ทะลุมิติมาเป็นน้าสาวคนงามแห่งยุค 70
ตอนที่ 29 — 029
บทที่ 29 การประชุมของเรือนหมายเลข 198
ซางเป่าถงส่งโกศอัฐิให้ซางอวิ๋นเหยา ซางอวิ๋นเหยาวางโกศไว้เรียบร้อยแล้วก็เริ่มตักน้ำมาเช็ดทำความสะอาดบ้าน
เดิมทีซางอวิ๋นเหยาไม่อยากให้เจ้าตัวน้อยช่วย แต่ซางเป่าถงกลับไปหาผ้าขี้ริ้วด้วยตัวเอง แล้วอาสาจะช่วยทำความสะอาด
อย่ามองว่าอายุของซางเป่าถงยังน้อย แต่เธอทำงานคล่องแคล่วจริง ๆ เพียงให้ผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่ง เธอก็ปีนขึ้นปีนลงเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม
ระหว่างนั้นคนอื่นในเรือนสี่ประสานยังเห็นเข้าพอดี ต่างก็เอ่ยชมว่าเด็กน้อยทำงานคล่องมือมาก
สองน้าหลานช่วยกันปัดฝุ่น ปูผ้าปูที่นอน พอทำทุกอย่างเสร็จจึงไปล้างหน้าอาบน้ำ หลังจากชำระเหงื่อไคลและกลิ่นอับตลอดการเดินทางออกไปแล้ว ทั้งสองก็มานั่งหน้าพัดลมไฟฟ้า กินซาลาเปาที่ซื้อติดตัวมาระหว่างทาง
หลังจากเหน็ดเหนื่อย อาหารก็ยิ่งอร่อยเป็นพิเศษ อีกทั้งซาลาเปาเนื้อที่ซื้อมาจากร้านอาหารของรัฐก็มีรสชาติเข้มข้นมาก
แป้งสีขาวอย่างดีห่อไส้เนื้อรสกลมกล่อม ซางเป่าถงกินไปหนึ่งลูกครึ่ง ส่วนซางอวิ๋นเหยากินสองลูกครึ่ง จนซาลาเปาที่ซื้อมาระหว่างทางหมดเกลี้ยง
ซางเป่าถงลูบท้องที่นูนขึ้นเบา ๆ แล้วเอนตัวพิงข้างน้าสาว ตอนนี้เธอออกจากหมู่บ้านมาแล้ว เธอควรเชื่อน้าให้มากกว่านี้
เหลืออีกสิบนาทีก็จะสองทุ่ม คนในเรือนสี่ประสานเลขที่ 198 กว่าครึ่งก็มารวมตัวกันที่ลานด้านหน้าแล้ว ก่อนเริ่มประชุม ทุกคนต่างก็รู้ที่มาของซางเป่าถงเรียบร้อย เพราะแม่ม่ายเหอเดินเคาะประตูทุกบ้าน เล่าที่มาของซางเป่าถงเสียละเอียด
สิ่งแรกที่แม่ม่ายเหอพูดคือสงสัยว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของซางซืออวี้ ต่อให้ใช่ ซางอวิ๋นเหยาก็ไม่ควรรับมาเลี้ยง ซางอวิ๋นเหยาเพิ่งอายุสิบแปดปี จะเลี้ยงเด็กไหวได้อย่างไร สุดท้ายก็ต้องสร้างความเดือดร้อนให้คนทั้งเรือนอยู่ดี
