Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ย้อนเวลาสู่หมู่บ้านชาวประมงปี 1982

ย้อนเวลาสู่หมู่บ้านชาวประมงปี 1982

ตอนที่ 104 — ตอนที่ 104 คิดบัญชีแยกบ้าน

หลังจากเหน็ดเหนื่อยตรากตรำติดต่อกันหลายวัน เยี่ยเย่าตงทั้งล้าทั้งอ่อนเพลีย ทุกวันพอกลับถึงบ้านก็ล้มตัวลงนอนพักผ่อน ไม่ได้ออกไปไหนเลย

กระทั่งอากวงเดินยิ้มร่าเข้ามาบอกข่าวดีกับเขาว่า ตนเปลี่ยนชื่อเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้ให้เรียกว่า เผยซุ่น วันนี้ในสมุดทะเบียนบ้านก็เปลี่ยนเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

เยี่ยเย่าตงได้ยินแล้วก็ไม่ได้ประหลาดใจอะไร ชาติก่อนหมอนี่อายุปาเข้าไปเกือบห้าสิบปีถึงเพิ่งจะมาเปลี่ยนชื่อนี้

เขาเอื้อมแขนไปกอดคออากวงที่กำลังจะก้าวขาเดินเข้าบ้าน แล้วพาเลี้ยวเดินไปใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน "ดีแล้วนี่ หมอดูเป็นคนดูดวงให้ใช่ไหมล่ะ มีคำว่า 'ซุ่น' ที่แปลว่าราบรื่นน่ะดีที่สุด พวกเราคนหากินกับท้องทะเลก็ต้องขอให้ราบรื่นไร้อุปสรรค แล่นเรือใบตามลมราบรื่น"

"อืม พ่อฉันยังซื้อเรือของป้าหม่าข้างบ้านมาแล้วด้วย พ่อไม่คิดจะไปวิ่งเรือใหญ่อีกแล้วล่ะ"

"หา? บ้านของหลินหย่งโซ่วที่เพิ่งตกทะเลไปน่ะเหรอ? พวกนายลงมือเร็วขนาดนี้เชียว? พวกเขาเพิ่งจะจัดงานศพเสร็จไม่ใช่เหรอ?"

อากวงพยักหน้ายืนยัน "ใช่ บ้านเขานั่นแหละ พ่อฉันเห็นฉันซื้อเรือไม้ลำเล็กก็เลยเกิดความคิดขึ้นมา วันนั้นไม่ได้เปรยกับนายไปคำหนึ่งแล้วเหรอ? พอนายกลับไป พวกเราก็เลยปรึกษากันว่าจะซื้อเรือลากอวนสักลำ"

"พอดีบ้านป้าหม่าที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเรา ในช่วงสองสามวันนี้มีญาติพี่น้องแวะเวียนมาหาที่บ้านไม่เว้นแต่ละวันเพื่อจะขอซื้อเรือ ป้าแกทั้งรำคาญทั้งจนปัญญา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พ่อฉันก็เลยแวะเอาอาหารทะเลไปเยี่ยมและพูดคุยกับป้าแก อาจเป็นเพราะพ่อฉันให้ราคาสูงกว่าหน่อย ป้าแกคิดอยู่สองวันก็เลยตัดสินใจขายให้พ่อฉันตัดปัญหาไปเลย"

เยี่ยเย่าตงตบต้นขาฉาด "แกนี่คว้าของดีราคาถูกไปได้จริงๆ ข้าเองก็ตาร้อนอยากได้อยู่เหมือนกัน เสียแต่ไม่มีเงิน พวกนายซื้อมาเท่าไรล่ะ? เรือลำนั้นยาวสักสิบเจ็ดสิบแปดเมตรได้ใช่ไหม?"

"รวมอวนอีกหลายผืนกับเครื่องยนต์บนเรือ ทั้งหมดสองพันสามร้อยกว่าหยวน ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่แพงเกินไป ถูกกว่าซื้อเรือใหม่เยอะ พวกเขาก็เพิ่งซื้อมาได้ไม่กี่ปี ใครจะไปคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น น่าสงสารคนทั้งคนต้องมาจบชีวิตลง"

"หากินกับทะเลก็แบบนี้แหละ ใครจะรู้ว่าอันตรายจะมาถึงตัวเมื่อไร แล้วพวกนายซื้อเรือลากอวนมาแล้ว กะจะลากอวนแถวน่านน้ำแถวนี้อย่างเดียวเลยเหรอ?"

"พ่อฉันคิดจะขับเรือไปทำกุ้งเคยแห้งที่เสิ่นเจียเหมินน่ะสิ แต่ฉันไม่อยากไปไกลขนาดนั้น พวกเราก็เลยกะว่าจะลากอวนแถวบ้านเราไปก่อน คอแห้งชะมัด ฉันขอเข้าไปรินน้ำดื่มสักชามนะ…"

เยี่ยเย่าตงรีบคว้าตัวมันไว้ "เรียกเด็กๆ ไปเอาก็พอแล้ว!"

"อาไห่ รินน้ำใส่แก้วเอาออกมาให้ทีซิ—"

ตะโกนเสร็จ เยี่ยเย่าตงก็หันมาพูดต่อ "การต้องพลัดถิ่นฐานไปหากินไกลบ้านมันไม่ง่ายหรอก พวกนายเพิ่งลงทุนก้อนใหญ่ไป สู้จับสัตว์น้ำแถวชายฝั่งบ้านเราถอนทุนคืนมาก่อนสักหน่อยจะดีกว่า"

อากวงชะเง้อคอมองเข้าไปในบ้าน ในใจรู้สึกอึดอัดหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่สีหน้ายังคงทำเป็นปกติ "ใช่ ก็คิดแบบนั้นแหละ ยังไงพวกเราก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาหลายปี คุ้นเคยกับพื้นที่ดี ข้างนอกจะเป็นยังไงก็ยากจะบอก ทำอะไรที่มั่นคงไว้ก่อนดีที่สุด"

เยี่ยเย่าตงตบไหล่มันเบาๆ "ตั้งใจทำงานล่ะ! รวยเละแน่นอน!"

"ขอให้เป็นจริงอย่างปากนายว่าเถอะ ยืนคุยกันตั้งนานสองนาน ทำไมไม่ยอมให้ฉันเข้าไปนั่งพักในบ้านบ้างล่ะ น้ำสักหยดยังไม่ให้ดื่มเลยเรอะ?"

ตอนที่คุยกัน อากวงพยายามจะก้าวขาเดินเข้าบ้านตั้งหลายครั้ง แต่ไม่ใช่ถูกเยี่ยเย่าตงขวางประตูไว้ ก็ถูกกอดคอลากเดินมาใต้ต้นไม้ใหญ่

ให้ตายสิ คิดจะเข้าบ้านไปขอน้ำดื่มสักอึกยังขัดขวาง คอยระแวงยังกับกูเป็นขโมย!

"ในบ้านมันอบอ้าวจะตาย อากาศร้อนขนาดนี้จะเข้าไปทำไม?" พูดจบเขาก็ตะโกนเรียกเข้าไปในบ้านอีกรอบ "อาไห่ บอกให้รินน้ำแก้วหนึ่งเอาออกมา ได้ยินหรือเปล่า?"

"จะตะโกนทำไมนักหนา ตัวเองไม่มีขาเดินเข้ามารินเองหรือไง? อาไห่วิ่งไปเข้าส้วมโน่นแล้ว" เยี่ยฮุ่ยเหม่ยเพิ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังเอาผ้าขนหนูโพกผมที่เปียกชุ่มเดินออกมา

ดวงตาของอากวงเป็นประกายขึ้นมาทันที ขาเริ่มขยับคิดจะก้าวไปหา ทว่ากลับถูกเยี่ยเย่าตงก้าวเข้ามาขวางหน้าไว้เสียก่อน "คุยเสร็จหรือยัง? คุยเสร็จแล้วก็กลับไปได้แล้ว"

อากวงเบิกตากว้าง เขายังไม่ได้คุยกับนางสักคำเลยนะเว้ย

"นายหมายความว่ายังไงวะ? อุตส่าห์แวะมาคุยด้วย คุยยังไม่ทันขาดคำก็ไล่ฉันกลับ น้ำสักแก้วก็ไม่ให้ดื่ม"

"ดื่มกะผีอะไรล่ะ กลืนน้ำลายตัวเองไปพลางๆ ก็แล้วกัน รีบไสหัวไปได้แล้ว!"

เช็ดเป็ด!

ตรงหน้าประตูมีชาวบ้านที่กินข้าวเย็นเสร็จออกมายืนรับลมคลายร้อนกันเต็มไปหมด อากวงจึงไม่กล้าแสดงออกโจ่งแจ้งเกินไป สบถด่าในใจคำหนึ่งแล้วจำต้องล่าถอยกลับไปมือเปล่า

เยี่ยเย่าตงถึงได้หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านอย่างพึงพอใจ เพื่อนก็ส่วนเพื่อน แต่จะมาเป็นน้องเขยน่ะไม่ได้เด็ดขาด น้องสาวของเขาเป็นผักกาดขาวต้นอวบน้ำแสนบริสุทธิ์เชียวนะ

จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติ และเป็นวันก่อนหน้าวันที่หนึ่งกันยายน โครงสร้างบ้านดิบของพวกเขาก็สร้างเสร็จสมบูรณ์

เนื่องจากพ่อเยี่ยมีเงินทุนจำกัด พวกเขาจึงสร้างเป็นบ้านชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องที่ก่อด้วยหินเท่านั้น หากจะต่อเติมขึ้นไปอีกชั้น ก็ต้องซื้ออิฐแดงเพิ่ม

"บ้านสร้างได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเกือบเสร็จแล้วล่ะ ถ้าพวกแกมีเงินกันเมื่อไรค่อยต่อเติมขึ้นไปอีกชั้นแล้วกัน พ่อของพวกแกไม่มีปัญญา ทำได้ดีที่สุดแค่สร้างให้พวกแกได้เท่านี้แหละ"

"ฮิๆ ได้แค่นี้ก็ดีถมเถแล้วครับพ่อ ชั้นเดียวก็มีตั้งสองห้อง นอนกันพอสบายๆ" เยี่ยเย่าตงพึงพอใจมาก ผังบ้านทำออกมาเหมือนชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน สำหรับเขาแล้วแค่มีที่ซุกหัวนอนพอก็พอแล้ว ลูกสองคนนอนห้องหนึ่ง ตัวเขากับภรรยานอนอีกห้องหนึ่ง พอดีเป๊ะ

เยี่ยเย่าเผิงก็เอ่ยขึ้นว่า "ใช่ครับ ต่อไปพวกเราเก็บเงินได้ค่อยต่อเติมขึ้นไปอีกชั้นก็ได้ ยังไงตอนนี้พวกเด็กๆ ก็ยังเล็กอยู่"

เยี่ยเย่าหัวก็รีบพยักหน้าเห็นพ้อง "ใช่ครับๆ ตามนั้นเลย"

"อืม พ่อดูฤกษ์ดูยามไว้แล้ว วันที่หกเดือนแปดเป็นวันดี ช่วงเที่ยงตอนน้ำขึ้นพอดี เหมาะแก่การยกขื่อแปคานเอกขึ้นตั้ง แล้ววันที่ยี่สิบค่อยย้ายเข้าบ้านใหม่ พอสร้างบ้านเสร็จก็ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งสักสองสามวัน ถึงวันฤกษ์ดีพวกแกค่อยย้ายเข้าไปอยู่ ตอนนี้พวกเรามาคิดบัญชีค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านกันก่อน"

ชาวบ้านแถบนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล มักจะเลือกวันตามปฏิทินจันทรคติที่มีเลขหกหรือเลขเก้า และเวลาต้องเป็นช่วงใกล้เที่ยงวัน

เพราะคานเรือนทำเสร็จเตรียมไว้บนพื้นดินล่วงหน้าแล้ว ในยุคที่ไม่มีเครื่องทุ่นแรงหรือรถยกเช่นนี้ การจะใช้แรงคนยกท่อนไม้หนักนับร้อยชั่งขึ้นไปบนความสูงสามสี่เมตร เป็นเรื่องที่ทั้งยากลำบากและอันตรายอย่างยิ่ง การเลือกวันและเวลาที่เป็นมงคลจึงถือเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งเพื่อขอพรให้ทุกคนปลอดภัย

พวกเขายินดีที่จะรออีกสองสามวัน รอให้ถึงวันฤกษ์ดีค่อยทำพิธียกคานขึ้นตั้ง

"พ่อคิดบัญชีไปคนเดียวก็พอแล้วครับ…"

พ่อเยี่ยโบกมือ "ถึงแม้พ่อจะเป็นคนออกเงิน แต่ตอนออกทะเลลากอวนพวกแกก็มีส่วนร่วมด้วย ได้เงินมาเท่าไร สร้างบ้านหมดไปเท่าไร ก็ต้องบอกให้ชัดเจน คิดบัญชีให้พวกแกฟัง"

แม่เยี่ยก็เอ่ยเสริม "ต้องคิดสิ ฉันเป็นคนจดบัญชีเอง เดี๋ยวฉันจะคิดให้พวกแกฟัง"

"เรื่องค่าที่ดินตอนแรกคิดบัญชีจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอีก มาพูดถึงบ้านสามหลังนี้กัน วัสดุนอกจากทรายกับกระเบื้องแล้วอย่างอื่นแทบไม่ต้องเสียเงินเลย เสียแค่ค่าแรงคนงานเท่านั้น"

"พวกเราจ้างคนงานสิบสามคน ช่างฝีมือสองคน ทำงานไปห้าสิบวัน ค่าแรงคนงานวันละหนึ่งหยวนห้าสิบเฟิน ค่าแรงช่างฝีมือวันละสองหยวนสามสิบเฟิน รวมค่าแรงวันละยี่สิบสี่หยวนหนึ่งเหมา ทำไปห้าสิบวัน คิดเป็นค่าแรงหนึ่งพันสองร้อยห้าหยวน ส่วนหินคนงานก็ไปสกัดมาจากบนภูเขา ดินเหนียวก็ขนลงมาจากภูเขา ก้อนกรวดก็ไปหาบมาจากลำธาร มีแค่ทรายกับกระเบื้องหลังคาที่ต้องใช้เงินซื้อ สองอย่างนี้ซื้อไปสองร้อยเจ็ดสิบหยวน อาหารทะเลกับผักไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่พวกข้าวสาร แป้ง เส้นหมี่ และเนื้อสัตว์ผักสดที่เลี้ยงคนงานเกือบสองเดือนนี้ก็หมดไปสองร้อยสิบหยวน รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้เป็นเงินหนึ่งพันแปดร้อยสามสิบห้าหยวน"

"แล้วยังมีเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ อีก ตีถ้วนๆ ไปหนึ่งพันแปดร้อยห้าสิบหยวนก็แล้วกัน"

"เงินที่ได้จากการลากอวนสองเดือนนี้ ปลากะพงเหลืองได้เยอะที่สุด แล้วยังมีปลามี่ฮื้อยักษ์เมื่อไม่กี่วันก่อนอีก สองส่วนนี้รวมกันก็ได้หนึ่งพันเจ็ดร้อยหยวนแล้ว…"

พอพูดถึงตรงนี้ ทุกคนที่นั่งฟังอยู่ต่างก็ตาเป็นประกายแวววาว

แม่เยี่ยพูดต่อ "สองเดือนนี้ที่ออกเรือลากอวน ไม่ได้ออกทุกวัน มีวันที่ได้เยอะ มีวันที่ได้ปานกลาง ขายของได้เงินรวมประมาณแปดร้อยหกสิบหยวน แต่ค่าน้ำมันดีเซลหมดไปสองร้อยสามสิบหยวน ค่าซ่อมเครื่องยนต์อีกแปดสิบห้าหยวน เหลือเงินห้าร้อยสี่สิบห้าหยวน"

เมื่อเทียบกับบ้านอื่น ครอบครัวของพวกเขายังถือว่าดวงดีมาก พอลองคิดคำนวณดูแล้ว ลากอวนสองเดือนก็ไม่ได้เหลือกำไรมากมายอะไรขนาดนั้น

"เท่ากับว่าเงินที่ได้จากการขายปลาทั้งหมดมีสองพันสองร้อยสี่สิบห้าหยวน หักค่าสร้างบ้านออกไปแล้ว พวกเรายังเหลือเงินอยู่อีกประมาณสี่ร้อยหยวน"

แม้แม่เยี่ยจะไม่รู้หนังสือ แต่นางมีวิธีทำบัญชีในแบบฉบับของตัวเอง วาดวงกลม กากบาท และตัวเลขโย้เย้เต็มไปหมด ทว่าทุกยอดกลับบันทึกไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

พอแม่เยี่ยพูดจบ ในห้องก็เงียบกริบไปชั่วขณะ ทุกคนต่างหันมองหน้ากันไปมา สุดท้ายเยี่ยเย่าตงก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

"มีเงินพอสร้างบ้านเสร็จก็ดีแล้วครับ เงินที่เหลือพ่อกับแม่ก็เก็บไว้เถอะ อีกไม่กี่วันพอยกคานเรือนยังต้องจัดเลี้ยงโต๊ะเลี้ยงคนงานอีก หลังคาก็ยังไม่ได้มุง ยังต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มอีก"

"อืม ถึงตอนนั้นยังต้องซื้อผ้าต่วนแพรพรรณ แล้วก็พวกถั่วลิสง ขนม ลูกอม ไว้โปรยตอนทำพิธียกคานด้วย"

แม่เยี่ยพูดจบก็หันไปมองพ่อเยี่ย พ่อเยี่ยกำลังดูดบ้องยาสูบส่งเสียงดังบุ๋งๆ พอดูดเสร็จจึงเอ่ยขึ้นว่า "พ่อปรึกษากับแม่ของพวกแกแล้ว การแยกบ้านคราวนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษให้แบ่ง ข้าวของในห้องของแต่ละคนก็ขนย้ายตามไป ชามกับตะเกียบก็แบ่งไปตามจำนวนคนในแต่ละครอบครัว"

"นอกจากนี้ เงินที่เหลืออยู่ พ่อจะแบ่งให้พวกแกครอบครัวละห้าสิบหยวน เอาไว้เป็นเงินก้นถุงตั้งตัว อยากจะซื้อหาอะไรเข้าบ้าน ก็ไปจัดการกันเอาเอง นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว พวกแกมีความเห็นว่ายังไง?"

"พ่อครับ พ่อสร้างบ้านให้พวกเราแล้ว เงินพวกนี้ไม่ต้องแบ่งหรอกครับ"

"ใช่ครับ พ่อเหนื่อยยากมาตั้งนาน เงินที่เหลือพ่อเก็บไว้ใช้เองเถอะครับ"

"พวกเราต่างคนต่างก็พอมีเงินเก็บติดตัวอยู่บ้าง อยากจะซื้ออะไรเข้าบ้าน พวกเราออกเงินกันเองได้ครับ" เยี่ยเย่าเผิงกับเยี่ยเย่าหัวต่างพากันปฏิเสธ

เยี่ยเย่าตงพูดไปก่อนหน้านี้แล้ว เขาจึงไม่ได้ออกเสียงอะไรอีก ยังไงชาติก่อนก็ไม่มีเงินมาแบ่งให้อยู่แล้ว พอสร้างบ้านเสร็จยังเป็นหนี้อยู่อีกนิดหน่อย ซึ่งพ่อกับแม่เป็นคนชดใช้ให้ พวกเขาก็ย้ายเข้าบ้านใหม่อย่างรื่นเริงใจ

"ถ้าไม่มีเงินเหลือก็แล้วไป แต่นี่มีเหลืออยู่นิดหน่อย เงินก้นถุงตั้งตัวยังไงก็ต้องมี แบ่งให้คนละห้าสิบหยวน ส่วนที่เหลือพ่อกับแม่จะเก็บไว้เอง"

แม่เยี่ยก็เอ่ยสำทับ "น้องสาวพวกแกโตแล้ว อีกไม่นานก็ต้องแต่งงานออกเรือน พ่อกับแม่ยังต้องมีค่าใช้จ่ายอีกก้อนใหญ่ พวกแกที่เป็นพี่ชายพี่สะใภ้ ถึงตอนนั้นก็ดูตามสมควร ช่วยซื้อของรับขวัญให้น้องสาวบ้าง"

"แม่วางใจเถอะครับ พวกเราเป็นพี่ชายพี่สะใภ้ ถึงเวลาต้องช่วยซื้อผ้านวมเสื้อผ้าให้น้องอยู่แล้วครับ"

"ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้ เดี๋ยวแม่จะไปหยิบเงินมาให้ การแยกบ้านก็ถือว่าเรียบร้อยตามนี้ ในช่วงสองสามวันนี้ก็ยังกินข้าวหม้อเดียวกันไปก่อน พอยกคานเรือนเสร็จ ดูฤกษ์วันย้ายบ้านเรียบร้อย พวกแกค่อยย้ายออกไป แล้วค่อยไปซื้อหาพวกหม้อ กระทะ ถ้วย ชาม เข้าครัวกันเอาเอง"

แม่เยี่ยพูดจบก็ไม่ยอมให้ใครปฏิเสธ รีบเดินเข้าห้องไปหยิบเงินทันที

ทุกคนปฏิเสธไม่สำเร็จ จึงจำต้องยอมรับเงินก้นถุงตั้งตัวมา แต่ละครอบครัวได้แบ่งไปห้าสิบหยวน จากนั้นก็พากันแยกย้ายกลับห้องของตนด้วยความชื่นมื่นเพื่อกระซิบกระซาบคุยกันตามประสาผัวเมีย

