ทะลุมิติไปเป็นนางร้ายตัวแสบแห่งนิยายยุค 70
ตอนที่ 6 — บทที่ 11
เล่ออี้เบิกตา กลมโตอย่างไร้เดียงสา พร้อมทำสีหน้าเขินเล็กน้อย
“ย่าดูแลตัวเองดีจังเลยค่ะ ย่าเป็นผู้ใหญ่ อย่าถือสาเด็กอย่างหนูเลยนะ เด็กก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก”
ทันทีที่คำพูดแฝงความประชดนั้นหลุดออกมา ใบหน้าของครูหวังก็เขียวปี๋
ย่า?
ทั้งที่เธอกับอู๋เสี่ยวชิงอายุเท่ากันแท้ๆ!
“อู๋เสี่ยวชิง! นี่สินะลูกสาวที่เธอเลี้ยงมา เหมือนเธอไม่มีผิด ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน!”
เล่ออี้มองออกทันทีว่าทั้งสองคนมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน
ดูเหมือนแม่ของเธอก็เป็นอดีตนักเรียนหญิงที่มีเรื่องราวไม่น้อย
“แม่ ไปห่างๆ เธอเถอะค่ะ ย่าคนนี้ประสาทไม่ค่อยปกติ”
“แก...”
อารมณ์ของครูหวังค่อยๆ ควบคุมไม่อยู่
“ไสหัวออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดดังขึ้น
“เอะอะอะไรกัน? ที่นี่โรงเรียนนะ ครูหวัง คุณเสียกิริยาแล้ว”
คนพูดเป็นชายท่าทางสุภาพ อายุราวสามสิบกว่า ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วเข้ม ตาโต ดูน่าเชื่อถือและสง่างาม
ครูหวังรีบทำหน้าทุกข์ น้ำตาไหลออกมาสองหยด
“ผู้อำนวยการคะ สองแม่ลูกนี่รังแกฉัน”
เมื่อครู่ยังดุดันเสียเต็มที่
พอเห็นผู้อำนวยการกลับเปลี่ยนเป็นสาวน้อยอ่อนแอร้องไห้ทันที ทั้งที่อายุก็ไม่น้อยแล้ว
ถ้าเป็นเด็กสาวร้องไห้ก็ยังน่าสงสาร
แต่ผู้หญิงวัยกลางคนมาทำตัวอ่อนแอแบบนี้ กลับดูน่าอึดอัดเสียมากกว่า
อู๋เสี่ยวชิงแค่นหัวเราะเบาๆ
ยังใช้ไม้เดิมๆ ผ่านมาตั้งหลายสิบปีก็ไม่เคยเปลี่ยน
อู๋ฉวนหมินมองอู๋เสี่ยวชิงลึกๆ แวบหนึ่ง สีหน้าดูแปลกไปเล็กน้อย
แต่อู๋เสี่ยวชิงยังคงสงบนิ่ง ก่อนชี้มาที่เล่ออี้
“นี่ลูกสาวฉัน เล่ออี้ แนะนำตัวหน่อย”
เล่ออี้ก้าวออกมาอย่างสง่างาม
“สวัสดีค่ะผู้อำนวยการ หนูชื่อเล่ออี้ มาจากหมู่บ้านเล่อ ปีนี้อายุสิบขวบ ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน ครั้งนี้ตั้งใจจะข้ามชั้นไปเรียนชั้นประถมปีที่สามเลย ไม่ต้องห่วงว่าหนูจะเรียนไม่ทัน เพราะหนูเป็นอัจฉริยะตัวน้อยค่ะ”
น้ำเสียงสดใสชัดเจน กิริยามั่นใจและสง่างาม ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
อู๋ฉวนหมินแปลกใจไม่น้อย
เด็กคนนี้ไม่กลัวคนแปลกหน้าเลย แถมยังพูดจาน่าสนใจอีกด้วย
“หนูเป็นอัจฉริยะตัวน้อยหรือ?”
บรรดานักเรียนต่างพากันล้อมเข้ามา มองเล่ออี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พวกเขาไม่เคยเห็นใครชมตัวเองตรงๆ แบบนี้มาก่อน
เล่ออี้ยิ้มตาหยีแล้วพยักหน้า
“ใช่ค่ะ ผู้อำนวยการลองทดสอบหนูได้เลย”
อู๋ฉวนหมินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เด็กคนนี้ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน แต่กลับพูดอย่างมั่นใจขนาดนี้
ไม่รู้ว่ามีความสามารถจริง หรือแค่คุยโว
เขาเพิ่งจะอ้าปากพูด
แต่ครูหวังก็ชิงพูดก่อน
“หึ งั้นฉันถามเอง 52 คูณ 19 ได้เท่าไร?”
เธอจงใจเลือกโจทย์ที่ยากเป็นพิเศษ
นักเรียนรอบๆ ต่างพากันคิดเลขในใจ
เด็กชั้นเล็กยอมแพ้ทันที ส่วนเด็กชั้นโตก็ขมวดคิ้ว เพราะโจทย์ข้อนี้ไม่ง่ายเลย
อู๋ฉวนหมินเริ่มไม่พอใจ
“ครูหวัง...”
นี่ชัดเจนว่าเป็นการจงใจกลั่นแกล้งเด็ก
แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ
เล่ออี้ก็ยกมือขึ้นทันที
“ 988 ค่ะ”
ทั้งบริเวณเงียบกริบทันที
ทุกคนตะลึงงัน
เร็วขนาดนี้เลยหรือ?
ครูหวังก็อึ้งไปเหมือนกัน
เธอถามออกไปส่งๆ ตัวเองยังไม่รู้คำตอบเลย
เพราะเธอคิดเลขในใจไม่เก่ง จึงรีบหยิบกระดาษกับปากกามาคำนวณอย่างละเอียด
ผลลัพธ์คือ... 988 จริงๆ
เป็นไปได้อย่างไร?
สีหน้าของเธอซับซ้อนอย่างยิ่ง
ทั้งอิจฉา ทั้งริษยา ทั้งไม่ยอมรับ
“งั้น... ท่องบทกวี หอคอยก้วนเชวี่ยโหลว สิ”
เล่ออี้อ้าปากก็ท่องออกมาทันที “ไป๋รื่ออีซานจิ้น หวงเหอรู่ไห่หลิว อวี้ฉงเชียนหลี่มู่ เกิงซั่งอีโหลว”
เธอแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด พูดได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ และยังเขียนบทกวีบทนี้ลงบนกระดาษตรงนั้นทันที
ลายมือยังดูอ่อนหัดตามวัย แต่เขียนตัวอักษรถูกทุกตัว
สำหรับเด็กที่ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน แค่นี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว
“บทกวีนี้กวีคนไหนแต่ง? อยู่ในราชวงศ์อะไร?” ครูหวังเม้มริมฝีปาก ตั้งใจจับผิดโดยเฉพาะ “เธอรู้ไหมว่าราชวงศ์คืออะไร?”
เธอไม่ค่อยเก่งคณิตศาสตร์ แต่ชอบบทกวีเป็นพิเศษ จึงมักใช้เรื่องนี้สร้างภาพเป็นสาวรักวรรณศิลป์
เล่ออี้กะพริบตาไม่สักนิด ตอบทันทีว่า “กวีราชวงศ์ถัง หวังจือฮ่วน ราชวงศ์ถังมีประวัติศาสตร์ยาวนาน 289 ปี จักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์คือหลี่หยวน ลุกฮือขึ้นที่ไท่หยวนในปี ค.ศ. 617 และก่อตั้งจักรวรรดิถังในปีถัดมา โดยตั้งเมืองหลวงที่ฉางอัน”
ทุกคนมองเธอด้วยความตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง เด็กคนนี้รู้เยอะเหลือเกิน
เล่ออี้มีท่าทีสบายๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ “ส่วนเรื่องราชวงศ์ก็มี สามกษัตริย์ห้าจักรพรรดิ เซี่ย ซาง โจว ชุนชิว จ้านกั๋ว ฉิน ฮั่น สามก๊ก สองจิ้น เหนือใต้ สุย ถัง ต่อด้วยห้าราชวงศ์ ซ่ง หยวน หมิง ชิง และสาธารณรัฐ”
เธอถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ออกข้อสอบที่ยากกว่านี้ไม่ได้เหรอ? คำถามระดับประถมแบบนี้ง่ายเกินไป”
นี่ต่างหากคือสุดยอดของการอวดความสามารถ ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องออกแรงให้ดูเก่ง
ทุกคนถึงกับมุมปากกระตุก เธอยังไม่ใช่นักเรียนประถมเลยด้วยซ้ำ โอเคไหม?
เดี๋ยวก่อน นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่เธอพูดมา พวกเขาไม่เข้าใจเลย! ลึกซึ้งเกินไปแล้ว!
ครูหวังอ้าปากค้าง ไม่ใช่แค่นักเรียนที่ไม่รู้ แม้แต่เธอก็ไม่รู้ว่าราชวงศ์ถังก่อตั้งขึ้นเมื่อไร และถ้าจะให้ท่องลำดับราชวงศ์ทั้งหมดจากท้ายมาหน้าก็ทำไม่ได้เหมือนกัน
ในใจเธอทั้งอิจฉาและขมขื่น หรือจะถูกอู๋เสี่ยวชิงกดหัวอีกแล้ว? ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด
เธอยังไม่ยอมแพ้ “งั้นท่องบทกวีของประธานให้ฟังสิ”
“ทิวทัศน์แดนเหนือ พันลี้ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง หมื่นลี้โปรยปรายด้วยหิมะ...” เสียงใสของเด็กหญิงดังขึ้น ทุกคำชัดเจน ลื่นไหลราวกับสายน้ำ ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างเต็มเปี่ยม สำเนียงภาษาจีนกลางก็ชัดเจนเป็นมาตรฐาน “จะนับยอดบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ก็ต้องมองที่ยุคปัจจุบันนี้”
ทุกวันเธออ่านหนังสือ ตอนนี้อ่านหนังสือเรียนระดับประถมครบห้าปีหมดแล้ว และซึมซับความรู้ทั้งหมดไว้เรียบร้อย
บรรดาเด็กนักเรียนต่างมองเธอด้วยความเลื่อมใส เด็กคนนี้สุดยอดจริงๆ จนอยากคุกเข่าให้ผู้ยิ่งใหญ่
เล่อหรานเชิด อกน้อยๆ อย่างภาคภูมิใจ พี่สาวของเขาเก่งที่สุด พวกนายอิจฉาล่ะสิ
อู๋เสี่ยวชิงมองลูกสาวด้วยรอยยิ้ม อิ่มเอมใจอย่างยิ่ง ความรู้ที่เธอสอนเพียงครั้งเดียว ลูกก็จำได้หมด แม้แต่เกร็ดประวัติศาสตร์ที่คุยเล่นๆ ยังจำขึ้นใจ ความจำเป็นเลิศ อ่านเพียงครั้งเดียวก็ไม่ลืม พรสวรรค์เหนือคนธรรมดา
มีลูกสาวแบบนี้ น่าภูมิใจ! น่าปลาบปลื้ม!
ครูหวังอิจฉาจนแทบทนไม่ไหว เด็กคนนี้ฉลาดเกินจริง ทำไมถึงเป็นลูกของอู๋เสี่ยวชิงได้? “ก็...ก็ไม่ได้ถือว่าเก่งอะไรหรอก ใครๆ ก็ท่องได้...”
คำพูดนี้สวนทางกับความรู้สึกโดยสิ้นเชิง เหล่านักเรียนต่างพูดไม่ออก อย่างน้อยพวกเขาก็ทำไม่ได้
เล่ออี้ยิ้มตาหยี หันไปมองผู้อำนวยการกับครูหวัง “ถึงตาฉันถามพวกคุณแล้วค่ะ 1,287 หารด้วย 99 ได้เท่าไร?”
เธอสวนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ หวังไห่เยี่ยนเผลอคิดตามทันที สมองหมุนอย่างหนัก แต่ยิ่งร้อนใจก็ยิ่งคิดไม่ออก
ดวงตาของผู้อำนวยการเป็นประกายราวกับค้นพบสมบัติล้ำค่า “ 13 ”
นี่คือเด็กที่มีแวว เป็นเด็กที่สามารถนำชื่อเสียงและโอกาสใหม่ๆ มาสู่โรงเรียนได้!
เล่ออี้ยิ้มจนดวงตาโค้งงอ ดูน่ารักเป็นพิเศษ “ตอบถูกค่ะ คำตอบข้อนี้ยกให้ครูหวัง”
หวังไห่เยี่ยนมองเธออย่างงุน งง นี่หมายความว่ายังไง? กำลังประชดว่าเธอไม่มีความรู้หรือ? ยังไงก็รู้สึกว่าไม่ใช่คำพูดดีๆ แน่
สิบสามแต้ม? ผู้อำนวยการถึงกับมุมปากกระตุก เด็กน้อยคนนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ แต่เขาชอบเด็กฉลาดที่สุด “ตามฉันเข้าไปสอบ”
“ได้เลยค่ะ” เล่ออี้จูงมือน้องชายแล้วรีบเดินตามเข้าไปทันที
ผู้อำนวยการอู๋หยิบข้อสอบของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ออกมา แต่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นข้อสอบของชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
เล่ออี้มองแวบเดียวก็รู้ว่าทั้งหมดเป็นความรู้พื้นฐานง่ายๆ เธอหยิบปากกาขึ้นมาเขียนฉับๆ ไปพร้อมกับพูดว่า “ช่วยทดสอบน้องชายฉันด้วยนะคะ เขาก็จะเข้าเรียนเหมือนกัน”
ผู้อำนวยการอู๋เพิ่งสังเกตเห็นเล่อหรานตัวน้อยที่มีท่าทีเขินอาย อ้อ ยังมีเจ้าตัวเล็กอีกคน ไม่รู้ว่าจะฉลาดเหมือนพี่สาวหรือเปล่า?
เขาอดตื่นเต้นไม่ได้ รีบหยิบข้อสอบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มาอีกชุด
เล่ออี้ทำข้อสอบได้เร็วมาก ผู้อำนวยการยังดื่มชาไม่หมดถ้วย เธอก็ทำข้อสอบคณิตศาสตร์เสร็จแล้ว
ผู้อำนวยการตรวจให้ทันที ได้คะแนนเต็ม! ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เด็กคนนี้แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดที่หาได้ยากยิ่ง
“เสี่ยวชิง เธอสอนลูกได้ดีมาก”
อู๋เสี่ยวชิงยิ้มอย่างสุขุม แววตาเผยความภาคภูมิใจเล็กน้อย
ครึ่งชีวิตแรกของเธอผ่านความทุกข์ยากมามาก ครึ่งชีวิตหลังนี้ ความหวังทั้งหมดของเธออยู่ที่ลูกทั้งสองคน
วิชาภาษาจีนของเล่ออี้ก็ได้คะแนนเต็มเช่นกัน ด้วยคะแนนเต็มทั้งสองวิชา เธอจึงเข้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้สำเร็จ
ด้วยระดับความสามารถของเธอ จะเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ยังได้ แต่ผู้อำนวยการอยากให้เธอปูพื้นฐานให้แน่นกว่านี้ก่อน อู๋เสี่ยวชิงจึงยอมรับคำแนะนำของเขา
ส่วนเล่อหราน เมื่ออยู่ใต้รัศมีของพี่สาวก็ดูธรรมดาไปทันที สุดท้ายจึงได้เข้าเรียนเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
อู๋เสี่ยวชิงจ่ายค่าเล่าเรียนของลูกทั้งสองคนสำหรับหนึ่งปีจนเหลือเงินเพียง 2 หยวน ทำให้เธออดกังวลไม่ได้
ภายในเวลาหนึ่งปี เธอจะเก็บเงินค่าเล่าเรียนของลูกๆ ได้พอหรือเปล่า?
เดิมทีเธอตั้งใจจะให้ลูกสาวได้เรียนก่อน ส่วนลูกชายค่อยรออีกสองสามปี แต่เสี่ยวอี้บอกว่า ยิ่งได้เรียนเร็วก็ยิ่งดี ทั้งสองคนจะได้ไปกลับโรงเรียนด้วยกัน คอยดูแลกันและกัน อีกอย่างจะปล่อยให้เขาอยู่เล่นในหมู่บ้านคนเดียวก็ไม่ค่อยสบายใจ
ผู้อำนวยการอู๋มองเธอแวบหนึ่ง ลังเลอยู่ครู่ก่อนเอ่ยว่า “เสี่ยวชิง ถ้าปีหน้าค่าเล่าเรียนไม่พอ ก็มายืมฉันได้นะ”
สีหน้าของอู๋เสี่ยวชิงเปลี่ยนไปทันที “ไม่จำเป็น”
ผู้อำนวยการอู๋ถอนหายใจเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก บรรยากาศพลันแปลกประหลาดขึ้นมา
เล่ออี้เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา หรือว่าระหว่างสองคนนี้จะมีเรื่องราวอะไรกัน? ความอยากรู้อยากเห็นของเธอถูกปลุกขึ้นมาทันที
“แม่ แม่รู้จักผู้อำนวยการมาก่อนเหรอ?”
บทที่ 12
“อืม” อู๋เสี่ยวชิงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ แล้วให้เธอพาน้องชายไปที่ห้องเรียน ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว วันนี้ทั้งสองคนสามารถเข้าเรียนได้เลย
เล่ออี้เชื่อฟัง จูงมือน้องชายเดินออกไป อู๋เสี่ยวชิงมองแผ่นหลังของลูกทั้งสองที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป พร้อมเผยรอยยิ้มบางๆ
ข้างหูมีเสียงผู้ชายดังขึ้น “นี่คือความสุขที่เธอต้องการสินะ?”
“ใช่” อู๋เสี่ยวชิงตอบโดยไม่หันกลับไปมอง
ภายในห้องมีเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของชายคนนั้น ฟังดูทั้งเสียดายและอ้างว้าง
เล่ออี้พาน้องชายไปส่งที่ห้องเรียนของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อน จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินไปหาห้องเรียนของตัวเอง
เธอเปิดตัวราวกับจอมมารลงสนาม แต่แทนที่จะถูกเพื่อนๆ กีดกัน กลับได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เพราะมนุษย์ล้วนชื่นชมคนเก่ง แม้แต่นักเรียนประถมก็ไม่ต่างกัน
ในสายตาของเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ เล่ออี้คือคนที่เปล่งประกายเจิดจ้า
เธอถูกจัดให้นั่งริมหน้าต่าง เพื่อนร่วมโต๊ะเป็นเด็กผู้หญิงชื่อเฉิงฮุ่ย
เล่ออี้กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วพบว่าส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย มีเด็กผู้หญิงเพียงสิบเอ็ดคน จึงอดถอนหายใจในใจไม่ได้
เอ๊ะ นั่นใครน่ะ?
เธอทักทายอย่างกระตือรือร้น “เล่อเสี่ยวปิง ต่อไปพวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันแล้วนะ ไปโรงเรียนกลับบ้านด้วยกันสิ”
เล่อเสี่ยวปิงเป็นลูกของครอบครัวรอง พ่อของเขาเป็นคนซื่อๆ พูดไม่เก่ง แต่ตัวเขาแตกต่างออกไป เป็นเด็กซุกซนร่าเริง ตอนนี้เขาได้แต่มองเล่ออี้อย่างเหม่อลอย
น้องสาวลูกพี่ลูกน้องที่เคยเห็นทุกวัน ดูไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว กลายเป็นคนแปลกหน้าไปเสียอย่างนั้น
ในความทรงจำของเขา น้องอี้เป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ไม่คิดเลยว่าพออ้าปากจะสร้างความตะลึงให้ทุกคนได้ขนาดนี้
เฉิงฮุ่ยชอบเพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่มาก “เล่ออี้ เธอรู้จักเล่อเสี่ยวปิงเหรอ? อ๊ะ พวกเธอแซ่เล่อเหมือนกันด้วย”
เล่ออี้ลูบหนังสือเรียนชุดใหม่อย่างทะนุถนอม “เขาเป็นพี่ลูกพี่ลูกน้องของฉัน แก่กว่าฉันแค่สิบวัน เป็นพี่ชายที่อายุมากกว่าฉันนิดเดียว เพราะงั้นพวกเราก็เรียกชื่อกันตรงๆ”
เฉิงฮุ่ยร้องว้าว หันไปมองเล่อเสี่ยวปิง แล้วหันกลับมามองเล่ออี้
“เธอสวยกว่าเขาตั้งเยอะ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน”
เล่อเสี่ยวปิงผิวคล้ำ เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ รูปร่างแข็งแรงสมเป็นเด็กบ้านนอก ส่วนเล่ออี้มีใบหน้ารูปไข่สวย ดวงตากลมโตดำขลับ ริมฝีปากชมพูอิ่ม
เครื่องหน้าของเล่ออี้ประณีตงดงาม ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือผิวค่อนข้างคล้ำเหลือง และผมเหลืองแห้งเพราะขาดสารอาหาร ทำให้ความสวยที่ควรได้แปดส่วนหายไปถึงสามส่วน
“ฉันเหมือนแม่ แม่ของฉันตอนสาวๆ สวยมาก แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังสวยอยู่”
เมื่อครู่เฉิงฮุ่ยก็อยู่ดูเหตุการณ์ทั้งหมด เธอเห็นอู๋เสี่ยวชิงด้วย พอนึกย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่าเป็นคุณป้าที่หน้าตาดีจริงๆ
“ครูหวังดูเหมือนไม่ชอบแม่เธอ แล้วก็ไม่ชอบเธอด้วย ทำไมเหรอ?”
เด็กๆ มักตรงไปตรงมาและช่างสังเกตแบบนี้เอง
เล่ออี้ยกมือลูบแก้มตัวเอง พลางพูดติดตลกว่า “อาจจะอิจฉาที่แม่ลูกคู่นี้ทั้งสวยทั้งฉลาดมั้ง?”
เด็กผู้ชายที่นั่งข้างหน้าหันกลับมาทันที แล้วพยักหน้าแรงๆ “ต้องใช่แน่!”
“ฉันเห็นด้วย” เด็กผู้ชายอีกคนรีบยกมือ พวกเขาไม่ค่อยชอบครูหวังอยู่แล้ว เพราะครูไม่มีฝีมือ แถมยังมีนิสัยเสียหลายอย่าง พูดตรงๆ ก็คือคนที่เข้ามาทำงานด้วยเส้นสาย
“ฮ่าๆ” เด็กประถมสมัยนี้ช่างน่ารักจริงๆ
ท้องฟ้ายามเย็นเต็มไปด้วยเมฆสีแดง ย้อมฟ้าครึ่งหนึ่งให้กลายเป็นสีชาด ผู้คนที่ออกไปทำงานต่างทยอยกลับบ้านไปกินข้าวเย็น
เมื่อเล่อชุนเหมยหิ้วปลาตัวใหญ่เดินเข้ามาที่ปากหมู่บ้าน ก็สร้างความฮือฮาไม่น้อย
ยุคนี้ทุกคนอยากกินเนื้อสัตว์กันจนแทบตาลุกเป็นไฟ
“ชุนเหมย นี่ก็เก็บได้อีกแล้วเหรอ?”
เล่อชุนเหมยยิ้มบางๆ ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ “ใช่ค่ะ วันนี้โชคดีพอสมควร”
“ไม่ใช่แค่โชคดีหรอก แต่เธอเป็นคนมีวาสนา อยากกินปลาก็เก็บปลาได้ เห็ดสนที่คนอื่นหาไม่เจอ เธอกลับหาเจอ น่าอิจฉาจริงๆ”
ป้าหลิวอดไม่ได้ รีบเดินเข้ามาจับไม้จับมือ “ชุนเหมย ขอฉันจับมือเธอหน่อย จะได้แบ่งบุญวาสนาบ้าง”
เล่อชุนเหมยหัวเราะเสียงดังเพราะจั๊กจี้ ใบหน้าสงบนุ่มนวล ผิวขาวผ่องของเธอโดดเด่นท่ามกลางฝูงชนเป็นพิเศษ
ไม่ไกลนัก กลุ่มคนหนุ่มสาวที่เพิ่งถูกส่งมาประจำชนบทกำลังมองภาพนี้ด้วยความสนใจ คนวัยหนุ่มสาวย่อมเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ลูกสาวหัวหน้าหน่วยผลิตโชคดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ในยุคนี้หัวหน้าหน่วยผลิตมีอำนาจมาก สามารถจัดการได้แทบทุกเรื่อง จะให้ใครทำงานอะไร ก็ขึ้นอยู่กับคำพูดเพียงประโยคเดียว
แม้แต่คนหนุ่มสาวที่ถูกส่งมาชนบทซึ่งต้องการกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว ก็ยังต้องให้หัวหน้าหน่วยผลิตออกหนังสือรับรองให้ เรียกได้ว่ามีอำนาจล้นมือ หากโชคร้ายเจอหัวหน้าที่จิตใจไม่ดี ก็ต้องทนทุกข์ไม่รู้จบ
ชาวบ้านคนหนึ่งอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างกระตือรือร้น “ใช่แล้ว เธอเป็นคนที่มีวาสนาดังไปทั่วร้อยลี้ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมตัวเอง ยังส่งเสริมคนรอบข้างด้วย หัวหน้าหน่วยผลิตก็ได้ตำแหน่งนี้เพราะมีลูกสาวคนนี้”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ เธอยังช่วยชีวิตโก่วตั้นลูกชายบ้านฉันไว้ด้วย เป็นพระโพธิสัตว์ที่ช่วยชีวิตคนแท้ๆ” ป้าหกพูดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ต่ำกว่าหลายสิบครั้ง
ตอนนั้นโก่วตั้นซุกซน แอบเข้าไปในภูเขาแล้วตกลงไปในหลุมลึก ขาหัก หากไม่ได้เล่อชุนเหมยเดินผ่านมาช่วยไว้
ถ้าต้องค้างคืนอยู่ในภูเขา ชีวิตคงไม่รอดแน่
เมื่อได้ฟังคำชื่นชมของชาวบ้าน เหล่าคนหนุ่มสาวที่ถูกส่งมาชนบทต่างพากันอุทานด้วยความประหลาดใจ เรื่องนี้เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
แววตาของสวีเหมิงค่อยๆ ลุ่มลึกขึ้น แม้ทุกวันนี้จะรณรงค์ให้เลิกงมงาย แต่คุณปู่ของเขาเชื่อเรื่องพวกนี้มาก จนส่งอิทธิพลมาถึงทั้งครอบครัว
บางคนเกิดมามีชะตาต่ำต้อย ยากจนทั้งชีวิต
บางคนเกิดมามีวาสนาดี ตั้งแต่ลืมตาดูก็เป็นผู้ชนะของชีวิต ได้เปรียบตั้งแต่จุดเริ่มต้น กินดีอยู่ดี ทุกอย่างราบรื่น เขาเองก็อยากเป็นคนแบบนั้น
ป้าเจียวจับมือชุนเหมยไว้ไม่ยอมปล่อย เธอชอบเด็กสาวคนนี้จริงๆ ถึงขั้นอยากรับเข้าบ้านมาเป็นลูกสะใภ้
“ชุนเหมย นิสัยเธอดีเกินไปแล้ว อาสามของเธอพูดจาเหน็บแนมขนาดนั้น เธอยังขึ้นเขาไปหาอาหารอีก นิสัยเสียของครอบครัวอาสามก็เพราะมีคนตามใจนี่แหละ”
เล่อชุนเหมยชายตามองสวีเหมิงอย่างแนบเนียน ก่อนยกมุมปากยิ้มอย่างอ่อนโยน “ยังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อย อยู่กันอย่างปรองดองไม่ดีกว่าเหรอ”
“ฉันชอบนิสัยอ่อนโยนแบบนี้ของชุนเหมยที่สุด” พี่สะใภ้ซุนอีกคนอดพูดแทนเธอไม่ได้ “ชุนเหมยเอ๊ย อาสามกับป้าสามของเธอคงหมดหวังแล้ว เอาเวลามาสั่งสอนเด็กสองคนนั้นดีกว่า”
“ฉันปฏิบัติต่อน้องๆ ทุกคนในบ้านเหมือนกันหมด ดูแลและเอ็นดูเท่าๆ กัน” เล่อชุนเหมยเม้มปากยิ้ม แสดงท่าทีของพี่สาวคนโตอย่างเต็มที่ “พูดแล้ว คนที่ฉันรักที่สุดก็คือน้องลูกพี่ลูกน้องอย่างเสี่ยวอี้ มีของอร่อยอะไรก็ให้เธอกินก่อนเสมอ...”
พี่สะใภ้ซุนสายตาไว เห็นเล่ออี้สองพี่น้องที่กำลังจูงมือกันเดินมา “เสี่ยวอี้ มานี่เร็ว พี่สาวลูกพี่ลูกน้องคนโตที่รักเธอที่สุดอยู่นี่”
เล่ออี้เพิ่งกลับจากโรงเรียน เธอเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ เมื่อสายตาทั้งสองประสานกัน ราวกับมีแสงสีขาววาบผ่าน ความฝันเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทันที
อ๊ะ เกือบลืมเรื่องสำคัญไป นางเอกเป็นคนที่เกิดใหม่ เธอรู้ทุกเหตุการณ์สำคัญล่วงหน้า และรู้ชะตากรรมของทุกคนอยู่แล้ว
ถ้าอย่างนั้นคำถามก็คือ เรื่องที่เธอจะถูกลักพาตัว นางเอกรู้ล่วงหน้าแต่กลับยืนดูเฉยๆ?
หรือว่า...คนที่อยู่เบื้องหลังคือเธอ?
พอคิดถึงตรงนี้ เล่ออี้ก็สั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือด ราวกับเห็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดในโลก เธอหันหลังวิ่งทันที วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่าย
ช่วยด้วย! มีปีศาจ!
ทุกคน “...”
บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนทันที ไหนว่าเป็นพี่น้องที่รักกันมากไง?
ท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่นแบบนี้มันเกิดอะไรขึ้น? เล่อชุนเหมยดีกับเธอจริงอย่างที่พูดหรือ? อดทำให้คนอื่นเริ่มสงสัยไม่ได้
รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเล่อชุนเหมยแข็งค้าง เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกแล้ว? น่าหงุดหงิดจริงๆ
วันนี้เป็นเวรของครอบครัวที่สามทำงานบ้าน อู๋เสี่ยวชิงรับวัตถุดิบจากแม่สามี แล้วหุงข้าวกล้องหนึ่งหม้อ ส่วนกับข้าวเป็นปลาหม้อเหล็กแบบชาวบ้าน ใช้เตาฟืน นำปลาหั่นเป็นชิ้นผัดให้หอม จากนั้นใส่มันฝรั่ง ผักกาดฮ่องเต้อ่อน ถั่วฝักยาว และหัวไชเท้าลงไป รอบขอบหม้อเหล็กแปะแผ่นแป้งข้าวโพดไว้เต็มหม้อ เป็นอาหารหม้อใหญ่เต็มหม้อ กลิ่นหอมค่อยๆ ลอยฟุ้งไปทั่ว จนเธออดกลืนน้ำลายไม่ได้
หอมจริงๆ
ตลอดทั้งกระบวนการนั้น ย่าเล่อยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ไม่ยอมให้อู๋เสี่ยวชิงแอบชิมแม้แต่คำเดียว ราวกับผู้คุมในคุก
แต่วันนี้อู๋เสี่ยวชิงอารมณ์ดี มุมปากยกยิ้มเบาๆ แถมยังฮัมเพลงคลอไปด้วย ทำเหมือนไม่มีแม่สามีอยู่ตรงนั้น
ย่าเล่อรู้สึกแปลกใจ ครอบครัวที่สามมีแต่เรื่องวุ่นวาย จะมีเรื่องดีอะไรได้? แต่เพราะเธอไม่ชอบอู๋เสี่ยวชิง จึงคร้านจะถามสักคำ
เมื่อทำอาหารเสร็จ ย่าเล่อก็ล็อกประตูครัวทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุทุบหม้ออีก
ย่าเล่อเริ่มแบ่งอาหาร เธอคีบเนื้อปลาออกมาทั้งหมด กว่าครึ่งใส่ลงในชามของเล่อชุนเหมยกับหลานชายฝาแฝดสองคน อีกส่วนน้อยให้ลูกชายคนโตกับตัวเอง
หัวปลาให้ครอบครัวที่สอง หางปลาให้ครอบครัวที่สาม ซึ่งล้วนเป็นส่วนที่มีก้าง ส่วนผักที่อยู่ในหม้อก็แบ่งให้คนอื่นตามใจชอบ สำหรับบรรดาลูกสะใภ้ ก็ให้เพียงข้าวคลุกน้ำแกงเท่านั้น
อู๋เสี่ยวชิงมองทุกอย่างอยู่ในสายตา รู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก จนอยากแย่งอาหารมาแบ่งใหม่เสียเดี๋ยวนั้น
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเข้าเรียนของลูกๆ และยังมีศึกหนักรออยู่ เธอจึงได้แต่ข่มใจอดทนไว้ก่อน
“แม่คะ ตักมันฝรั่งให้กั๋วหรงเยอะหน่อย เขาชอบกินค่ะ”
มันฝรั่งเคี่ยวจนเข้าเนื้อ รสชาติดีไม่น้อย
สำหรับย่าเล่อ มันฝรั่งก็ไม่ใช่ของมีค่าอะไร เธอจึงตักให้อีกสองสามชิ้นอย่างไม่ใส่ใจ อู๋เสี่ยวชิงจึงรีบขอแบ่งให้ลูกทั้งสองอีกหน่อย แต่ย่าเล่อกลับรำคาญที่เธอพูดมาก จงใจตักมันฝรั่งที่เหลือทั้งหมดให้ครอบครัวที่สองกับครอบครัวพี่ใหญ่
ไฟโทสะของอู๋เสี่ยวชิงพลุ่งขึ้นมาทันที ยายแก่คนนี้เอาแต่ด่าว่าเธอไม่กตัญญู แล้วเคยดูตัวเองบ้างไหม ว่าสมควรได้รับความกตัญญูหรือเปล่า?
ผู้ใหญ่ไม่เมตตา วางตัวไม่ยุติธรรม ยังจะหวังให้ลูกหลานกตัญญูอีกหรือ? ฝันกลางวันชัดๆ
เพิ่งแบ่งอาหารเสร็จ พวกผู้ใหญ่กับเด็กๆ ก็กลับมาพอดี พอได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ต่างก็พุ่งเข้ามาหยิบตะเกียบกินกันอย่างเอร็ดอร่อย กวาดอาหารจนแทบไม่เหลือ
เมื่อเล่อกั๋วหรงเห็นว่าในชามของตัวเองมีมันฝรั่งอยู่หลายชิ้น แต่หันไปมองภรรยาและลูกสาวที่มีเพียงน้ำแกงก้นหม้อ สีหน้าก็หม่นลง เขายื่นตะเกียบไปคีบเนื้อปลาสองชิ้นจากชามของเล่อกั๋วเฉียง แล้วแบ่งให้ลูกทั้งสองคน
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-ffe63e5e/6
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย