สาวน้อยทะลุมิติ พร้อมระบบปากแจ๋ว
ตอนที่ 8 — ซ่งหร่วน ตอนที่ 08 ตื่นดึกเก็บเห็ดป่า
บทที่ 43
การเก็บเห็ดน่ะ สำหรับคนที่ชอบทำเรื่องนี้แล้ว ตีหนึ่งตีสองไม่ถือว่าเช้า ตีสามตีสี่กำลังดี ตีห้าหกโมงต้องวิ่ง เจ็ดแปดโมงต้องเดินหาทั่วทั้งภูเขา
แต่ อู๋เจี้ยนกั๋ว ชอบซะที่ไหนกัน!
ดังนั้นตอนที่ถูกป้าซุนปลุกกลางดึกให้ไปเก็บเห็ด คนทั้งคนยัง งง เป็นไก่ตาแตก
“ทำอะไรของแม่เนี่ย?” เขาชะโงกหน้าไปดูให้แน่ใจว่าข้างนอกหน้าต่างมืดสนิทจริงๆ จากนั้นก็หลับตาแล้วมุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม “ฟ้ายังไม่สว่างเลยนะ”
ป้าซุนยื่นมือเข้ามาผลักเขาอย่างแรง “ถ้าฟ้าสว่างแล้วมันจะเหลือให้เก็บเหรอ เดิมทีแกก็ทำงานไม่เอาไหนอยู่แล้ว ตอนนี้ลุกขึ้นมา ไป!”
อู๋เจี้ยนกั๋วหลับตาพันผ้าห่มรอบตัว ทำเหมือนตัวเองกำลังนั่งเปลไกว งัวเงียจนตาจะปิดอีกครั้ง “เช้าขนาดนี้ เห็ดมันก็นอนอยู่ เก็บไปก็ไม่อร่อยหรอก”
“พูดเหลวไหลอะไรของแก!” ป้าซุนเดือดจัด “คิดจะหลอกใคร ฉันเก็บเห็ดมาทั้งชีวิต เห็ดยังจะมานอนแล้วไม่อร่อยอีก! ลุกขึ้นมา ถ้าไม่ลุกอีกเดี๋ยวฉันทำให้แกกลายเป็นเห็ดซะเลย! ชาตินี้ฉันคงซวยจริงๆ ถึงได้แต่งลูกสะใภ้ขี้เกียจ ปากเต็มไปด้วยคำโกหกเข้าบ้าน!”
เธอทั้งลากทั้งดึงอู๋เจี้ยนกั๋วลงจากเตียงเตา
จ้าวเว่ยหมินที่นอนอยู่อีกฝั่งถูกเสียงปลุกจนตื่น พูดอย่างหงุดหงิดว่า “เมีย เธอก็ฟังแม่เถอะ แม่เก็บเห็ดมาหลายปีแล้ว จะไม่มีประสบการณ์กว่าเธอได้ยังไง”
“พูดง่ายดีนะ ปากขยับทีเดียวจบ แล้วทำไมแกไม่ลุกเองล่ะ”
อู๋เจี้ยนกั๋วโมโห เตะเข้าก้นจ้าวเว่ยหมินหนึ่งที ศีรษะก็โดนป้าซุนตบเข้าให้อีกที “นังแพศยา แกด่าแขวะใครอยู่!”
เขากำลังจะระเบิดอารมณ์ ป้าซุนก็สวนขึ้นมาทันที “ไม่เคยเห็นลูกสะใภ้ไหนห่วยแตกเท่าแก บ้านไหนได้แกไปนี่ซวยแปดชาติ!”
อู๋เจี้ยนกั๋วเหมือนดินปืนที่โดนน้ำ รอยไฟโกรธแลบขึ้นมาสองสามครั้ง แล้วก็ดับพรึบ
เขาต้องเป็นลูกสะใภ้ที่ดี เขาจะต้องกลับไปให้ได้!
ป้าซุนเผยรอยยิ้มพอใจ
หลายวันที่ผ่านมาเธอสังเกตแล้ว ลูกสะใภ้คนนี้แม้ดูเหมือนจะแข็งข้อขึ้น ไม่เชื่อฟังลูกชายเหมือนแต่ก่อน แต่แท้จริงก็ยังเป็นคนโง่ พอได้ยินคำว่า “ลูกสะใภ้ห่วย” “เมียบ้านอื่นดีกว่าเธอ” ก็เหมือนวัวถูกดึงห่วงจมูก ฮึดฮัดพ่นลม แต่สุดท้ายก็ยอมก้มหน้าเชื่อฟัง
คนเมืองนี่ชอบรักษาหน้า ทนทุกข์เอาชื่อเสียงลมๆ แล้งๆ ไปทำไมก็ไม่รู้
ป้าซุนคิดว่าตัวเองมองทะลุทุกอย่าง มองอู๋เจี้ยนกั๋วอย่างเหนือกว่า แล้วไล่เขาออกจากห้องนอน “บนเตามีหมั่นโถวผักป่าสองลูก กินเสร็จแล้วรีบไป”
เธอใส่รองเท้าแตะลากกลับไปนอนต่ออย่างพอใจ “จะมีแม่ผัวที่ดีขนาดฉันอีกไหม ลูกสะใภ้ไม่ทำงานอะไรเลย ยังอุตส่าห์เก็บข้าวไว้ให้”
อู๋เจี้ยนกั๋วยืนตาปรืออยู่ในครัวมืดสนิท กัดหมั่นโถวคำหนึ่ง แล้วก็ตื่นเต็มตา
รสชาตินี้จะว่าอย่างไงดี
เหมือนตัวเองทะลุมิติมาอีกครั้ง คราวนี้ย้อนกลับไปสังคมเก่า ตัวเองกลายเป็นเมียเด็กที่เจ้าของที่ดินใจดำใช้เงินสองเหรียญทองแดงซื้อมาให้ลูกชายโง่ๆ
แม่เจ้าของที่ดินกลัวขาดทุน ทั้งวันไม่ด่าก็ตี ข่มเหงสารพัด กลางหน้าหนาวยังต้องใส่เสื้อกกไปซักผ้าริมแม่น้ำ มือบวมแดงเหมือนแครอต ชายปัญญาอ่อนยืนหัวเราะปรบมือบอกว่าเก่งจัง แล้วก็เหยียบผ้าที่เพิ่งซักเสร็จจนเลอะอีกครั้ง
กว่าจะซักเสร็จ ทั้งเหนื่อยทั้งหิวจนยืนแทบไม่ไหว ได้แต่ดึงรากหญ้าที่ติดดินดำๆ มาเคี้ยว รู้สึกว่าชีวิตนี้กับชะตาของตัวเองขมจนถึงกระหม่อม!
อู๋เจี้ยนกั๋วเคี้ยวไปเคี้ยวมา ดวงตาก็แดงขึ้น
บ้านสกุลจ้าวบัดซบนี่ ตั้งแต่บนลงล่าง แม้แต่หนูก็ยังใจดำ!
ทำไมถึงมีแม่ผัวกับสามีแบบนี้ได้ ข่มเหงลูกสะใภ้ยิ่งกว่าเจ้าของที่ดินหวงซื่อเหรินอีก!
ชีวิตเขาทำไมมันยากขนาดนี้!
ป้าซุนไม่ได้ยินเสียงเขาออกจากบ้านสักที จึงตะโกนจากห้องนอน “มัวโอ้เอ้อยู่ในครัวจะไปออกไข่หรือไง!”
อู๋เจี้ยนกั๋วโกรธพุ่งขึ้นจาก อก คว้าตะขอเขี่ยไฟ แบกตะกร้าแล้วออกจากบ้าน
ให้ฉันกินอาหารหมูแบบนี้ ยังจะหวังจุดไฟทำกับข้าวดีๆ กินกันอีกเหรอ!
แต่ก็กลัวเทพทะลุมิติเห็นพฤติกรรมแล้วตัดสินว่าเป็นลูกสะใภ้ไม่ดี ไม่ให้กลับ จึงไม่ลืมพึมพำแก้ตัวเบาๆ “ฉันเอาตะขอไปเพื่อเกี่ยวเห็ด จะได้เก็บเยอะๆ แม่ผัวฉันจะได้กินเยอะขึ้น ฉันทำเพื่อแม่ นี่แหละสิ่งที่ลูกสะใภ้ดีควรทำ”
ล้างสมองตัวเองสองรอบ พอเดินผ่านเล้าไก่ก็แอบหยิบไข่มาหนึ่งฟอง
“ฉันกินเยอะหน่อย จะได้มีแรงอยู่บนเขานานๆ หาเห็ดได้นานขึ้น ทำภารกิจของแม่ผัว…ได้ดีขึ้น นี่ก็เป็นสิ่งที่ลูกสะใภ้ดีควรทำ”
ล้างสมองอีกสองรอบ เขาก็ย้อนกลับไปหยิบไข่อีกฟอง
“เช้านี้ฉันคงไม่กลับบ้าน กินเพิ่มอีกหน่อย” เขาอธิบายอีกครั้ง
เพราะเป็นไข่ที่แอบเอามา รอบตัวก็ไม่มีอุปกรณ์ทำอาหาร อู๋เจี้ยนกั๋วตอกไข่ใส่กระติกน้ำที่พกมา เทน้ำร้อนลงไป เขย่า คน แล้วกระดกดื่มรวดเดียว
รสชาติแปลกๆ เหมือนยังดิบอยู่หน่อย
ช่างเถอะ ตอนนี้เขายังตกต่ำถึงขั้นขะโมยไข่แล้ว จะไปเลือกมากทำไม
คิดซะว่าตัวเองเป็นพังพอนก็แล้วกัน
อู๋เจี้ยนกั๋วเลียปาก เก็บกระติกน้ำให้เรียบร้อย
พอออกจากบ้าน ก็เจอซ่งหร่วนกับหานเจินเจินที่คล้องแขนกันจะขึ้นเขาไปเก็บเห็ดพอดี ดวงตาเขาสว่างวาบ ความแค้นที่ถูกลากลงจากเตียงตั้งแต่เช้ามืดหายไปไม่น้อย
“สาวๆ…เอ่อ สหายซ่ง สหายหาน พวกคุณก็ไปเก็บเห็ดเหรอ”
เขาไม่ชินกับการเรียกกันว่า “สหาย” ในยุคนี้เลย เชยชะมัด
หานเจินเจินตอนทำงานเหมือนคนใกล้ตาย แต่ตอนขึ้นเขาเล่นสนุกกลับคึกเหมือนหมูป่าหลุดคอก ตอบอย่างร่าเริง “ใช่สิ!”
ตาอู๋เจี้ยนกั๋วเป็นประกาย “งั้นไปด้วยกันเถอะ อย่างน้อยฉันก็เป็นคนหนุ่มสาวที่มาอยู่ก่อน พวกเธอ รู้จักเขานี้มากกว่า พวกเธอรู้ไหมว่าเห็ดแบบไหนกินไม่ได้”
หานเจินเจินกะพริบตา “ไม่…ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่”
อู๋เจี้ยนกั๋วพูดอย่างได้ใจ “ไม่เป็นไร ฉันเคยเก็บ เดี๋ยวฉันช่วยดูให้”
ความจริงเขาเคยเก็บที่ไหนกัน เจ้าของร่างเดิมเย่เซียงเคยเก็บอยู่บ้าง แต่ความทรงจำที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเหมือนสารคดีผ้าพันเท้าของเจ้าจ้าวเจี้ยนหมิน เขาขี้เกียจไปคุ้ยทองจากกองขี้
อีกอย่าง สมองเจ้าของร่างที่เป็นสาวพื้นถิ่นยังทำได้ เขาชายหนุ่มจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจะทำไม่ได้หรือ
เขานึกถึงคลิปสั้นที่เคยดูอย่างมั่นใจ “การแยกเห็ดมีพิษจริงๆ ง่ายมาก พวกสีฉูดฉาด สีสันจัดจ้าน ส่วนมากมีพิษ ถ้าไม่แน่ใจ ก็มาถามฉัน”
ถึงเวลาค่อยฟันธงทีเดียว จบง่ายจะตาย
ซ่งหร่วนที่ถูกปลุกจากเตียงเหมือนกัน ง่วงจนตาพร่า ก่อนหน้านี้หานเจินเจินจ้ออยู่รอบตัวเธอเหมือนนกกระจอก ยังต้องคอยตอบ ตอนนี้สองคนนั้นคุยกันเอง เธอกลับโล่งใจขึ้นหน่อย
หลายวันก่อนฝนตก บวกกับเรือนยอดไม้หนาทึบบดบังแสงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่มาเมื่อวาน บวกกับน้ำค้างยามเช้า ทางบนเขาเละเทะ เดินยากมาก
พูดง่ายๆ ซ่งหร่วนสูงหนึ่งเมตรหกสิบ ก้าวลงหลุมโคลนทีหนึ่งจมเหลือเมตรห้าสิบ พอดึงเท้าขึ้น ดินที่ติดพื้นรองเท้าทำให้เธอเหมือนสูงเมตรเจ็ดสิบ เดินขึ้นลงสูงต่ำไม่หยุด
เพราะเข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แม้ฝนจะตกหลายรอบ เห็ดที่โผล่ขึ้นมาก็ไม่ได้มากนัก
ทั้งสามเดินลึกเข้าไปในภูเขา ข้ามเนินไปสองลูก ฟ้าสว่างจ้าแล้ว ตะกร้าของแต่ละคนยังมีเห็ดเพียงไม่กี่ดอก
“เห็ดตามทางใหญ่ถูกชาวบ้านเก็บหมดแล้ว เราต้องไปตามทางเล็ก หาที่ไม่มีคนถึงจะเจอ” อู๋เจี้ยนกั๋วที่นำทางหน้าเสีย จึงแก้ต่างให้ตัวเอง “เมื่อกี้ฉันกลัวพวกเธอเดินไม่ไหว เลยไม่พาไปทางนั้น”
หานเจินเจินเลิกคิ้ว ไม่ยอมแพ้ “ดูถูกใครกัน ฉันไม่เหนื่อย!”
ในนาเป็นหลินไต้อวี้ บนเขากลายเป็นลมหมุนดำ!
พวกเขาจึงเริ่มมุดเข้าทางเล็ก มุดจนหัวเต็มไปด้วยเศษหญ้า ปลายกางเกงเต็มไปด้วยเมล็ดหญ้าเหนียว สุดท้ายก็เจอเห็ดผืนใหญ่ในป่าเล็กๆ หลังเนินดิน
ที่นี่คงอยู่ห่างไกล บวกกับฝนตกหลายวัน คนขึ้นเขาน้อย เห็ดตรงนี้จึงรอดมาได้ โตอวบอิ่มเป็นพิเศษ เหลืองขาวเต็มไปหมด ตั้งแต่โคนต้นไม้ขึ้นไปถึงลำต้น ดูอลังการมาก
อู๋เจี้ยนกั๋วใช้ตะขอเขี่ยเตาเขี่ยใบไม้แห้งบนพื้นออก พอเขี่ยไปมา ใต้พื้นก็เผยให้เห็นเห็ดสีเทาขาว หมวกกลมเล็กๆ ขึ้นเป็นกระจุกๆ เหมือนทุ่นระเบิดลูกจิ๋ว—เป็นเห็ดชนิดเดียวที่เขารู้จัก
“อันนี้เรียกว่าเห็ดเล่ยวัวจื่อ อร่อยมาก” เขาแนะนำอย่างอวดๆ พร้อมชมตัวเองไปด้วย “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าเก็บเห็ดต้องมาที่แบบนี้ ที่ไม่มีคน”
หานเจินเจินย่อตัวลงเขี่ยดู “เอ๊ะ ไอ้ก้อนขาวๆ นี่คือเห็ดเหรอ ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยเห็นนะ ไม่ได้ดูดีๆ ยังนึกว่าเป็นขี้หมาเลย”
อู๋เจี้ยนกั๋วชะงักไปทันที กำลังจะอ้าปากพูด จู่ๆ ท้องก็ปั่นป่วนเหมือนคลื่นซัด
เขาร้องโอ๊ยแล้วก้มตัวกุมท้อง ได้ยินเสียงครืดคราดอยู่ข้างใน ลำไส้บิดตัวเป็นเกลียว
สุดท้ายเขาก็ไม่ใช่พังพอนจริงๆ ไข่ดิบที่กินไปตอนเช้าเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
“ฉัน…ฉันต้องไปหาที่เข้าห้องน้ำก่อน พวกเธอเก็บไปก่อน เดี๋ยวฉันกลับมา” เขากัดฟันพูด
หานเจินเจินทำหน้ารังเกียจนิดๆ แล้วกำชับ “งั้นเธอไปอีกทางนะ ไปไกลๆ หน่อย อย่าให้พวกเรามาเหยียบเข้า!”
คิดดูแล้วเขาก็เป็นคนนำทาง จะรังเกียจมากไปก็ไม่ดี จึงเสริมว่า “เธอวางตะกร้าไว้ตรงนี้ เดี๋ยวพวกเราช่วยเก็บให้ด้วย”
อู๋เจี้ยนกั๋วกำลังจะบอกว่าตัวเองเป็นผู้ชาย จะทำเรื่องน่าอายแบบนี้ได้ยังไง แต่คลื่นในท้องก็ซัดแรงขึ้นอีก ระดับใกล้ปะทุเต็มที ใบหน้าซีดเผือดทันที
ไม่มีเวลาพูดอะไรต่อ ได้แต่พยักหน้าแบบลวกๆ ใช้ตะขอเขี่ยเตาพยุงตัว เดินขาเบียดเข้าหากันไปอีกทิศหนึ่ง
เขาเดินไปจนเจอก้อนหินใหญ่ยักษ์ ไม่มีเวลาขุดหลุมด้วยซ้ำ ถอดกางเกงแล้วก็ปลดปล่อยเสียงดังเปรี๊ยะๆ ยาวเหยียด ก่อนถอนหายใจโล่ง อก “เฮ้อ!”
อีกด้านหนึ่งของก้อนหิน บนทางเล็กๆ เดิมทีสามพ่อค้ามนุษย์ที่เห็นก้อนหินขวางทางกะจะอ้อมไป กลับเงยหน้าขึ้น
“พะ…พี่ใหญ่ ผมเหมือนได้ยินเสียงคน?”
เจ้าหนูเอียงหูฟังอย่างไม่แน่ใจ
ชายร่างใหญ่กระโดดขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วเกินรูปร่าง ไต่ขึ้นไปสองสามที “พี่ใหญ่ ข้างหน้าตรงก้อนหินนั้น มีผู้หญิงคนนึงนั่งยองอยู่!”
ตาสามเหลี่ยมถามย้ำ “คนเดียว?”
ชายร่างใหญ่ไถลลงมา พยักหน้าแน่นอน “คนเดียว รอบๆ ไม่มีใคร!”
“เดินมาตั้งนานในที่สุดก็เจอคนเป็นๆ สักที! เอาคนนี้แหละ!” ตาสามเหลี่ยมตบมือ “กล้าขึ้นเขาคนเดียว น่าจะเป็นเมียชาวบ้านแถวนี้ คุ้นทางบนเขา ต้องจัดการให้ได้ในทีเดียว!”
“คนที่สอง นายปีนป่ายเก่ง เดี๋ยวขึ้นไปบนก้อนหินนั้น กดตัวผู้หญิงไว้จากด้านบน ฉันกับเจ้าหนูจะอ้อมขึ้นจากซ้ายขวา—เจ้าหนู เลิกจับรูกางเกงตัวเองได้แล้ว! จับยังไงมันก็ขาด!”
เจ้าหนูค่อยๆ เอามือออกจากรูที่กางเกง สีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
ชายร่างใหญ่ทนดูไม่ไหว “เจ้าหนู แกก็ผู้ชายแท้ๆ เรื่องแค่นี้ทำเป็นบ่นทั้งวัน เดี๋ยวฉันดูถูกเอานะ!”
เจ้าหนูไม่พอใจ พึมพำเบาๆ “ไม่ใช่แกโดน แกก็พูดง่ายสิ”
ชายร่างใหญ่ตาเขม็ง “แกว่าไงนะ!”
ตอนนี้เจ้าหนูเหมือนเข้าสู่ภาวะปล่อยวางสี่อย่างว่างเปล่า ไม่ได้หดหัวเหมือนเคย เสียงกลับดังขึ้น “ก็จริงนี่ เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดกับแกสักหน่อย”
“แก…” ชายร่างใหญ่จะเข้ามาคว้าคอเสื้อเขา
“พอแล้ว!” ตาสามเหลี่ยมตะคอก “ถึงตอนนี้แล้วยังจะทะเลาะกันอีก? คนที่สอง พูดให้น้อยหน่อย เจ้าหนู แกก็ลำบากจริง เดี๋ยวถ้าเจอสองยายแก่ที่แกว่า ก็จัดการให้แกแก้แค้นด้วย!”
“ถ้าปล่อยคนนี้หนีไป แกก็ได้แต่มองตาแห้ง!”
ได้ยินแบบนั้น เจ้าหนูตาเป็นประกาย ถูมืออย่างฮึกเหิม “งั้นรีบลงมือกันเถอะ!”
ตาสามเหลี่ยมโบกมืออย่างหงุดหงิด
ชายร่างใหญ่ที่เชื่อฟังตาสามเหลี่ยมมาตลอด ก็ไม่พูดมากอีก เดินย่องเบาเข้าไปใกล้ก้อนหิน
อู๋เจี้ยนกั๋วปลดปล่อยอย่างสะใจ ยังไม่รีบดึงกางเกงขึ้น แต่เอนพิงก้อนหินพักก่อน
คงกินอะไรผิดแน่ๆ ดูว่ายังมีอีกไหม
ทันใดนั้น เงาดำพุ่งลงมาจากด้านบน แรงมหาศาลกดเขาลงอย่างแรง!
อู๋เจี้ยนกั๋ว: !!!!
เขาไม่ทันตั้งตัว ถูกกดจนตัวทรุดลง พอใกล้จะนั่งลงเต็มๆ ก็สะดุ้งรู้สึกตัว
เมื่อกี้เขาถ่ายไปตั้งเยอะ!
ถึงจะเป็นของตัวเอง ก็ใช่ว่าจะนั่งทับได้!
ขนอู๋เจี้ยนกั๋วลุกชัน รูขุมขนทั้งร่างต่อต้านสุดชีวิต ไม่ทันถามว่าใครทำอะไร คิดถึงกองด้านล่างแล้วสยองยิ่งกว่ามีมีดจ่อคอ พยายามสุดแรงจะลุกขึ้น!
เขา! จะไม่ยอม! ถูกกดลงไปเด็ดขาด!
พลังมหาศาลจากความหวาดกลัว ทำให้เขาต้านแรงนั้นไว้ได้ เหมือนซุนหงอคงที่ถูกภูเขากดทับแต่ยังดื้อดึง ลุกโซเซจะยืนขึ้น
ชายร่างใหญ่หัวเราะ “นังนี่ดื้อไม่เบา!”
รูม่านตาอู๋เจี้ยนกั๋วเบิกกว้าง “อย่า! อย่า! มี…มีเรื่องอะไร…” คุยกันดีๆ ก่อน!
ชายร่างใหญ่ไม่สนใจ กดแรงขึ้น “อยู่นิ่งๆ ซะ!”
ตุ้บ!
อู๋เจี้ยนกั๋วนั่งลงเต็มๆ รับสัมผัสเหนียวหนึบแนบผิวกาย ทั้งตัวชาวาบ
ชายร่างใหญ่กดแขนเขาไว้ “ผู้หญิงคนเดียวคิดจะพลิกฟ้า? อยู่นิ่งๆ!”
พูดไปก็สูดจมูก “กลิ่นอะไรเนี่ย นี่มันรังหมูป่าหรือไง?”
อู๋เจี้ยนกั๋วถามเสียงหลอน “อยากรู้ไหมว่าทำไมมันเหม็นขนาดนี้?”
ชายร่างใหญ่: ?
มือที่เป็นอิสระของอู๋เจี้ยนกั๋วล้วงลงไปฉับไว แล้วตบกลับใส่หน้าชายร่างใหญ่ด้วยความเร็วสายฟ้า
“บอกให้รอก่อน รอก่อน! มีอะไรคุยกันดีๆ ไม่ได้หรือไง! ฉันกำลังถ่ายอยู่ แกยังจะกด กด กด กดแม่แกสิ!” เขาระเบิดเสียงลั่น
ชายร่างใหญ่รู้สึกเหม็นกระแทกหน้า สัญชาตญาณยกมือปาด แล้วก็ได้ยินคำพูดของอู๋เจี้ยนกั๋ว
สมองขาวโพลนทำงานช้าๆ …ยังไม่ทันตั้งสติ ก็เผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือที่กดแขนไว้ก็สั่นๆ ปล่อยออก
“โว้ย!!!!”
เสียงกรีดร้องแหลมทะลุฟ้า ทำให้นกบนต้นไม้บริเวณนั้นบินกระเจิง
อีกฟากหนึ่งของป่า ซ่งหร่วนเงยหน้าขึ้น “เสียงอะไรน่ะ?!”
หานเจินเจินขยับเข้าใกล้เธออย่างกังวล “เย่เซียงไปเจออะไรหรือเปล่า ทำไมเสียงเหมือนร้องจนแหบเลยนะ?”
ระบบที่ใช้ฟังก์ชันสแกนภายในดูเหตุการณ์ทั้งหมด: ……
【จะว่าไงดี เอ่อ ก็ คือ】
มันอ้ำอึ้งอย่างหาได้ยาก
【อาจจะ…หรือว่า…อืม คือ สองคน เพราะเรื่องของเสียจากห้าธัญญาหาร เลยเกิดความขัดแย้งเล็กน้อย แล้วทั้งสองฝ่ายก็…ได้สัมผัสกันโดยตรงนิดหน่อย…มั้ง】
ซ่งหร่วน: ???
อะไรกันเนี่ย??
บทที่ 44
แรงโจมตีทางจิตใจรุนแรงเกินไป ชายร่างใหญ่บึกบึนลืมคำสั่งของตาสามเหลี่ยมไปเสียสนิท เซถลา วิ่งหนีห่างจากอู๋เจี้ยนกั๋วไปอีกทางหนึ่งอย่างทุลักทุเล มือก็กระชากหญ้าบนพื้นขึ้นมาถูหน้าตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
ถูแห้งๆ แทบไม่ช่วยอะไร ยิ่งถูก็ยิ่งเลอะ ยิ่งถูก็ยิ่งกระจาย กลิ่นเหม็นเหมือนกลุ่มหมอกวิญญาณร้ายที่ไม่ยอมสลาย เกาะแน่นอยู่ตรงปลายจมูกของเขา
ยิ่งถู ชายร่างใหญ่ก็ยิ่งสิ้นหวัง เขาที่เคยอวดอ้างว่าเป็นลูกผู้ชายดั่งเหล็กกล้า ตอนนี้เปราะบางราวกับลูกนกที่ถูกแม่ทิ้งไว้ในรัง
มือสั่นๆ เขารวบรวมความกล้าก้มลงมอง—
“อ๊อกๆ !!!!”
“ไอ้รอง เอ็งไปดึงหญ้าอยู่ตรงนั้นทำไม! รีบกดมันไว้สิ!”
ตาสามเหลี่ยมที่เพิ่งอ้อมมาถึงตะโกนลั่น พุ่งเข้าไปจะคว้าตัวอู๋เจี้ยนกั๋วทันที
ชายร่างใหญ่ค่อยๆ หันกลับมา คราบเหลืองปนน้ำตาลที่ยังเช็ดไม่สะอาดบนใบหน้า ทำให้หนูที่กำลังพุ่งมาอย่างดุร้ายชะงักไปเล็กน้อย—ทำไมดูแล้วมันคุ้นๆ ยังไงชอบกล?
เขาชะลอฝีเท้าลงอย่างลังเล ไม่ใช่ว่าไม่ฟังคำสั่งหัวหน้า แต่เรื่องนี้มันฝังใจจริงๆ งั้น…ดูสถานการณ์ก่อนดีกว่า
พอชายร่างใหญ่เห็นตาสามเหลี่ยม ก็เหมือนลูกไก่เห็นแม่ไก่ น้ำตาคลอเบ้าหลุดไหลออกมาในที่สุด ร้องเสียงสะอื้นอย่างน่าสงสาร “หัวหน้า!!!”
ตาสามเหลี่ยมอึ้งไปทันที
ชายร่างใหญ่คนนี้นิสัยเหมือนรูปร่าง เป็นคนแข็งกร้าวเลือดตกยางออกก็ไม่เคยหลั่งน้ำตา
พูดแบบนี้แล้วกัน ครั้งหนึ่งพวกเขาเกือบพลาดท่า ไอ้รองช่วยบังให้เขาโดนเก้าอี้ฟาดเต็มศีรษะ พอหนีเข้าป่าก็เผลอล้มแขนหัก ยังไม่เคยหลั่งน้ำตาสักหยด!
ต้องโดนอะไรหนักหนาขนาดไหนกัน!
ถึงพวกเขาจะทำเรื่องชั่วช้าผิดศีลธรรม แต่หลายปีที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ถึงจะไม่ใช่คนดีอะไร อย่างน้อยความเป็นพี่น้องก็ยังมีอยู่บ้าง
ตาสามเหลี่ยมโกรธจัดทันที พุ่งเข้าใส่อู๋เจี้ยนกั๋ว ต่อยหน้าเขาเต็มแรง “นังตัวแสบ แกทำอะไรกับพี่น้องฉัน! ฉันจะฆ่าแก!”
อู๋เจี้ยนกั๋วที่ก้นยังเลอะอยู่ ยังไม่ทันดึงกางเกงขึ้นก็กลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล
แม้จะหลบพ้น แต่ทั้งความอับอายที่ก้นเปลือยและความซวยที่โดนหาเรื่อง ทำให้ความโกรธในใจเขาพุ่งพล่าน
อะไรคือฉันทำอะไรเขา ทำไมไม่ถามบ้างว่าเขาทำอะไรฉัน?
