ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง
ตอนที่ 39 — ตอนที่ 39 บะหมี่หูถู
เสิ่นเหมี่ยวยืนมองสองแม่ลูกเดินลับตาไปตรงนั้น จึงค่อยหันกลับมาเก็บชามบะหมี่ที่พวกทหารเซียงจวินทยอยกินเสร็จทิ้งไว้
ครูฝึกผู้นั้นมองชามทังปิ่งที่กินจนเกลี้ยงพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถึงกับควักเศษเงินก้อนหนึ่งวางลงบนโต๊ะ เอ่ยว่า "ไม่ต้องทอน" แล้วกวักมือเรียกลูกน้องที่ส่งเสียงเอะอะโวยวายกลุ่มนั้นให้ลุกขึ้นเดินจากไป
หัวใจของเสิ่นเหมี่ยวที่เมื่อครู่เพิ่งอกสั่นขวัญแขวน พลันได้รับการปลอบประโลมอย่างลึกซึ้งด้วยเศษเงินก้อนเล็กๆ นี้ในทันใด!
ถึงกับมีคนควักเงินก้อนมาจ่ายเชียวหรือ!
นางลองโยนชั่งน้ำหนักในมือดู รู้สึกว่าหนักอย่างน้อยหนึ่งตำลึง นั่นเกือบเท่ากับหนึ่งก้วน[1] เชียวหนา! บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของนางหากใส่ไข่ใส่เนื้อขายชามละสิบแปดอีแปะ เศษเงินก้อนเล็กๆ นี้ซื้อได้ถึงห้าสิบกว่าชามเลยทีเดียว
ดังนั้นนางจึงรีบยัดมันเข้าอกเสื้อ ยิ้มจนดวงตาทั้งสองข้างโค้งหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เดินไปส่งถึงหน้าประตูอย่างกระตือรือร้นเป็นที่สุด: "ท่านทหารทั้งหลาย หากกินอิ่มอร่อย คราวหน้าแวะมาใหม่อีกนะเจ้าคะ! ข้าน้อยยังทำทังปิ่งอร่อยๆ ได้อีกตั้งหลายแบบ คราวหน้าต้องแวะมาชิมให้ได้นะเจ้าคะ!"
ท่าทีของนางเปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ จนทำให้ชายวัยกลางคนผู้นั้นขณะพลิกตัวขึ้นหลังม้าถึงกับต้องเหลียวกลับมาปรายตามองนางอีกครา
เสิ่นเหมี่ยวไม่ขวยเขินแม้แต่น้อย ยิ้มกว้างสดใสเป็นประกาย ทั้งยังโบกผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยไปมา: "ท่านทหารทั้งหลาย ขี่ม้าช้าๆ หน่อยนะเจ้าคะ เดินทางปลอดภัยเจ้าค่ะ"
สิ่งที่ตอบรับคำนางมีเพียงฝุ่นควันที่ตลบอบอวลขึ้นมาพร้อมเสียงฝีเท้าเกือกม้าเท่านั้น
เสิ่นเหมี่ยวฮัมเพลงเดินกลับไปล้างชามอย่างอารมณ์ดี
หลังจากนั้นก็ส่งลูกค้าไปอีกสองสามระลอก เสิ่นเหมี่ยวจึงถือโอกาสหยิบกระปุกเก็บเงินมาตรวจนับบัญชีของครึ่งวันนี้ดู
ยามนี้นางมีน้ำซุปในร้านทั้งหมดสองชนิด และบะหมี่หกชนิด
น้ำซุปเนื้อแพะชามละสามสิบอีแปะ บะหมี่เนื้อแพะชามละสามสิบห้าอีแปะ นี่คือราคาที่แพงที่สุด
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหากไม่ใส่เนื้อและไข่ ราคาคือสิบสองอีแปะ หากใส่เนื้อใส่ไข่ราคาคือสิบแปดอีแปะ
บะหมี่คลุกซอสจ๋าเจี้ยงกับบะหมี่อบเส้นชามละสิบสองอีแปะ บะหมี่หูถูชามละสิบห้าอีแปะ
ซุปเกอตาทรงเครื่องมังสวิรัติชามละสิบห้าอีแปะ ซุปเกอตาทรงเครื่องเนื้อสัตว์ชามละสิบแปดอีแปะ
ส่วนที่ถูกที่สุดคือบะหมี่น้ำใสกระดูกหมูชามละสิบอีแปะ
ช่วงเช้าครึ่งวัน นางขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปได้ยี่สิบห้าชาม สี่ร้อยห้าสิบอีแปะ, น้ำซุปเนื้อแพะแปดชาม สองร้อยสี่สิบอีแปะ, บะหมี่เนื้อแพะสามชาม หนึ่งร้อยห้าอีแปะ, บะหมี่คลุกซอสจ๋าเจี้ยงสิบหกชาม หนึ่งร้อยเก้าสิบสองอีแปะ, บะหมี่น้ำใสกระดูกหมูสิบชาม หนึ่งร้อยอีแปะ เมื่อไม่นับเศษเงินที่ครูฝึกผู้นั้นให้เพิ่มเป็นพิเศษ ยอดขายรวมก็เกือบจะถึงหนึ่งก้วนแล้ว