ตอนที่แม่ม่ายเหอเลี้ยงโจวเซี่ยงเฉียนนั้นลำบากมาก เพราะโจวเซี่ยงเฉียนสุขภาพไม่ดี กลางดึกเธอต้องเคาะประตูขอยืมเงินตามบ้านต่าง ๆ ถึงขั้นคุกเข่าอยู่หน้าประตูคนอื่น ตอนนี้เมื่อเห็นซางเป่าถงก็ผอมแห้งและดูอ่อนแอไม่น้อย หลายคนจึงขมวดคิ้ว ราวกับมองเห็นภาพซางอวิ๋นเหยาเดินเคาะประตูขอยืมเงินทุกบ้านในอนาคต
เมื่อซางอวิ๋นเหยามาถึง สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่ซางเป่าถง
ซางอวิ๋นเหยาไม่อ้อมค้อม เธอจับมือซางเป่าถงแล้วโค้งคำนับทุกคน
“ฉันรู้ว่าทุกคนคงสงสัยว่าทำไมพี่สาวของฉันถึงแต่งงานและมีลูกที่ชนบท พูดตามตรง ก่อนที่ฉันจะไปชนบท ฉันก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน พี่สาวของฉันตกน้ำแล้วมีคนช่วยไว้ จากนั้นก็แต่งงานกับคนคนนั้น แต่หลังแต่งงานได้ไม่นาน ฝ่ายผู้ชายก็เสียชีวิต ซางเป่าถงจึงอยู่ในความดูแลของพี่สาวฉันมาตลอด”
ซางอวิ๋นเหยาอธิบายที่มาของเจ้าตัวน้อยอย่างกระชับ โดยละเรื่องที่บิดาของเด็กเคยเป็นคนในคอกวัวที่ต้องรับการปรับทัศนคติไว้ เพราะแม้การเคลื่อนไหวทางการเมืองจะใกล้สิ้นสุดแล้ว แต่หลีกเลี่ยงปัญหาได้ก็ย่อมดีกว่า
จากนั้นซางอวิ๋นเหยาก็เริ่มยกย่องทุกคน
“ก่อนพี่สาวของฉันจะเสีย เธอตั้งใจจะฝากลูกไว้ที่หมู่บ้านหย่งอัน แต่ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันไม่มีญาติคนอื่นแล้ว พอเห็นเด็กคนนี้ก็คิดถึงพี่สาว คิดถึงตัวเอง และยังคิดว่าเรือนสี่ประสานเลขที่ 198 ของพวกเราเป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น ฉันจึงกล้าพาเด็กกลับมาที่นี่”
สุดท้ายซางอวิ๋นเหยายังยืนยันว่า เธอสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเด็กได้ และจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนในเรือน
“เงินเดือนกับสวัสดิการของฉันเพียงพอจะเลี้ยงเด็กคนนี้แน่นอน ตอนนี้ฉันแค่อยากขอให้ทุกคนช่วยดูหน่อยว่าพอจะมีช่องทางส่งเด็กเข้าโรงเรียนอนุบาลของโรงงานได้ไหม แล้วพอโตถึงวัยเรียนก็เข้าโรงเรียนประถมของโรงงาน”
คำพูดชุดนี้ซางเป่าถงรู้มาก่อนแล้ว พอซางอวิ๋นเหยาพูดจบ เธอก็รีบพูดต่อทันทีด้วยเสียงใสว่า “หนูยังเล็กก็จริง แต่ที่หมู่บ้านหนูเริ่มทำงานแล้ว หนูตัดหญ้าให้หมู ก่อไฟ ทำกับข้าว ทำความสะอาด ดูแลเด็ก ซักผ้า...”
ซางเป่าถงไล่บอกสิ่งที่ตัวเองทำได้ทีละอย่าง จนทุกคนมองหน้ากันไปมา เด็กคนนี้ดูไม่เหมือนภาระที่ซางอวิ๋นเหยาพากลับมา แต่กลับเหมือนแม่บ้านตัวน้อยเสียมากกว่า
ป้าจ้าวพยักหน้าเบา ๆ เพียงดูก็รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กมีความคิด การที่น้ากับหลานสาวได้อยู่เป็นเพื่อนกันก็ไม่เลว
แม่ม่ายเหอเห็นว่าท่าทางจะไม่ดี รีบพูดขึ้นทันทีว่า “ไม่ได้ ๆ ในเมืองจะมีที่ไหนให้ตัดหญ้าให้หมู อีกอย่างเดี๋ยวนี้แค่ปล่อยเด็กออกไปเล่นนอกเขตโรงงานก็ยังกลัวพวกค้ามนุษย์จับตัวไป การเลี้ยงเด็กไม่ง่ายอย่างที่เสี่ยวซางคิดหรอก เงินเดือนเธอมีแค่นิดเดียว ยังเป็นพนักงานชั่วคราวอีก ต่อให้ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำก็ไม่ได้มากมาย จะเลี้ยงเด็กง่ายได้ยังไง ถ้าเกิดป่วยขึ้นมาก็เป็นค่าใช้จ่ายก้อนโต! แล้วโรงเรียนอนุบาลของโรงงานจะเข้าได้ง่าย ๆ ที่ไหน แบบนั้นก็ต้องใช้เส้นสายเหมือนกัน! เสี่ยวซาง ฉันว่าทางที่ดีเธอส่งเด็กกลับไปเถอะ!”
“หนู...เลี้ยงหนูง่ายนะ!” ซางเป่าถงรีบพูดอย่างร้อนใจ “หนูจะเชื่อฟังมาก ๆ น้าจะให้หนูไปไหน หนูก็จะไป ไม่ให้อยู่ที่ไหน หนูก็ไม่ไป หนูไม่เข้าโรงเรียนอนุบาลก็ได้ หนูจะอยู่บ้านรอน้ากลับจากเลิกงานอย่างเชื่อฟัง! หนูทำกับข้าวเป็น หนูกินแค่นิดเดียวก็อิ่มแล้ว!”
ปกติจี้เหวินลี่ไม่ค่อยชอบเด็กนัก มารดาของเธอเป็นรองผู้อำนวยการโรงงานผลิตอาหาร จึงมักมีคนพาเด็กมาที่บ้านเพื่อขอขนม เด็กเหล่านั้นบางครั้งก็ชอบจับต้องข้าวของของเธอจนเธอเอือมเด็กเต็มที
แต่เมื่อเห็นซางเป่าถงในเวลานี้ หัวใจของเธอกลับอ่อนลงเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเด็กก็ไม่ได้น่ารำคาญไปเสียหมด เธอถึงกับเริ่มคิดว่าตัวเองพอจะมีเส้นสายอะไรช่วยได้บ้าง
ไม่มีใครคาดคิดว่า คนที่พูดขึ้นในตอนท้ายกลับเป็นคุณย่าเฟิง ผู้มีนิสัยประหลาดประจำเรือน
“ฉันยังจำได้ ตอนที่ซืออวี้มาอยู่ที่เรือนของพวกเรา มู่ซิ่วซิ่ว แม่ของเสี่ยวซาง ก็เลี้ยงเด็กตัวนิดเดียวคนนั้นจนโตขึ้นมาเหมือนกัน ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราสักเท่าไร”
เมื่อคุณย่าเฟิงเตือนความจำ ทุกคนก็นึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาได้ จริงอยู่ซางซืออวี้ตอนเด็กทั้งผอมทั้งตัวเล็ก แต่ก็ไม่ค่อยเจ็บป่วย และแทบไม่เคยสร้างความลำบากให้ใคร
แม่ม่ายเหอรีบพูดทันทีว่า “ตอนนั้นสหายซางเหลยน่ะเก่งขนาดไหน อายุยังน้อยก็เป็นช่างตีเหล็กระดับเจ็ดแล้ว พอรวมกับเงินเดือนของมู่ซิ่วซิ่วสองคนก็เลยเลี้ยงเด็กไหว! ส่วนเรื่องที่ฉันเลี้ยงเซี่ยงเฉียน ทุกคนก็เห็นกับตาอยู่แล้วว่าเลี้ยงเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย!”