พวกแกเป็นบ้าหรือไง ฉันไม่รู้จักพวกแกด้วยซ้ำ แค่มาถ่ายทุกข์ดีๆ ก็โดนกดให้ก้นเลอะ แล้วยังจะมาฆ่ากันอีก
พวกบ้า! ไอ้โรคจิต! สมควรถูกยิงเป้า! สมควรถูกฝังทั้งเป็น!
เห็นตาสามเหลี่ยมก้าวมาสองสามก้าวแล้วยกเท้าจะเตะ เขากัดฟันดึงกางเกงขึ้น ความเหนียวหนึบเหมือนป้ายไปโดนกางเกง ทำให้โกรธจนหน้ามืด
เขากัดฟันแน่น มือหนึ่งคว้าเหล็กเขี่ยเตาที่ใช้เป็นไม้เท้าเมื่อครู่ กระแทกเข้าเป้าใต้หว่างขาของตาสามเหลี่ยมเต็มแรง จากนั้นกลิ้งลอดขาที่อีกฝ่ายยกขึ้นหนีไป พร้อมดึงเหล็กเขี่ยเตาไว้แน่น วิ่งหนีไปอีกทิศ
เหล็กเขี่ยเตาทำจากเหล็ก เส้นเล็กแต่แข็งแรง ปลายโค้งเหมือนเบ็ด ตอนนี้ปลายเบ็ดเกี่ยวเข้าที่จุดสำคัญของตาสามเหลี่ยมพอดี ด้ามยาวลอดระหว่างขาไปอยู่ในมืออู๋เจี้ยนกั๋ว เขาวิ่งกระชากสุดแรง ตาสามเหลี่ยมที่ยังไม่ทันตั้งตัวถูกดึงจุดสำคัญอย่างแรงจนแทบหลุดวิญญาณ
อู๋เจี้ยนกั๋วฉวยโอกาสพุ่งไปข้างหน้า ลากตาสามเหลี่ยมเหมือนลากปลาอยู่หลายเมตร ก่อนจะหอบแฮกๆ ปล่อยเหล็กเขี่ยเตาทิ้ง
เหมือนพี่น้องของเขา ตาสามเหลี่ยมร้องโหยหวนอย่างสาหัส
ไม่ สาหัสกว่า แหลมกว่า เหมือนร้องไห้ด้วยเลือดทุกคำ
เขากุมจุดสำคัญม้วนตัวอยู่กับพื้น สั่นเหมือนใบไม้ต้องลม
“หัวหน้า!”
ชายร่างใหญ่ไม่สนใจคราบบนหน้าแล้ว รีบพุ่งเข้ามา มือจะเอื้อมแตะก็ไม่กล้าแตะ
ตาสามเหลี่ยมเจ็บจนแทบลืมตาไม่ขึ้น กัดฟันกลิ้งไปมา ได้แต่สูดลมหายใจฟืดฟาด พูดไม่ออก
“ฉันจะเอาแกให้ตาย!”
ชายร่างใหญ่คว้าเหล็กเขี่ยเตา ไล่ตามอู๋เจี้ยนกั๋ว “หนู! ไปดักมัน!”
หนูที่อิดออดมานานเลี่ยงไม่ได้แล้ว ได้แต่ไล่ตามอย่างไม่เต็มใจ
เขารู้สึกว่ายัยนี่ก็ไม่ใช่หมูให้เชือดง่ายๆ
คนที่วิ่งเร็วสุดโดนขี้ป้ายหน้า คนที่วิ่งอันดับสองโดนตะขอเกี่ยวเป้า—โหดกว่าลิงเด็ดลูกท้อเสียอีก!
โชคดีที่เมื่อกี้เขาวิ่งช้าหน่อย ไม่งั้นคนที่โดนเกี่ยวคงเป็นเขา?
ดูหัวหน้าสิ เจ็บจนแทบกลายเป็นหมาแก่แล้ว
ขัดคำสั่งหัวหน้านิดหน่อย อย่างมากก็โดนสั่งสอนทีหลัง แต่ถ้าเมื่อกี้เขาพุ่งเข้าไป ตอนนี้อาจกลายเป็นขันทีแล้ว!
คนในหมู่บ้านนี้ทำไมแต่ละคนประหลาดแบบนี้! ช่วยด้วย!
เขาจะไปแก้แค้นแทนไอ้สามทำไม พวกเขาสนิทกันขนาดนั้นหรือ? ผัวเมียยังต่างคนต่างบินได้เลย!
แต่หัวหน้ามองอยู่ ก่อนหน้านี้ก็ทำผลงานไม่ดี หนูในใจขมขื่น แต่ปากต้องตะโกนอย่างเดือดดาล “นังแพศยาที่คิดจะกบฏ ฉันจะหักขาแก ขายแกไปอยู่หุบเขาลึกสุดให้พวกตาแก่โสดเป็นเมีย!”
ฮือๆ ยัยบ้าที่ใช้ขี้เป็นอาวุธแบบนี้จะมีใครซื้อไหม?
สมองอู๋เจี้ยนกั๋วไม่เคยแล่นขนาดนี้มาก่อน “พวกแกคือแก๊งคนค้ามนุษย์ที่ซ่งหร่วนแจ้งจับ!”
เขากัดฟัน “ไม่ใช่ฉันที่ส่งพวกแกเข้าคุก จะมาจับฉันทำไม? สองสาวนักศึกษาที่ส่งพวกพ้องแกเข้าไปกำลังขุดเห็ดอยู่ทางนั้น! พวกแกวิ่งผิดทางแล้ว!”
ซ่งหร่วนกับหานเจินเจิน ก่อเรื่องเอง ทำไมต้องให้เขามารับเคราะห์?
ความรู้สึกดีที่เคยมีเพราะแอบชอบสองคนนั้นสลายหายไปหมด กลายเป็นความแค้น เขาชี้ทิศทันที “ไปทางขวาสิ! ฉันสาบานว่าพวกเธออยู่ตรงนั้น!”
เขาวิ่งไปด้วย ชี้ทางไปด้วยอย่างยากลำบาก
“พวกเราสามคนมาขุดเห็ดด้วยกัน ฉันแค่อยากถ่ายทุกข์เลยเดินมาทางนี้!”
ไม่พูดเรื่องถ่ายทุกข์ยังดี พอพูด ชายร่างใหญ่ก็อ๊อกอีกครั้ง แล้วตาแดงก่ำไล่ตามหนักกว่าเดิม
เรื่องซ่งอะไรแข็งอะไรแจ้งจับไว้ทีหลัง ตอนนี้เขาจะเอาคืนก่อน! ล้างความอัปยศนี้ก่อน!
อู๋เจี้ยนกั๋วมองไม่เห็นสีหน้าของเขา พยายามเกลี้ยกล่อมต่อ “ไม่งั้นฉันช่วยหลอกพวกเธอออกมาให้ พวกแกจัดการกันเอง อย่าเกี่ยวฉันที่เป็นคนบริสุทธิ์เลยได้ไหม?”
“บริสุทธิ์บ้านพ่อแกสิ! ฉันจะฆ่าแก!”
ชายร่างใหญ่หน้าเบี้ยวกระตุก ปาดน้ำตาหางตา วิ่งไล่เหมือนสะใภ้ที่ถูกเหยียบศักดิ์ศรีจะพุ่งชนตายไปพร้อมอันธพาล
อู๋เจี้ยนกั๋วทนไม่ไหวแล้ว ทั้งวิ่งหนีทั้งด่า “ฉันบอกแล้วว่าอยู่ทางนั้น ทางนั้น! ยังจะไล่ฉันอีก โง่ขนาดนี้สมควรถูกจับ! พวกแกก็เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนกันเลย!”
ชายร่างใหญ่เหวี่ยงตะขอใส่หัวเขา อู๋เจี้ยนกั๋วหลบหวุดหวิด
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” เขากรีดร้องเสียงแหลมเหมือนลำโพงแตก “คนค้ามนุษย์เข้าหมู่บ้านแล้ว! คนค้ามนุษย์จะฆ่าคน!”
เสียงทั้งแหลมทั้งแสบแก้วหู ดังไปอย่างน้อยสามยอดเขา
แม้แต่คุณหนูอย่างหานเจินเจินยังรู้ว่าขึ้นเขาช่วงนี้เก็บเห็ดรอบสุดท้ายได้ ชาวบ้านจะไม่รู้หรือ? ไหนจะสัตว์ป่าที่ขุนอ้วนหลังฤดูใบไม้ร่วง ถึงหายากแต่เผื่อฟลุคเจอ? หลายคนจึงขึ้นเขามาด้วยความคิดเผื่อโชคดี
พอได้ยินเสียง “ช่วยด้วย” ตอนแรกคิดว่าหมูป่าหรือเสือลงเขา กำลังจะวิ่งหนี แต่ได้ยินต่อว่า “คนค้ามนุษย์เข้าหมู่บ้านแล้ว” ก็ชะงักทันที
อะไรนะ คนค้ามนุษย์?
แบบที่จับได้แล้วตำรวจจะเอาธงเกียรติยศมาให้ คล้องดอกไม้แดงต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน แล้วเวลาไปงานเลี้ยงใครๆ ต้องเชิญขึ้นโต๊ะนั่นน่ะเหรอ?
โธ่เอ๊ย ธงเกียรติยศ เอ๊ยไม่ใช่ คนค้ามนุษย์มาแล้ว!
ปลายเท้าหมุนกลับทันที วิ่งพรวดไปทางเสียง
ถ้ามีภาพมุมสูง จะเห็นคนที่กระจายเต็มภูเขา จู่ๆ เหมือนถูกเรียกโดยพิธีลึกลับอะไรบางอย่าง ฮึกเหิมพร้อมกัน วิ่งกรูไปทิศเดียวกัน
บางคนถือมีดฟืน บางคนถือกระจาด บางคนแกว่งคีม บางคนมือเปล่าเก็บไม้ขึ้นมาถือ วิ่งไปด่าไปด้วยความเดือดดาล—
“ไอ้คนค้ามนุษย์ชั่ว กล้ามาอวดดีในกองผลิตตงเฟิงของพวกเรา!”
“คิดว่าฉันกินเจหรือไง!”
“ปู่จะสั่งสอนแกเอง!”
“ธงเกียรตินี่ต้องเป็นของฉัน!”
“บุกเข้าไป!!!!”
ภูเขาที่เคยเงียบสงบพลันมีชีวิตขึ้นมา
ชายร่างใหญ่ไล่อู๋เจี้ยนกั๋วไปได้ไม่นาน จู่ๆ ก็ถูกผู้คนโผล่ออกมาจากทุกทิศล้อมไว้
ไม่เกินจริงเลย แค่พริบตาเดียวก็ถูกล้อม เหมือนเดินเข้าวงล้อมเอง
ป้าหลิวพุ่งเข้าไปก่อน เอากระบุงครอบหัวเขาดังโครม—ช่วงนี้เธอถูกสามีด่า ลูกโดนล้อ เพื่อนบ้านหัวเราะ รอแค่เรื่องสักอย่างมาล้างหน้าอยู่!
ถ้าเธอจับคนค้ามนุษย์ได้ ได้ธงจากตำรวจ ใครจะกล้าหัวเราะ? เธอมีธงเกียรติยศนะ! คนที่หัวเราะเธอเป็นตัวอะไร?
คิดดังนั้น ดวงตาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ท่าไม้ตายตีกันที่ฝึกจากป้าซุนกับจ้าวเว่ยหมินทำงานอัตโนมัติ ยกเท้าเตะเต็มแรง แล้วเตะซ้ำอีกสองที
เสียงกร๊อบดังขึ้นพร้อมเสียงร้องโหยหวนของชายคนนั้น เป็นเสียงอะไรบางอย่างแตกหัก
เขาทรุดเข่าลงกับพื้น กระบุงครอบหัวเหมือนเห็ดสีน้ำตาลเอียงๆ
ชาวบ้านที่ตามมาถึงก็ไม่ยอมน้อยหน้า เตะต่อยทุบจับตบสารพัดวิธี แม้ชายร่างใหญ่จะมีพื้นฐานบ้าง ก็ทนการรุมแบบนี้ไม่ไหว
ตอนแรกยังพอมีจังหวะ เตะหัวบ้าง เตะขาบ้าง แต่พอคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นสามสี่คนจับแขนข้างเดียว ถึงตัวจะใหญ่ก็ไม่พอแบ่ง
คนที่มาช้าหน่อยแทรกไม่เข้า กระโดดโหยงเหยงอยู่ข้างนอก
“ล้อมแน่นทำไม! เหลือที่ให้ฉันเตะบ้างสิ!”
“อย่าเบียดๆ น่องข้างนี้ฉันจองแล้ว ไปเตะที่อื่น!”
“มีคนเดียวไม่พอแบ่งแล้ว ไม่มีที่ลงเท้าแล้ว! ใครมาทีหลังถอยไป!”
“ถุย! คนค้ามนุษย์เป็นของแกคนเดียวหรือไง? แบ่งแขนให้ฉันบ้าง!”
อู๋เจี้ยนกั๋วยืนหอบอยู่ข้างๆ ชี้ไปทางหนูที่ช้าก้าวหนึ่งยังไม่ถูกสังเกต เห็นสภาพเพื่อนแล้วคิดจะแอบหนี “ยังมีอีกคน!”
ชาวบ้านตาเป็นประกายกำลังจะพุ่งไปแย่งกัน จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังลั่นจากด้านข้าง—
“หลีกไป! หลบไป!”
ซ่งหร่วนอุ้มต้นไม้ที่ถูกหัก ขนาดครึ่งอ้อมแขน ไม่รู้ยาวกี่เมตร วิ่งโครมครามเข้ามาเหมือนรถกระแทกกำแพง “คนค้ามนุษย์ คนค้ามนุษย์ ไม่จบไม่สิ้นใช่ไหม? ฉันจะชนให้ตาย!”
บ้าจริง นี่มันอาวุธทำลายล้างอะไร นี่ยังเป็นผู้หญิงอยู่ไหม!
หนูสูดลมหายใจเฮือก ตกใจจนคลานลุกคลุกคลานหันหลังวิ่งหนี
ซ่งหร่วนวิ่งตามลมพัด ด้วยลำต้นยาวในมือเป็นส่วนต่อขยาย เธอไล่ทันในไม่กี่ก้าว แทงลำต้นใส่หลังหนูเต็มแรง
หนูเหมือนลูกบิลเลียดที่มือใหม่แทงกระเด็น ลอยต่ำไปสองสามเมตร ชนต้นไม้ดังปัง กระเด้งกลับลงพื้น สลบไป.
บทที่ 45
ทุกคนล้อมรอบคนค้ามนุษย์สามคนที่ถูกซ้อมจนเละ นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นด้วยสีหน้าร่าเริงราวกับกำลังมองหมูปีใหม่สามตัวที่ถูกเชือดเตรียมแบ่งเนื้อให้พวกเขา ช่างเป็นบรรยากาศแห่งความยินดีอย่างแท้จริง
นี่ล้ำค่ากว่าเนื้อหมูเสียอีก นี่มันธงเกียรติยศกับดอกไม้แดงดอกโตนะ!