เมื่อรวมกับที่เซียงเจี่ยขายเสี่ยวหลงเปาไปยี่สิบห้าเข่ง ขนมปังแถวถั่วแดงสี่สิบแถว ตลอดจนเปาจื่อและหมั่นโถวจิปาถะอื่นๆ ในเช้าวันนี้ รายได้จากอาหารเช้าก็มีถึงหนึ่งก้วนกว่าแล้วเช่นกัน
เพียงครึ่งวันก็ขายได้กว่าสองก้วน ก็นับว่าคุ้มทุนกำไรแล้ว
ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป อาหารเช้ายังคงต้องเน้นทำเสี่ยวหลงเปากับขนมปังแถวถั่วแดงให้มากขึ้น ส่วนเปาจื่อไส้อื่นๆ ที่ผลตอบรับธรรมดาทั่วไปก็ไม่ต้องทำมากถึงเพียงนั้นแล้ว
เสิ่นเหมี่ยวเองก็คิดไม่ถึงว่า "เสี่ยวหลงเปาหลินอัน" ที่นางยืมชื่อเสี่ยวหลงเปาหางโจวมาแอบอ้างนี้ จะกลายเป็นดาวเด่นยอดขายอันดับหนึ่งในรายการอาหารเช้าวันแรกของร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้—เสี่ยวหลงเปายี่สิบห้าเข่ง แทบจะขายหมดเกลี้ยงในพริบตาเดียว ครั้นเซียงเจี่ยกระโดดโลดเต้นเข้ามาถามว่ายังมีอีกหรือไม่ นางถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ ก่อนหน้านี้นางนึกว่าน่าจะเป็นขนมปังแถวถั่วแดงที่มีฐานลูกค้าเก่าอยู่แล้ว หรือไม่ก็เปาจื่อไส้ไช้เท้าฝอยกุ้งฝอยที่ราคาเยาและไส้แปลกใหม่จะได้ยอดขายอันดับหนึ่งเสียอีก ใครจะรู้เล่าว่ากลับกลายเป็นเสี่ยวหลงเปาที่นางคิดว่าค่อนข้าง "ธรรมดาสามัญ" นี้ต่างหาก
พูดถึงเสี่ยวหลงเปานี้ ที่แท้ก็เป็นเพียงซาลาเปาไส้หมูสับซอสขนาดเล็กกะทัดรัดลงมาหนึ่งขนาดเท่านั้นเองมิใช่หรือ
ในเมืองเปี้ยนจิงไม่ขาดแคลนคนขายซาลาเปาไส้หมูสับซอสเลยแม้แต่น้อย เดินออกจากบ้านนางไป ก็มีร้านที่ขาย "หมั่นโถว" โดยเฉพาะอยู่ถึงสี่ห้าร้าน ทุกร้านล้วนขายหมั่นโถวไส้หมูสับซอส อีกทั้งยังขายถูกกว่าเสิ่นเหมี่ยว โดยทั่วไปหมั่นโถวไส้เนื้อลูกใหญ่หนึ่งลูกราคาอยู่ที่ราวห้าอีแปะเท่านั้น
เสี่ยวหลงเปาของเสิ่นเหมี่ยวหนึ่งเข่งมีแปดลูก แม้ดูเหมือนแป้งบางไส้แน่นทุกชิ้น ทว่าต้นทุนแท้จริงที่ทำออกมาอาจต่ำกว่าหมั่นโถวไส้เนื้อลูกใหญ่ของร้านอื่นเสียอีก ด้วยความที่ลูกเล็กมาก ข้างในต่อให้แป้งบางไส้แน่นเพียงใดก็ยัดไส้ได้ไม่เท่าไรนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยวหลงเปานี้ยังทำง่ายดายกว่าเปาจื่อชนิดอื่นมากนัก! ไม่ต้องนวดแป้งจนเหนื่อย ไม่ต้องรีดแป้งเป็นแผ่นบาง ตอนเติมน้ำก็เพียงใช้ตะเกียบคนให้แป้งจับตัวเป็นฝอยฟู แล้วรวบขยำเป็นก้อนกลม พักแป้งไว้ก็ใช้ได้แล้ว หากอยากให้แป้งบางใสเห็นเนื้อน้ำมันซึม ก็เพียงนำเนื้อสามชั้นหนึ่งชั่งมาสับเป็นหมูบดละเอียด แบ่งครึ่งหนึ่งลงผัดในกระทะ ใส่ซอสหวาน ซีอิ๊ว โป๊ยกั๊ก อบเชย และเครื่องปรุงรสอื่นๆ ผัดจนหอมกรุ่นเข้มข้นเป็นซอสเนื้อ จากนั้นนำไปคลุกเคล้ากับเนื้อสดส่วนที่เหลือ กระเทียมสับ และต้นหอมซอยเข้าด้วยกัน ขอเพียงมีเนื้อหนึ่งชั่ง แป้งสาลีหนึ่งชั่ง ก็ทำได้ถึงสี่สิบแปดลูก เต็มๆ ถึงหกเข่งทีเดียว
หากเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย เวลาทำหมั่นโถวไส้หมูสับซอสเช่นนี้ ย่อมจงใจไปกว้านซื้อเศษเนื้อค้างคืนที่เก็บไว้สองสามวันมาทำ แล้วใส่ต้นหอมกระเทียมลงในไส้ให้หนักมือ เนื้อผัดซอสเมื่อใส่เครื่องเทศเครื่องปรุงรสไปมากมาย ทั้งยังสับจนละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ประกอบกับมีกลิ่นต้นหอมกระเทียมคอยกลบกลิ่น ผู้คนย่อมกินไม่ออกเลยว่าเนื้อสดใหม่หรือไม่ เพียงเท่านี้ก็สามารถลดต้นทุนจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทำออกมาได้ถึงเจ็ดแปดเข่ง
ทว่าเสิ่นเหมี่ยวมิได้ทำเช่นนั้น เมื่อสาวไปถึงแก่นแท้แล้ว นางย่อมปรารถนาจะทำอาหารที่ทั้งอร่อย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และขายดี มิใช่เพื่อหาเงินจนยอมขูดเลือดขูดเนื้อและละทิ้งมโนธรรม แม้การขายเปาจื่อหนึ่งเข่งจะได้กำไรน้อยลงไปไม่กี่อีแปะ แต่ทำให้ใจตนเองสงบสบายใจ นี่ต่างหากคือหนทางแห่งการค้าขายที่ยั่งยืนยาวนาน
มิใช่เพียงเสี่ยวหลงเปาเท่านั้น แม้แต่เครื่องเคียงเนื้อสัตว์ที่ใช้ราดหน้าบะหมี่ชนิดอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน เสิ่นเหมี่ยวไม่เคยซื้อเศษเนื้อติดมันเล็มทิ้งจากมือคนฆ่าหมูเจิ้งเลย และนางก็เลือกเนื้อได้เก่งกาจยิ่งนัก เนื้อสามชั้นที่นำมาห่อเปาจื่อหรือทำหน้าบะหมี่ ล้วนเป็นเนื้อชั้นดีที่มีมันแทรกสลับเนื้อแดงอย่างพอเหมาะ มีไขมันชุ่มฉ่ำแต่กินแล้วไม่เลี่ยน พอดีเป็นที่สุด
ดวงตะวันยังคงลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ใกล้จะถึงยามอู่แล้ว
ลูกค้าเริ่มบางตาลงไปมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชาวเมืองเปี้ยนจิงกินอาหารประเภทแป้งเป็นอาหารหลักทั้งสามมื้อจนได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปในแต่ละวันหรือไม่ ผู้คนแทบทุกครัวเรือนจึงรักการนอนกลางวันเป็นชีวิตจิตใจ พอถึงยามอู่ถูกแสงแดดแผดเผา ถนนทั้งสายไม่เพียงมีผู้คนสัญจรเบาบาง แม้แต่เถ้าแก่ร้านค้าและเสี่ยวเอ้อร์ตามห้องแถวริมทางต่างก็นอนระเกะระกะเอนเอียงไปตามๆ กัน ภาพการเมาคาร์โบไฮเดรตจึงกลายเป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงได้อย่างแจ่มชัดที่สุด
จี้เกอกับเซียงเจี่ยก็เข้านอนกลางวันแล้วเช่นกัน รอบด้านเงียบสงัดไร้สรรพเสียง ส่วนเสิ่นเหมี่ยวซึ่งปกติไม่ชอบนอนกลางวัน พอถึงยามเที่ยงวันจึงรู้สึกว่างจนมือเท้าอยู่ไม่สุข
นางว่างจนต้องกวาดพื้นไปรอบหนึ่ง กวาดขี้เถ้าในเตาไฟ แล้วก็ล้างชามไปอีกชุดใหญ่ พอยืนเท้าสะเอวแหงนหน้ามองฟ้า เห็นแสงแดดสดใสดี จึงถือโอกาสจับสุนัขทั้งสองตัวในบ้านมาอาบน้ำเสียด้วยเลย
เดิมทีเจ้าลูกหมากับเหลยถิงก็นอนกลางวันอยู่ดีๆ กลับถูกลากตัวขึ้นมาอาบน้ำ ทั้งสองตัวง่วงงุนจนตาค้างตาลอย ปล่อยให้เสิ่นเหมี่ยวใช้ใยบวบแก่ขัดถูตัวตั้งแต่หัวจรดหางตามใจชอบ สุดท้ายนางยังเล็มขนอุ้งเท้าและตัดเล็บให้พวกมันอีกด้วย
หลังจากไม่มีงานอะไรให้ทำแล้ว เสิ่นเหมี่ยวจึงจำต้องเอนหลังงีบหลับไปชั่วครู่ ชาติก่อนนางก็เป็นคนที่มีพลังงานล้นเหลือเช่นนี้ คนอื่นต้องนอนหลับวันละแปดชั่วโมงเต็มถึงจะกระปรี้กระเปร่า แต่นางนอนเพียงห้าชั่วโมงก็หมุนตัวทำงานต่อเนื่องประหนึ่งเครื่องจักรที่ไม่มีวันหยุดนิ่งได้แล้ว
เมื่อก่อนคุณปู่พานางไปเที่ยวเล่นจนเหนื่อยใจ มักบ่นว่าเด็กคนนี้ตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็มีเรี่ยวแรงมหาศาลดั่งพญาโค ใช้เท่าไรก็ไม่หมด หากไม่กรอกเครื่องดื่มกระทิงแดงสักสองกระป๋องคงเอาเด็กคนนี้ไม่อยู่
คนอื่นมองว่านางเหน็ดเหนื่อย ทว่าแท้จริงแล้วนางกลับมีความสุขเพลิดเพลินกับมัน บางทีอาจเป็นเพราะนางกำลังมีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ตนรัก ความวุ่นวายยุ่งเหยิงเช่นนี้จึงกลายเป็นความหวานชื่นมิใช่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
บางคราพอว่างลง นางกลับรู้สึกไม่คุ้นชินเสียมากกว่า
ตื่นจากการนอนกลางวัน ยังคงห่างไกลจากเวลาอาหาร จี้เกอจึงเอ่ยบอกเสิ่นเหมี่ยวประโยคหนึ่ง แล้วออกไปอ่านหนังสือที่ร้านหนังสือหลานซิน เสิ่นเหมี่ยวรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก แม้ยามนี้ผลสอบยังไม่ประกาศ ทว่าจี้เกอก็สร้างนิสัยรักการอ่านหนังสือทุกวันขึ้นมาได้แล้ว ย่อมมีประโยชน์ต่อวันข้างหน้าอย่างแน่นอน
เซียงเจี่ยซึ่งเป็นแม่ค้าขายอาหารเช้าตัวน้อยก็เลิกงานแล้วเช่นกัน นางถือ "ค่าจ้าง" สองอีแปะที่เสิ่นเหมี่ยวให้ พลางจูงลูกหมาของที่บ้านอย่างกระตือรือร้น รี่ไปหาหลี่โก่วเอ๋อร์เพื่อชวนกันไปเดินเล่นพาสุนัขเดินเล่น และออกไปร้านขายขนมหวานเพื่อซื้อน้ำตาลแผ่นทุบกิน
เนื่องจากเสิ่นเหมี่ยวยังคิดชื่อให้ลูกหมาไม่ออก เซียงเจี่ยจึงมักเรียกมันว่าโก่วเอ๋อร์ๆ อยู่เสมอ เรื่องนี้ทำให้ป้าสะใภ้หลี่ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง มักระแวงว่าเสิ่นเหมี่ยวกำลังพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยอะไรบางอย่าง
สองสามวันก่อน นางจึงห่อเมล็ดงาหนึ่งห่อและเกลือหนึ่งห่อด้วยความขุ่นเคือง มุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาเอกชนที่หลี่โก่วเอ๋อร์เรียนอยู่ เพื่อไหว้วานท่านอาจารย์เฒ่าเคราแพะให้ช่วยตั้งชื่อจริงที่เป็นทางการให้หลี่โก่วเอ๋อร์
บัดนี้หลี่โก่วเอ๋อร์จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "หลี่ปั๋ว" ทว่าตั้งไปแล้วก็ไม่มีใครจำได้ ทุกคนก็ยังคงติดปากเรียกเขาว่าหลี่โก่วเอ๋อร์เช่นเดิม
เมื่อวานป้าสะใภ้กู้ยังแอบมากระซิบบอกนางว่า ป้าสะใภ้หลี่ไปบ่นตัดพ้อกับเพื่อนบ้านละแวกนั้นตั้งหลายหน บ่นด้วยความไม่พอใจว่ายามนี้ผลสอบยังไม่ทันประกาศ จี้เกอก็ใช่ว่าจะสอบติดสำนักศึกษาปี้หยงเสียเมื่อไร เหตุใดเสิ่นต้าเจี่ยเอ๋อร์คนนี้พอมั่งมีลาภลอย เปิดร้านค้าขึ้นมาก็ทำตัวกร่างผยองพองขน ทั้งยังเอาชื่อลูกชายนางมาล้อเลียนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี!
เสิ่นเหมี่ยวรู้สึกว่าตนเองช่างอยุติธรรมยิ่งนัก นางมิได้จงใจเลี้ยงสุนัขให้มีชื่อซ้ำกับหลี่โก่วเอ๋อร์เลยสักนิด… ด้วยเหตุนี้นางจึงกำลังเค้นสมองคิดว่าจะตั้งชื่อเพราะๆ อะไรให้ลูกหมาดี เพื่อจะได้ไม่ต้องให้ผู้อื่นเข้าใจผิดอีกต่อไป
ทว่าความขัดแย้งกระทบกระทั่งระหว่างผู้ใหญ่ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อมิตรภาพของหลี่โก่วเอ๋อร์และเซียงเจี่ยเลยแม้แต่น้อย วัยเยาว์หลี่โก่วเอ๋อร์มีร่างกายอ่อนแอ ป้าสะใภ้หลี่จึงประคบประหงมดั่งแก้วตาดวงใจ หนึ่งไม่ยอมให้ลงน้ำจับปลา สองไม่ยอมให้ออกไปวิ่งเล่นตามตรอกซอกซอย สามไม่ยอมให้ปีนต้นไม้ล้วงไข่นก ภายหลังยังถูกกักขังให้อ่านหนังสือตำรา มีเพียงเซียงเจี่ยเท่านั้นที่ไม่รังเกียจที่เขาอ่อนแอ มักจะเล่นขายของเป็นเพื่อนเขาในลานบ้าน ทั้งสองจึงสนิทสนมกันยิ่งนัก
นับตั้งแต่เซียงเจี่ยกลับมาพักอยู่ที่นี่ หลี่โก่วเอ๋อร์กลับกลายเป็นผู้ที่ยินดีปรีดาที่สุดในตรอกแห่งนี้ อาศัยจังหวะที่เสิ่นเหมี่ยวกำลังยุ่งวุ่นวาย เขามักจะแอบย่องมาหาเซียงเจี่ยที่ประตูด้านหลังอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังมอบตุ๊กตาดินเผาเคลือบหยาบๆ สองตัวที่หลี่เทียวจื่อบิดาของเขาปั้นด้วยตนเองให้เซียงเจี่ย ซึ่งมีลักษณะคล้ายตุ๊กตาแม่ลูกดก เปิดออกแล้วข้างในยังมีตัวเล็กซ่อนอยู่อีกตัวหนึ่ง แม้เนื้อดินจะหยาบแต่กลับแฝงความประณีต บัดนี้จึงตั้งวางอยู่บนขอบหน้าต่างในห้องของเซียงเจี่ย
แม้ป้าสะใภ้หลี่จะบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจอยู่หลายหน ทว่าหลี่โก่วเอ๋อร์กลับไม่คิดว่าการที่สุนัขของเซียงเจี่ยมีชื่อเหมือนตนเองจะเป็นเรื่องเสียหายอันใด เพราะเซียงเจี่ยเคยป่าวประกาศกับเขาอย่างเป็นจริงเป็นจังไว้ว่า: เจ้าหมาตัวนี้คือน้องชายของนาง ในที่สุดนางก็ได้เป็นพี่สาวแล้ว!
ยามนี้สกุลเสิ่นมีเสิ่นเหมี่ยวใหญ่ที่สุด เสิ่นจี้เป็นอันดับสอง เหลยถิงเป็นอันดับสาม (เพราะเหลยถิงอายุแปดขวบแล้ว) นางเป็นอันดับสี่ และเจ้าลูกหมาเป็นอันดับห้า
ดังนั้นเจ้าหลี่โก่วเอ๋อร์จึงยังปรึกษากับเซียงเจี่ยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่า: "ในเมื่อมันเป็นน้องชาย เช่นนั้นเอาแบบนี้ดีหรือไม่ มันเป็นน้องหมาของเจ้า ย่อมเป็นน้องหมาบุญธรรมของข้าด้วยเช่นกัน วันหน้าข้าเป็นต้าโก่วเอ๋อร์ ส่วนมันก็เรียกว่าเอ้อร์โก่วเอ๋อร์ จะได้ไม่ต้องให้พอเจ้าเรียกโก่วเอ๋อร์ขึ้นมาทีไร พวกเราสองคนก็ขานรับพร้อมกันทั้งคู่!"
เซียงเจี่ยส่ายหน้าดิกทันที: "เสิ่นเอ้อร์โก่วฟังดูน่าเกลียดเกินไปแล้ว"
หลี่โก่วเอ๋อร์ร้อนรนขึ้นมา: "น่าเกลียดหรือ? จะน่าเกลียดได้อย่างไรกัน! ถ้างั้นชื่อของข้าเจ้าก็คิดว่าน่าเกลียดมากด้วยหรือ?"
