← สารบัญ นิยายแนวตั้ง : ใต้เงาหลิวริมกำแพงวัง

นิยายแนวตั้ง : ใต้เงาหลิวริมกำแพงวัง

ตอนที่ 7บทที่ 7 คนใหม่

บทที่ 7 คนใหม่

หลังจากฮองเฮาเหนียงเหนียงสวรรคต บรรยากาศในวังก็ย่ำแย่มาก เพราะฮ่องเต้ทรงไม่เบิกบานพระทัย เสียนเฟยเหนียงเหนียง ซูเฟยเหนียงเหนียง ข้า และเหวินเจาอี๋ก็ไม่มีความสุขเช่นกัน ฉุนเฟยไม่ค่อยเอ่ยสิ่งใด เจิ้งเฟยตั้งครรภ์ไม่ออกจากตำหนัก ชิงเจี๋ยยวี่ครรภ์ไม่แข็งแรงต้องนอนพักฟื้น ตั้งแต่มีอวี่หนี่ว์นางหนึ่งกับนางกำนัลคนสนิทพูดคุยหัวเราะกันในอุทยานหลวงแล้วถูกฮ่องเต้สั่งขังตำหนักเย็น ทั่วทั้งวังก็ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงหัวเราะอีกเลย แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิอันงดงาม ทว่าในวังกลับเงียบเหงาและเยือกเย็น ทุกคนต่างจมอยู่กับความโศกเศร้าที่มารดาของแผ่นดินด่วนจากไป

ความโศกเศร้านี้ส่วนใหญ่เป็นความจริงใจ ฮองเฮาเหนียงเหนียงเป็นฮองเฮาที่ดี พระนางทรงจัดการเรื่องราวอย่างยุติธรรม มีเมตตาธรรม และดีต่อพระสนมทุกคน พระสนมที่ฮ่องเต้ทรงลืมเลือน หากเป็นในสมัยอดีตฮ่องเต้คงต้องยอมให้ผู้อื่นรังแก แต่ฮองเฮาเหนียงเหนียงกลับไม่เคยลืมเลือนพวกนางเลยแม้แต่คนเดียว เรื่องการอมพะนำเสบียงอาหารไม่เคยเกิดขึ้น ในวังใช่ว่าจะไม่เคยมีคดีอยุติธรรมที่หาตัวคนผิดไม่ได้ ฮองเฮาเหนียงเหนียงไม่เคยหูเบาหรือละเลยชีวิตผู้คน พระสนมตำแหน่งต่ำต้อยหลายคนไม่ได้พึ่งพาฮ่องเต้ ทว่าพึ่งพาฮองเฮาเหนียงเหนียงจึงมีชีวิตรอดมาได้อย่างปลอดภัย

จนกระทั่งถึงเดือนห้า เจิ้งเฟยกับชิงเจี๋ยยวี่ต่างก็ให้กำเนิดองค์ชายสองพระองค์ตามลำดับ

ฮ่องเต้เสด็จขึ้นครองราชย์มาห้าปี แต่มีทายาทน้อยนิด พระโอรสและพระธิดาที่ยังมีชีวิตอยู่มีเพียงองค์ชายสามและองค์หญิงสามเท่านั้น บัดนี้มีองค์ชายเพิ่มมาอีกสองพระองค์ ฮ่องเต้ทรงพระสำราญยิ่ง ในที่สุดก็ทรงนึกขึ้นได้ว่าก่อนที่ข้าจะเข้าวัง เจิ้งเฟยคือพระสนมที่พระองค์ทรงโปรดปรานที่สุด จึงเสด็จไปอยู่เป็นสหายนางทุกวัน ทั้งยังเลื่อนขั้นให้นางเป็นเจิ้งเต๋อเฟย

ชิงเจี๋ยยวี่...ชิงเจี๋ยยวี่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเจาอี๋(พระสนมขั้น 2 ชั้นรอง) แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า ชิงเจาอี๋เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ตอนที่นางตั้งครรภ์นางอยู่ข้างกายเฉินกุ้ยเฟยด้วยความหวาดผวา คิดมากเกินไป ร่างกายเดิมทีก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว ประกอบกับคนที่อยู่ข้างกายเฉินกุ้ยเฟยล้วนต้องการเพียงเด็กไม่ต้องการมารดา เอาแต่บำรุงนางอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ยอมให้นางขยับเขยื้อนหรือเดินไปไหน ทารกในครรภ์ตัวใหญ่แต่มารดาร่างกายอ่อนแอ ตอนคลอดบุตรนางต้องทรมานอยู่ถึงสามวัน เด็กคลอดออกมาได้แต่นางกลับไม่รอด

ด้วยความที่เข้าวังมาพร้อมกัน ข้าจึงไปเยี่ยมนาง ข้างกายนางมีซ่งเหม่ยเหรินกับหวังเป่าหลินล้อมรอบอยู่ สองคนนี้ก็เข้าวังมาพร้อมกับข้าเช่นกัน ทั้งยังปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้ก่อนข้าเสียอีก! แต่ผ่านไปหนึ่งปี ข้าแทบจะลืมหน้าพวกนางไปแล้ว

เห็นได้ชัดว่าพวกนางสามคนมีความรู้สึกที่ดีต่อกันมาก ราวกับพี่น้องแท้ๆ ซ่งเหม่ยเหรินกับหวังเป่าหลินตาบวมเป่ง คุกเข่าอ้อนวอนข้าว่า "หว่านซิวอี๋ ขอร้องท่านช่วยทูลฮ่องเต้ ให้เสด็จมาดูใจพี่สาวหยางเป็นครั้งสุดท้ายเถิด อย่างไรเสียพี่สาวหยางก็ให้กำเนิดองค์ชายนะ!"

ข้าเล่าเรื่องนี้ให้ซูเฟยเหนียงเหนียงฟัง ซูเฟยเหนียงเหนียงเอ่ยว่า "เจ้าช่างเหมือนเหยาเหยาจริงๆ! เอาแต่ยุ่งเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตนเอง! ช่างเถิด เจ้ารอฮ่องเต้เสด็จมาแล้วค่อยทูลก็แล้วกัน เจ้าถามข้าว่าจะทูลอย่างไรหรือ? อือ ก็ทำหน้าตาน่าสงสารเหมือนลูกหมาประจบประแจงตอนที่เจ้าขอร้องให้ข้าทำหมูสามชั้นตุ๋นหน่อไม้ให้กินนั่นแหละ"

เพ่ย! ใครเป็นลูกหมาประจบประแจงกัน!

วันต่อมาฮ่องเต้ทรงเรียกหาข้า ข้าดึงแขนเสื้อของพระองค์อย่างว่าง่ายพลางส่งยิ้มให้พระองค์ พระองค์ทรงป้อนขนมฝูหรงให้ข้า ข้าก็ยิ้ม พระองค์ทรงอยู่เป็นสหายข้าเดินหมาก ข้าก็ยิ้ม ในที่สุดพระองค์ก็ทนไม่ไหว โอบกอดข้าไว้ทั้งตัว รอยหนวดเคราที่เพิ่งขึ้นใหม่ทิ่มแทงใบหน้าข้า "เด็กดื้ออยากได้สิ่งใดหรือ?"

ข้าอึกอักเฉไฉไปเรื่องอื่น ผ่านไปครึ่งค่อนวันจึงเอ่ยเรื่องของชิงเจาอี๋ พอฮ่องเต้ได้ยินก็เปลี่ยนสีพระพักตร์ โยนถ้วยชาบนโต๊ะทิ้ง "เจ้าให้เราไปหาสตรีอื่นหรือ? หืม? เจ้าให้เราไปหาผู้อื่น!"

บัดซบ! สตรีพวกนั้นท่านเป็นคนคัดเลือกเข้าวังมาเองมิใช่หรือ เจ้าคนเสียสติ!

ข้าอยากจะชี้หน้าด่าพระองค์เหลือเกิน แต่ข้าไม่กล้า ชั่วขณะนั้นรู้สึกน้อยใจอย่างยิ่ง จนอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา "ท่านไม่ไปก็ไม่ต้องไปสิ ท่านมาด่าข้าทำไม?" ข้าเป็นคนทะเลาะไม่เก่งอยู่แล้ว ยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งพูดจาไม่รู้เรื่อง ได้แต่สะอื้นไห้พลางเอ่ยว่า "เจ็ดวันนี้ท่านไปหาเต๋อเฟยเหนียงเหนียงตลอดเลย! ข้าแค่รู้สึกว่าชิงเจาอี๋น่าสงสารมาก นางให้กำเนิดบุตรจนร่างกายอ่อนแอ ท่านก็ยังไม่ไปเยี่ยมนาง! นางน่าสงสารมาก! น่าสงสารจริงๆ! ถ้าข้าเป็นเหมือนนาง ข้า ข้า ข้าคงจะกลัวมาก..."

ฮ่องเต้ทรงกอดข้าไว้แน่น ก้มลงจุมพิตน้ำตาของข้า จุมพิตที่จอนผม ที่หน้าผาก ข้าถูกพระองค์จุมพิตจนร้องไห้ไม่ออก พระองค์ตรัสที่ข้างหูข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ยอดรักไม่ร้องไห้แล้ว เราไม่ดีเอง เราไม่ดีเอง เราไม่ควรปล่อยให้เจ้าอยู่คนเดียวนานถึงเพียงนี้ เราไม่ดีเอง เจ้าวางใจเถิด เจ้ากับลูกของเราจะแคล้วคลาดปลอดภัย เจ้าจะแคล้วคลาดปลอดภัย..."

สีพระพักตร์ของพระองค์ในยามouh ทุกถ้อยคำราวกับกำลังให้คำสาบาน

คืนนั้น พระองค์ทรงอ่อนโยนเป็นพิเศษบนแท่นบรรทม ตรัสกระซิบที่ข้างหูข้าครั้งแล้วครั้งเล่าว่า "ยอดรัก เจ้าคลอดลูกให้พี่ซิวสักคนเถิด ต้องคลอดสามคนนะ บุตรชายสองคนบุตรสาวหนึ่งคน ข้าจะสอนบุตรชายของพวกเราขี่ม้าผาดโผนยิงธนู และจะทำชิงช้าทำว่าวให้บุตรสาวของพวกเรา!"

ท้ายที่สุดพระองค์ก็เสด็จไปดูใจชิงเจาอี๋เป็นครั้งสุดท้าย ซ่งเหม่ยเหรินกับหวังเป่าหลินจึงซาบซึ้งใจข้า มองข้าราวกับมองพระโพธิสัตว์กวนอิมก็มิปาน

เดือนหก ชิงเจาอี๋สิ้นใจ ฮ่องเต้ไม่ได้มีปฏิกิริยาอันใด เสียนเฟยเหนียงเหนียงจัดการงานศพของนางอย่างสมเกียรติ แต่อย่างที่ซูเฟยเหนียงเหนียงเอ่ยไว้ จะมีประโยชน์อันใดเล่า

เมื่อชิงเจาอี๋ตายไป อนาคตขององค์ชายห้าก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ในบรรดาพระสนมตำแหน่งสูง ซูเฟยมีองค์หญิงสาม ฉุนเฟยมีองค์ชายสาม เจิ้งเต๋อเฟยมีองค์ชายสี่ เสียนเฟย เหวินเจาอี๋ และข้าต่างไม่มีบุตร ซูเฟยเหนียงเหนียงหัวเราะเยาะอย่างสะใจ "จบกัน เหวินหยวนหยวนต้องเลี้ยงลูกให้ฮ่องเต้เฒ่าแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!"

ข้าถามว่าเพราะเหตุใด ซูเฟยเหนียงเหนียงตอบว่า "เสียนเฟยเป็นบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่หลิน ตระกูลหลินในตอนแรกพึ่งพาอำนาจของสวี่ไท่ซือ(ราชครูสวี่) จนเติบใหญ่... เมื่อก่อนมีตระกูลสวี่ ตระกูลเฉิน และตระกูลเสิ่นขวางอยู่ข้างหน้าก็แล้วไปเถอะ บัดนี้ในราชสำนักมีเพียงตระกูลพวกเขาทีมีอำนาจ ฮ่องเต้ไม่มีทางยอมให้นางมีบุตรหรอก ส่วนเจ้าน่ะหรือ ฮ่องเต้คงอยากให้เจ้าคลอดบุตรเองมากกว่า บิดาของเหวินหยวนหยวนเป็นขุนนางคนสำคัญของฮ่องเต้ ฮ่องเต้ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้นางมีบุตร แต่เหวินหยวนหยวนคลอดไม่ได้นี่นา! ดังนั้นจึงทำได้เพียงมอบเด็กคนหนึ่งให้นาง เพื่อให้ฮู่ปู้ซ่างซูซาบซึ้งใจจนหลั่งน้ำตาและยอมถวายหัวประหยัดเงินให้ฮ่องเต้อย่างไรเล่า!"

เป็นจริงดังคาด วันต่อมาฮ่องเต้ก็มีพระบรมราชโองการเลื่อนขั้นเหวินเจาอี๋เป็นเหวินเฟย ให้ย้ายไปอยู่ตำหนักจินเสีย และรับเลี้ยงองค์ชายห้า เหวินเฟยโกรธจัดจนทุบทำลายข้าวของในตำหนักอี๋ฮวาเกลื่อนกลาดเต็มพื้น

ซูเฟยเหนียงเหนียงปวดใจแทบตาย ชี้หน้าเหวินเฟยจนพูดไม่ออก ข้าช่วยลูบหน้าอกให้นางหายใจสะดวกขึ้น พลางตะโกนบอกเหวินเฟยว่า "เหนียงเหนียง! ต้นปะการังแดงนั่นฮองเฮาเหนียงเหนียงประทานให้นะเพคะ!"

เหวินเฟยจึงวางต้นปะการังแดงกลับคืนที่เดิม ทั้งยังยื่นมือไปลูบคลำเพื่อเป็นการปลอบโยน

"ข้าไม่อยากเลี้ยงเด็กนี่นา! เลี้ยงเด็กน่ากลัวจะตาย! เลี้ยงเด็กข้าก็ปักผ้าไม่ได้สิ! เมื่อวานซืนข้าเพิ่งได้ลายดอกไม้แบบใหม่มา! ข้ายังอยากปักภาพเหมือนของพี่สาวเหยาเหยาสิบสองภาพด้วย! ข้าไม่เลี้ยงเด็กให้ฮ่องเต้เฒ่าหรอก! ลูกของเขาเขาก็เลี้ยงเองสิ!"

เหวินเฟยร้องไห้ได้น่าเวทนาเหลือเกิน หากผู้ที่ไม่รู้เรื่องมาเห็นคงคิดว่าฮ่องเต้สวรรคตไปแล้ว ปลอบโยนอยู่นาน เหวินเฟยก็ยังไม่ยอมกลับตำหนักจินเสีย นางด่าทอฮ่องเต้ร่วมกับซูเฟยเหนียงเหนียงตั้งแต่ร่างกายไปจนถึงวิญญาณ ท้ายที่สุดก็เป็นข้าที่เกิดปัญญาขึ้นมาอย่างกะทันหัน "เอ่อ ซ่งเหม่ยเหรินกับหวังเป่าหลินดูเหมือนจะสนิทกับชิงเจาอี๋มากนะเพคะ จะลองให้พวกนางคนใดคนหนึ่งไปอยู่ที่ตำหนักจินเสียเพื่อช่วยท่านดูแลเด็กดีหรือไม่?"

เหวินเฟยดีใจมาก เอ่ยชมว่าข้าฉลาดปราดเปรื่อง ซูเฟยเหนียงเหนียงถลกแขนเสื้อทำคอหมูย่างเตาถ่านและแกงจืดกุ้งเห็ดหอมหน่อไม้เส้นให้ข้าเพื่อเป็นรางวัล

ซ่งเหม่ยเหรินกับหวังเป่าหลินได้ย้ายเข้าไปอยู่ในตำหนักจินเสียทั้งคู่ ทั้งสองคนตั้งใจมาโขกศีรษะขอบคุณข้าที่ตำหนักอี๋ฮวา การโขกศีรษะครั้งนี้มาจากใจจริง พวกนางทั้งสองรักองค์ชายห้ามาก ดูแลเขาเป็นอย่างดี เหวินเฟยไม่เคยเลี้ยงเด็กเลยสักวันกลับได้เลื่อนขั้น นางเองก็รู้สึกเกรงใจ จึงตัดชุดให้ซ่งเหม่ยเหรินกับหวังเป่าหลินคนละชุด ทำเอาพวกนางตกใจแทบแย่

พวกเราเฝ้ามองดูอย่างเงียบๆ พบว่าซ่งเหม่ยเหรินกับหวังเป่าหลินเป็นคนที่รู้จักที่ต่ำที่สูงและมีน้ำใจมาก ดังนั้นเวลาที่สองตำหนักไปมาหาสู่กัน จึงมักจะชวนพวกนางมาด้วยเสมอ นานวันเข้าพวกเราก็สนิทสนมกันมากขึ้น

เทศกาลไหว้พระจันทร์ในเดือนแปด เสียนเฟยเหนียงเหนียงยังคงดูแลเรื่องราวในวัง นางจัดการงานเลี้ยงวันไหว้พระจันทร์ได้อย่างยอดเยี่ยม ข้ารู้สึกว่านางน่าสงสารอยู่บ้าง ราชสำนักกำลังถกเถียงเรื่องการแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่ เสียนเฟยเหนียงเหนียงเดิมทีมีความเพียบพร้อมในทุกด้าน ดูแลวังหลังอย่างสุดความสามารถ ทว่าเพียงเพราะไม่มีบุตรจึงไร้วาสนากับตำแหน่งฮองเฮา

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรการร่ายรำ พระสนมส่วนใหญ่มองฮ่องเต้ ข้ากินส้มโออย่างมีความสุข ซูเฟยเหนียงเหนียงกำลังเหม่อลอย เหวินเฟยเหนียงเหนียงที่มีสีหน้าสิ้นหวังต้องพาองค์ชายห้าไปนั่งกับฉุนเฟยที่พาองค์ชายสามมา ทั่วทั้งร่างของนางแผ่ซ่านไปด้วยคำว่า "รีบเอาเด็กคนนี้ไปที"

ตอนที่ข้ารู้สึกตัว ฮ่องเต้ก็เรียกนางรำคนหนึ่งให้เดินเข้ามาหาแล้ว ข้ามองไป ใบหน้านั้นข้าคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นใบหน้าที่งดงามมาก เพียงแต่ขาดกลิ่นอายความหลุดพ้นจากโลกียวิสัยไปบ้าง เครื่องหน้าคล้ายคลึงกันทว่าบุคลิกแตกต่างกัน อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีทางจำนางสลับกับฮองเฮาเหนียงเหนียงเป็นแน่ แต่สำหรับฮ่องเต้นั้น อือ… พูดได้ยาก

วันที่สิบหกเดือนแปด ในวังมีเหยาเหม่ยเหรินเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

ซูเฟยกับเหวินเฟยร่วมกันทุบถ้วยชาแตกไปหลายใบพลางด่าทอ "ถุย! ตาเฒ่าสารพัดพิษพึงใจผู้ใดก็พึงใจไปสิ การใช้คำว่า 'เหยา' จงใจจะทำให้ผู้ใดสะอิดสะเอียนกัน!"

ข้าเองก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเช่นกัน ข้าสะอิดสะเอียนจริงๆ อาเจียนออกมาจนเต็มพื้น หมอหลวงบอกว่า ข้าตั้งครรภ์แล้ว

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป เสียนเฟยเหนียงเหนียงมาเยี่ยมข้าเป็นคนแรก มอบของบำรุงครรภ์ให้มากมายและบอกให้ข้าบำรุงครรภ์ให้ดี ซูเฟยเหนียงเหนียงบอกว่าเสียนเฟยเป็นคนมีเมตตาจริงๆ ไม่มีจิตใจชั่วร้ายเลย ตั้งแต่อยู่ที่ตำหนักเดิมนางก็เป็นเช่นนี้ ถือเอาเรื่องมงคลของราชวงศ์เป็นเรื่องมงคลของตนเอง ถือเอาความสูญเสียของราชวงศ์เป็นความทุกข์ของตนเอง จริงใจและไม่เสแสร้งเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเส้นประสาทเส้นไหนของนางทำงานผิดปกติกันแน่

ฮ่องเต้เสด็จมาเยี่ยมข้าหลังจากผ่านไปสิบวัน สิบวันนี้พระองค์อยู่เป็นสหายเหยาเหม่ยเหริน ไม่สิ เหยาซิวอี๋ สิบวันเลื่อนขั้นไปตั้งหลายขั้น เหยาซิวอี๋ผู้นี้ก็นับว่าเป็นตำนานของวังหลังไปแล้ว!

ฮ่องเต้เสด็จมายังเรือนหลานเฟินในยามพลบค่ำของปลายเดือนแปด นอกประตูมีต้นกุ้ยฮวา(ต้นหอมหมื่นลี้) สองต้น สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพากลิ่นหอมหวานพัดโชยมา

ข้ามองฮ่องเต้เดินเข้ามาโดยไม่เงยหน้าขึ้น ทำความเคารพตามระเบียบ "ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ"

พระองค์เข้ามาจับมือข้า ข้าจงใจชักมือกลับ ก้มหน้า เชิญพระองค์ประทับนั่ง รินชาให้พระองค์ และตอบคำถามตามระเบียบ ในที่สุดพระองค์ก็มีสีพระพักตร์ตื่นตระหนกตามที่ข้าคาดไว้ พระองค์ทรงกอดข้าไว้แน่น ตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "เจียวเจียว ยอดรัก เจ้าอย่าโกรธเราเลย อย่าโกรธเราเลยนะ เราไม่ดีเอง ที่หลายวันนี้ไม่ได้มาเยี่ยมเจ้า เป็นเราที่ไม่ดีเอง เราจะไม่ทำเช่นนี้อีก จะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว..."

พระองค์ตรัสถ้อยคำกระซิบเหล่านี้ด้วยความสั่นเทา ข้ารู้ดีว่าทุกถ้อยคำของพระองค์ล้วนมาจากใจจริง แต่ยิ่งมาจากใจจริงก็ยิ่งน่าขัน ข้าซบลงบนไหล่ของพระองค์ น้ำตาร่วงหล่นลงมาทีละหยด ทว่ากลับกัดฟันไม่ยอมร้องไห้ออกเสียง พระองค์ประคองใบหน้าข้า พลางปลอบประโลมซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ยอดรักไม่ร้องไห้นะ"

วันต่อมา ข้าได้รับการสถาปนาเป็นหว่านกุ้ยเฟย และได้รับพระราชทานให้พำนักที่ตำหนักฉางเล่อ

ซูเฟยเหนียงเหนียงช่วยข้าเก็บของย้ายตำหนัก ข้าหันกลับไปมองตำหนักที่อาศัยอยู่มาปีกว่าๆ นี้ พลันเกิดความรู้สึกราวกับอาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายปี

เข้าวังมาแล้ว ช่างลึกดั่งห้วงสมุทรจริงๆ

ข้าดึงแขนเสื้อซูเฟยเหนียงเหนียงไว้ไม่ยอมไป องค์หญิงสามก็ดึงแขนเสื้อข้าไว้ไม่ยอมให้ข้าไป ซูเฟยเหนียงเหนียงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับพวกเรา ปลอบใจข้าว่า "เด็กโตแล้วก็ต้องแยกไปอยู่เองมิใช่หรือ? เอาล่ะ ข้าจะไปเยี่ยมเจ้าทุกวันเลย"

ข้า: "เหนียงเหนียงยังทำไข่นกกระทาตุ๋นข้าวหมากให้ข้ากินได้อีกหรือไม่?"

องค์หญิงสามพยักหน้าตามติดๆ "ลูกก็ขอสักหน่อยได้ไหม"

ซูเฟยเหนียงเหนียง: ...