เยี่ยเย่าตงกับภรรยาก็เดินกลับเข้าห้องเช่นกัน

หลินซิ่วชิงยังคงกำเงินไว้ในมือ พลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ "พ่อกับแม่ของพี่ใจกว้างและมีเมตตาจริงๆ นะ บ้านอื่นเวลาแยกบ้านให้แค่ตะเกียบคู่เดียวกับชามใบเดียว นี่พ่อกับแม่แทบไม่มีเงินเหลือติดตัวแท้ๆ ยังอุตส่าห์แบ่งให้พวกเราคนละห้าสิบหยวนเป็นเงินก้นถุงอีก"

"รู้ว่าพ่อแม่พี่ดี ทีหลังเธอก็กตัญญูต่อพวกท่านให้มากๆ สิ"

เธอปรายตามองค้อนเขาเบาๆ วงหนึ่ง "ถึงพี่ไม่บอก ฉันก็ทำอยู่แล้วล่ะ"

"ตอนนี้บ้านเรามีเงินเก็บอยู่เท่าไรแล้ว?"

"พันกว่าหยวนนิดๆ จ้ะ"

"น้อยขนาดนี้เชียว?"

ช่วงสองเดือนมานี้เขาทยอยเอาเงินให้เธอตั้งเจ็ดร้อยกว่าหยวนแล้วนะ ทรัพย์สินทั้งหมดในบ้านทำไมถึงมีแค่พันหยวนเศษๆ เท่านั้นเอง?

"ไม่อย่างนั้นพี่คิดว่าพวกเราจะมีเงินเท่าไรกันล่ะ? แต่งงานกันมาห้าปี ถึงแม้จะกินอยู่กับที่บ้านพ่อแม่ แต่พวกเราก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกับค่าเข้าสังคมนะ ไม่อย่างนั้นถ้าฉันไม่ซื้อกระดาษชำระไว้ เวลาพี่เข้าห้องน้ำคงต้องใช้ซีกไม้ไผ่ขูดก้นแล้วล่ะ"

เอ่อ… เรื่องนี้ก็ยังจะขุดขึ้นมาพูดอีกนะ!

พอพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็พลันนึกถึงตอนปลายเดือนมิถุนายนที่เพิ่งเกิดใหม่กลับมา ตอนนั้นเขากัดฟันเดินไปเข้าส้วม นึกว่าในส้วมจะมีกระดาษชำระวางไว้ แต่ที่มุมห้องกลับมีเพียงซีกไม้ไผ่เหลาเกลี้ยงวางอยู่กองหนึ่ง…

"แล้วหลายปีมานี้ นอกจากเงินสินสอดตอนแต่งงาน กับเงินช่วงสองเดือนนี้แล้ว ก่อนหน้านี้พี่เคยให้เงินฉันสักแดงเดียวที่ไหนกัน เงินที่ฉันเก็บไว้ทั้งหมดล้วนเป็นเงินที่ฉันนั่งหลังขดหลังแข็งถักอวนสะสมมาทีละนิดทีละหน่อยทั้งนั้นแหละ"

"จ้าๆๆ… พี่ผิดไปแล้ว พี่ผิดไปแล้ว พี่ไม่ควรถามแบบนี้เลย ต่อไปพี่จะตั้งหน้าตั้งตาหาเงินให้หนักกว่าเดิมนะจ๊ะ"

เยี่ยเย่าตงฟังเธอนับบัญชีความหลังแล้วรู้สึกละอายใจแทบแทรกแผ่นดินหนี รีบเอ่ยปากขอความเมตตาทันควัน

หลินซิ่วชิงไม่อยากจะขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ มาต่อความยาวสาวความยืด จึงยอมปล่อยผ่านไป นางเก็บเงินเข้าที่เข้าทางให้เรียบร้อย แล้วเริ่มจัดแจงข้าวของในห้องเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายบ้าน

───

  • [1] เสิ่นเจียเหมิน (沈家门) : ท่าเรือประมงธรรมชาติขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะโจวซาน มณฑลเจ้อเจียง เป็นหนึ่งในท่าเรือประมงที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน
  • [2] ซีกไม้ไผ่ (竹片) : ในพื้นที่ชนบทของจีนยุคก่อนที่กระดาษชำระยังเป็นของหายาก ชาวบ้านมักจะใช้ซีกไม้ไผ่ที่เหลาจนเรียบเนียนเพื่อใช้ทำความสะอาดหลังการขับถ่าย

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-f40cf06c/104

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย