ย้อนเวลาสู่หมู่บ้านชาวประมงปี 1982
ตอนที่ 41 — ตอนที่ 41 ขึ้นตาชั่ง
เยี่ยเย่าตงกลอกตาขึ้นฟ้า หลักฐานคาตาขนาดนี้แล้ว แม่ของเขายังจะซักไซ้ไล่เลียงไม่ยอมเชื่อใจเขาอีก!
“แม่ก็เห็นตำตาอยู่แล้ว ยังจะถามอะไรอีกล่ะ มันก็ชัดเจนอยู่แล้วนี่”
“แกออกทะเลไปตั้งแต่เมื่อไรกัน ทำไมไม่บอกกล่าวล่วงหน้าสักคำ แล้วเรือของใครล่ะนั่น”
“ตอนเที่ยงฉันก็บอกแล้วไงว่าจะออกไปข้างนอก ให้ซิ่วชิงรีบต้มบะหมี่ให้กิน พอกินเสร็จฉันก็ออกไปเลย ส่วนเรือนั่นเช่าเขามา”
“เพิ่งออกไปได้ไม่กี่ชั่วโมง แกก็ลากอวน…”
“โธ่เอ๊ย เดี๋ยวค่อยคุยกัน ตอนนี้ฉันไม่ว่าง บนเรือยังมีปลาอยู่อีก รอให้ขนลงมาขึ้นตาชั่งเสร็จแล้วค่อยเล่าให้ฟัง” เขาขมวดคิ้วเอ่ยขัดบทสนทนาของแม่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาแจกแจงรายละเอียด ขนปลาพวกนั้นลงมาจากเรือก่อนนั่นแหละถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ ต่างเบิ่งตากว้าง “ยังมีอีกเรอะ ยังขนลงมาไม่หมดอีกเหรอเนี่ย”
“จุ๊ๆๆ~ บ้านเยี่ยคนสามรวยเละอีกแล้ว ช่วงนี้บ้านพวกแกดวงการเงินทำไมถึงได้พุ่งแรงขนาดนี้ ไปจุดธูปกราบไหว้เจ้าแม่มาจู่ที่ไหนมาหรือเปล่าเนี่ย”
แม่เยี่ยฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ หันไปตอบคนที่มามุงดู “แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ สองวันก่อนออกเรือครั้งแรก มีหรือจะไม่กราบไหว้ขอพรจากองค์เจ้าแม่มาจู่ ขอให้ท่านช่วยคุ้มครองครอบครัวเราให้ราบรื่นปลอดภัย”
“ดวงคนจะรวยนี่มันฉุดไม่อยู่จริงๆ ขนาดเจ้าตงออกทะเลยังลากปลาอินทรีมาได้เยอะขนาดนี้ นับว่ามีอนาคตขึ้นมาแล้ว”
“เฮ้อ ปกติเห็นเจ้าตงกับเพื่อนๆ วันๆ เอาแต่ลอยชายไม่เอาถ่าน นึกไม่ถึงว่าพอเอาจริงเอาจังขึ้นมาจะเก่งกาจขนาดนี้ ลากอวนจับฝูงปลาอินทรีได้เชียวนะ ดูกระบุงพวกนี้สิ มีไม่น้อยเลยทีเดียว”
“นั่นสิ น่าจะมีสักสองสามพันชั่งได้มั้งเนี่ย แต่ละตัวทั้งอวบทั้งใหญ่ขนาดนี้…”
ท่ามกลางสายตาอันอิจฉาริษยาของทุกคน เยี่ยเย่าตงกับพวกพ้องก็ช่วยกันลำเลียงปลาอินทรีทั้งหมดลงมาจากเรือจนเสร็จสิ้น แต่ละคนเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อท่วมหัว เสื้อผ้าแนบติดแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไคล
เยี่ยเย่าตงยื่นถังน้ำในมือให้แม่ “นี่คือส่วนที่ฉันคัดเก็บไว้ ปลาอินทรีสองตัว กับพวกของทะเลเบ็ดเตล็ดอีกหน่อย ตอนเย็นแม่เอาปลาอินทรีไปทำลูกชิ้นปลาแล้วกันนะ”
“จะเก็บไว้ทำไมเล่า สองตัวนี้ขายได้ตั้งหลายหยวนเชียวนะ กินพวกปลาเบ็ดเตล็ดก็พอแล้ว…”
คนเฒ่าคนแก่ผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาอย่างยาวนาน ของมีราคาค่างวดมีหรือจะตัดใจเอามากินลง
“โธ่แม่ อุตส่าห์ลงแรงจับมาได้ตั้งเยอะแยะ ก็ต้องให้รางวัลตัวเองบ้างสิ อีกอย่างก็มีปลาตั้งมากมาย ไม่ขาดแคลนแค่สองตัวนี้หรอก แม่เอาไปทำลูกชิ้นปลาเถอะ ฉันอยากกิน!”
“กินๆๆ รู้จักแต่กิน เงินยังไม่ทันเข้ากระเป๋าก็คิดจะล้างผลาญแล้ว ตัวหนึ่งราคาตั้งหนึ่งหยวนเชียวนะ…”
หลินซิ่วชิงรีบเอื้อมมือไปดึงแขนแม่สามีที่กำลังบ่นอุบ “แม่จ๊ะ ไม่ขาดปลาสองตัวนี้หรอกจ้ะ เพื่อนๆ ของอาตงเขาก็คงเก็บกลับบ้านเหมือนกัน พวกเราเอากลับไปทำลูกชิ้นปลาเถอะ เด็กๆ ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว”
คราวนี้แม่เยี่ยถึงยอมเงียบเสียงลง ในเมื่อคนอื่นเขาก็เก็บไว้ นางจะเอาไปคืนก็ใช่ที่
อาไฉยิ้มแป้นมองพวกเขา “ขนลงมาหมดแล้วใช่ไหม ขึ้นตาชั่งได้หรือยังล่ะ”
“ตกลงราคากันก่อน ถ้าราคาต่ำเกินไปฉันไม่ขายให้น้านะ ฉันจะไปจ้างรถแทรกเตอร์ขนไปขายที่ท่าเรืออวี๋จิ่งโน่น!” เยี่ยเย่าตงไม่ได้โง่ ปลาเยอะแยะขนาดนี้ อาไฉไม่ต้องลงแรงอะไรเลย แค่รับไปส่งต่อก็ได้กำไรอื้อซ่าแล้ว!
“สองเหมาน่ะไม่ต่ำแล้วนะ ฉันรับไปส่งต่อได้อย่างมากก็ฟันกำไรจากแกได้แค่หนึ่งเหมาเท่านั้นแหละ อีกอย่างก็เพราะปลาจวดเหลืองใหญ่ของพ่อแกเมื่อวันก่อนนั่นแหละ ทำให้ฉันรู้จักพ่อค้าปลาเพิ่มขึ้นอีกสองสามคน ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่มีปัญญารับซื้อปลาอินทรีเยอะขนาดนี้หรอก กำไรมันไม่ได้มากมายอะไรเลย คนอื่นเขาก็ต้องทำมาหากิน แกก็ต้องเหลือพื้นที่ให้คนอื่นเขาได้กำไรบ้างสิ”
คำพูดนี้ฟังดูแล้วก็นับว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
ซื้อมาขายไป ผ่านคนกลางตั้งหลายทอด อย่างไรก็ต้องเหลือช่องว่างให้คนอื่นเขาได้กำไรบ้าง หากไม่มีกำไร ใครเล่าจะยอมทำ
อาเจิ้งฉีกยิ้มหน้าระรื่น เอื้อมมือไปกอดคออาไฉ “พี่ไฉเส้นสายกว้างขวาง หาเงินง่ายกว่าพวกผมตั้งเยอะ พวกผมหาเงินมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน พี่ก็ช่วยเพิ่มราคาให้พวกผมอีกสักไม่กี่เฟินเถอะน่า”
“พวกแกเนี่ยนะเหนื่อย ได้ยินว่าออกเรือไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็กลับมาแล้ว สบายกว่าใครเพื่อนเลยไม่ใช่หรือไง”
เสี่ยวเสี่ยวชักรำคาญที่ต้องมาต่อปากต่อคำ “โธ่เอ๊ย น้าจะไปสนทำไมว่าพวกเราไปกี่ชั่วโมง น้าแค่บอกมาคำเดียวว่าจะเพิ่มเงินให้หรือไม่เพิ่ม”
แม่เยี่ยก็ช่วยเอ่ยแทรกขึ้นมาเช่นกัน “นั่นสิๆ เพิ่มให้อีกนิดเถอะ ปลาอินทรีตั้งเยอะตั้งแยะขนาดนี้ แกเอากำไรแค่ชั่งละ 1 เฟิน ก็ฟันกำไรไปตั้งหลายสิบเกือบร้อยหยวนแล้วนะ”
อาไฉนิ่งคิดลังเลอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะกัดฟันกรอด “เต็มที่ฉันเพิ่มให้อีกหนึ่งเฟิน นี่ฉันยอมเฉือนเนื้อควักกำไรตัวเองออกมาให้พวกแกเลยนะเนี่ย”
อากวงขมวดคิ้วมุ่น “ขี้เหนียวไปหน่อยมั้ง เพิ่มแค่เฟินเดียวเนี่ยนะ”
“สองเหมาสองเฟินไม่ได้เหรอ”
“ปกติที่นี่เขาไม่ให้ต่อราคากันหรอกนะ นี่ฉันเห็นแก่ที่พวกแกมีของเยอะ ถึงยอมเพิ่มให้อีกหนึ่งเฟิน ขืนพวกแกขนไปขายที่ท่าเรืออวี๋จิ่ง เขาก็ไม่ให้ราคาชั่งละสองเหมาหนึ่งเฟินหรอก แถมพวกแกยังต้องเสียค่าขนส่งอีก หากไม่ขายให้ฉัน ฉันก็ไม่ให้ยืมเข่งนะเว้ย แล้วพวกแกจะเอาอะไรใส่ปลาไปล่ะ”
“ช่างเถอะๆ สองเหมาหนึ่งเฟินก็สองเหมาหนึ่งเฟิน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาวุ่นวาย”
ที่ท่าเรือตามปกติแล้วมักจะไม่มีการต่อรองราคา ทัศนคติของพ่อค้าย่อมเป็นประเภท ‘อยากขายก็ขาย ไม่อยากขายก็ช่าง’ เยี่ยเย่าตงไม่อยากทำเรื่องให้ยุ่งยากวุ่นวาย อีกทั้งปลาอินทรีก็ไม่ใช่ปลาชั้นสูงราคาแพงอะไร ส่วนต่างกำไรของพ่อค้าคนกลางจึงไม่ได้กว้างนัก สองเหมาหนึ่งเฟินสำหรับยุคสมัยนี้ก็นับว่าไม่น้อยแล้ว
“เอาเถอะ ในเมื่อไอ้ตงว่าได้ ก็เอาตามนั้น รีบขึ้นตาชั่งเถอะ”
“ได้ๆ พวกแกก็เอากระดาษกับดินสอมาช่วยจดด้วยแล้วกัน”
ท่ามกลางเสียงชี้ชวนวิพากษ์วิจารณ์อย่างตื่นเต้นของฝูงชนที่ยืนมุงดู พวกเขาก็ช่วยกันนำปลาอินทรีทั้งหมดทยอยขึ้นตาชั่งทีละเข่งจนครบ
“ทั้งหมดกี่ชั่งล่ะเนี่ย”
“ลูกคิดอยู่ไหน ตัวเลขเยอะขนาดนี้คิดในหัวไม่ไหวหรอก พี่ไฉเอาลูกคิดมาดีดคำนวณหน่อยสิ”
พวกเขาทั้งสี่คนไม่มีใครดีดลูกคิดเป็นสักคน…
หากเป็นเครื่องคิดเลข เยี่ยเย่าตงย่อมกดเป็นอย่างคล่องแคล่ว ทว่าในยุคนี้ยังไม่มีเครื่องคิดเลข มีแต่ลูกคิดไม้เท่านั้น
ทุกคนต่างยืนมองดูอาไฉรัวนิ้วดีดลูกคิดเสียงดังเปาะแปะๆ อย่างใจจดใจจ่อ
“เสร็จแล้ว ทั้งหมด 7, 628 ชั่ง ชั่งละ 2 เหมา 1 เฟิน รวมเป็นเงินทั้งหมด 1, 601 หยวน 8 เหมา 8 เฟิน”
ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบด้านต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้น “ว้าว~ ตั้งหนึ่งพันหกร้อยกว่าหยวน ขายได้เงินเยอะกว่าปลาจวดเหลืองใหญ่วันก่อนเสียอีก!”
“เทียบกันไม่ได้หรอกน่า ปลาจวดเหลืองใหญ่มีแค่ไม่กี่ร้อยชั่ง แต่ปลาอินทรีนี่ล่อไปตั้งกี่ชั่ง อย่างไรเสียปลาจวดเหลืองก็มีค่ากว่าเยอะ ขืนปลาพวกนี้เป็นปลาจวดเหลืองทั้งหมดล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะรวยขนาดไหน”
“ใครบ้างไม่รู้ว่าปลาจวดเหลืองมีราคา แต่ของแบบนี้มันต้องมีดวงด้วย จับปลาอินทรีได้เยอะขนาดนี้ก็นับว่าสุดยอดมากแล้ว”
“เงินตั้งมากมายขนาดนี้ แบ่งกันสี่คน ตกคนละ 400 หยวน เท่ากับคนออกเรือลากอวนเหน็ดเหนื่อยตั้งสองเดือนเชียวนะ”
“เทียบเท่ากับเงินเดือนคนงานตั้งสี่เดือน!”
“ช่วงนี้บ้านตระกูลเยี่ยทำไมถึงได้ดวงดีขนาดนี้นะ”
“พรุ่งนี้ฉันจะไปกราบไหว้เจ้าแม่มาจู่บ้างดีกว่า…”
───
ตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาของฝูงชน เยี่ยเย่าตงกลับยืนอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ ไฉนถึงได้แค่ 1, 600 หยวนเองล่ะ เขานึกว่าจะขายได้สักหลายพันหยวนเสียอีก!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขายังปรับตัวให้เข้ากับราคาสินค้าในยุคนี้ไม่ได้หรืออย่างไร เขากลับรู้สึกว่าเงิน 1, 600 หยวนมันน้อยจัง…
“น้าคิดเลขถูกหรือเปล่าเนี่ย”
อาไฉกลอกตาใส่ “ถ้าสงสัยว่าฉันคิดเลขผิด แกก็มาดีดเองสิวะ”
“ฉันดีดไม่เป็น…”
“ฉันคิดให้เองจ้ะ!”
ในเวลานั้น หลินซิ่วชิงก็ก้าวเท้าออกมาข้างหน้า นางเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น รู้หนังสือ และเคยเรียนวิชาดีดลูกคิดมาบ้าง เพียงแต่ไม่ค่อยได้ฝึกฝนจึงอาจจะไม่คล่องมือนัก
นางค่อยๆ ปัดเม็ดลูกคิดอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าจะคำนวณผิดพลาด เยี่ยเย่าตงไม่กล้าเอ่ยปากรบกวนสมาธิของนาง จึงลองคิดคำนวณตัวเลขในใจดูรอบหนึ่ง แล้วก็พบว่าตัวเลขไม่ได้ผิดพลาดตรงไหน
เงินเดือนคนงานวันละแค่หยวนกว่าๆ หนึ่งพันหกร้อยหยวนนี้เทียบเท่ากับเงินเดือนของคนงานเกือบสามปีเชียวนะ เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว เงินก้อนนี้ก็ไม่ได้น้อยเลยสักนิด!
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-f40cf06c/41
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย