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ฉันไปทำอะไรให้กินหน่อยนะ ฉันยังเหลือผักดองอยู่ เรากินด้วยกันเถอะ”

หลินซิ่นผิงยิ้ม “ขอบคุณนะ”

ถึงแม้เขาจะดูถูกผู้หญิงคนนี้ แต่เผื่อวันไหนอาจใช้ประโยชน์ได้ก็ได้

พอหันหน้ากลับ สีหน้าของทั้งสองก็จืดลง กลับสู่ความเรียบเฉย

ความคิดแอบแฝงของทั้งคู่แสดงออกอย่างชัดเจนในขณะนี้

แต่ละครอบครัวมีเรื่องคึกคักของตัวเอง ป้าซุนได้กลิ่นเนื้อหอมมาตลอดทั้งคืน มองดูโจ๊กผักป่าบนโต๊ะแล้วก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ ฟังเสียงคึกคักจากบ้านข้างๆ จนทนไม่ไหว ด่าขึ้นว่า “ยัยเด็กเวรนี่รู้จักมารยาทบ้างไหม ทำของกินดีๆ ก็ไม่คิดจะยกมาแบ่งเพื่อนบ้านสักชาม เห็นแก่ตัวจริงๆ!”

สะใภ้คนโต เฉินกุ้ยเฟิน มองดูลูกชายของบ้านที่กำลังกินไข่ไก่ใบเดียวของทั้งบ้านชื่อเถี่ยตัน ก็ช่วยพูดเสริมด้วยความโกรธร่วม “ใช่เลย มักพูดกันว่าญาติไกลไม่สู้เพื่อนบ้านใกล้ เด็กสาวคนนี้ไม่รู้เรื่องจริงๆ!”

ถ้ายกมาสักชาม ลูกชายเธอคงได้กินตั้งครึ่งชามแล้ว

เถี่ยตันของบ้านเธอน่าสงสารจะตาย กำลังอยู่ในวัยโต ควรได้กินของดีๆ บำรุงร่างกาย เด็กสาวคนนั้นช่างไม่มีน้ำใจเลย!

พอหันไปเห็นลูกสาวคนเล็ก หนิวหนิว ที่จ้องไข่ในมือพี่ชายตาเป็นมัน น้ำลายแทบไหล ก็ฟาดหัวท้ายทอยลูกไปหนึ่งทีอย่างหงุดหงิด “ดูสภาพความตะกละของแกสิ ไร้อนาคตจริงๆ”

เย่เซียงยังไม่ทันตั้งตัว ก็ยื่นตะเกียบคีบผักป่าเข้าปากตัวเอง

การกระทำนั้นเข้าตาป้าซุนทันที เธอตบตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างกระแนะกระแหน “ก็เป็นเยาวชนเหมือนกัน ทำไมคนอื่นถึงเอาปลาตัวโตเนื้อชิ้นใหญ่มาเข้าบ้านได้ แต่ของบ้านฉันคนนี้ทำงานก็ไม่เก่ง แต่แย่งกินเก่งนัก”

เย่เซียงชะงัก มือกำตะเกียบไว้ ก้มหน้าลงอย่างน้อยใจ

ป้าซุนไม่ยอมเลิก “พูดแค่นิดเดียวก็ทำหน้าซวยให้ใครดู แกแต่งเข้าบ้านนี้แล้ว ก็เลิกนิสัยคุณหนูพวกนั้นเสียที กินข้าวต้องล้างมือ เด็ดผักต้องล้างมือ เข้าบ้านก็ต้องล้างมือ ทำไม มือแกไปคุ้ยอึมาหรือไง ถึงต้องใช้น้ำเปลืองขนาดนั้น?”

เธอด่ายิ่งไหลลื่น ตั้งแต่เย่เซียงทำกับข้าวเปลืองน้ำมัน ไปจนถึงทุกครั้งที่ซักผ้า สบู่ก็หดลงเป็นวง เอาความโมโหที่ได้รับจากซ่งหร่วนมาระบายออกหมด ด่าเสร็จก็รู้สึกสดชื่นโล่งใจ

คนเมือง ปัญญาชนแล้วไง สุดท้ายก็ยังต้องโดนยายบ้านนอกที่อ่านหนังสือไม่ออกอย่างเธอด่าอยู่ดี!

กลับเข้าห้อง จ้าวเว่ยหมินยื่นมือไปตบไหล่เย่เซียงเบาๆ “ลำบากเธอแล้ว แต่ยังไงนั่นก็แม่ฉัน ฉันก็พูดอะไรไม่ได้ อีกสองวันฉันจะพาเธอไปเดินเล่นที่สหกรณ์”

สามีของเธอยังห่วงใยเธออยู่

เย่เซียงรู้สึกว่าความน้อยใจเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกแล้ว โผเข้าไปในอ้อมแขนของจ้าวเว่ยหมิน “ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ”

หลังงานอุ่นบ้านก็ไม่มีเรื่องอื่น นอกจากงานในนาเริ่มยุ่งขึ้นเรื่อยๆ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออากาศหนาว กองการผลิตตงเฟิงก็เป็นตัวอย่างชัดเจน ปลูกข้าวสาลีปีละครั้งเป็นพันธุ์สุกช้า ช่วงนี้พอดีถึงฤดูเก็บเกี่ยว ทุ่งข้าวสาลีกว้างสุดลูกหูลูกตา ปกติมองดูเหมือนบทกวีชนบท ลมพัดรวงข้าวไหว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นงานเกษตรมหาศาลที่หนักหน่วง มองแล้วแทบหมดแรง

ยังไม่รวมว่าแดดช่วงนี้แรงจัด อากาศร้อนอบอ้าวจนอยากถอดเสื้อผ้าออกหมด แต่หนวดรวงข้าวยาวแหลมกลับทิ่มแทงจนคันและเจ็บ ทำให้ต้องใส่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาว บางครั้งยังต้องพันหน้าด้วย

นอกจากนั้น ข้าวโพดก็ต้องเก็บ ถั่วเหลืองก็ต้องเกี่ยว ดินแถบตงเป่ยอุดมสมบูรณ์ วัชพืชขึ้นเร็วไม่กี่วันก็เต็มแปลง พืชที่ยังไม่เก็บกำลังเจริญเติบโต จะปล่อยให้วัชพืชทำลายได้ยังไง ก็ต้องจัดคนไปถอน

ซ่งหร่วนทำงานทั้งวัน รู้สึกว่าร่างกายเหนื่อยจนเหมือนกลายเป็น “ซ่งโคลน” ส่วนจิตใจผ่านการขัดเกลาจนกลายเป็น “ซ่งเหล็ก”

วันนั้นเธอยังคงถูกจัดให้ถอนหญ้ากับสวีต้าเหยากับป้าผอมแห้ง เมื่อเทียบกับเธอที่เหนื่อยจนห่อเหี่ยว ทั้งสองคนดูดีกว่านิดหน่อย แต่แรงนินทาชาวบ้านก็น้อยลงมาก—อาจเพราะช่วงนี้ไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น

กำลังคิดอยู่ ก็เห็นป้าซุนจับคอห่านตัวหนึ่ง ลากถูไถมาที่คันนา ห่านตัวนั้นกระพือปีก เตะขา ดิ้นรนสุดแรง ปกติเป็นเจ้าถิ่นประจำหมู่บ้าน แต่ในมือป้าซุนที่เป็นตัวท็อประดับหมู่บ้านกลับดูอ่อนแอ น่าสงสาร

ป้าซุนตะโกนด่าด้วยความโกรธ “ห่านบ้านไหนวะ มาจิกผักบ้านฉันแล้วยังจะหนี จะมาเอาเปรียบถึงหัวฉันเลยเหรอ! ถ้าฉันไม่กลับไปเข้าห้องน้ำแล้วเจอเข้า สวนผักฉันคงโดนกินหมดแล้ว!”

สวีต้าเหยาที่กำลังถอนหญ้าอย่างหมดแรงกับป้าผอมแห้ง เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกาย

ซ่งหร่วนรีบเบียดเข้าไปดู

สวีต้าเหยาเพ่งมอง “ฉันว่าห่านนี่เหมือนของแม่หม้ายไป๋นะ หลังตาห่านมีขนสีดำเส้นหนึ่ง ครั้งก่อนมันยังจิกลูกสาวฉันเลย”

ป้าผอมแห้งหัวเราะ “งั้นก็ดี ทั้งเจ้าของทั้งห่านก็ไม่ใช่ของดี”

ลูกชายเธอเคยแอบไปห้องแม่หม้ายไป๋ แล้วถูกหลอกให้ขะโมยไข่สิบฟองจากบ้านไปให้

ไข่สิบฟองนะ! เพิ่มอีกหน่อยก็แลกเนื้อได้ครึ่งชั่งแล้ว แม่หม้ายไป๋ข้างล่างฝังทองไว้หรือไง กินเก่งเหมือนพังพอน!

แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับศีลธรรม จะไปพูดข้างนอกก็ไม่ได้ แถมยังต้องปิดบังลูกสะใภ้ ด่าใครก็ต้องเก็บไว้ เหมือนกลืนเลือดกลืนฟัน

ช่วงนี้ซ่งหร่วนคลุกคลีกับทีมข่าวลับ แถมยังเป็นเพื่อนบ้านป้าซุน เลยรู้ข้อมูลพื้นฐานพอสมควร

พูดถึงป้าซุน จริงๆ ก็เป็นคนน่าสงสาร เดิมทีมีลูกชายติดกันสามคน ใครเห็นก็อิจฉา แต่ต่อมาสามีเสีย ลูกชายสามคนกลายเป็นภาระหนัก เธอเลี้ยงดูคนเดียว ต้องลำบากมาก เพราะแบบนั้นจึงกลายเป็นคนปากร้าย ชอบเอาเปรียบ ชาวบ้านเห็นใจจึงไม่ถือสา ทำให้นิสัยยิ่งหนักขึ้น

พอเลี้ยงลูกจนถึงวัยแต่งงาน ลูกชายคนโตคิดถึงแม่ที่ไม่ได้กินเนื้อมานาน เลยขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แต่ดันตกเขาตาย ช่วงนั้นป้าซุนเศร้าจนลดความก้าวร้าวลงบ้าง

แต่ไม่นาน ลูกชายคนรองถูกคัดเลือกไปเป็นทหาร เธอก็ยิ่งได้ใจ ทำตัวเหมือนโลกนี้เธอใหญ่รองจากฟ้า เดินยังแทบจะเดินเฉียง

“ห่านใคร ไม่มีคนรับใช่ไหม งั้นฉันจะเชือดมัน คืนนี้เพิ่มกับข้าวให้บ้านฉันพอดี ลูกชายคนเล็กฉันช่วงนี้ทำงานเหนื่อย ต้องกินมันหน่อย!” ป้าซุนด่าเสียงดัง

ป้าผอมแห้งหัวเราะเยาะ “เลิกเถอะ ใครไม่รู้ว่าลูกชายสามคน เธอเกลียดจ้าวเว่ยหมินที่สุด”

แต่คิดอีกที ก็เข้าใจได้ คนโตตายเพราะอยากหาเนื้อให้แม่ คนรองเป็นทหารดูมีอนาคต เหลือแต่คนเล็ก วันๆ ไม่ทำอะไร กินข้าวบ้านตัวเองแต่ไปช่วยงานบ้านคนอื่น ใครจะไม่หงุดหงิด

กำลังพูดอยู่ แม่หม้ายไป๋เดินออกมาจากอีกแปลงหนึ่งอย่างอ่อนโยน “ป้าซุน ห่านตัวนี้ของบ้านฉัน ขอโทษจริงๆ ที่สร้างปัญหาให้”

“ขอโทษเหรอ คำเดียวก็จบ?” ป้าซุนโยนห่านลง “นี่มันทำลายของคนอื่นนะ!”

แม่หม้ายไป๋ขมวดคิ้ว น้ำเสียงยังอ่อนโยน “สัตว์มันไม่รู้เรื่อง เธอจะไปถือสาอะไรกับมัน”

“สัตว์ไม่รู้เรื่อง แล้วเธอไม่รู้เรื่องหรือไง… โอ๊ย!” ป้าซุนร้องลั่น

ห่านตัวนี้เคยเป็นเจ้าถิ่น พอถูกจับคอแบบนี้ ถ้ายอมแพ้ แล้วดอกไม้ข้างบ้านจะมองมันยังไง? เพิ่งถูกปล่อยก็พุ่งใส่ทันที ยืดคอแล้วงับก้นป้าซุนเต็มแรง

กัดแรงจนขนลุก

ป้าซุนทนเจ็บ ฟาดมันด้วยฝ่ามือเต็มแรงจนห่านมึน แล้วโยนออกไป

เธอเหลือบไปเห็นซ่งหร่วนที่กำลังกินเมล็ดทานตะวัน ก็เกิดไอเดียทันที ล้มตัวลงกับพื้น “แย่แล้ว ห่านเธอกัดคน ฉันเจ็บจะตาย ต้องชดใช้! อย่างน้อยไข่ห้าฟอง!”

เธอกลิ้งไปบนพื้น ร้องโวยวาย “ก้นฉัน! เนื้อฉัน! แย่แล้ว แม่หม้ายไป๋สั่งห่านมาทำร้ายคน!”

ซ่งหร่วนที่รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด: ……

คนอื่นก็รู้สึกคุ้นตา มองตามสายตาป้าซุนไปเห็นซ่งหร่วนที่กำลังถือเมล็ดทานตะวันอย่างพูดไม่ออก แล้วก็เข้าใจทันที

จำได้แล้วว่าคุ้นจากไหน

แย่แล้ว ป้าซุนเรียนแบบไปแล้ว!

ซ่งหร่วนที่ถูกสายตาทุกคนกวาดมอง: …………

เธอจนคำพูดจริงๆ

มีคนไม่พอใจ เอ่ยขึ้นจากฝูงชน “ป้าซุน ทุกคนก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน หลอกเอาแบบนี้ไม่ดีนะ”

สายตาป้าซุนดุเหมือนเหยี่ยวกวาดไป “โอ้ ลูกบ้านหลิวเหรอ เป็นห่วงเมียน้อยตัวเองหรือไง”

“เธอ เธอพูดมั่ว!” หลิวต้าซานหน้าแดง ตอบกลับแต่ดูขาดความมั่นใจ

รอบข้างหัวเราะครืน

“พูดไร้สาระ!” ป้าผอมแห้งที่กำลังดูเรื่องสนุกก็พุ่งเข้าร่วมศึก

คำว่าเมียน้อยพูดมั่วได้หรือ ถ้าหลุดออกไปจะโดนตรวจสอบ! ยายซุนแก่คนนี้คิดจะลากบ้านเธอลงเหวหรือไง!

เธอโกรธจนหลุดปาก “ลูกชายตัวเองตายยังไม่พอ ยังอยากทำลายบ้านคนอื่นอีกเหรอ เธอแซ่ซุนอะไร เธอแซ่เสียเถอะ!”

การตายของลูกชายคนโตเป็นแผลในใจป้าซุน พอถูกแทงแบบนี้ก็ระเบิดทันที กระโจนขึ้นจะดึงผมอีกฝ่าย

ป้าผอมแห้งก็ยกมือจะตบ

“ไม่ทำงาน มาทะเลาะอะไรกัน!” ผู้ใหญ่บ้านได้ยินเสียงก็เดินหน้าดำเข้ามา

ทั้งสองปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจ

เห็นว่าตีกันไม่ได้ ป้าซุนก็หันกลับไปเรื่องเรียกค่าเสียหาย เอามือเท้าเอว “ผู้ใหญ่บ้านมาพอดี ฉันถูกห่านแม่หม้ายไป๋กัด ให้เธอชดใช้เงิน!”

ผู้ใหญ่บ้านได้ฟังเรื่องมาก่อนแล้ว จ้องตาดุ “จะชดใช้อะไร เลิกเล่นละครได้แล้ว ฉันเห็นเธอยังวิ่งยังกระโดดได้ดี!”

ป้าซุนที่เพิ่งกระโดดขึ้นจะตีอีกฝ่าย: เธอพลาดแล้ว!

ป้าซุนอึ้งไปครู่หนึ่ง ลูกตากลอกไปสองรอบ แล้วตบต้นขาแรง “แต่ฉันเป็นหญิงชราบริสุทธิ์ กลับถูกสัตว์กัดก้น แบบนี้ต้องมีค่าชดเชยสิ! ชื่อเสียงฉันไม่ใช่ชื่อเสียงหรือไง!”

คนรอบข้างตะลึง

“ป้าซุน เธอเกินไปแล้วนะ”

“ต้องยกให้ป้าซุนจริงๆ”

“เอ่อ… แบบนี้ก็…”

แม่หม้ายไป๋ย่อมไม่ยอมถูกใส่ร้าย “ป้าซุน ถ้าเธอพูดแบบนี้ ห่านบ้านฉันก็เป็นห่านบริสุทธิ์ ไม่ได้ตั้งใจเอาเปรียบเธอ”

“นังตัวดี…” ป้าซุนจะด่าอีก

“พอได้แล้ว!” ผู้ใหญ่บ้านหมดความอดทน ตัดสินทันที “เรื่องเล็กนิดเดียวลากยาวอยู่ได้ แม่หม้ายไป๋ ชดใช้ผักที่ห่านทำเสียหาย ส่วนป้าซุนก็เลิกยึดติดได้แล้ว ไปทำงานกันหมด ช่วงเก็บเกี่ยว ใครว่างไม่ทำงานแล้วก่อเรื่อง จะหักคะแนนงาน!”

หักคะแนนงานไม่ได้ ตอนนี้งานหนักขนาดนี้ ทุกคนก็ทนกัดฟันทำ ก็เพราะหวังเก็บคะแนนให้มาก หาเสบียงให้ครอบครัว

แทบจะเห็นผลทันที คนที่มุงดูก็แยกย้าย แต่เสียงฮือฮาในทุ่งยังดังเหมือนฝูงผึ้ง

ซ่งหร่วนถอนหญ้าต่ออย่างยังไม่จุใจ ป้าผอมแห้งเดินกลับมาด้วยความโกรธ ถอนหญ้าแรงราวกับถอนป้าซุน

เธอออกแรงหนัก ทำให้ซ่งหร่วนที่อยู่ด้วยสบายขึ้นมาก

นับเป็นวันที่เลิกงานด้วยรอยยิ้มได้ยากในช่วงนี้ คิดว่ายังมีเวลา เลยแวะไปล้างมือที่ริมแม่น้ำ

ริมแม่น้ำมีผู้หญิงหลายคนซักผ้า เด็กหลายคนเล่นน้ำ สาดใส่กัน ในยุคที่ไม่มีแอร์ นี่คือวิธีคลายร้อนยอดนิยมของเด็กๆ

เด็กโตคนหนึ่งตบผิวน้ำแรง น้ำกระเซ็นเหมือนกำแพงน้ำ ผู้หญิงที่กำลังตีผ้าโดนเต็มหน้า ยกกระดานซักผ้าขึ้นดุ

ซ่งหร่วนกลัวโดนลูกหลง จึงเดินขึ้นต้นน้ำไปอีกหน่อย เจอแอ่งน้ำไหลนิ่ง ค่อยๆ ลงน้ำ

กำลังจะยื่นมือ…

“โอ้โห!” เธอปิดปากเสียงเบา ปลาตัวอ้วนใหญ่ตัวหนึ่งลอยนิ่งอยู่ใต้สาหร่ายน้ำ ดูแล้วเกือบหนึ่งฟุต

“เร็ว ระบบ เอาไม้ขาเก้าอี้จากบ้านเก่าของฉันมาให้ ฉันจะเลี้ยงปลาหม่าล่าวันนี้”

ซ่งหร่วนกลั้นหายใจ ค่อยๆ ย่องเข้าไป แล้วฟาดเต็มแรง

น้ำกระเซ็น ปลาเคราะห์ร้ายยังไม่ทันรู้ตัว หัวก็บุบ พลิกท้องลอยขึ้น

“โอ้ ปลาน้อยน่าสงสาร” ซ่งหร่วนทำท่าน้ำตาจระเข้ เช็ดมุมปาก แล้วหัวเราะคิก “ฉันจะทำให้เธอตายอย่างมีคุณค่าแน่นอน”

เธอเก็บไม้ ดึงหญ้ายาวจากฝั่ง ร้อยเข้าปากปลาออกทางเหงือก มัดปม แล้วชูปลาขึ้นอย่างภูมิใจ

เด็กๆ ที่เล่นน้ำร้องว้าวแล้วมารุม บางคนดำน้ำหาปลาเพิ่ม หลายคนล้อมซ่งหร่วนส่งเสียงจอแจ

“ปลา! ปลาตัวใหญ่มาก!”

“พี่ซ่งจับปลาได้!”

“พี่ซ่งเก่งมาก!”

“แน่นอน!” ซ่งหร่วนเชิดหน้า เดินขึ้นฝั่ง

เด็กคนหนึ่งถาม “พี่ซ่งจับได้ยังไง”

ซ่งหร่วนคิดครู่หนึ่ง แล้วโม้หน้าตาเฉย “ฉันเห็นตรงนี้สาหร่ายเยอะ น้ำสงบ เลยคาดว่าปลาจะมาอยู่ สังเกตดีๆ ก็เห็นปลาตัวใหญ่ มันพยายามหนี ฉันเลยตัดสินใจต่อยทันที (ละรายละเอียดการต่อสู้อันกล้าหาญห้าร้อยคำ)… สุดท้ายปลาก็ตกอยู่ในมือฉัน”

ทำเอาเด็กๆ ฟังตาลาย

【โม้เก่งจริงนะ】

“มีฝีมือ ก็ไม่เรียกว่าโม้!”

คนเห็นกันเยอะ ปิดบังไม่ได้อยู่แล้ว ซ่งหร่วนเชิดหน้าแกว่งปลาอย่างภูมิใจ เตรียมกลับบ้าน

หัวปลาทำปลานึ่งพริก หั่นเนื้อทำปลาหม่าล่า หางทำปลาตุ๋นซีอิ๊ว เธอกลืนน้ำลาย วางแผนเมนูเรียบร้อย

จู่ๆ ได้ยินคนเรียกเบาๆ ข้างหลัง “ซ่งหร่วน! ซ่งหร่วน!”

เย่เซียงก็ซักผ้าอยู่ริมฝั่ง สังเกตเห็นตั้งแต่แรก เธอรู้จักซ่งหร่วน เยาวชนใหม่ที่ย้ายออกไปแต่ไม่เชิญเธอกินข้าว ทำให้โดนแม่สามีด่า จึงเคยไม่ชอบหน้า

แต่พอเห็นซ่งหร่วนจับปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ ความคิดก็เปลี่ยน

ถ้าคนจับปลานี้เป็นเธอคงดี ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ เอากลับไปทำอาหารดีๆ ให้สามี ช่วงนี้งานหนัก สามีเธอผอมลง เธอเห็นแล้วสงสาร

อีกอย่าง ซ่งหร่วนอยู่บ้านติดกัน ถ้าถือปลาตัวใหญ่กลับไป แม่สามีต้องเห็น แล้วคงด่าว่าทำไมเป็นเยาวชนเหมือนกันแต่จับปลาไม่ได้

คิดแล้วก็ทั้งขมขื่นทั้งแค้น

สวรรค์ไม่ยุติธรรม ทำไมให้ซ่งหร่วนเจอปลาใหญ่แบบนี้ ทั้งที่เธอก็ไม่ได้ขาดปลา

บางที ซ่งหร่วนอาจเห็นว่าเป็นเยาวชนเหมือนกันแล้วช่วยเธอก็ได้ ยังไงปลาตัวใหญ่แบบนี้ เธอก็กินไม่หมดอยู่แล้ว

คิดแบบนั้น เธอจึงเรียกซ่งหร่วนไว้

“สหายซ่งหร่วน ฉันชื่อเย่เซียง เมื่อก่อนก็เป็นเยาวชนเหมือนกัน ตอนนี้อยู่บ้านข้างๆ เธอ”

เย่เซียงแนะนำตัวเสียงเบา

ซ่งหร่วนอยากกลับไปกินปลา จึงทักสั้นๆ แล้วจะเดิน แต่แขนเสื้อถูกดึง

เธอจึงหยุด “มีอะไรเหรอ”

เย่เซียงอ้ำอึ้ง “สหายซ่งหร่วน เธอเก่งมาก จับปลาใหญ่ขนาดนี้ได้”

ซ่งหร่วนเชิดหน้า “ฉันก็คิดแบบนั้น!”

เย่เซียงที่รออีกฝ่ายถ่อมตัว ชะงักไปครู่ “ชีวิตเธอดีจริงๆ ครอบครัวรัก ส่งของมาให้เยอะ แถมยังจับปลาเพิ่มอาหารได้ง่ายๆ ส่วนฉันไม่ได้ แม่สามีอายุมาก คนในบ้านก็เยอะ ค่าใช้จ่ายสูง สามีฉันเพื่อจะได้คะแนนงานเพิ่ม หน้าผอมจนโหนกแก้มออก…”

ซ่งหร่วนขี้เกียจฟัง “งั้นก็พยายามนะ! เชื่อว่าภายใต้การนำของพรรค พวกเราจะมีชีวิตดีขึ้น!”

เย่เซียงถูกตอกกลับอีก แค้นใจที่พูดขนาดนี้แล้วยังไม่ช่วย เห็นแก่ตัวมีเงิน กลัวเธอจะเดินไป จึงรีบพูด “คือฉันคิดว่า ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ เธอก็กินไม่หมดอยู่แล้ว งั้น…”

เธอมองหน้าซ่งหร่วนที่ไร้อารมณ์ สุดท้ายเปลี่ยนคำพูด “ฉันขอแลกหน่อยได้ไหม ไม่ต้องเยอะ แค่หางปลาก็พอ”

เธอพูดจนดูน่าสงสารแบบนี้ ซ่งหร่วนยังจะกล้าขอของแลกอีกหรือ

ซ่งหร่วนกล้า “งั้นเธอจะเอาอะไรมาแลก”

เย่เซียงนิ่งอึ้ง พึมพำ “ฉัน… ฉันขอแค่นิดเดียว”

ซ่งหร่วน “?”

เธอเข้าใจทันที ยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม “หน้าตาเธอไม่สวย แต่คิดสวยดีนะ”

“บ้านฉันจริงๆ…” เย่เซียงยังไม่ยอม

“บ้านยากจนก็ไปขอของสงเคราะห์จากกองการผลิตสิ ฉันไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้าน” ซ่งหร่วนเดินจากไปไม่หันกลับ

พอกลับเข้าบ้าน จัดการปลาพอเสร็จ ข้างนอกก็มีเสียงกระดิ่งจักรยานดัง

ใครซื้อจักรยานใหม่แล้วขี่อวดทั้งหมู่บ้านเนี่ย เที่ยงวันแดดแรงไม่ร้อนหรือไง

กำลังบ่นในใจ เสียงเรียกก็ดังขึ้น “สหายซ่งหร่วน สหายซ่งหร่วน อยู่บ้านไหม มีจดหมายของคุณ”

เธอมีจดหมายได้ด้วยเหรอ?

ซ่งหร่วนเช็ดมือ เดินออกไปอย่าง งงๆ บุรุษไปรษณีย์ยื่นจดหมายให้แล้วรีบไป

ซ่งหร่วนฉีกซอง กวาดตาอ่านคร่าวๆ เป็นจดหมายจากพ่อแม่

เธอสนใจทันที

ไม่สนปลาแล้ว หันกลับเข้าห้อง รินน้ำให้ตัวเองแก้วหนึ่ง แล้วซื้อแตงโมชิ้นหนึ่งจากร้านของระบบ วางข้างๆ ก่อนคลี่กระดาษจดหมายออกด้วยอารมณ์เหมือนเปิดของกินเล่น

มาดูกันว่าคนสองคนนั้นจะก่อเรื่องอะไรอีก.

บทที่ 24

จางเหม่ยเจวียนเปิดประตูเข้าไป เห็นบ้านโล่งเตียนว่างเปล่า ใจก็ อดจุกขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้—ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอรู้สึกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่รู้ว่าไอ้สารเลวตัวไหนไร้ศีลธรรมถึงขั้นกวาดบ้านพวกเขาไปจนเกลี้ยง ไม่เหลืออะไรแม้แต่ชิ้นเดียว

คนโบราณว่า บ้านพังยังมีค่าหมื่นตำลึง ไม่ต้องพูดถึงเตียง เก้าอี้ โต๊ะ ตู้ชิ้นใหญ่ๆ แค่ของใช้เล็กๆ อย่างข้าวสาร น้ำมัน เกลือ รวมๆ กันก็เป็นเงินก้อนโตแล้ว

พวกเขาสองคนแม้จะเป็นกรรมกร แต่ค่าใช้จ่ายประจำวันก็ต้องใช้เงิน พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็ต้องใช้เงิน งานสังคมก็ต้องใช้เงิน เจียเป่าต้องไปเรียนก็ต้องใช้เงิน ลูกสาวรองต้องลงชนบทกะทันหัน ไม่มีอะไรติดตัว ก็ต้องส่งเงินไปช่วย—จะเอาแรงที่ไหนมาซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่อีก?

เงิน เงิน เงิน! ทุกที่ล้วนต้องใช้เงิน!

เดิมทีคิดจะขายงานของซ่งหร่วนนั่นเพื่อเอาทุนคืนมา ใครจะรู้ว่าพอถามดูถึงได้รู้ว่าเด็กน่าตายนั่นดันขายงานไปเองลับๆ!

ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนระแวงคนในบ้านตัวเองขนาดนี้ เล่ห์เหลี่ยมเยอะเหมือนตะแกรง เป็นลูก อกตัญญูแท้ๆ!

“เธอส่งจดหมายไปหาซ่งหร่วนหรือยัง เด็กเวรนั่นน่ะ?” ซ่งกั๋วกังนั่งบนเก้าอี้เตี้ยที่ขาสั้นไปข้างหนึ่ง ถามเสียงแข็ง

จางเหม่ยเจวียนวางของ เตรียมทำมื้อเย็น—หม้อก็หายไปแล้ว แถมแลกตั๋วอุตสาหกรรมไม่ได้ ช่วงนี้บ้านพวกเขาเลยต้องใช้หม้อดินทำอาหาร “ส่งไปแล้ว”

“สองแผ่น แผ่นหนึ่งฉันใช้โทนของฉันด่าเธอ ขู่ให้แรง อีกแผ่นเธอพูดดีๆ ทำตัวน่าสงสาร บอกให้เธอส่งเงินจากการขายงานกลับมา” เธอพูดทวนอย่างเย็นชา

การกดดันลูก ดูเหมือนจะเป็นสัญชาตญาณที่พ่อแม่หลายคนเรียนรู้ได้เองโดยไม่ต้องสอน

ซ่งกั๋วกังพยักหน้า หยิบบุหรี่ออกมา “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้บ้านข้างๆ ซื้อหนึ่งตำแหน่งงานไปตั้งห้าร้อยกว่า เศษเงินให้เธอเก็บใช้ ที่เหลือห้าร้อยส่งกลับมา”

“จะว่าไป เด็กผู้หญิงถือเงินเยอะขนาดนั้นไปทำอะไร ควรส่งกลับมาหมดสิ! ชนบทจะใช้เงินอะไรนักหนา?” จางเหม่ยเจวียนพูดอย่างคั่งแค้น

ห้าร้อยกว่าหยวนเชียวนะ!

ซ่งกั๋วกังจุดบุหรี่ “ให้เธอเหลือไว้หน่อย จะได้ไม่หาว่าเราพ่อแม่รังแกลูก”

“มีที่ไหนระแวงคนในบ้านตัวเองขนาดนี้ เราเป็นพ่อแม่แท้ๆ ของเธอแท้ๆ เลี้ยงเสียข้าวสุก!”

จางเหม่ยเจวียนอยากจะขว้างของระบายอารมณ์ แต่ตอนนี้จะเอาอะไรให้พังได้ สุดท้ายก็ได้แต่ทุบต้นขาตัวเองแรงๆ แล้วบ่นเสียงดัง

กำลังพูดอยู่ ซ่งเจียเป่าก็วิ่งกลับเข้ามาจากนอกบ้าน เห็นข้าวธัญพืชในหม้อดินก็โวยวาย “ทำไมกินแต่แบบนี้อีก! ผมอยากกินไข่! อยากกินเนื้อ!”

สำหรับลูกชายคนเดียว ซ่งกั๋วกังก็ยังตามใจ เขาสลับบุหรี่ไปอีกมือ ดึงลูกชายเข้ามาปลอบ “รอให้พี่สาวส่งเงินมา พ่อจะพาไปกินที่ร้านอาหารของรัฐ กินหมูพะโล้ ดีไหม?”

“หมูพะโล้!” ซ่งเจียเป่ากลืนน้ำลาย แต่ยังจำได้ว่าครั้งก่อนโดนซ่งหร่วนฟาดจนหมุนเป็นลูกข่าง เลยลังเล “เธอจะส่งเงินมาจริงเหรอ?”

“จะไม่ส่งได้ยังไง” ซ่งกั๋วกังพูดหนักแน่น “ฉันเป็นพ่อของเธอ เธอกล้าไม่ส่งเหรอ?”

“เธอจะไม่เอาบ้านพ่อแม่ได้เหรอ” จางเหม่ยเจวียนก็มั่นใจ “ไม่ส่งเราก็ไปหาเอง พอดีได้ยินว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ขาดแคลนอาหาร เอากลับมาบ้างก็ได้”

ซ่งเจียเป่าสบายใจเต็มที่ กลืนน้ำลายอีกครั้ง “งั้นผมยังอยากกินไข่ กับซาลาเปาไส้เนื้อ!”

“ซื้อ! ซื้อหมด!” ซ่งกั๋วกังขยับตัว เก้าอี้ขาสั้นก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด “เก้าอี้ห่วยๆ นี่ไม่มีประโยชน์เลย”

ทั้งครอบครัวจมอยู่กับความฝันอันงดงาม

“ฝันซะสวยเลย” ซ่งหร่วนหัวเราะเยาะ ดูสิ คนหนึ่งเล่นบทโหด อีกคนเล่นบทอ่อนโยน เข้าขากันดีจริง

เธอยังไม่ได้ไปขอเงินพวกเขาด้วยซ้ำ กลับกล้ามาขูดรีดเธอ?

เธอขยำจดหมายแล้วโยนเข้าเตา เป็นเชื้อไฟ จุดฟืน แล้วเอาปลาครึ่งหนึ่งลงทอดในกระทะ

เสียงฉ่า ดังขึ้น ไอขาวลอยพร้อมกลิ่นหนังปลาทอดหอมฉุย

มีปัญญาก็มาหาเงินจากเธอที่นี่สิ พอดีเธอกำลังว่าง

ตอนอยู่ตึกแฟลตในเมือง ผนังบางไม่เก็บเสียง ตอนนั้นเธอยังไม่แข็งแกร่ง แถมยังมีความอาย เลยไม่กล้าลงมือแรง มีปัญญาก็มาตอนนี้สิ ตอนนี้เธอแข็งแกร่งจนน่ากลัว!

ที่นี่เป็นป่าลึกเขาไกล คนบางตาเป็นผืนๆ ถึงตอนนั้นดูสิ เธอจะไม่ล่อพวกเขาเข้าป่าแล้วทุบจนเละได้ยังไง

อีกอย่าง ถ้ามาจริง ก็คงพกค่าเดินทางมาบ้างสินะ?

เดินกลับเองก็ดี ออกกำลังกาย จะได้อายุยืน

เธอเป็นลูกสาวที่แสนดี กตัญญูจริงๆ

ซ่งหร่วนพลิกปลาที่ทอดอยู่ในกระทะ แล้วยิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยน

นึกถึงก่อนหน้านี้ เย่เซียงข้างบ้านอยากขอปลาจากเธอฟรีๆ เธอเลยโรยเครื่องเทศลงไปอีกกำมือ เพิ่มกลิ่นหอม แล้วยกชามไปนั่งกินข้างกำแพงด้านขวา

พอดีลมพัด กลิ่นหอมก็ลอยไปถึงบ้านข้างๆ

เสียงโวยวายเอาแต่ใจของเถี่ยต้านจากบ้านนั้น ฟังแล้วช่างไพเราะจับใจ

ภายใต้เสียงประกอบแบบนี้ ซ่งหร่วนกินอย่างเอร็ดอร่อยไปสองชามใหญ่

ช่วงบ่ายตอนออกไปทำงาน หานเจินเจินก็รีบวิ่งเข้ามาหา มองซ้ายมองขวาไม่มีคน แล้วกระซิบ “ซ่งหร่วน! พ่อฉันส่งหมูรมควันกับไส้กรอกมาให้ ฉันเอาไปที่บ้านเธอ เรากินด้วยกันนะ”

จุดรวมเยาวชนมีหม้อแค่ใบเดียว เธอทำอาหารก็เกรงใจจะกินคนเดียว แต่ถ้ากินด้วยกัน… ที่นั่นมีตั้งยี่สิบคน คนละตะเกียบ เธอจะเหลืออะไร?

แบ่งครั้งแรกแล้ว ครั้งที่สองจะไม่แบ่งได้เหรอ? ถึงพ่อจะส่งหมูรมควันมาเยอะ แต่ก็ไม่ใช่จะเอามาใช้แบบนี้ได้

แต่ซ่งหร่วนอยู่คนเดียว ใช้หม้อของเธอ แบ่งกันแค่สองคน เธอก็ได้กินเยอะขึ้นไม่ใช่เหรอ

หานเจินเจินคิดคำนวณในใจดังปังปัง

ลงชนบทมาเดือนหนึ่ง เธอไม่ใช่เด็กซื่อที่พ่อเรียกว่า “กินเก่งแต่ไม่คิด” อีกแล้ว!

หมูรมควัน!

ตาซ่งหร่วนเป็นประกาย แต่พอคิดถึงไส้กรอกที่เคยกินในโรงอาหารที่หวานเจี๊ยบ ก็ถามอย่างระวัง “ไส้กรอกรสอะไร?”

ถ้าเป็นแบบหวานสไตล์กวางตุ้ง เธอจะไล่ไปไกลๆ ทันที เป็นพวกนอกรีตสิ้นเปลืองฟืน

“ก็แบบเผ็ดๆ ไง ไส้กรอกจะมีรสอื่นด้วยเหรอ?” หานเจินเจิน งง เกาหัว

ซ่งหร่วนยิ้มสดใสเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิ “งั้นยินดีมากเลย ตอนเที่ยงฉันจับปลาได้พอดี เรากินดีๆ ด้วยกันได้”

หานเจินเจินหน้าลอยฝัน ช่วงบ่ายทำงานช้าลงนิดหน่อย โดนหัวหน้ากลุ่มดุไปสองประโยคก็ยังยิ้มแฉ่ง

หัวหน้ากลุ่มถึงกับขนลุก—เด็กคนนี้ไม่ใช่ทำงานหนักจนสติหลุดแล้วใช่ไหม คนเมืองนี่แปลกจริง

เลิกงานปุ๊บ หานเจินเจินก็พุ่งออกไปเหมือนจรวด

ตอนซ่งหร่วนถึงบ้าน ก็เห็นหานเจินเจินกอดห่อเล็กๆ นั่งยองๆ หน้าประตู มองทางเธออย่างตาแทบถลน

ซ่งหร่วนเห็นห่อที่ป่องๆ ก็เปิดประตูอย่างคล่องแคล่ว

หานเจินเจินตามเข้ามาเหมือนหาง วางห่อบนเตา แกะปมออก หยิบหมูรมควันชิ้นหนึ่งกับไส้กรอกหนึ่งแท่งออกมา

พลางบ่น “ฉันบอกเธอเลย ตอนฉันออกมา ไอ้หลินซิ่นผิงนั่นยังอ้อมๆ ถามว่าฉันจะไปกินข้าวที่ไหน ถุย! คิดว่าฉันดูไม่ออกเหรอว่าเขาเล็งหมูของฉัน?”

“ทำหน้าตาเสแสร้ง ยังคิดจะหลอกฉันอีก หน้าตาแบบนั้น สู้หมูครึ่งชิ้นยังไม่ได้ ยังอยากกินข้าวนิ่มๆ ของฉัน ฝันไปเถอะ!”

ซ่งหร่วนก็ไม่ได้คิดจะเอาเปรียบจริงๆ มองเนื้อในมือเธอ “ทำเสร็จแล้ว เธอตักครึ่งหนึ่งก่อน พรุ่งนี้ใส่กล่องไปอุ่นก็กินได้”

หานเจินเจินซึ้งใจมาก “ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นคนดี!”

“รู้ก็ดี งั้นเธอไปทำกับข้าวเถอะ”

“ทำไมต้องให้ฉันทำล่ะ?” หานเจินเจินทำหน้าไม่พอใจ ปากยื่น “ฉันเอาเนื้อมานะ แถมฉันยังเป็นแขกด้วย”

โอ้ ยังเป็นคนไม่ยอมเสียเปรียบด้วย

ซ่งหร่วนเลิกคิ้ว “งั้นปลาที่ฉันมีนี่ ไม่ใช่ปลาเหรอ?”

ถึงจะเป็นปลาที่เหลือตอนเที่ยง แต่ก็ยังเป็นปลาใช่ไหมล่ะ

“เอ่อ… ใช่”

“แล้วที่จุดรวม ถ้าเธอทำเนื้อ ต้องแบ่งให้คนตั้งเยอะ แต่ที่นี่แบ่งแค่ฉันคนเดียว เธอกินได้มากขึ้นไหม? ดีกับเธอไหม?”

“ใช่… ใช่?”

หานเจินเจินกระพริบตาอย่าง งงๆ

ซ่งหร่วนไม่รอให้คิดต่อ ยิงคำถามรัวๆ “หม้อของใคร?” “ของเธอ” เสียงหานเจินเจินเบาลง “ฟืนของใคร?” “ของเธอ” เบาลงอีก “น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ของใคร?” “ของเธอ” หัวก็ก้มตาม “ใครให้สถานที่ ให้เธอได้กินของอร่อยแบบลับๆ?” “เธอ” หานเจินเจินรู้สึกผิด “เธอเคยได้ยินคำว่า แขกต้องตามใจเจ้าบ้านไหม?” “เคย… เคย” “แปลว่าอะไร?” “แขก… ต้อง… ทำตามการจัดการของเจ้าบ้าน?” “งั้นฉันให้เธอทำกับข้าว มีปัญหาไหม?” “ไม่… ไม่มี” “ไปเถอะ”

ซ่งหร่วนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างคุณลุงใหญ่

หานเจินเจินรับมีดไปอย่างว่าง่าย ยืนหน้าเตา “ใส่พริกเยอะๆ นะ ไม่งั้นไม่อร่อย”

“ได้”

ทั้งที่ไม่ค่อยชอบเผ็ด หานเจินเจินหยิบพริกออกมาสองเม็ด มองซ่งหร่วนทีหนึ่ง แล้วกัดฟันหยิบเพิ่มอีกเม็ด

ฝีมือหานเจินเจินดี แถมเนื้อยุคนี้ไม่มีอะไรแปลกๆ แค่ผัดง่ายๆ ก็อร่อย ฤดูเก็บเกี่ยวงานหนัก ทั้งสองกินกันเหมือนลูกหมูน้อย กินจนเกลี้ยง

กินอิ่มแล้ว ทั้งคู่นั่งรับลมในลานบ้าน

กลางวันร้อน แต่พอตกเย็นก็เย็นสบาย ลมเย็นพัดมาพร้อมเสียงจักจั่นและกลิ่นหอมจากทุ่งข้าวสาลี ถ้าไม่คิดว่าต้องเป็นคนตัดเอง ความจริงก็ค่อนข้างสบาย

นอนพักได้สักพัก ซ่งหร่วนก็อยากดูหนังจากร้านระบบฟรีอีก เริ่มไล่แขก “ฉันไม่ให้เธอเก็บนะ รีบกลับจุดรวมก่อนฟ้ามืด ผู้หญิงเดินกลางคืนไม่ปลอดภัย”

หานเจินเจินโดนหลอกจนตาคลอ ซาบซึ้งใจ เดินจากไปพลางคิด—ซ่งหร่วนเป็นสหายที่ดีจริงๆ ครั้งหน้าต้องเอาของมาให้มากกว่านี้!

พอหานเจินเจินเดินลับตา ซ่งหร่วนก็ปิดประตู แล้วยิ้มประจบระบบ “ระบบ~ ช่วยล้างหม้อ ชาม เตา ให้หน่อยได้ไหม~”

ระบบปากแจ๋วกลอกตา แต่ก็จัดการให้

ซ่งหร่วนได้ประโยชน์ ปากก็หวานไม่หยุด “ระบบเก่งที่สุดเลย” “ฉันโชคดีมากที่ได้เจอเธอ” “ไม่มีเธอฉันไม่รู้จะทำยังไง”

ชมจนระบบเคลิ้ม แม้ปากยังแข็ง แต่ครัวก็สะอาดเอี่ยมในพริบตา

หลังจากมีมิตรภาพจากการแอบกินด้วยกัน หรืออาจเพราะคิดว่าซ่งหร่วนเป็นคนดี หรืออาจเพราะค้นพบที่กินลับ หานเจินเจินก็ยิ่งติดซ่งหร่วน แวะเอาหมูรมควันมาให้บ่อยๆ

มีคนเอาของอร่อยมาทำกับข้าวถึงบ้าน ซ่งหร่วนยกมือเท้าต้อนรับ แน่นอนว่าเธอไม่ได้เอาเปรียบจริงๆ บางครั้งก็แลกปลากระป๋อง เนื้อกระป๋องจากระบบมาเพิ่ม บอกว่าได้มาจากพัสดุ

—ที่สำคัญ หานเจินเจินหลอกง่าย ซ่งหร่วนพูดแค่นิดเดียว อีกฝ่ายก็จินตนาการต่อเองหมด

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ แม้ฤดูเก็บเกี่ยวจะเหนื่อยแสนเหนื่อย คนแทบทั้งหมู่บ้านผอมลง แต่ซ่งหร่วนกับหานเจินเจินกลับแข็งแรงขึ้นเล็กน้อย

โดยเฉพาะซ่งหร่วน ตอนเพิ่งมา ร่างนี้ผอมเหมือนลูกไก่ ตอนนี้อย่างน้อยก็โตเป็นไก่หนุ่มครึ่งตัวแล้ว

เก็บข้าวสาลีเสร็จ เก็บถั่วเหลือง ต่อด้วยมันเทศ จนข้าวโพดล็อตสุดท้ายถูกเก็บมาผึ่งแดด ฤดูเก็บเกี่ยวแสนโหดก็ใกล้จบ

—ปีนี้ได้ผลดี แต่ก็หมายถึงงานเยอะขึ้น!

ผู้หญิงถูกใช้งานเหมือนผู้ชาย ผู้ชายถูกใช้งานเหมือนวัวม้า วัวม้ายังถูกใช้หนักกว่าเดิม แม้แต่เด็กๆ ก็ถูกส่งไปเก็บรวงข้าว

ต่อให้ซ่งหร่วนกินยาบำรุงร่างกาย ก็ยังเหนื่อยเหมือนหมา

กลับถึงบ้านก็ล้มตัวนอนบนเตียงอิฐ เหมือนศพ ยังไม่ทันพักก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังตึงตึง

“ใคร?” ซ่งหร่วนลากเท้าไปเปิดประตูอย่างไม่สบอารมณ์

ประตูเพิ่งเปิดแง้ม หานเจินเจินก็พุ่งเข้ามา “เธอเป็นอะไร กลางวันแสกๆ ปิดประตูทำไม”

ชนบทถ้ากลางวันเจ้าของอยู่บ้าน ประตูก็มักเปิดอ้า คนมาเยี่ยมก็เข้ามาเลยไม่ต้องเคาะ

แต่ซ่งหร่วนไม่เหมือนกัน เธอมีความลับ พอกลับบ้านก็ชอบใส่กลอน

เธอไม่ตอบ ถามกลับ “มีอะไร”

หานเจินเจินถูกเบี่ยงความสนใจทันที “ก่อนข้าวโพดจะแห้ง เรามีวันหยุดสองสามวัน พรุ่งนี้ไปอำเภอกันไหม มีตลาดพอดี”

ซ่งหร่วนเหนื่อยจนอยากตาย อย่าว่าแต่พรุ่งนี้ ต่อให้มะรืนก็ไม่อยากขยับ ยกมือจะปิดประตู “ไปให้พ้น”

“เฮ้ๆ ปิดทำไม!” หานเจินเจินเอาเท้าขวาง “ฉันเลี้ยงเธอที่ร้านอาหารของรัฐ!”

อ้อ เรื่องนี้เหรอ ของฟรีไม่เอาก็โง่ “ได้ พรุ่งนี้มาเรียกฉัน” ซ่งหร่วนเปลี่ยนคำตอบทันที

หานเจินเจิน: “……”

“งั้นพรุ่งนี้เช้าฉันมาหานะ!” เธอกำชับ

หานเจินเจินทำตามคำพูด ฟ้ายังไม่สว่างก็มาทุบประตู “ซ่งหร่วน! ซ่งหร่วน! ตื่นยัง!” “ซ่ง—หร่วน—!”

ซ่งหร่วนสะดุ้งนั่ง คิดว่ามีเจ้าหนี้มาตาม

เธอทำหน้าหงิก ถูกหานเจินเจินลากขึ้นรถวัว งงๆ เหมือนฝัน

รถวัวโคลงไปตลอดทาง ถึงอำเภอก็สายแล้ว หานเจินเจินเหมือนฮัสกี้หลุดกรง วิ่งไปทั่ว ซ่งหร่วนก็โดนลากไปซื้อของไม่น้อย

สองคนหอบของพะรุงพะรังเดินไปทางร้านอาหารของรัฐ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโกลาหลข้างหน้า จึงมองไป

ผู้ชายคนหนึ่งกำลังดึงผู้หญิงคนหนึ่งโวยวาย

ผู้ชายอายุราวสามสิบ ผิวคล้ำ หน้าตาดูซื่อๆ พูดอย่างเจ็บปวด “เมีย อย่าทะเลาะเลย กลับบ้านกับฉันเถอะ บ้านเราไม่มีเงินซื้อเสื้อใหม่ให้เธอแล้วจริงๆ”

ผู้หญิงดูอายุยี่สิบ ใส่ชุดเดรส เปียผูกโบสีฟ้า กำลังดิ้นร้อง “คุณเป็นใคร! ฉันไม่ใช่เมียคุณ ปล่อยฉัน!”

คนรอบข้างเห็นเสื้อผ้าทั้งสองต่างกันมาก ก็เริ่มลังเล

ชายซื่อๆ หน้าขม “เมีย อย่าโวยเลย บ้านเราจนจริงๆ แม่เธอไม่ชอบฉันที่แก่ ตอนนั้นเรียกสินสอดตั้งร้อยหยวน บ้านเราทุบหม้อขายเหล็กกว่าจะรวบรวมได้ เธอเข้าบ้านมาก็อยากกินเนื้อ อยากซื้อเสื้อใหม่ บ้านเราคนจน จะมีเงินมากขนาดนั้นได้ยังไง?”

ผู้หญิงแทบจะร้องไห้ “คุณ… คุณโกหก!”

สินสอดร้อยหยวน!

คนรอบข้างสูดหายใจเฮือก นี่ไม่ใช่แต่งกับนางฟ้าแล้วหรือ

มองเสื้อผ้าสีสดของผู้หญิง ก็เข้าใจทันที รู้สึกว่าเป็นหยาดเหงื่อแรงงานของผู้ชาย

ต่างก็ช่วยเกลี้ยกล่อม “หนูเอ๊ย อย่าโวยเลย เสื้อผ้าก็ดีขนาดนี้ ยังไม่พอใจอะไรอีก? เสื้อกล้ามผัวเธอยังมีรูเลย” “ให้สินสอดตั้งร้อย ผัวเธอก็สุดยอดแล้ว”

บางคนถึงกับบอกผู้ชาย “เมียห้ามตามใจ! ตีสักทีแล้วลากกลับบ้าน!”

ผู้หญิงหน้าแดงจัด ตะโกน “ฉันไม่รู้จักเขา! ฉันไม่รู้จักจริงๆ! ฉันไม่ไปกับเขา!”

หญิงชราคนหนึ่งพุ่งเข้ามา ตบหน้าผู้หญิงฉาด “ฉันไปเอาลูกสะใภ้ตัวถังแตกแบบนี้มาได้ยังไง วันๆ เอาแต่โวย เพื่อเสื้อผ้าชิ้นเดียวถึงกับไม่ยอมรับผัว!”

ผู้หญิงล้มลง หัวอื้อไปหมด พูดไม่ออกอยู่นาน

“ปิดปากมัน ลากกลับบ้าน พลิกฟ้าแล้ว!” หญิงชราพูดอย่างดุร้าย

คนรอบข้างพยักหน้า “สมควรจัดการจริงๆ” “ใช่ๆ”

ชายซื่อๆ ลากผู้หญิงออกไป คนรอบข้างก็เปิดทางให้โดยปริยาย

หานเจินเจินขมวดคิ้ว “ผู้หญิงคนนั้นก็เกินไปหน่อยนะ”

เธอเองก็ชอบใส่กระโปรงสวย แต่ไม่ถึงขั้นให้พ่อแม่กู้เงิน

ซ่งหร่วนหัวเราะเย็นๆ “เธอคิดว่าพวกเขาเป็นผัวเมียจริงเหรอ?”

“หา?” หานเจินเจิน งง

ซ่งหร่วนพูด “ผู้ชายนั่นน่าจะเป็นพวกค้ามนุษย์ ใช้ข้ออ้างแบบนี้ ลักพาตัวกลางวันแสกๆ ดูสิ ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง”

หานเจินเจินเชื่อทันที ตาเบิกกว้าง มองรอบๆ อย่างตื่นตระหนก “งั้นเราไปแจ้งตำรวจเถอะ!”

“กว่าจะกลับมาจากแจ้ง คนก็หนีไปแล้ว”

“แล้วจะทำยังไง?” หานเจินเจินร้อนใจ “ฉัน… ฉันก็ไม่กล้าตามไปนะ”

“แบบนี้ต้องดึงความสนใจคนรอบข้าง ทำให้เรื่องใหญ่ เขาจะไปไม่ได้ ฉันไปถ่วง เธอไปแจ้งตำรวจ”

หานเจินเจินกลัว “เธอจะถ่วงยังไง อย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงนะ”

“ดูฉันแสดง” ซ่งหร่วนโยนของให้หานเจินเจิน แล้วพุ่งเข้าไปอย่างดุดัน

หานเจินเจินมือไม้รุงรัง กอดของของซ่งหร่วนไว้ได้

ซ่งหร่วนสะบัดผม ตัวสั่นเหมือนใบไม้กลางลม ปิดปากร้องแหลม “พี่เขย! พี่เขย! ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้! ถึงพี่สาวฉันจะหน้าตาไม่ดีไปหน่อย แต่คุณก็จะบังคับน้องสะใภ้ไม่ได้ แถมยังพูดว่าน้องสะใภ้เป็นเมียคุณกลางแจ้งอีก! คุณไม่ละอายใจต่อพี่สาวฉันเหรอ! ไม่ละอายต่อน้องชายฉันเหรอ?!”

แล้วหันไปหาหญิงชรา ทำหน้าสลด “ป้า ทำไมคุณเป็นแบบนี้ หมอยังบอกเลยว่าพี่เขยมีลูกไม่ได้ คุณแอบไปหาอีกคนข้างนอกยังไม่พอ ลากน้องสะใภ้กลับบ้านจะมีประโยชน์อะไร!”

“คุณคิดว่าถ้าบังเอิญท้องจริง น้องชายฉันจะช่วยเลี้ยงลูกให้ลูกชายคุณได้หรือไง! ใจร้ายเกินไปแล้ว!”

“ทุกคนมาดูเร็วเข้า!”

หานเจินเจินตาเบิกกว้าง มือสั่น เกือบจะทำของซ่งหร่วนหล่น แต่หม้อดินของตัวเองกลับแตกเละอยู่บนพื้นแล้ว