ทะลุมิติมาเป็นน้าสาวคนงามแห่งยุค 70
ตอนที่ 28 — 028
บทที่ 28 บ้านหลังใหม่
หัวใจของซางเป่าถงเต้นแรง ฝ่ามือเล็ก ๆ ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เธอโค้งคำนับทุกคน ก่อนเอ่ยคำพูดที่ซ้อมอยู่ในใจมานับครั้งไม่ถ้วน
“คุณปู่คุณย่า คุณอาคุณป้าทุกคน สวัสดีค่ะ หนูชื่อซางเป่าถง ปีนี้อายุสี่ขวบครึ่ง ทุกคนเรียกหนูว่าถงถงก็ได้ ต่อไปหนูจะอยู่กับน้าที่เรือนสี่ประสาน หนูยังเด็ก ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ต่อไปคงต้องรบกวนทุกคนด้วยนะคะ”
เพราะเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตรอก ทำให้คนในเรือนหมายเลข 198 มารวมตัวกันเกือบครึ่งเรือนแล้ว
คนยุคปัจจุบันมักไม่ค่อยอดทนกับเด็กดื้อ เพราะผู้ปกครองไม่อบรม เด็กจึงไร้มารยาทและสร้างความเดือดร้อนอย่างมาก
แต่สำหรับเจ้าตัวน้อยที่ทั้งผอมบางและมีมารยาท นอกจากแม่ม่ายเหอที่ยังทำหน้าบึ้งแล้ว คนอื่น ๆ ต่างก็ยิ้มให้เธอด้วยความเอ็นดู
ป้าหวังมองอย่างประหลาดใจ “โอ้โห พูดจาฉะฉานจริง ๆ เด็กอายุสี่ขวบครึ่งพูดได้ชัดขนาดนี้เลยเหรอ?”
ป้าจ้าวทอดถอนใจ “เด็กบ้านจนโตไว ซืออวี้ก็คลอดเด็กคนนี้ตอนลงชนบท สภาพแวดล้อมไม่เหมือนคนอื่น เด็กเลยรู้ความเร็วเป็นธรรมดา”
คนอื่น ๆ ต่างก็พากันพูดขึ้น
“เด็กคนนี้ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนซืออวี้ ผอมเกินไปจริง ๆ ต่อไปมากินน้ำแกงที่บ้านป้าได้นะ”
“พูดไปก็เสียดายที่เสี่ยวซางพลาดการสอบเลื่อนระดับ ไม่อย่างนั้นเงินเดือนกับสวัสดิการของพนักงานประจำ คงเลี้ยงเด็กได้สบายกว่านี้”
“หาแฟนอีกสักคน ให้ช่วยกันเลี้ยงก็ได้นี่”
“พูดง่ายสิ ถ้าเป็นฉันนะ ฉันว่า...”
ซางอวิ๋นเหยาไอเสียงดังขัดขึ้น ตัดบทคนที่กำลังจะวิจารณ์เรื่องเธอรับหลานสาวมาเลี้ยง
“ขอบคุณทุกคนสำหรับความหวังดีนะคะ ฉันกับถงถงอยู่บนรถไฟมาสองวันกว่า ตัวแทบจะเหม็นหมดแล้ว เรื่องอื่นไว้คุยกันตอนประชุมคืนนี้ ตอนนี้ฉันขอพาเด็กไปอาบน้ำก่อนค่ะ”
เมื่อซางอวิ๋นเหยาพูดแบบนี้ ทุกคนจึงยอมปล่อยให้สองน้าหลานไป
ซางอวิ๋นเหยาพาเจ้าตัวน้อยมาที่หน้าประตูซึ่งล็อกด้วยกุญแจทองเหลือง หยิบลูกกุญแจออกมาไข
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
ซางอวิ๋นเหยายิ้มแล้วพูดกับหลานสาว
สายลมยามเย็นพัดหน้าม้าฟู ๆ ของซางอวิ๋นเหยาปลิวขึ้น แสงอาทิตย์ยิ่งขับให้ใบหน้าของน้าสาวดูงดงามกว่าเดิม
ซางเป่าถงเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของคนเหล่านั้น เดิมทีจึงรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินคำว่า ยินดีต้อนรับกลับบ้าน เพียงสี่คำ เธอก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
ซางเป่าถงคิดว่า อย่างไรเสียเธอก็จะไม่เป็นภาระของน้า เหมือนวันนี้ น้าอยากเลี้ยงข้าวคุณอาคนนั้นและอยากได้ช่องทางติดต่อของเขา เธอจึงช่วยรั้งคุณอาไว้ได้!
พรุ่งนี้เมื่อคุณอามา เธอจะเป็นคนขอช่องทางติดต่อจากคุณอาเอง
อารมณ์ของเด็กมาเร็วไปเร็ว ซางเป่าถงยื่นมือออกไปจับมือของซางอวิ๋นเหยาแล้วพูดว่า “น้าจูงหนูนะ”
ซางอวิ๋นเหยาจับมือเล็ก ๆ ของหลานสาว แล้วพาเดินเข้าไปในบ้าน
ทุกห้องของเรือนสี่ประสานมีธรณีประตูสูง ซางเป่าถงก้าวข้ามธรณีประตู ก่อนจะมองสำรวจข้าวของภายในบ้านด้วยความสนใจ ตรงกลางห้องแขวนภาพผู้นำไว้ ใต้ภาพมีโต๊ะแปดเซียนและเก้าอี้พนักสี่ตัว เมื่อก่อนเป็นที่ที่พ่อแม่ตระกูลซางกับสองพี่น้องตระกูลซางนั่งกินข้าวด้วยกัน
ภายในห้องมีตู้เสื้อผ้าสามบานขนาดใหญ่ บนตู้วางหีบสัมภาระไว้หลายใบ ใกล้ประตูห้องนอนมีตู้ลิ้นชักห้าชั้น บนตู้ตั้งรูปถ่ายครอบครัว ส่วนช่องกระจกใสด้านหน้ามีรูปถ่ายเดี่ยวของหลายคน ซางเป่าถงเขย่งปลายเท้าขึ้นมอง แล้วก็เห็นใบหน้าของคุณแม่ในวัยสาวอยู่ในนั้น
ภายในห้องรับแขกมีพัดลมไฟฟ้าใบพัดเหล็กขนาดใหญ่ที่สามารถส่ายได้ บนตะแกรงเหล็กด้านหน้ามีดอกไม้สีแดงห้อยอยู่ดอกหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องหมายเกียรติยศที่บิดาของตระกูลซางเคยได้รับ
หลังจากมองดูข้าวของภายในห้องแล้ว ซางเป่าถงก็เอาแต่จ้องรูปถ่าย ดวงตาแทบไม่ยอมละไปไหน ขณะที่ซางอวิ๋นเหยากำลังเปิดหน้าต่าง
เพราะเป็นห้องฝั่งตะวันตก หลังเที่ยงไปแล้วแสงแดดจึงส่องเข้ามาอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังโดนแดดตลอดทั้งบ่าย ทำให้อุณหภูมิภายในห้องสูงกว่าลานบ้านหลายองศา
ซางอวิ๋นเหยาวางเป้ลง แล้วเปิดหน้าต่างทีละบาน เพื่อให้อากาศที่อับนิ่งกลับมาหมุนเวียนอีกครั้ง
เธอลากเก้าอี้มา แล้วหาสวิตช์ไฟจนเจอ จากนั้นก็ดันสวิตช์ขึ้น เสียงกระแสไฟฟ้าดังแผ่วเบา
ซางอวิ๋นเหยาเสียบปลั๊กพัดลมไฟฟ้า เสียงมอเตอร์ดังหึ่ง ก่อนที่พัดลมจะเริ่มส่ายไปมา เร่งการไหลเวียนของอากาศภายในห้อง
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ซางเป่าถงก็หลุดจากภวังค์ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นพัดลมไฟฟ้า จึงอุทานออกมาว่า “เย็นจังเลย!”
ซางอวิ๋นเหยาจึงกำชับว่า “ยืนห่างหน่อยนะ อย่าเข้าไปใกล้เกิน ลมแรงมาก ถ้าโดนใกล้ ๆ เดี๋ยวจะปวดหัว ข้างในเป็นใบพัดเหล็ก ห้ามเอามือสอดเข้าไป เดี๋ยวนิ้วจะโดนใบพัด”
ซางเป่าถงพยักหน้าแรง ๆ “ค่ะ หนูรู้แล้ว!”
น้าสาวเดินเข้าไปเปิดหน้าต่างในห้องด้านใน ส่วนซางเป่าถงก็นั่งยอง ๆ ค่อย ๆ หยิบของในเป้ออกมาจัดทีละชิ้น จนสุดท้ายเธออุ้มโกศอัฐิของคุณแม่ออกมาเพียงลำพัง
มือเล็ก ๆ ทั้งสองประคองโกศอัฐิไว้ เธอแนบหน้าผากลงกับโกศ ความเศร้าเอ่อล้นอยู่ในใจ ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “คุณแม่ กลับบ้านแล้วนะคะ”
คุณแม่เคยบอกว่า คิดถึงช่วงเวลาที่อยู่เมืองหลวงมาก ตอนนี้คุณแม่ได้กลับบ้านแล้ว แต่คุณแม่กลับนอนอยู่ในกล่องใบเล็ก ๆ และไม่สามารถทักทายน้าได้อีก
เมื่อนึกถึงตรงนี้ น้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลออกจากหางตาของซางเป่าถง หยดลงบนพื้นและแตกกระเซ็นราวกับดอกไม้เล็ก ๆ
ซางอวิ๋นเหยาเดินออกมาแล้ว แต่เธอเพียงพิงกรอบประตูอยู่ ไม่ได้เดินเข้าไป
ช่วงเวลาหลายวันที่อยู่ด้วยกัน ทำให้ซางอวิ๋นเหยาเข้าใจหลานสาวของตัวเองดีพอสมควร
เด็กคนนี้เป็นเด็กที่อ่อนไหวมาก มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง จิตใจละเอียดอ่อน และด้วยสติปัญญาที่เหนือกว่าเด็กวัยเดียวกัน ทำให้เธอโตเกินวัย การดูแลเด็กแบบนี้จำเป็นต้องให้ความเคารพต่อความรู้สึกของเธออย่างเพียงพอ
รอจนซางเป่าถงยกมือเช็ดตาและหยุดร้องไห้แล้ว ซางอวิ๋นเหยาจึงเดินเข้าไปหา
ซางเป่าถงถามว่า “จะวางโกศอัฐิของคุณแม่ไว้ที่ไหนคะ?”
“วางไว้บนโต๊ะแปดเซียนตรงกลางห้องก่อนก็แล้วกัน” ซางอวิ๋นเหยาพูด “พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเราค่อยพาคุณแม่ของหนูไปจัดวางที่สุสาน น้าถือเอง”