ทะลุมิติมาเป็นน้าสาวคนงามแห่งยุค 70
ตอนที่ 27 — 027
บทที่ 27 แขกมื้อค่ำและสมาชิกใหม่ของเรือนหมายเลข 198 วันนี้เมื่อเห็นฉีเว่ยตงสวมเครื่องแบบตำรวจ ซางอวิ๋นเหยาถึงรู้สึกว่า นี่ต่างหากถึงจะเป็นฉีเว่ยตง สิ่งที่เหมาะกับคนคนนี้ที่สุดคือเครื่องแบบทหารหรือเครื่องแบบตำรวจ แผ่นหลังของเขาตั้งตรง ไหล่กว้างรับกับเครื่องแบบได้อย่างพอดี ทำให้ทั้งคนดูสง่างามและเปี่ยมด้วยบุคลิก
เมื่อเจ้าตัวน้อยได้ยินว่าเขาเคยช่วยน้าของตน ก็โค้งคำนับฉีเว่ยตง “ถงถงขอบคุณคุณอาฉีที่ช่วยน้าค่ะ” ฉีเว่ยตงขึ้นจักรยานแล้ว เมื่อเห็นท่าทางน่ารักของเด็กน้อย ก็ยกมือลูบศีรษะของเธอ “ผมไปก่อนนะ” “คุณอย่าเพิ่งไปสิ” ซางอวิ๋นเหยารีบตามขึ้นไป ซางอวิ๋นเหยาเงยหน้ามองฉีเว่ยตง “ก่อนหน้านี้ที่สถานีรถไฟ ถ้าไม่ได้เพื่อนของคุณช่วย ฉันคงเปลี่ยนเป็นตู้นอนไม่ได้ เขายังบอกให้คุณเลี้ยงข้าวอีก วันแรกคุณเลี้ยงข้าวฉัน วันที่สองยังต้องเลี้ยงข้าวเพื่อนแทนฉันอีก แบบนี้ฉันเกรงใจจริง ๆ ไว้วันหลังฉันขอเลี้ยงข้าวคุณได้ไหม? วันนี้คงไม่ได้ หลานสาวของฉันเพิ่งมาถึง พรุ่งนี้กับมะรืนฉันว่างทั้งคู่” ฉีเว่ยตงพูดว่า “กัวจื่อเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของผม ก่อนหน้านี้ผมอยู่ในกองทัพหลายปี พอกลับมาทำงานที่เมืองหลวงก็ยังไม่เคยเจอเขาเลย เดิมทีผมก็ควรเลี้ยงข้าวเขาสักมื้ออยู่แล้ว เรื่องที่เขาเข้าใจผิด คุณก็ไม่ต้องกังวล ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” “อีกอย่าง ผมเป็นตำรวจประชาชน การรับใช้ประชาชนเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว อย่าพูดเรื่องเลี้ยงข้าวผมอีกเลย แบบนั้นเท่ากับทำให้ผมทำผิดกฎ” ฉีเว่ยตงมองไปทางเจ้าตัวน้อย “หลานสาวของคุณยังรอคุณอยู่ ผมต้องไปแล้ว” ซางอวิ๋นเหยาส่ายหน้ารัวเหมือนกลองป๋องแป๋ง “ไม่ได้ ๆ ต้องเลี้ยงข้าวสิ คุณต้องให้ช่องทางติดต่อฉันไว้ นี่ไม่ใช่การทำผิดกฎ ฉันก็ไม่ได้ขอให้คุณช่วยอะไรสักหน่อย เป็นตำรวจก็ใช่ว่าจะคบเพื่อนไม่ได้เสียหน่อย” ฉีเว่ยตงก้มหน้าลง เห็นชายเสื้อของตัวเองถูกเจ้าตัวน้อยจับเอาไว้แล้ว เขามองเจ้าตัวน้อย ส่วนเจ้าตัวน้อยก็ช่วยซางอวิ๋นเหยาพูดว่า “คุณอา พรุ่งนี้ตอนเย็นคุณมาที่บ้านเรากินข้าวไหมคะ ไม่อย่างนั้น หนูไม่ปล่อยคุณไป!” ซางเป่าถงยังพองแก้มขึ้น ทำท่าดุร้ายปลอม ๆ ฉีเว่ยตงเห็นแล้วทั้งขำทั้งจนใจ ยุคนี้ทั้งของกินของใช้ล้วนขาดแคลน เขาไม่อยากเอาเปรียบซางอวิ๋นเหยา แต่ถ้ากินที่บ้าน ก็นับว่าช่วยประหยัดเงินได้บ้าง “ได้ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้หลังเลิกงาน ผมจะมาอีกครั้ง เวลาน่าจะช้ากว่าวันนี้สักครึ่งชั่วโมง” หลังจากฉีเว่ยตงพยักหน้าตอบรับแล้ว ซางอวิ๋นเหยาถึงนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง ความจริงเธอตั้งใจจะเลี้ยงข้าวฉีเว่ยตงข้างนอก แต่เจ้าตัวน้อยกลับตัดสินใจเอง เชิญเขามาที่บ้านเสียแล้ว แต่พอลองคิดอีกที ซางอวิ๋นเหยาก็รู้สึกว่าไม่เลว อย่างน้อยกินข้าวที่บ้าน ก็ไม่ต้องกลายเป็นว่าเธอเป็นคนเลี้ยง แต่เขาเป็นคนจ่ายเงิน เมื่อเห็นฉีเว่ยตงขี่จักรยานจากไป ซางอวิ๋นเหยาก็พาเจ้าตัวน้อยเข้าไปนอกลานบ้าน เจ้าตัวน้อยเรียกซางอวิ๋นเหยาว่าน้า เรื่องนี้ทำให้ดวงตาของแม่ม่ายเหอแทบถลนออกมา ซางอวิ๋นเหยาพาเด็กติดตัวกลับมาด้วยได้อย่างไร? เธอกระซิบถามคนข้าง ๆ ถึงที่มาของซางเป่าถง ผลคือได้คำตอบที่ทำให้ใจสั่น เด็กคนนี้เป็นลูกของซางซืออวี้จริง ๆ ซางอวิ๋นเหยาจะพาเด็กติดตัวมาใช้ชีวิตด้วย! แม่ม่ายเหอมองสำรวจซางอวิ๋นเหยากับเจ้าตัวน้อยไม่หยุด “จริงหรือเปล่า? ซืออวี้แต่งงานอยู่ชนบทแล้วเหรอ? ทำไมฉันไม่เคยได้ยินข่าวนี้เลย? เด็กคนนี้อย่าเป็นเด็กที่คนชนบทไม่อยากเลี้ยง แล้วอ้างว่าเป็นลูกของซืออวี้เพื่อยัดเยียดให้เธอนะ” “เป็นลูกของพี่สาวฉันจริง ๆ” ซางอวิ๋นเหยาพูด “คุณดูผ้าปักบนเสื้อสิ นี่พี่สาวฉันปักให้เอง เธอยังทิ้งจดหมายไว้ให้ฉันด้วย ข้างในเขียนไว้ชัดเจนมาก” ลุงจ้าวไปช่วยจัดการการจราจรตรงปากตรอก ตอนนี้เดินกลับมาพอดี และได้ยินคำพูดเหล่านี้ของซางอวิ๋นเหยา เขาจึงพูดว่า “เด็กชื่ออะไร? ต่อไปจะอยู่กับเธอใช่ไหม?” “ใช่ค่ะ” ซางอวิ๋นเหยารีบพูด “ต่อไปเธอจะอยู่กับฉัน ชื่อซางเป่าถง ถงถง ทักทายสิ นี่คือลุงจ้าว” “สวัสดีค่ะลุงจ้าว” ซางเป่าถงเรียกเสียงใส ลุงจ้าวยิ้ม ลูบศีรษะของเจ้าตัวน้อย แล้วหยิกลูกอมตรากระต่ายขาวออกมาจากอกเสื้อหนึ่งเม็ด ส่งใส่มือเจ้าตัวน้อย “ถงถง น้าของเธอพาเธอกลับมาแล้ว ต่อไปเธอก็เป็นคนของเรือนสี่ประสานเลขที่ 198 ของพวกเรา ยินดีต้อนรับสู่เรือนสี่ประสานเลขที่ 198! คนที่กำลังเดินมาคือภรรยาของฉัน คนในเรือนเรียกเธอว่าป้าจ้าว” ป้าจ้าวก็รีบเบียดเข้ามาในกลุ่มคน เมื่อเห็นซางเป่าถงก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เมื่อก่อนซืออวี้สนิทกับเฟยเฟยบ้านฉันมาก สองคนเป็นเพื่อนนักเรียนกัน เธอหน้าตาเหมือนซืออวี้จริง ๆ” แม่ม่ายเหอเต้นผาง ส่วนป้าหลี่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดอย่างเปรี้ยวปากว่า “ยังไม่รู้เลยว่าใช่ลูกของซางซืออวี้หรือเปล่า ไม่เคยได้ยินเรื่องซืออวี้แต่งงานสักนิด จู่ ๆ ก็พาเด็กแบบนี้กลับมา ไม่รู้ว่าถูกคนหลอก หรือจงใจตามน้ำ พาเด็กคนหนึ่งมาแบ่งสวัสดิการของโรงงานกันแน่” ลุงจ้าวถามซางอวิ๋นเหยาว่า “สมุดทะเบียนบ้านของเด็กย้ายออกมาแล้วหรือยัง?” “ย้ายออกมาแล้วค่ะ!” ซางอวิ๋นเหยาพูด “อยู่ตรงนี้ค่ะ” ลุงจ้าวรับสมุดทะเบียนบ้านมา ทะเบียนบ้านของเจ้าตัวน้อยเดิมลงอยู่ที่หมู่บ้านหย่งอัน เหตุผลในการลงทะเบียนคือบุตรสาวของซางซืออวี้ เยาวชนหญิงที่ลงชนบทประจำหมู่บ้านนี้ ด้านบนประทับตราของสถานีตำรวจไว้ และหมึกตรานั้นก็ดูมีอายุหลายปีแล้ว ลุงจ้าวจับหน้าทะเบียนบ้านหน้านั้นไว้ แล้วพูดกับแม่ม่ายเหอและป้าหลี่ว่า “เห็นหรือยัง ตราของสถานีตำรวจ ดูจากหมึกก็ผ่านมาหลายปีแล้ว หรือพวกเธอจะบอกว่านี่ก็ปลอมเหมือนกัน?” แม่ม่ายเหอกับป้าหลี่จึงเงียบลงในที่สุด ส่วนลุงจ้าวก็คืนสมุดทะเบียนบ้านให้ซางอวิ๋นเหยา “พรุ่งนี้เธอยังต้องลางานไปย้ายทะเบียนบ้านให้เด็กใช่ไหม?” “อืม” ซางอวิ๋นเหยาพยักหน้า “ฉันคิดว่าพรุ่งนี้จะพาเธอไปหาผู้นำโรงงาน ดูว่าจะจัดให้เธอเข้าโรงเรียนอนุบาลได้ไหม” “ไม่ต้องรีบ คืนนี้ประชุมกันก่อน” ลุงจ้าวพูด “ดูว่าลุงหวังกับลุงหลี่จะว่าอย่างไร แล้วค่อยดูว่าจะใช้เส้นสายยังไง” ลุงจ้าวสังเกตเห็นว่าเจ้าตัวน้อยฟังเขาพูดอยู่ตลอด จึงอดขำไม่ได้ “ฟังเข้าใจไหม?” ซางเป่าถงพยักหน้า “เข้าใจค่ะ” ลุงจ้าวหัวเราะ แล้วเอื้อมมือไปหาซางเป่าถง ซางเป่าถงลังเลเล็กน้อย ภายใต้สายตาให้กำลังใจของซางอวิ๋นเหยา เธอจึงวางมือลงในมือของลุงจ้าว เวลานั้นคนในเรือนออกมากันเกินครึ่งแล้ว ลุงจ้าวจับมือซางเป่าถงเดินเข้าไปในเรือนสี่ประสาน แล้วพูดเสียงดังว่า “นี่คือลูกสาวของซืออวี้ ชื่อซางเป่าถง ต่อไปจะอยู่ที่เรือนหมายเลข 198 ของพวกเรา ทุกคนต้อนรับด้วย! ฉันรู้ว่าทุกคนคงมีคำถามมากมาย คืนนี้สองทุ่มประชุมกันที่ลานหน้า ตอนนี้ให้สองน้าหลานพักผ่อนก่อน!”