พอจะตกลงกันว่าใครจะเป็นคนแบกลงเขา ก็เกิดข้อถกเถียงเล็กๆ ขึ้น—เหมือนเวลาออกล่าสัตว์ ใครเป็นคนยิงได้ก็เป็นคนแบกกลับหมู่บ้าน แบกโชว์ไปตลอดทาง บางคนที่ยิงได้เยอะยังอ้อมเดินให้ชาวบ้านเห็นทั่วหมู่บ้าน หรือเหมือนพวกนักตกปลาในยุคหลัง เช้าตกได้ปลาตัวใหญ่ เดินทั้งวันยังไม่ถึงบ้าน—นี่มันเรื่องแค่แบกลงเขาหรือ? ไม่! นี่คือวิธีอวดผลงานต่อหน้าทั้งหมู่บ้านที่ดีที่สุด!
ทุกคนอยากแบก ทุกคนคิดว่าตัวเองออกแรงมาก
ป้าหลิวเท้าเอวขึ้นก่อน ชี้ไปที่ชายร่างใหญ่ที่สลบไม่ได้สติ “ไอ้หมีตัวนี้ฉันเป็นคนเอากระบุงครอบก่อน แล้วก็เตะสามทีจนมันล้ม ตัวนี้ของฉัน!”
“ป้าหลิว อายุป้าก็มากแล้ว แบกคนตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่ไหวหรอก” คนนั้นพูดเกลี้ยกล่อม ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง “แล้วถ้าไม่ใช่ฉันช่วยกดไว้ ป้าจะกดหมีอ้วนแบบนี้อยู่เหรอ? เราแบ่งคนละครึ่ง”
“ฝันไปเถอะ! แกทำอะไรถึงจะเอาครึ่งหนึ่ง? แบกไม่ไหวฉันลากก็ได้! ยังไงมันก็ไม่ใช่ของดี ลากพังก็พังไป!” ป้าหลิวเท้าเอวไม่ยอม
“ไอ้หน้าขี้เหร่คนนี้ฉันเตะก่อนนะ!” ลุงคนหนึ่งกระโดดออกมา เตะก้นตาสามเหลี่ยมเลียนแบบตอนนั้น “แบบนี้!”
“ฉันต่างหากที่ชกก่อน! ดังมาก พวกแกต้องได้ยิน!” หนุ่มอีกคนไม่ยอมแพ้ ชกใส่ตาสามเหลี่ยมดังปึง “ดังขนาดนี้!”
“เลือดที่หน้าเขาฉันข่วนเอง! ฉันข่วนแบบนี้!”
เสียงเจี๊ยวจ๊าว โต้เถียงกันไปมา มือไม้ประกอบคำพูด
แก๊งคนค้ามนุษย์สามคนจึงได้แผลเพิ่มอีกระลอกจากการถกเถียงทั้งปากทั้งมือของชาวบ้าน
ชาวบ้านเถียงกันน้ำลายกระเด็น พลางลากซ่งหร่วนมาช่วยตัดสิน—ท่าแทงด้วยลำต้นไม้ของเธอโดดเด่นเกินใคร บวกกับความยำเกรงเล็กๆ ในใจ ทุกคนจึงยอมรับโดยปริยายว่าคนค้ามนุษย์ตัวเล็กคนนั้นเป็นผลงานของเธอ และเพราะผลงานของซ่งหร่วนชัดเจนจนไม่ต้องแย่ง เธอจึงกลายเป็น “คนนอกที่ ยุติธรรม” ไปโดยปริยาย ทุกคนอยากให้เธอช่วยเข้าข้าง
แต่ซ่งหร่วนไม่อยากเป็นผู้ตัดสิน เธอมีธงเกียรติยศผืนแรกของกองผลิตตงเฟิงอยู่แล้ว รางวัลครั้งนี้มีคนร่วมเยอะ ชัดเจนว่าจะถูกแบ่งบางลง เธอจึงไม่ค่อยสนใจ—ที่เธอแทงต้นไม้นั่นก็เพราะสนุกล้วนๆ
พอรู้ว่าซ่งหร่วนไม่ร่วมแบ่งความดีความชอบ ชาวบ้านก็ชมเธอว่า “ทำความดีไม่หวังชื่อเสียง เป็นเด็กดีที่ควรเอาอย่าง” แล้วหันไปตีกันหนักกว่าเดิม
ถุย คนโง่เท่านั้นแหละที่ทำดีไม่เอาหน้า!
แต่ปากก็ต้องชมไว้ เผื่อมีคนโง่แบบนี้เพิ่มอีก คนได้ประโยชน์คือพวกเขา
ความสุขความทุกข์ของคนไม่เหมือนกัน ท่ามกลางความครึกครื้น อู๋เจี้ยนกั๋วหน้าห้อย สีหน้าราวกับหัวใจตายซาก ดูแปลกแยกอย่างยิ่ง
แต่จะให้ใครมาดีใจได้ล่ะ?
เขารู้สึกว่าคราบเหนียวที่ก้นถูกกางเกงถูจนกระจายยิ่งกว่าเดิม อยากดึงผ้าที่ก้นออกก็ลังเล ดึงก็ไม่ใช่ ไม่ดึงก็ไม่ใช่
ชาวบ้านคนหนึ่งเห็นสีหน้าเขา ยิ้มพูดว่า “สะใภ้เว่ยหมิน ยังกลัวอยู่เหรอ ไม่เป็นไรนะ คนค้ามนุษย์พวกเราจัดการแล้ว”
พูดไปก็สูดจมูกอย่างสงสัย
อู๋เจี้ยนกั๋วสะดุ้ง กลัวเขาจะได้กลิ่น รีบพูด “ฉันต้องไปเก็บเห็ดเพิ่ม ไม่งั้นแม่สามีด่า”
คนนั้นนึกถึงนิสัยป้าซุน ก็สงสาร “งั้นก็ไปเถอะ”
อู๋เจี้ยนกั๋ววิ่งหนีทันที
เก็บเหล็กเขี่ยเตาที่เอามาด้วย—ของทำจากเหล็ก ในยุคนี้ยังถือว่ามีค่า ถ้าทำหายป้าซุนคงบ่นไม่หยุด แล้วไปเอากระบุงของตัวเองในป่าเล็ก
กระบุงทั้งสามยังอยู่ คงเพราะหานเจินเจินกับซ่งหร่วนรีบไปจับคนค้ามนุษย์เลยวางไว้ก่อน
เขาจำได้ว่าใบเก่าที่สุดเป็นของบ้านเขา จากตอนที่เขาไปซึ่งแทบไม่มีเห็ดเลย ตอนนี้กลับเต็มไปกว่าครึ่ง คงเป็นหานเจินเจินกับซ่งหร่วนช่วยเก็บให้
พวกเธอต้องช่วยเขาอยู่แล้ว! วันนี้เขาซวยขนาดนี้!
อู๋เจี้ยนกั๋วหน้าบึ้ง เทเห็ดจากกระบุงหานเจินเจินลงมารวมด้วย กำลังจะเอื้อมไปกระบุงซ่งหร่วน พลันนึกถึงภาพเธออุ้มต้นไม้ยักษ์แทงคนเหมือนแทงลูกบิลเลียด มือชะงักก่อนสมองทันคิด
“ช่างเถอะ มีหนึ่งกระบุงก็พอแล้ว มากกว่านี้ฉันก็เอากลับไม่ไหว!” เขาพูดเสียงแข็ง “ฉันไม่ใช่คนโลภ”
เห็ดเปียกหนักอยู่แล้ว กระบุงก็ใหญ่ ใส่เยอะอีก เขาเดินบนดินเลนเป็นหลุมทุกก้าว แต่กระบุงใหญ่บังส่วนก้นไว้พอดี ทำให้รู้สึกอุ่นใจแปลกๆ
อู๋เจี้ยนกั๋วไม่บ่นสักคำ แบกกระบุงเลี่ยงถนนใหญ่ที่ชาวบ้านมุงกัน เดินลงเขาทางลัด
ด้านนี้ หานเจินเจินกับซ่งหร่วนดูการแย่งชิงจบ—ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายกรูกันเข้าไป ใครแย่งได้คนนั้นเอา
คนค้ามนุษย์สามคนคงไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้รับความนิยมขนาดนี้ ตั้งแต่หัวจรดเท้ามีอย่างน้อยสามมือจับไว้ ดึงคนละทิศ
ตาสามเหลี่ยมตาถลน หนูลิ้นห้อย ชายร่างใหญ่เกือบถูกดึงจนยืดยาว
หนูที่สติเลือนรางเหมือนเห็นทวดเรียก น้ำตาไหลพรากบ่นกับทวด—ถ้าตอนหาคู่เขาได้รับความนิยมสักหนึ่งในสิบของตอนนี้ มีสาวสนใจสักนิด เขาคงไม่เดินทางผิดมาขนาดนี้!
เห็นว่าจะดึงจนขาดใจ ชาวบ้านจึงถอยกันคนละก้าว—ถึงไม่เคยจับคนค้ามนุษย์ แต่ประสบการณ์ล่าสัตว์หลายสิบปีบอกว่า ของเป็นมีค่ากว่าของตาย เพิ่งตายมีค่ากว่าตายนานแล้ว
และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นควันไฟเหนือหลุมศพบรรพบุรุษ เป็นหน้ากระดาษเปิดใหม่ในลำดับวงศ์ตระกูล ห้ามพลาดแม้แต่น้อย
สุดท้ายจึงแบกกันท่าห้าท่อนแยกร่าง คนละส่วนลากลงเขา ระหว่างทางยังแอบแย่งกันอีก
หานเจินเจินจุ๊บปาก “ไม่คิดเลยว่าคนในกองผลิตเราจะรักความยุติธรรมขนาดนี้”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นกระบุงตัวเองว่างเปล่า กลายเป็นเสียงกรีดร้อง “โธ่เอ๊ย! เห็ดฉัน!”
เธอวิ่งไปพลิกดู จริงด้วย ไม่เหลือสักดอก
แทบร้องไห้ “ใครกันเนี่ย ขะโมยเห็ดคนอื่น!”
เธอตื่นแต่เช้า ปีนสองยอดเขา โดนกิ่งไม้ฟาดหน้า โดนหนามติดเต็มขากางเกง กว่าจะเก็บมาได้!
เธอสะอื้นถือกระบุงไปหาซ่งหร่วน “ฮือๆ มีคนขะโมยเห็ดเรา… ของเธอทำไมยังอยู่?!”
เธอยืดคอดู กระพริบตาถูตา ดูของตัวเองอีก
“ขะโมยแค่ของฉันคนเดียวเหรอ??!!”
เธอทนไม่ไหวแล้ว กรีดร้อง “ไม่เคยเห็นใครรังแกกันแบบนี้!!!”
ซ่งหร่วนเห็นหานเจินเจินโกรธจนพองเหมือนปลาปักเป้า ทั้งน่าสงสารทั้งน่าขำ “อาจเพราะเขาเห็นเห็ดฉันเก็บไม่ดี ไม่สวยเท่าของเธอ เลยรังเกียจ… ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันแบ่งของฉันให้ครึ่งหนึ่ง เราเก็บเพิ่มกัน”
หานเจินเจินพยักหน้า “ฉันก็คัดดีจริงๆ เขายังพอมีสายตา”
เธอลากซ่งหร่วนไปอีกฝั่งป่า
กัดฟันนั่งยองๆ ดึงเห็ดอย่างดุเดือด
ดึงได้สามดอก ชะงัก
“ไม่ใช่สิ! เขามีสิทธิ์อะไรมาคัดเลือกเห็ดฉัน?! เขาเป็นขะโมยนะ!!” เธอลุกพรวด กระทืบเท้าหมุนตัว “คิดว่ากำลังคัดเครื่องบรรณาการถวายฮ่องเต้หรือไง?! เขาเป็นขันทีสายพันธุ์ไหน?!”
ซ่งหร่วนกลั้นหัวเราะจนเสียงหลุดออกจมูก
“ไอ้ขะโมยน่าตาย! อย่าให้ฉันเจอนะ!” หานเจินเจินโกรธจัด ฟาดกระบุงลงพื้นแรงๆ
กระบุงกระแทกหินสูงระดับเข่า กระเด้งลอย หมุนกลางอากาศ ก่อนตกคว่ำลงพอดีครอบเงาสีเทาที่บินตกใจขึ้นจากพุ่มหญ้า
โครม! กระบุงครอบเงานั้นเหมือนระฆังคว่ำ ปักแน่นในดิน ข้างในมีเสียงกระพือปีก
ซ่งหร่วน: ???
หานเจินเจิน: ???
เธอเกาหน้าอย่าง งง “เมื่อกี้ ฉัน… ครอบอะไรไปหรือเปล่า?”
กระบุงคว่ำมีเสียงร้องก๊อกๆ ดิ้นพล่าน
“โธ่เอ๊ย!” หานเจินเจินรีบกดไว้ ตาเป็นประกาย “วันนี้เราจะได้กินไก่ป่าตุ๋นเห็ด!”
เธอจะล้วงออกมา แต่คิดถึงบทเรียนตอนฆ่าไก่ครั้งก่อนก็ชะงัก
“ซ่งหร่วน เธอมา บีบคอมัน วันนี้กินไก่!” เธอตะโกนตื่นเต้น
“เอากลับไปค่อยบีบดีกว่า จะได้สดกว่า” ซ่งหร่วนเสนอ
“ก็ได้!!”
หานเจินเจินเอาหินทับกันไก่ชนออก “งั้นใช้กระบุงเธอเก็บก่อน”
ได้ไก่ฟรีตัวหนึ่ง ขวัญกำลังใจเก็บเห็ดของหานเจินเจินลุกโชนอีกครั้ง กวาดล้างเห็ดในป่าอย่างบ้าคลั่ง
พอเธอโยนเห็ดสีเทาดอกหนึ่งลงกระบุงซ่งหร่วน ระบบก็ร้องเพลงอย่างไม่ใส่ใจ
【หมวกเทา ก้านขาว กินแล้วต้องนอนยาว~】
ซ่งหร่วนหยิบเห็ดเล็กออก “อันนี้เหรอ?”
ระบบกำลังจะตอบ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้อง ผู้ดูแลบ้าอะไรมาเฝ้ามันอีกแล้ว!
ว่างนักหรือไง
ขนแกะมันนิดเดียวเหมือนจะเอาชีวิตมัน
มองก็มองไป ใครจะกลัว
【เป็นใครส่งเธอมาหาฉัน~~】
ระบบร้องไป ดุผู้ดูแลไป
【มองอะไร ฉันร้องเพลงไม่ได้หรือไง ระวังฉันร้องเรียนว่าแกละเมิดเสรีภาพระบบ】
ซ่งหร่วนเข้าใจ รีบหยิบเห็ดออกให้หานเจินเจินดู “เห็ดแบบนี้มีพิษ กินไม่ได้”
“หา?” หานเจินเจินตาโต “มีพิษ?! พิษอะไร??”
เป็นยาพิษห้าก้าวล้ม หรือยาสลบเหรอ?
ซ่งหร่วนก็ถาม
【ฉันเป็นนกน้อยตัวเล็ก~~】
【จะบิน~~ให้สูงกว่าเดิม~~】
【อ๊าอ๊าอ๊า~~แมวดำผู้ตรวจการ~~】
【ฉันเห็น~~ภูเขาลูกแล้วลูกเล่า~~】
เห็นซ่งหร่วนยังกะพริบตาไม่เข้าใจ ระบบร้อนใจ ร้องอีก
【ฉันคือผีเสื้อเมามาย~~บินไม่พ้นโลกดอกไม้~~】
ซ่งหร่วนเข้าใจแล้ว เห็ดครึ่งก้าวบ้า
เธอกลั้นหัวเราะอธิบาย “กินแล้วจะหลอน เช่น คิดว่าตัวเองเป็นหมา แล้ววิ่งเห่าไปทั่วถนน”
น่าอายขนาดไหน!
หานเจินเจินโยนเห็ดทิ้งทันที “ฉันนึกว่าเป็นเห็ดเล่ยวัวที่เย่เซียงพูดถึง”
【ท่วงท่าของเธอ~~ช่างคล้ายฉัน~~】
ไม่ต้องให้ระบบอธิบาย ซ่งหร่วนก็คิดออก
ทันใดนั้นหานเจินเจินชะงัก “งั้นกระบุงก่อนหน้าที่ถูกขะโมยไป จะมีเห็ดแบบนี้ปนไปไหม? ฉันจำได้ว่าเก็บเห็ดเล่ยวัวเยอะอยู่”
“ไม่เป็นไร” ซ่งหร่วนปลอบ “ขะโมยคงไม่โง่ รู้จะขะโมยเห็ด แต่ไม่รู้แยกเห็ด?”
“ก็จริง” หานเจินเจินกัดฟัน “ขอให้มันโง่ไม่แยก กินเข้าไปเห่าไปทั่วถนน อายให้ตาย! เป็นขะโมย ยังจะกล้ามาหาฉันอีกเหรอ? ถ้ามาฉันจะตบให้ตาย!”
พูดจบก็รู้ตัวว่าตัวเองพลังรบห้าคะแนน มีแอบกลัว ลอบมองซ่งหร่วน “เธอจะช่วยฉันใช่ไหม ไม่ให้ฉันโดนตีใช่ไหม?”
ซ่งหร่วนถอนใจ “อือ ใช่ๆ ใช่แล้ว”
บทที่ 46
บนภูเขา หานเจินเจินกับซ่งหร่วนกำลังเก็บเห็ดกันอย่างร่าเริง ส่วนอู๋เจี้ยนกั๋วที่กลับถึงบ้านแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย กำลังนั่งหน้าหงอยคัดเห็ดอยู่หน้าตะกร้า
เขามาจากโลกอนาคตยุคข่าวสารล้นทะลัก อย่างน้อยก็เคยได้ยินเพลง “นอนแผ่นกระดาน” อันโด่งดัง ถึงในใจจะหงุดหงิดไม่พอใจ แต่ก็กลัวเผลอกินจนตัวเองตาย นอกจากเห็ดรังผึ้งที่เขาเชื่อมั่นมากๆ แล้ว เห็ดที่หน้าตาแปลกหน่อย สีสดหน่อย ล้วนถูกคัดออกหมด
ป้าซุนพลิกดูเหมือนผู้คุมงานตรวจของ เห็นว่าไม่มีอะไรแปลกๆ ก็โบกมือ “ไปล้างไปผัดซะ”
มือที่จับหูตะกร้าของอู๋เจี้ยนกั๋วบีบแน่นทันที เห็ดเขาเป็นคนตื่นแต่เช้าไปเก็บเอง เป็นคนคัดเอง ตอนนี้ยังต้องเป็นคนล้างคนผัดอีก งั้นคนอื่นทั้งกระบวนการมีหน้าที่แค่อ้าปากรอกินใช่ไหม?
ครอบครัวนี้มันร้ายกาจจริงๆ ทำไมไม่ขี้เกียจตายไปให้หมด!
ป้าซุนเห็นสีหน้าเขาเดิมทีจะเรียกเฉินกุ้ยเฟินไปช่วยล้างเห็ดให้เสร็จเร็วๆ แต่พริบตาเดียวก็เปลี่ยนใจ
ทำงานแค่นี้ก็ทำหน้าบึ้งแล้ว ตอนนี้เธอมีลูกชายอยู่ข้างตัวแค่คนเดียว ถ้าไม่จัดการลูกสะใภ้สำออยนี่ให้เชื่อง พอแก่ตัวไปจะไม่ถูกเหยียบหัวหรือ?
สีหน้าเธอเปลี่ยนดุดันทันที “อะไร แค่ให้ทำงานนิดหน่อยก็ไม่ยอม จะให้ฉันเป็นแม่สามีมาปรนนิบัติเธอหรือไง? ไปถามดูสิ บ้านไหนมีลูกสะใภ้เป็นเหมือนบรรพบุรุษแบบเธอ!”
เฉินกุ้ยเฟินเห็นดังนั้นตากลอกหนึ่งที รีบเข้ามาเกาะแขนป้าซุน “แม่คะ แม่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปพักบนเตียงเตาเถอะ เดี๋ยวหนูนวดให้”
ยายแก่ผอมอย่างลิง นวดจะนวดได้นานแค่ไหน? ยังไงก็เบากว่าล้างเห็ดทำกับข้าว
เธอทำท่าเหมือนนางกำนัลพยุงไทเฮาอย่างขยันขันแข็ง “น้องสะใภ้ ไม่ใช่พี่จะว่าอะไรนะ แม่ก็อายุมากแล้ว เราเป็นลูกสะใภ้ก็ต้องกตัญญู จะให้แม่เหนื่อยได้ยังไง”
ป้าซุนฟังแล้วพอใจมาก ตบมือเธอเบาๆ “สะใภ้ใหญ่ ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนดี”
สองคนเดินออกไปอย่างสนิทสนม ใครไม่รู้คงคิดว่าเป็นแม่ลูกแท้ๆ
พวกเธอแน่นอนว่าสุขสงบ ส่วนฉันแบกทุกอย่างแทนพวกเธอ
อู๋เจี้ยนกั๋วจ้องสองคนนั้นด้วยความเคียดแค้น
พวกประจบสอพลอ! หาโอกาสหนีงานแล้วยังไม่ลืมเหยียบเขาอีกที!
ตอนนี้อู๋เจี้ยนกั๋วผ่านการฝึกหนักมาแล้ว มองเกมในบ้านพวกผู้หญิงออกชัดเจน
อย่างพี่สะใภ้คนนี้ ดูเหมือนขยันกตัญญูใช่ไหม? ถุย! ฉลาดเหมือนลูกคิดมีชีวิต ผลักงานใส่หัวเขา แล้วยังป้ายความผิดว่าเขาไร้มารยาทอีก!
อย่างยายแก่นั่น อาศัยอาวุโสทำตัวเหมือนเทพสูงสุด เอะอะก็ใช้ฐานะแม่สามีกดเขา ทั้งที่เขาทำงานหมดทุกอย่าง กลับถูกกล่าวหาว่าล่วงเกินแม่สามี
เมื่อก่อนเขาไม่เคยรู้เลย ว่าการเป็นลูกสะใภ้มันลำบากขนาดนี้!
โดยเฉพาะเมื่อทั้งบ้านมีเขาเป็นคนซื่อคนเดียว!
เห็นสองคนเดินลับไป อู๋เจี้ยนกั๋วก็ยกเห็ดเข้าครัวอย่างขุ่นเคือง
เห็ดสดมีทั้งดินทั้งโคลน แถมเขาเองก็ต้องกิน จะทำลวกๆ ไม่ได้ เขาล้างอย่างตั้งใจจนสะอาด แล้วตั้งหน้าผัดหน้าเตา
เดือนกันยายน กลางวันยังร้อนอยู่ หน้าเตาไฟควันโขมง เหงื่อไหลท่วมตัว
กลิ่นหอมจากเห็ดในกระทะค่อยๆ ลอยขึ้น ความอัดอั้นใน อกก็พลุ่งพล่านตาม
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เขากินเยอะไปหน่อย ตอนนี้ป้าซุนเป็นคนแบ่งข้าวเสมอ ด้วยท่าทางไม่ชอบหน้าเขานั่น คงได้ส่วนน้อยสุดอีกแน่… บ้าเอ๊ย นี่เห็นเขาเป็นวัวแก่หรือไง ให้กินหญ้ารีดนมแล้วยังต้องไถนาอีก
ทำไมต้องเป็นเขา?!
อู๋เจี้ยนกั๋วทำตัวเป็นลูกสะใภ้ดีเพราะอยากกลับโลกเดิม ไม่ใช่เพราะเป็นแม่พระชอบเสียสละ เขาหยิบตะเกียบจากกระบอก คีบเห็ดกองใหญ่เข้าปากทันที
เห็ดสดแค่ผัดธรรมดาก็อร่อย น้ำซุปแตกกระจายในปาก เขาถูกลวกจนซี๊ดแต่ก็ไม่ยอมคาย พูดอู้อี้ว่า “เทพทะลุมิติ ผมแค่ชิมรส เกรงว่าแม่สามีจะกินของไม่ดี ผมยังเป็นลูกสะใภ้ดีอยู่นะ”
แล้วคีบอีกคำ กวาดเห็ดรังผึ้งเกือบหมด
ของอร่อยสุดเป็นของเขา! เขาจะกินๆๆ!
พอเอาขึ้นโต๊ะ ก็เป็นไปตามคาด ส่วนของเขาน้อยสุด แต่เขากินในครัวไปแล้วก็ไม่ใส่ใจ
ก้มหน้ากินอย่างรวดเร็ว
ป้าซุนที่เตรียมใจจะปะทะถึงกับ งง
ตั้งแต่อู๋เจี้ยนกั๋วทะลุมาเป็นเย่เซียง แทบทุกมื้อจะมีเรื่องทะเลาะ ตอนนี้ป้าซุนแทบถือมื้ออาหารเป็นศึกประจำวัน พอเขาเงียบไป กลับรู้สึกเหมือนออกหมัดใส่ปุยนุ่น
ยอมง่ายขนาดนี้?
กระดูกอ่อนก็อ่อนจริง แข็งได้ไม่นาน
เธออดแขวะไม่ได้ “อ้าว วันนี้ไม่เลือกกินหาเรื่องแล้วเหรอ ดูท่าก็สงบได้เหมือนกันนี่”
อู๋เจี้ยนกั๋วตักข้าวเข้าปาก รู้สึกตาพร่าเล็กน้อย
เขาส่ายหัวโดยไม่รู้ตัว!
ป้าซุนคิดว่าเป็นสัญญาณเปิดศึก ตื่นเต้นจนขนลุก
“ว่าไง มีความเห็นอะไรอีก?”
เฉินกุ้ยเฟินรีบเสริม “น้องสะใภ้ อย่าหาเรื่องอีกเลย กินข้าวเถอะ”
เถี่ยตันยังพูด “อาสามสะใภ้ ทุกวันกินข้าวต้องทะเลาะได้ไหม เลิกหาเรื่องย่าเถอะ”
ทำไมมือเขากลายเป็นสี่ข้าง?
อู๋เจี้ยนกั๋วพยายามลืมตา
จ้าวเว่ยหมินตบโต๊ะ “เย่เซียง ใจกว้างหน่อย อย่ากวนบ้านให้วุ่น ถ้าว่างมากก็ไปหาบน้ำให้พี่ไป๋ เธอยังถามฉันเลยว่าเธอไม่สบายหรือไง ไม่เห็นหน้าเลย”
ทั้งบ้านรุมตำหนิเขาเหมือนทำผิดมหันต์
อู๋เจี้ยนกั๋วมองเห็นตัวเองชัดแล้ว—เขาเป็นปลาหมึกแปดหนวด! เขาคือราชาปลาหมึกผู้สูงศักดิ์! ลงมารับเคราะห์จนความจำหาย บัดนี้ฟื้นแล้ว!
พวกกุ้งหอยปูปลากล้าล่วงเกินตอนเขาความจำเสื่อม!
เขาปีนขึ้นโต๊ะผลักของตกกระจาย “อะไรกล้ามาขวางทางข้า!”
จานชามแตกกระจาย หมั่นโถวชุบซุปเห็ดกลิ้งตกพื้นเลอะดิน
ป้าซุนแทบเป็นลม—จานคราวก่อนก็ถูกเขาทุบแตกเกือบหมด เหลือแค่นี้เอง!
“ตัวซวย ทำลายของอีกแล้ว ของพวกนี้ไม่ต้องใช้เงินหรือ!” เธอพุ่งเข้าใส่
เพียะ!
อู๋เจี้ยนกั๋วตบหน้าจนเธอหมุนหนึ่งรอบ
“ชอบวางอำนาจนักหรือ!”
เพียะ! เฉินกุ้ยเฟินโดนอีกที “ยุแยงเก่งนัก!”
ต่อด้วยเถี่ยตัน “ตาไม่ดีก็บริจาคไปซะ!”
จ้าวเว่ยหมินถอยหลังหลบได้
อู๋เจี้ยนกั๋วหมุนตัวฟาดคนรอบโต๊ะ “ข้าจะฆ่าพวกเจ้า! ฆ่า!”
หัวเราะลั่น “สิบปีแห่งคำสัญญา วันนี้ข้าจะใช้เลือดบูชาการกลับมา!”
เขาวิ่งเข้าครัวคาบมีดออกมา “เจ้าอาศัยฐานะแม่สามีรังแกข้า วันนี้ข้าจะส่งเจ้าไปพบยมบาล!”
ไล่ฟันเหมือนรถถัง
ทุกคนแตกตื่นหนี ป้าซุนร้อง “เว่ยหมิน เมียแกบ้าแล้วหรือ!”
จ้าวเว่ยหมินอ้าปากตอบ เสียงดังไป อู๋เจี้ยนกั๋วหันขวับ
ยังเหลืออีกคน! ตัวต้นเหตุที่พาเขาเข้าบ้านนี้!
เป้าหมายเปลี่ยนทันที
จ้าวเว่ยหมินวิ่งหนีสุดชีวิต
อู๋เจี้ยนกั๋วตามไม่ทัน โยนมีดทิ้ง ด่า “ปกติทำกร่าง ทำไมตอนนี้หนี! ใช้ข้าเหมือนทาส! เมียน้อยเจ้าให้ข้าดูแล ทำไมตอนขึ้นเตียงไม่ให้ข้าแทน!”
จู่ๆ ตาเป็นประกาย “ใช่สิ ข้าก็ทำงานให้นาง ทำไมไม่ได้ขึ้นเตียง!”
“ราชาปลาหมึกอย่างข้า จะเมตตาสตรี มนุษย์เป็นเกียรติยิ่ง!”
พูดจบก็คลานสี่ขาออกประตูเหมือนสไปเดอร์แมน คล่องแคล่วผิดกับมนุษย์สองขา
ซ่งหร่วนกับหานเจินเจินเพิ่งถึงบ้าน เปิดประตูเห็นเงาดำก้อนหนึ่งพุ่งออกจากบ้านป้าซุน
ก้อนนั้นเลื้อยเร็วมาก ตะโกน “สาวงาม! ข้ามาแล้ว!”
ด้านหลังจ้าวเว่ยหมินวิ่งตาม “เย่เซียง หยุดเถอะ ฉันจะไม่ให้เธอช่วยพี่ไป๋แล้ว กลับมา!”
ก้อนนั้นไม่หยุด “ไสหัวไป ไอ้ขันที!”
สองคนมองหน้ากัน เห็นแววอยากดูเรื่องสนุกในตากันและกัน วางตะกร้า ปิดประตู แล้ววิ่งตามไปทันที
บทที่ 47
ยังวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงลาตัวเล็กในลานบ้านร้อง “อ๊อ อ๊อ” ดังลั่น
หานเจินเจินชะงักไป สีหน้าลังเลเล็กน้อย “เมื่อกี้พวกเราวางตะกร้าไว้บนหลังลาใช่ไหม?”
ลาตัวเล็กขาเป๋กำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น ดูแลมาตั้งนานกว่าจะใกล้หายดี อย่าเพิ่งมาพลาดท่าจนขาหักซ้ำอีกเลย
แบบนั้นจะหายหรือไม่หายกันแน่ล่ะเนี่ย
ด้านในลาน ลาน้อยยังคงร้อง “อ๊อ~ อ๊อ~” ไม่หยุด เสียงฟังดูร้อนรนกว่าเดิม
ซ่งหร่วนพูด “จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ แปดในสิบคงได้ยินเสียงเอะอะเลยอยากออกมาดูเรื่องสนุก”
หานเจินเจิน “หา??”
“อย่าว่าแต่เธอเลย ฉันก็รู้สึกว่าเหลือเชื่อเหมือนกัน” ซ่งหร่วนบ่นไปพลาง เดินไปเปิดประตูอีกครั้ง
แน่นอน ลาน้อยร้อง “อ๊องอ๊อง” พลางกระเผลกออกมา ข้ามธรณีประตูไม่ได้ ก็ยิ่งร้องดังขึ้น หูสองข้างสั่นดิ๊กๆ เหมือนพัดลมส่าย
“ฉันนี่เลี้ยงพ่อมีชีวิตจริงๆ”
ซ่งหร่วนบ่นพลางอุ้มลาน้อยออกมา
เธอเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานนี้เองว่า ลาตัวนี้ก็ชอบดูเรื่องชาวบ้านเหมือนกัน
ทุกครั้งที่เธอปีนกำแพงไปดูเรื่องบ้านข้างๆ ลาตัวนี้ก็จะฮึมฮำๆ เบียดเข้ามาข้างตัวเธอ ชะเง้อคอยาวไปทางต้นเสียง จนแทบจะกลายเป็นยีราฟ
ถ้าเธอไม่สนใจ มันก็จะดึงชายเสื้อเธอไม่หยุด
ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าหินที่เธอวางพิงกำแพงไว้เหยียบเพิ่มขึ้นมาอีกก้อนหนึ่ง เป็นก้อนที่เธอเลือกมาให้ลาตัวนี้โดยเฉพาะ สูงพอดี เรียบพอดี ยืนก็ได้ นอนก็ได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าลาตัวนี้จะดูรู้เรื่องอะไร แต่ยังไงก็ต้องดู ไม่ให้ดูก็จะเอาหัวดัน แถมยังดึงเธอลงมาด้วย
จริงอย่างที่ว่า เพิ่งวางมันลง ลาน้อยก็กระเผลกตามเสียงโวยวายไปทันที
ซ่งหร่วนก็รีบตามไป
หานเจินเจินมองซ่งหร่วน แล้วมองลาขาพิการแต่ใจไม่ยอมแพ้ที่ยังจะไปดูเรื่องชาวบ้าน พึมพำว่า “คนแบบไหนเลี้ยงลาก็ได้แบบนั้นจริงๆ—เฮ้ย พวกเธอรอฉันด้วยสิ!”
ช่วงเวลามื้ออาหารพอดี แต่ละครอบครัวอยู่กันในลานบ้าน พอได้ยินเสียงเอะอะก็รีบออกมาดู
แล้วก็เห็นก้อนอะไรสักอย่างคลานสี่ขาเหมือนแมงมุม พุ่งผ่านหน้าประตูไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย!”
ลุงป้าบางคนสายตาไม่ดี เกือบตกใจเป็นลม
“เมื่อกี้อะไรผ่านไป ฉันเห็นเหมือนมีสี่ขา?”
“ตัวเหลืองลงเขามาแล้ว!”
“ตัวเหลืองที่ไหนจะใหญ่ขนาดนั้น? ฉันว่าน่าจะลิงตัวใหญ่!”
“ลิงใหญ่มาทำอะไรแถวนี้?”
เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นตัวอะไรน่ากลัว ทุกคนเลยลังเลไม่กล้าออกไป
กำลังมองกันอยู่ ก็เห็นจ้าวเว่ยหมินหน้าซีดเหงื่อแตก วิ่งไล่ตามหลังมา รองเท้าหลุดไปข้างหนึ่ง ตะโกนอย่างสิ้นหวัง “เย่เซียง! เย่เซียง กลับมา!”
เขายังไม่กล้าเรียกเธอว่าเมียด้วยซ้ำ
รับรู้ถึงสายตาคนรอบข้าง นิ้วเท้าในรองเท้าของจ้าวเว่ยหมินจิกแน่นด้วยความอับอาย อยากร้องไห้
แต่เขาจะทำยังไงได้ ถ้าไม่หยุดไว้ ด้วยอาการบ้าคลั่งแบบนี้ของเย่เซียง มีหวังเธอจะลากพี่ไป๋ขึ้นเตียงแล้วให้สถานะจริงๆ… แค่คิดภาพนั้น เขาก็หน้ามืดแล้ว
เขาไปแต่งงานกับตัวอะไรมากันแน่! ชื่อเสียงบรรพบุรุษตระกูลจ้าวแปดชั่วคน คงจะหมดสิ้นในวันนี้!
พอรู้ว่าเป็นคน คนอื่นก็กล้าขึ้น คนที่สายตาดีเพ่งดู “ใช่เมียเว่ยหมินจริงๆ”
“เมียเว่ยหมิน? เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง? ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเธอก็ดูเรียบร้อยนะ”
“นี่โดนผีเข้าไหม?”
“ชู่! คำนี้พูดไม่ได้—แต่ฉันว่าคล้ายๆ นะ”
“เธอคลานไปทางไหน ฉันว่าทางบ้านแม่ม่ายไป๋?”
“โฮ่ ฉันก็บอกแล้วว่าเว่ยหมินกับแม่ม่ายไป๋ต้องมีอะไรสักอย่าง ดูสิ บีบเมียจนเป็นแบบนี้แล้ว เมื่อก่อนเธอก็เป็นปัญญาชนลงชนบทนะ ดูดีกว่าพวกเราตั้งเยอะ”
“จริงนะ คนอ่านหนังสือมามันไม่เหมือนกัน ดูสิ คล่องแคล่วขนาดไหน”
หานเจินเจินซุกหน้าลงบนไหล่ซ่งหร่วน “ไม่รู้ทำไม ฉันรู้สึกอายขึ้นมานิดหน่อย”
ซ่งหร่วนเหลือบตามอง “งั้นจะกลับไหม?”
“ก็ไม่ใช่ว่า…” หานเจินเจินเงยหน้าพรวด “ก็ไม่ใช่ว่าจะทนไม่ได้”
ซ่งหร่วนถลึงตา “งั้นก็รีบวิ่งสิ ดูลาขาหักของฉันยังวิ่งเร็วกว่าเธออีก”
ตัวเองวิ่งช้าก็ช่าง ยังจะเกาะเธอเหมือนตุ้มถ่วงอีก เธออยากแย่งจุดชมวิวที่ดีที่สุดนะ!
ไม่เห็นหรือไง แค่แป๊บเดียว คนตามหลังยาวเป็นขบวนแล้ว?
กินขี้ยังตามของร้อนไม่ทันเลย!
ซ่งหร่วนบ่นไปลากหานเจินเจินวิ่งไป
แม่ม่ายไป๋กำลังทำอาหารกลางวันอยู่ในบ้าน
แม้เธอจะเป็นแม่ม่าย แต่เพราะรู้จัก “บริหารจัดการ สร้างสัมพันธ์” ชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านเธอในกองผลิตตงเฟิงจึงนับว่าดีระดับต้นๆ
อย่างวันนี้ ก็มีไข่ผัดหนึ่งจาน!
ไม่ใช่เทศกาลก็ได้กินไข่ผัด แม้แต่บ้านหัวหน้ากองยังทำไม่ได้ แต่เธอ แม่ม่ายที่สามีตายไปแล้ว กลับทำให้ลูกกินได้!
เธอถึงกับรู้สึกภูมิใจเล็กๆ
แม่ม่ายไป๋ตักน้ำหนึ่งกระบวย เรียกลูกสองคนมาล้างมือ กระบวยกระทบก้นโอ่งถึงจะตักได้น้ำมาครึ่งเดียว—น้ำหมดแล้ว
แต่เธอไม่ใส่ใจ เมื่อวานเธอ “บังเอิญ” เจอจ้าวเว่ยหมิน แสดงความห่วงใยสุขภาพของเย่จือชิงไปนิดหน่อย อย่างช้าที่สุดพรุ่งนี้ เย่เซียงก็จะมาหาเธอเอง
ผู้ชายพวกนี้น่ะ… เธอหัวเราะเย็นชา แต่ละคนทำท่ามีศีลธรรม
สำหรับเย่เซียงที่มาช่วยตักน้ำให้ เธอไม่ได้รู้สึกขอบคุณเท่าไร กลับดูแคลนจากที่สูง—ไม่เคยเห็นผู้หญิงโง่แบบนี้มาก่อน วิ่งเข้าหาผู้ชายเอง สมควรถูกใช้งาน
เธอสั่งสอนลูกสาวทั้งสอง “ต่อไปพวกเธอห้ามโง่แบบอาเย่เซียงนะ วิ่งเข้าหาผู้ชายจนยอมช่วยตักน้ำเอาใจผู้หญิงของเขา คิดว่าผู้ชายจะมองสูงขึ้นหรือสงสารเหรอ? ถุย! พวกเขาจะคิดว่าเธอโง่ คิดว่าเธอไร้ค่า คิดว่าเธอขาดผู้ชายจนถึงขั้นนี้!”
เสี่ยวเฟิ่งกับเสี่ยวหลานพยักหน้ารัวๆ
เสี่ยวเฟิ่งวัยแปดขวบพูดอย่างเย็นชา “วางใจเถอะ แม่ หนูไม่วิ่งเข้าหาผู้ชายแน่ หนูจะขูดเงินกับอาหารจากตัวผู้ชายให้หมด แล้วค่อยทิ้งพวกเขา!” แม่ม่ายไป๋ยิ้มอย่างพอใจ “แบบนั้นแหละถูกต้อง”
กำลังสอนกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก
เธอขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ฉวยโอกาสสอนลูกต่อ “อีกอย่าง ต่อไปพวกเธอต้องสง่างาม ห้ามเหมือนพวกชาวบ้านเจอเรื่องนิดหน่อยก็ร้องโวยวาย มันช่างไม่น่า—”
เงาดำพุ่งเข้ามา “ฟึ่บ”
ได้ยินเสียงลูกสองคนร้องพร้อมกัน ร่างเธอถูกกดลงพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว
“คนสวย ฮี่ๆ คนสวย ให้ราชาอย่างฉันหอมหน่อย!”
“จุ๊บๆ!”
แม่ม่ายไป๋หน้าซีด กรีดร้อง “นี่มันตัวอะไร! ช่วยด้วย กลางวันแสกๆ มีคนลวนลาม!”
เสี่ยวเฟิ่งกับเสี่ยวหลานกรีดร้องพุ่งเข้าไปช่วย “เย่เซียง! เย่เซียง ปล่อยแม่หนู!”
เงาดำนั้นเงยหน้า—คือเย่เซียง
ยังไม่ทันที่แม่ม่ายไป๋จะโล่งใจ ก็เห็นเย่เซียงยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่เธอ
“คนสวย ฉันช่วยเธอทำงานนะ เธอจะเอาใจแต่ไอ้หม่าเจ๋อวเว่ยหมินไม่ได้ ต้องให้รางวัลฉันบ้างสิ?”
เดิมทีเป็นผู้หญิงหน้าตาสะอาดสะอ้าน ตอนนี้กลับเหมือนตาแก่หื่นกาม พูดจบก็รีบก้มลงประทับตรา
“จุ๊บ” ตรงริมฝีปากแม่ม่ายไป๋พอดี
หน้าแม่ม่ายไป๋เขียวปี๋
เธอกรีดร้องลั่น
อู๋เจี้ยนกั๋วตาเป็นประกาย “ฮี่ๆ ลิ้นเธอก็สวย ดูหอมๆ!”
แม่ม่ายไป๋: !!!!
เธอเหมือนไก่ถูกบีบคอ เงียบสนิท ปิดปากแน่น
ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยเธอ!
เธอว่าแล้วเชียว โลกนี้จะมีผู้หญิงโง่แบบนี้ได้ยังไง ที่แท้คนนี้คิดไม่ดีกับเธอ!
คิดลึกซึ้งขนาดนี้ได้ยังไงกัน!!!!
จ้าวเว่ยหมินที่ตามมาทันร้องโหยหวน พุ่งเข้าไปดึงอู๋เจี้ยนกั๋วออก
เขาทำงานไร่มาทั้งชีวิต คราวนี้ก็ใช้แรงสุดชีวิต ในที่สุดก็ลากคนออกมาได้
แม่ม่ายไป๋คลานถอยกอดลูกสองคนหลบมุม ก้มหน้าเช็ดปากไม่หยุด
แม้บางครั้งเธอจะหารายได้พิเศษ แต่ แต่นี่มันผู้หญิงนะ เธอยังไม่ได้เตรียมใจแบบนี้!
จ้าวเว่ยหมินฝืนยิ้ม “ขอโทษนะพี่ไป๋ เย่เซียงเธอไม่ได้ตั้งใจ เธอ เธอ…”
“เธอ” อยู่นาน ก็คิดคำแก้ตัวต่อไม่ออก
ไม่ได้ตั้งใจ?
แม่ม่ายไป๋โกรธจัด นี่ไม่เรียกว่าตั้งใจแล้วจะเรียกว่าอะไร ต้องลากขึ้นเตียงถอดเสื้อผ้าก่อนหรือไง?
แม้เธอจะทำอาชีพนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีขอบเขต!
อู๋เจี้ยนกั๋วตบหน้าจ้าวเว่ยหมินฉาดหนึ่ง “ตัวปัญหา! คิดว่าฉันไม่รู้ความคิดแกเหรอ แกอยากครอบครองพี่ไป๋คนเดียวใช่ไหม? ทำไม ฉันต่างหากที่ช่วยพี่ไป๋มากกว่า แกไอ้หน้าด้าน!”
แล้วก็ทำหน้าเจ้าเล่ห์เข้าใกล้แม่ม่ายไป๋ “พี่ไป๋ พี่ไป๋ เมื่อก่อนฉันไม่รู้ความดีของเธอ ต้องขอบคุณไอ้หม่าเจ๋อวเว่ยหมินที่ให้ฉันมาตักน้ำ เลยได้รู้จักเธอลึกซึ้ง เข้าใจความดีของเธอ เขาก็นับเป็นแม่สื่อของพวกเรา ในเมื่อแม่สื่อก็อยู่ที่นี่—”
พูดพลางพุ่งตัวไปข้างหน้า “วันนี้พวกเราเข้าหอกันเลยเถอะ!”
โอ๊ยแม่เจ้า!
จ้าวเว่ยหมินรีบคว้าไว้แทบไม่ทัน
แม่ม่ายไป๋ตกใจสุดขีด เห็นคนถูกจับไว้ได้จึงโล่งใจ มองจ้าวเว่ยหมินอย่างโกรธแค้น
ดีนัก! แกพาผีมาที่นี่เองใช่ไหม?
ชาวบ้านที่ตามมาดูอ้าปากค้าง “นี่ฉันเพิ่งเคยเห็น สามีภรรยาแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน”
“ไม่อย่างนั้นจะว่าพี่ไป๋มีฝีมือได้ยังไง”
“แต่ดูพี่ไป๋ไม่เต็มใจนะ แบบนี้เรียกว่าลวนลามไหม?”
รอบข้างเงียบลงทันที
มีคนพูดอย่างลังเล “ทั้งสองก็เป็นผู้หญิง ไม่นับมั้ง?”
โอ้แม่เจ้า อยู่มาขนาดนี้ เพิ่งเคยเห็นอะไรเร้าใจขนาดนี้!
คนหนึ่งที่ดูมีประสบการณ์พูดขึ้น “นี่อาจกินเห็ดพิษหรือเปล่า? ฉันเคยมีญาติ กินเห็ดพิษแล้วก็เป็นแบบนี้”
จ้าวเว่ยหมินเหมือนเพิ่งตื่น “ใช่ๆ วันนี้พวกเรากินเห็ด แต่พวกเรายังไม่ทันกินนะ”
ป้าซุนที่ตามมาชี้นิ้ว “ดีนัก ฉันรู้อยู่แล้วว่าไอ้สารเลวนี่ไม่เรียบร้อย แอบกินในครัวเอง! สมควรแล้ว!”
คนรอบข้างเตือน “ป้าซุน เรื่องนั้นพักก่อนเถอะ”
เขาพยักหน้าไปทางในบ้าน อู๋เจี้ยนกั๋วกำลังดิ้นสุดชีวิต จะอยู่จะตายขอไปอยู่กับแม่ม่ายไป๋ เตะขาอากาศไม่หยุด มือหนึ่งตบหน้าจ้าวเว่ยหมินที่กอดเอวรั้งไว้
“ไอ้สารเลว แกสารเลว! ทำไมไม่ให้ฉันหอมพี่ไป๋ แกอิจฉาที่ฉันสนิทกับพี่ไป๋มากกว่า ใช้วิธีสกปรกแบบนี้ แกต้องตายไม่ดี!”
จ้าวเว่ยหมินทั้งตัวแม้แต่ฟันก็เกร็งแน่น ไม่กล้าปล่อยมือแม้แต่นิด รับตบไปเต็มๆ
เดิมทีหน้าดำเหมือนเปาบุ้นจิ้น ไม่ถึงครู่ก็ถูกตบจนแดงเหมือนกวนอู
หน้าป้าซุนบิดเบี้ยว มองคนเสนอความเห็น “แล้วจะทำยังไง?”
“จะยังไง ก็ส่งสถานีอนามัยสิ”
“ไปสถานีอนามัยทำไม? ไม่ต้องเสียเงินหรือไง? ทำไมฉันต้องเสียเงินเพราะนังสารเลวนี่?!” ป้าซุนกระเด็นน้ำลาย ตาโตเหมือนระฆังทองแดง ราวกับจะกลืนคนพูด
มีคนเสนอ “ฉันได้ยินว่า ถ้าไม่ไปโรงพยาบาล มีวิธีหนึ่ง… กรอกน้ำทองคำ ให้อาเจียนออกมาก็พอ”
“น้ำทองคำคืออะไร?” ฟังดูมีค่าเลยนะ
“เอ่อ… ก็คืออุจจาระ”
“หา…?”
“อี๋…”
“อ๊วก…”
มีคนมองจ้าวเว่ยหมินอย่างลังเล “ถ้าไม่ส่งสถานีอนามัย งั้นก็…?”
“ไม่ได้!” จ้าวเว่ยหมินแข็งกร้าวทันที “ห้ามกรอกอุจจาระเด็ดขาด!”
นี่เมียเขานะ ต่อไปยังต้องนอนเตียงเดียวกัน จูบกันนะ ถ้าถูกกรอกอุจจาระ เขาจะทำยังไง?!
เขามองป้าซุนอย่างเด็ดเดี่ยว “แม่ ส่งเย่เซียงไปโรงพยาบาลเถอะ ห้ามกรอกอุจจาระ!”
ไม่รอให้ป้าซุนตอบ รีบพูดต่อ “แม่ ไม่ต้องพูดอย่างอื่น ถ้าเย่เซียงถูกกรอกอุจจาระ ต่อไปแม่ยังกล้ากินข้าวที่เธอทำไหม?”
ป้าซุนที่กำลังเดือดปุดๆ ชะงัก “เอ่อ…”
จ้าวเว่ยหมินเร่งต่อ “ดูสภาพเย่เซียง ถ้าถูกกรอกอุจจาระ วันไหนเธอคลั่งขึ้นมากอดแม่จูบจะทำยังไง?”
ป้าซุนนึกถึงภาพเมื่อกี้ที่อู๋เจี้ยนกั๋วกอดแม่ม่ายไป๋จูบ ตัวสั่นสะท้านทันที
จริงสิ คนนี้มันบ้าจริงๆ
จ้าวเว่ยหมินเติมไฟอีก “ถ้าจูบปากแม่ล่ะ”
“อ๊วก!” ป้าซุนแทบอาเจียน เธอเป็นหญิงชราใสสะอาด ใกล้ลงดินแล้ว จะยอมรับความอัปยศแบบนี้ไม่ได้!
สีหน้าเธอบิดเบี้ยว สุดท้ายแม้เสียดายเงินแต่ก็ยอม “พอแล้ว ส่งไปสถานีอนามัยเถอะ”
จ้าวเว่ยหมินถอนหายใจ มือคลายแรงไปเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
อู๋เจี้ยนกั๋วที่ดิ้นไม่หยุดรับรู้ทันที!
ตาเขาเป็นประกาย ฉวยโอกาสออกแรง พรวดเดียวหลุดออกมา ทำหน้าหื่นเหมือนจูปาเจี้ยจะฉุดเกาเสียวหลาน “พี่ไป๋! พี่ไป๋หอมมาก! พี่ไป๋จุ๊บๆ!”
แม่ม่ายไป๋กรีดร้อง หลบเข้ามุม “ช่วยด้วย!”
“คนสวย ยอมฉันเถอะ!” อู๋เจี้ยนกั๋วหัวเราะ “ฉันจะให้สถานะเธอแน่นอน!”
สุดท้ายก็มีหนุ่มๆ สองสามคนที่ทนดูเทพธิดาถูกดูหมิ่นไม่ได้ กระโดดออกมาจากฝูงชน
“มัดเธอไว้!”
“หาเชือกมา!”
“กดไว้!”
“พวกแกอิจฉาที่ฉันสนิทกับพี่ไป๋! ตัวเองไม่ได้เรื่องก็เล่นงานคู่แข่ง ถุย! เรียกว่าลูกผู้ชายตรงไหน!”
อู๋เจี้ยนกั๋วโวยวายสุดฤทธิ์ สุดท้ายก็สู้หนุ่มวัยกำลังแรงไม่ไหว ถูกมัดจนได้ “รอเถอะ พอฉันกลับคืนสู่บัลลังก์เทพ จะส่งพวกแกไปหาพี่น้องยมบาลของฉัน!”
เขาถูกมัดตรงแข็งเหมือนผีดิบ ขยับไม่ได้ ทำได้เพียงเอียงหน้าไปทางแม่ม่ายไป๋อย่างยากลำบาก ร้องโหยหวน “พี่ไป๋——พี่ไป๋——”
เสียงคร่ำครวญดุจนกกู่ร้องเลือด ลิงป่าร้องไห้ คนได้ยินก็เศร้า คนเห็นก็หลั่งน้ำตา
แต่พี่ไป๋ที่ถูกเรียกอยากหนีอย่างเดียว
“ดูไม่ออกเลย เมียเว่ยหมินตัวเล็กผอมๆ กดไว้ยากกว่าหมูตอนตรุษจีนอีก”
ชายคนหนึ่งเช็ดเหงื่อบ่น
แต่ยังไงก็มัดได้แล้ว ทุกคนโล่งใจ “พวกเราช่วยยกไปยืมรถวัวจากลุงหวัง แล้วส่งไปสถานีอนามัยเลย”
จ้าวเว่ยหมินพูดซ้ำๆ “ขอบคุณๆ ขอบคุณทุกคน”
แล้วก็เห็นอู๋เจี้ยนกั๋วที่ถูกมัดเหมือนหนอนบิดตัว เชิดก้น ปล่อยผายลมยาวหนึ่งที
ยาวจริงๆ เสียงต่อเนื่อง มีสูงมีต่ำ พอจบประโยค เอ่อ ไม่ใช่ ปล่อยเสร็จ เหมือนมีไอเขียวลอยออกมา กลิ่นจนคนรอบข้างถอยกรู
“อ๊วก!”
“นี่กินระเบิดแก๊สพิษญี่ปุ่นไปกี่ลูก!”
“บ้าเอ๊ย ผู้หญิงอะไรเหม็นขนาดนี้”
“เว่ยหมิน นี่เมียนายนะ พวกเราเป็นคนนอกไม่สะดวกจับ งั้นนายอุ้มเองเถอะ”
“ใช่ๆ อ๊วก… ใช่ๆ! ชายหญิงต่างกัน ไม่สะดวก ไม่สะดวก”
อู๋เจี้ยนกั๋วหัวเราะชั่วร้าย “ขัดขวางฉันกับพี่ไป๋ ฉันจะเหม็นให้พวกแกตาย!”
บทที่ 48
คนอื่นๆ แตกฮือหนีเหมือนฝูงนก แต่จ้าวเว่ยหมินหนีไม่ได้
สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากแดงเป็นขาว จากขาวเป็นเขียว เขียวปนม่วงปนคล้ำ เหมือนน้ำเสียจากโรงย้อมผ้าถูกเทราดลงบนใบหน้าดำเข้มของเขา สีสันทั้งหลายเหมือนกำลังประชุมกันอย่างคึกคักอยู่บนหน้าเขา
อู๋เจี้ยนกั๋วที่ถูกมัดเป็นท่อนอยู่บนพื้นยังคงโวยวาย “มนุษย์หน้าไหนกล้าทำกับราชาปลาหมึกแปดหนวดเช่นนี้! พวกเจ้ากำลังลบหลู่!”
เขาทำท่าราวกับจะพังทลายในวินาทีถัดไป พลางมองป้าซุนอย่างเว้าวอน “แม่……”
“ไสหัวไป!” ป้าซุนกระโดดขึ้นทันที “ฉันบอกแล้วว่าห้ามแต่งกับพวกจือชิง! แกดันแต่งของซวยเข้าบ้านเอง ก็จัดการเอง!”
เขาหันไปมองเฉินกุ้ยเฟินที่ตามมาดูเหตุการณ์ “พี่สะใภ้……”
เฉินกุ้ยเฟินที่โดนตบไปหลายทีและตามมาดูจุดจบของยัยบ้า ก็ถุยออกมาเต็มแรง “ถุย!”
เสียงนั้นออกมาจากใจจริงจนดังเกินไป อู๋เจี้ยนกั๋วที่นอนอยู่ได้ยินเข้า เขาเงยหัวขึ้นอย่างคล่องแคล่วเหมือนงู ดวงตาเป็นประกาย “พี่สะใภ้!”
เฉินกุ้ยเฟินขนลุกกับเขา ไม่กล้ารับคำตรงๆ “……?”
อู๋เจี้ยนกั๋วบิดตัวดุ๊กดิ๊กเข้ามาทางนี้ “พี่สะใภ้ ฉันก็ช่วยพี่ทำงานนะ ตอนนี้พี่ใหญ่ก็ไม่อยู่ ฉันสงสารพี่……”
จ้าวเว่ยหมินทนไม่ไหวแล้ว เขาคลั่งจนกระชากเสื้อคลุมออกมายัดปากอู๋เจี้ยนกั๋ว “อ๊าก หุบปาก! หุบปากเดี๋ยวนี้!!!”
อู๋เจี้ยนกั๋ว “อื้อ อื้อ อื้อ!”
พลังศักดิ์ศรีที่พังทลายทำให้จ้าวเว่ยหมินระเบิดศักยภาพ เขาแบกอู๋เจี้ยนกั๋วพาดบ่าอย่างหมดแรง ฝืนยิ้มพยักหน้าให้ชาวบ้านที่มุงดู “ผม…ผม…”
เสียงเขาสะอื้น
“ผมจะพาเย่เซียงไปยืมเกวียนวัวจากลุงหวัง”
ชาวบ้านเงียบๆ แล้วหลีกทางให้
ภายใต้สายตาคนนับสิบ จ้าวเว่ยหมินแทบยืนไม่ไหว เขาเป็นชายร่างกำยำผิวคล้ำ แต่ตอนนี้กลับเหมือนหลินไต้อวี้ที่ใกล้ร้องไห้เต็มที
อู๋เจี้ยนกั๋วที่ถูกแบกคว่ำหน้าบนบ่าดิ้นซ้ายขวา ถูกกดไว้แน่น กัดผ้าไม่ได้ จึงโก่งตัวใช้หน้าผากโขกหน้าอกจ้าวเว่ยหมินแรงๆ
จ้าวเว่ยหมินอื้อเสียงหนึ่ง แต่ยังก้าวเดินต่อไป
“ตึงๆ—ตึง!”
เขากินเห็ดพิษมาแล้ว ฝืนคึกได้นานขนาดนี้ก็เกินแรง พอโขกติดๆ กันหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายแรงเกินไป ตาเหลือกแล้วหมดสติไปในที่สุด
คอห้อย มือห้อย ทำเอาคนรอบข้างตกใจ
“เฮ้ย ไม่ใช่ว่าเห็ดพิษออกฤทธิ์ตายแล้วนะ?”
“คอหักหรือเปล่า?”
“ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป ทีมตงเฟิงขายหน้าหมดแน่!”
“ตอนนี้ก็ขายหน้าพอแล้ว”
ป้าซุนสั่นๆ เข้าไปแตะดู พอรู้ว่าแค่สลบก็ถอนหายใจ จากนั้นก็เท้าเอวด่าคนมุง “มั่วอะไร แค่สลบ!”
อู๋เจี้ยนกั๋วคนนี้ปั่นป่วนจริงๆ ขนาดสลบยังถูกพูดว่า “แค่” สลบ ชาวบ้านก็พยักหน้า
“แค่สลบก็ดี รีบส่งไปเถอะ”
“ใช่ๆ ตอนนี้เงียบ รีบพาไป ไม่งั้นเดี๋ยวโวยอีก”
จ้าวเว่ยหมินน้ำตาคลอ “ได้ครับๆ”
“แม่ อย่าเพิ่งกลับ เอาเงินให้ผมหน่อย”
“เงินๆ!” ป้าซุนด่าพลางควักถุงผ้าเก่าๆ จากขอบกางเกง แต่แล้วชะงัก “ไม่! ฉันจะไปด้วย! จะได้ดูว่ายัยตัวซวยนี่จะผลาญเงินฉันเท่าไร!”
จ้าวเว่ยหมินหมดแรงเถียง
ทั้งสองเดินจากไป เหลือเฉินกุ้ยเฟินยืนอยู่หน้าบ้านไป๋
แต่เธอก็ทนสายตาคนอื่นไม่ไหว เอามือปิดหน้าแล้ววิ่งหนี
แม่หม้ายไป๋ที่เป็นเหยื่อหนักสุดก็รักษาภาพลักษณ์ไม่ไหว ร้องไห้โฮปิดประตูดังปัง หลบไปเยียวยาตัวเอง
วันนี้บาดแผลนี้เธอต้องใช้ทั้งชีวิตรักษา!
คู่กรณีแยกย้ายกันไปหมด แต่ชาวบ้านที่เหลือยังคึกคัก ไม่ขยับไปไหน รวมกลุ่มคุยกันหน้าบ้านแม่หม้ายไป๋
“ไม่คิดเลยว่าชาตินี้จะได้เห็นเรื่องแบบนี้!”
“เห็ดอะไรพิษแรงขนาดนั้น น่ากลัวจริงๆ”
“ก็เหมือนกินเหล้า ต่อให้เมา ถ้าในใจไม่มี ก็หลับไปเฉยๆ ผมว่าธาตุแท้โผล่แล้ว”
“หมายถึงเมียเว่ยหมินเธอ…เธอ…?”
“ผมก็สงสัยว่าทำไมยอมไปหาบน้ำให้แม่หม้ายไป๋”
“แต่เธอแต่งกับเว่ยหมินแล้วนะ! นี่มัน…”
“ประเทศสนับสนุนผัวเดียวเมียเดียวไม่ใช่เหรอ? นี่ยังขาดอีกคน?”
“เอ๊ะ คำว่าผัวเดียวเมียเดียวแปลแบบนั้นเหรอ?”
“ไม่รู้ ถามจือชิงสิ พวกเขามาจากเมือง เรียนหนังสือมา”
สายตาทุกคู่หันไปที่หานเจินเจินกับซ่งหร่วนที่กำลังดูสนุก ตาเป็นประกาย
ซ่งหร่วนหนังศีรษะตึง รีบผลักหานเจินเจินไปข้างหน้า—ขอโทษนะเพื่อน!
หานเจินเจินที่กำลังดูเพลินๆ ถูกผลักจนเซถลาออกไปตรงหน้าชาวบ้าน
ทุกคนตาเป็นประกาย
“เสี่ยวหานจือชิง ผัวเดียวเมียเดียวคือแบบนี้ไหม?”
“อะ เอ่อ ฉัน…ไม่รู้ แต่…น่าจะไม่ใช่มั้ง? ฉันก็ไม่เคยเห็นนะ”
“งั้นดูเหมือนพวกคนเมืองก็ไม่ได้รู้มากกว่าพวกเราหรอก”
คนพูดส่ายหัวอย่างเสียดาย
หานเจินเจินพองแก้มเหมือนกบ แต่ไม่กล้าพูด—ตั้งแต่มาปักหลักที่ทีมตงเฟิง เธอเปิดโลกขึ้นมากจริงๆ
#บ่อยครั้งที่ความหัวโบราณของตัวเองทำให้เข้ากับพวกคุณไม่ได้
คนมุงคุยกันสนุก บางคนถึงขั้นแอบตามไปดูต่อ
หานเจินเจินไม่ได้ตาม เธอยังห่วงไก่ป่าที่ทิ้งไว้ในบ้านซ่งหร่วน!
ดูสนุกพอแล้วก็ต้องกินข้าว
ระหว่างทางหานเจินเจินยังใจหวิว “โชคดีที่เห็ดนั่นให้เธอเอาไป”
เธอไม่กล้าคิด ถ้าคนกินเป็นเธอ จะยังมีหน้ามีตาอยู่ในโลกนี้ไหม!
“ไม่คิดจะไปเอาเรื่องคนขะโมยเห็ดเธอแล้ว?”
หานเจินเจินส่ายหัวรัวๆ “ช่างเถอะ เย่เซียง…เธอก็ไม่ง่ายเหมือนกัน”
ไม่รู้พอฟื้นแล้วจะเผชิญหน้าอย่างไร
แค่ลองคิดแทนก็ขนลุกแล้ว
ลูกลาที่ตามหลังมาไม่คึกคักเหมือนตอนดูสนุก ขาเป๋เดินกระเผลก ส่งเสียงอืออือ หูตกน่าสงสาร
ซ่งหร่วนเห็นก็รู้ว่ามันวิ่งมากไป ขาปวด จึงอุ้มมันขึ้น “เลี้ยงแกนี่เหมือนโดนของ รอขาหายแล้วถ้าไม่ให้ฉันขี่ ฉันจะบิดหัวแกทิ้ง”
เจ้าลาโง่ซบในอ้อมแขน หูขยับสบายๆ
ซ่งหร่วนยังบ่น “ชอบดูสนุก ขาเป๋ยังจะไปดู! เรื่องคนแกเข้าใจไหมก็ไปแจม ฉันควรตั้งชื่อแกว่า ‘ชอบเรื่องชาวบ้าน’ ดีไหม!”
หานเจินเจินถูแขนตัวเอง “ซ่งหร่วน ด่าแบบนี้ไม่เหมือนด่าตัวเองเหรอ?”
พวกเธอก็เพิ่งดูสนุกมาเหมือนกัน
ซ่งหร่วนเงยหน้า “เป็นไปไม่ได้ ฉันหน้าหนาพอ”
หานเจินเจิน “……งั้นก็ได้”
กลับถึงบ้าน ซ่งหร่วนเอา “ชอบเรื่องชาวบ้าน” ไปพักในคอกลา แล้วถือไก่ป่ากับเห็ดเข้าครัว
หานเจินเจินยังหลอน “ฉันถอนขนไก่ เธอไปคัดเห็ดอีกทีนะ ฉันดูไม่ออกว่าพิษไหม เดี๋ยวเรากินแล้วเป็นแบบนั้น”
ซ่งหร่วนเห็นด้วย—เธอหน้าหนาก็จริง แต่ไม่ถึงขั้นนั้น
แม้แต่ระบบปากแจ๋วยังสแกนจริงจัง ระบบพวกมันก็มีสังคม ถ้าโฮสต์มันคลั่งเทียบเท่าขี้แตกกลางที่สาธารณะ มันจะเอาหน้าไปไว้ไหน?
สแกนไปสามสี่รอบ ใช้สิทธิ์ VIP ภายในด้วย แล้วร้องเพลง 【สามมื้อสี่ฤดูสุขภาพดี~~】
ซ่งหร่วนโล่งใจ เริ่มจัดเห็ด
เห็ดเยอะ มีไก่ด้วย ต้มหมดกินไม่หมด สู้ทำน้อยหน่อยดีกว่า มื้อต่อไปจะได้สดใหม่
ยุคนี้ลำบากก็จริง แต่เธออยากให้ปากได้สุขบ้าง
คนอยู่ก็เพื่อกิน
ถ้าไม่กินทันที เห็ดห้ามล้าง ต้องเขี่ยเศษหญ้า ดินออกก่อน ใช้แปรงเล็กปัดฝุ่น เตรียมตาก
ฝุ่นฟุ้งจนเธอไอ
หานเจินเจินถอนขนไก่ ขนอ่อนปลิว จามไม่หยุด
สองคนหันหลังชนกัน คนหนึ่งไอ อีกคนจาม แม้ไม่พูด แต่รู้สึกอุ่นใจ
ซ่งหร่วนตักน้ำล้างเห็ด พลันตาเป็นประกาย “เราทำซอสเห็ดไก่ดีไหม เธอเอาครึ่งหนึ่งกลับจุดจือชิง วันไหนอาหารแย่ก็ตักกิน”
หานเจินเจินเงยหน้าจากกองขน “ฟังดูดี แต่ฉันทำไม่เป็น”
ซ่งหร่วนค้นสูตรในร้านระบบ “ฉันทำเป็น!”
ทำซอสง่าย ใส่เครื่องปรุงผัดข้นๆ โถไม่มีน้ำมันก็ไม่เสียง่าย รสชาติแค่ใส่เครื่องกับน้ำมันเยอะๆ ก็อร่อย
“ว้าว เก่งจัง!”
ซ่งหร่วน อก ผาย “แน่นอน เรื่องทำอาหารฉันมีฝีมือ!”
เธอวิ่งไปหยิบโถ “ให้ดูของดี!”
“อะไรเหรอ?”
“หน่อไม้ฤดูใบไม้ร่วงที่เธอให้ ฉันดองเป็นหน่อไม้เปรี้ยว น่าจะได้แล้ว!”
ซ่งหร่วนเปิดฝา
“ฟังดูดีนะ!”
หานเจินเจินก้มดม
แล้วได้กลิ่น…ประหลาด เหมือนหน้าร้อน คนดูดส้วมป่วย ผ่านส้วมสาธารณะที่สองวันไม่ได้ล้าง…
หานเจินเจิน ???
เธอมองซ่งหร่วน โถอยู่ใกล้จมูกมาก แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เธอดมผิด?
ลองสูดอีกครั้ง
“อ๊วก!!! นี่กลิ่นอะไร!”
กำแพงนอกบ้าน เถี่ยต้านสูดจมูกน้ำมูกย้อยดมๆ
ทุกครั้งที่หานจือชิงมา บ้านซ่งหร่วนหอมมาก แต่สองคนนี้ขี้เหนียว ไม่เคยแบ่ง เขาได้แต่ดม
วันนี้กินอะไร?
เขาสูดแรงๆ แล้วชะงัก
???
ยืนถูกที่นี่นา หลังผนังนี้ครัวซ่งหร่วน ไม่ใช่ส้วม
สูดอีกครั้ง
“แม่! แม่! ซ่งจือชิงก็เสียสติแล้ว บ้านเธอต้มอึ!!!”
เสียงชัดเจนเข้ามาในลาน
ซ่งหร่วน: ……
หานเจินเจิน: ……
เธอมองซ่งหร่วน
ถึงพูดแบบนี้ไม่ดี แต่…
ขอบใจเถี่ยต้าน
ซ่งหร่วนหน้าเปลี่ยนสี “พูดบ้าอะไร นี่หน่อไม้เปรี้ยว! เปรี้ยว! ไม่ใช่ใครจะดองได้กลิ่นนี้ เอาไปต้มเส้นหมี่ ผัดก็อร่อย!”
หานเจินเจิน “อ่า…ฮ่าๆ”
กินได้จริง?
ไม่เชื่อ
ซ่งหร่วนฮึด “ไม่เชื่อ? ฉันทำไก่ผัดหน่อไม้เปรี้ยวให้ชิม อร่อยมาก!”
เธอจะหยิบไก่
ดึงไม่ออก
หานเจินเจินจับแน่น “เชื่อๆ กินไก่ตุ๋นเห็ดเถอะ เห็ดแช่น้ำแล้ว”
ไก่หายาก จะให้ทำลายได้ไง?
“งั้นให้เครื่องในไก่ ฉันทำผัดหน่อไม้เปรี้ยวเครื่องในให้ชิม”
หานเจินเจินตาโตเหมือนแมวเฝ้าหนู
ซ่งหร่วนยิ่งอยากขาย “เคยได้ยินเต้าหู้เหม็นไหม? ได้กลิ่นเหม็นแต่กินหอม หน่อไม้เปรี้ยวก็แบบนั้น!”
หานเจินเจินเริ่มหวั่น
“น้ำดองก็สะอาด ไม่ได้ใส่อะไร ดูสีสิ ขาวนุ่มกรอบ”
ซ่งหร่วนเร่ง “งั้นทำครึ่งตัวตุ๋นเห็ด ครึ่งตัวผัดหน่อไม้เปรี้ยว”
หานเจินเจิน “!!!”
คนจีนมักสายกลาง—บอกจะรื้อหลังคา ก็ยอมเปิดหน้าต่าง
“ผัดเครื่องในก็พอ!” เธอรีบยื่นเครื่องในให้ “ล้างสะอาดนะ ต้องสะอาดมากนะ”
ไม่งั้นจะกลายเป็นอึผัดอึ
ซ่งหร่วนตั้งใจล้าง เกลือ เถ้าไม้ แช่น้ำ หั่น
ผัดหน่อไม้เปรี้ยวกับขิง กระเทียม พริก กลิ่นลอยแรง เผ็ดฉุน
ใส่เครื่องใน กลิ่นเนื้อเพิ่มความเข้ม
พอยกขึ้นโต๊ะ หานเจินเจินนั่งตัวตรง แก้มกระตุก ตะเกียบเดินโค้ง
ซ่งหร่วนคีบกินก่อน
เคี้ยวๆ อร่อย คีบอีกคำ
หานเจินเจินกลั้นหายใจ
ซ่งหร่วนกินกับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
“อร่อยจริง?”
“ไม่อร่อย เธออย่ากิน”
หานเจินเจินคีบชิม กัด
เคี้ยวๆ
“อร่อยจริง!”
คีบอีกคำ
ซ่งหร่วนยิ้ม “เห็นไหม เหม็นแต่หอม”
หานเจินเจินกินคำโต
กำแพงหลังบ้าน เถี่ยต้านลากเฉินกุ้ยเฟินมาดม “แม่ ดมสิ กลิ่นอึใช่ไหม!”
ลมพัดมาทางนี้ เฉินกุ้ยเฟินแทบอาเจียน “ไอ้เด็กบ้า นี่ครัวไม่ใช่เหรอ ทำไมกลิ่นแบบนี้?”
พอดีเสียงหานเจินเจินลอยมา “แค่กลิ่นแย่หน่อย แต่กินอร่อยจริง!”
ตาเฉินกุ้ยเฟินเบิกกว้าง—วันนี้บ้านเธอขายหน้าเพราะเย่เซียง แต่ถ้าลือว่าสองจือชิงต้มอึ บ้านเธอก็จะไม่เด่นคนเดียวใช่ไหม?