เซียงเจี่ยจ้องมองเขาเงียบๆ สีหน้านั้นยากจะบรรยาย เด็กคนนี้น่าขบขันยิ่งนัก ใบหน้ากลมแป้น เหล่ตาเฉียง ทำสีหน้าราวกับจะบอกว่า 'ชื่อของเจ้าไพเราะน่าฟังหรือไม่ เจ้าไม่ลองไตร่ตรองดูเองเล่า? เรื่องน่าฟังหรือไม่ยังต้องให้ข้าบอกอีกหรือ?' สีหน้านั้นทำเอาเสิ่นเหมี่ยวที่กำลังเด็ดผักอยู่ข้างๆ เกือบจะสำลักน้ำลายตนเองตาย
เสิ่นเหมี่ยวเช็ดโต๊ะไปพลางครุ่นคิดถึงเรื่องหยุมหยิมขี้ประติ๋วเหล่านี้ไปพลาง กลับรู้สึกว่าการใช้ชีวิตเช่นนี้ช่างเพลิดเพลินและน่าสนใจไม่น้อย นางเคยยุ่งวุ่นวายเกินไป เดี๋ยวก็เปิดสาขาใหม่ เดี๋ยวก็ไปเข้าร่วมการแข่งขันสารพัด เดี๋ยวก็ต้องไปสำรวจโรงงานวัตถุดิบแห่งใหม่ จนดูเหมือนจะหลงลืมไปแล้วว่า แท้จริงการใช้ชีวิตก็ควรเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ล้วนเป็นดั่งฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้มสายชู และชา ที่คอยแต่งแต้มรสชาติอันหลากหลายให้แก่วันเวลา
เปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด เค็ม ครบทั้งห้ารสจึงนับเป็นชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรสชาติใด ชาตินี้เสิ่นเหมี่ยวก็ยินดีที่จะเลือกปล่อยวาง โอบกอด และรื่นรมย์ไปกับมัน
เช็ดโต๊ะเสร็จแล้ว เสิ่นเหมี่ยวก็บิดขี้เกียจทีหนึ่ง เตรียมจะเดินเข้าลานหลังบ้านไปรดน้ำแปลงผักสักรอบ พร้อมทั้งให้อาหารไก่ไปเสียเลย ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไป ที่หน้าประตูกลับมีเสียงแว่วดังขึ้นมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและกล้าๆ กลัวๆ ว่า "มีใครอยู่หรือไม่?"
"มีเจ้าค่ะ มีคนอยู่"
เสิ่นเหมี่ยวรีบเลิกม่านในห้องครัวชะโงกหน้าออกไปดู ช่างบังเอิญเหลือเกิน ที่แท้ก็คือหญิงวัยกลางคนผู้มีแผ่นหลังค่อม รูปลักษณ์ชราภาพ ทว่าเนื้อตัวเสื้อผ้ากลับเก็บกวาดดูแลจนสะอาดสะอ้านหมดจดที่นางเพิ่งเห็นเมื่อเช้านั่นเอง หญิงผู้นั้นมีผมขาวแซมประปราย ใช้ปิ่นไม้แบนเกล้ามวยผมไว้ด้านหลังศีรษะ แล้วโพกคลุมด้วยผ้าฝ้ายลายดอกเป่าเซี่ยงฮวา[2] ปราศจากเส้นผมหลุดลุ่ยแม้แต่เส้นเดียว
มือของนางยังคงกุมเด็กสาวที่ดูซื่อบื้อเงอะงะผู้นั้นไว้แน่น เด็กสาวคนนั้นก็เดินตามหลังมารดาต้อยๆ ประหนึ่งลูกนกตัวน้อยที่หากพลัดพรากจากรังก็พร้อมจะตื่นตระหนกตกใจได้ทุกเมื่อ
หญิงชราดูเหมือนจะเคยชินกับสายตาแปลกประหลาดของคนรอบข้างแล้ว ครั้นเดินเข้ามาจึงมิได้ใส่ใจความเงียบกริบชั่วครู่ของเสิ่นเหมี่ยว ทว่าก็มิได้บุ่มบ่ามนั่งลงทันที นางเหลียวมองการจัดวางข้าวของในร้านไปรอบหนึ่งก่อน จากนั้นก้มลงสำรวจกระเบื้องปูพื้น โต๊ะ และเก้าอี้ที่สะอาดสะอ้านใต้ฝ่าเท้าอยู่อึดใจหนึ่ง ครั้นเงยหน้าขึ้นอีกครา นางก็มองรายการอาหารบนฝาผนังด้วยความงุนงง ร้านนี้น่าประหลาดนัก ไม่มีเสี่ยวเอ้อร์วิ่งกระตือรือร้นเข้ามาขานชื่ออาหาร ทั้งยังติดแผ่นรายการอาหารเช่นนี้ไว้ด้วย
หรือว่าผู้คนที่มากินที่ร้านนางล้วนเป็นผู้คงแก่เรียน? หญิงชราเริ่มรู้สึกเสียใจที่ก้าวเข้ามา นางเพียงเห็นว่าป้ายหน้าร้านนี้ดูเก่าแก่ หน้าร้านก็เล็กแคบ จึงคาดเดาว่าราคาคงไม่แพงจนเกินไปถึงได้เดินเข้ามา
ทว่าไหนๆ ก็เข้ามาแล้ว… นางไม่รู้หนังสือจริงๆ อ่านรายการอาหารบนผนังไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว จึงทำได้เพียงเอ่ยถามอย่างลังเลตะกุกตะกัก: "เหนียงจื่อเจ้าของร้าน… ที่…ที่นี่ของเจ้ามีขายทังปิ่งมังสวิรัติชามละสี่อีแปะหรือไม่? ข้าขอเพียงชามเดียวก็พอ ขอ…ขอน้ำแกงเยอะหน่อยก็ได้"
เสิ่นเหมี่ยวได้สติกลับมา รีบเก็บสายตา ยกน้ำสองชามมาวางลงตรงหน้าพวกนาง ยิ้มพลางกล่าวว่า: "มีเจ้าค่ะ พวกท่านนั่งดื่มน้ำก่อนเถิด ประเดี๋ยวก็ได้แล้ว"
หญิงชราได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จูงลูกสาวเดินไปหาที่นั่งตรงมุมด้านในสุดที่ไม่สะดุดตาผู้คน พอนั่งลงแล้วก็มิได้อยู่นิ่ง รีบนำผ้าเช็ดหน้ามาเหน็บไว้ตรงคอเสื้อของเด็กสาว ทั้งยังช่วยพับแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้นให้ เด็กสาวยอมให้มารดาปรนนิบัติดูแลแต่โดยดี นานๆ ทีก็ส่งยิ้มซื่อๆ ร่าเริงให้มารดา
หญิงชราจึงค่อยยกมือขึ้นอย่างอ่อนโยน ทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้ลูกสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดู
อาจเป็นเพราะลูกสาวพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง นางจึงเคยชินกับการไม่พูดจาไปด้วย หลังจากนั้นสองแม่ลูกจึงนั่งรอคอยอย่างเงียบสงบ
ในร้านของเสิ่นเหมี่ยวมีบะหมี่มังสวิรัติ ทว่าบะหมี่มังสวิรัติของนางอาศัยรสชาติจากน้ำซุปเป็นหลัก ซึ่งเลียนแบบบะหมี่หยางชุนแห่งเจียงหนาน ต้นทุนแท้จริงจึงมิได้ต่ำเลย
เหตุใดบะหมี่เปล่ามังสวิรัติชามหนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากเกาโหยว หยางโจว และเซี่ยงไฮ้จึงได้ชื่อว่า "หยางชุน"? แท้จริงแล้วก็เพราะในอดีตแถบเจียงหนานเรียกเดือนสิบว่าเสี่ยวหยางชุน นานวันเข้าจึงมีความหมายแฝงว่า "สิบ" คือหยางชุน ด้วยเหตุนี้ในแถบหยางโจว บะหมี่หยางชุนจึงขายชามละสิบอีแปะ และได้ชื่อนี้มานั่นเอง
ดังนั้นบะหมี่น้ำใสกระดูกหมูในร้านของเสิ่นเหมี่ยวจึงตั้งราคาไว้สิบอีแปะ ยิ่งไปกว่านั้น แป้งสาลีที่นางนำมาทำเส้นบะหมี่ยังใช้แป้งหยาบมาร่อนซ้ำอย่างประณีต เนื้อที่ใช้ก็เป็นเนื้อชั้นดี จึงคู่ควรกับราคานี้อย่างยิ่ง
ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงว่า… อย่าว่าแต่เจียงหนานอันอุดมสมบูรณ์เลย บะหมี่ชามละสี่อีแปะนี้ ในเมืองหลวงเปี้ยนจิงย่อมหาไม่ได้เช่นกัน บางทีอาจมีแต่ตามร้านเจี่ยวเตี้ยนริมชานเมืองเท่านั้น
หรือพวกนางจะเป็นคนต่างถิ่นที่เพิ่งเดินทางเข้าเมืองมา? เสิ่นเหมี่ยวคาดเดาในใจไปพลาง แอบใช้หางตาชำเลืองมองพวกนางไปพลาง
หญิงชราผู้นั้นล้วงขวดกระเบื้องใบเล็กออกมาจากห่อผ้าข้างกาย เทเม็ดยาลูกกลอนเม็ดเล็กๆ ออกมาหลายเม็ด ดื่มน้ำที่เสิ่นเหมี่ยวยกมาให้แล้วเงยหน้ากลืนยาลับลงคอ
พอนางกินยาของตนเองเสร็จ ก็ควานหาขวดกระเบื้องใส่ยาอีกขวดหนึ่งออกมาจากห่อผ้า เทเม็ดยาหลายเม็ดลงบนฝ่ามือ แล้วหันไปเกลี้ยกล่อมเด็กสาวอย่างใจเย็น: "โหย่วอวี๋เอ๋ย เจ้าจงเป็นเด็กดีกินยาเสียนะ แล้วแม่จะซื้อขนมน้ำตาลให้เจ้ากิน ตกลงหรือไม่?"
ทว่าเด็กสาวกลับทำหน้าราวกับเห็นสัตว์ร้ายดุร้าย ส่ายหน้าดิกไม่หยุด: "ไม่… ไม่…"
"เจ้ากินยานะ แล้วแม่จะพาเจ้าไปทุบน้ำตาลซิงถังชิ้นสองชิ้นดีหรือไม่? เจ้ายังจำได้ไหม? น้ำตาลที่เสียงดังกริ๊งกริ๊ง ดิงดิงดังดัง นั่นน่ะ"
เด็กสาวจึงเริ่มลังเล แล้วยอมกลืนลงคอไปอย่างฝืนใจ ใบหน้าที่ดูแปลกตาเป็นเอกลักษณ์นั้นย่นยู่เข้าหากันจนเป็นก้อนกลม
เสิ่นเหมี่ยวถอนสายตากลับมาอย่างเงียบเชียบ ใช้ตะเกียบช้อนเส้นบะหมี่สองส่วนที่ต้มสุกแล้วในหม้อกับผักกาดขาวสองสามใบขึ้นมา ท่ามกลางไอร้อนที่พวยพุ่งตลบอบอวล นางหันกลับไปตักน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวไว้ขึ้นมาหนึ่งกระบวยเพื่อทำเป็นน้ำซุปของบะหมี่มังสวิรัตินี้ สุดท้ายก็วางผักกาดขาวลงบนบะหมี่ ตักเครื่องเคียงหมูสับซอสราดเพิ่มลงไปอีกหนึ่งทัพพีใหญ่ จากนั้นโรยต้นหอมซอย หยดน้ำมันต้นหอมลงไปสองสามหยด บะหมี่น้ำใสอันเรียบง่ายทว่าหอมกรุ่นชวนน้ำลายสอนี้ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
หลังจากนั้น นางก็หยิบชามเพิ่มออกมาจากตู้เก็บชามอีกหนึ่งใบ
นางนำบะหมี่ซึ่งแท้จริงคือสองส่วนเต็มๆ เทใส่ลงในชามกระเบื้องใบใหญ่โต ยิ้มแย้มพลางยกออกมาเสิร์ฟ: "รอนานเลยนะเจ้าคะ บะหมี่ได้แล้วเจ้าค่ะ บะหมี่นี้เพิ่งขึ้นจากเตา ร้อนลวกปากนัก ข้าเลยหยิบชามมาเผื่ออีกใบ ท่านจะได้แบ่งออกมากินได้เจ้าค่ะ"
ทว่าหญิงชราพอมองบะหมี่ชามใหญ่พูนเต็มชามใบนั้นก็พลันตื่นตระหนกตกใจ รีบดึงรั้งตัวเสิ่นเหมี่ยวที่กำลังจะหันหลังกลับไว้: "ไอ้หยา เหนียงจื่อเจ้าของร้าน เหตุใดเจ้าถึงทำมามากถึงเพียงนี้เล่า? เมื่อครู่ข้าบอกเจ้าแล้วว่าขอเพียงบะหมี่มังสวิรัติชามเดียว ไม่เอาอย่างอื่น เหตุใดเจ้ายังใส่เนื้อมาอีก? ข้า…พวกเราสองแม่ลูกเดิมทีก็เข้าเมืองมาหางานทำ ค่ากินอยู่ใช้สอยจำต้องประหยัดมัธยัสถ์ ไม่ได้พกเงินทองมามากมายถึงเพียงนั้นจริงๆ…"
เสิ่นเหมี่ยวจำต้องยิ้มพลางอธิบายว่า: "มิได้บังคับซื้อขายแต่อย่างใด ท่านวางใจกินเถิดเจ้าค่ะ ท่านมาได้จังหวะพอดี วันนี้เป็นวันแรกที่ร้านของข้าเปิดกิจการ ส่วนท่านก็เป็นลูกค้าคนแรกที่เข้ามากินทังปิ่งในมื้อเที่ยงนี้พอดี ที่บ้านข้ามีกฎอยู่ว่า ลูกค้าคนแรกจะลดราคาให้ครึ่งหนึ่ง ท่านวางใจเถิด แม้จะใส่เนื้อเพิ่มเข้าไป ทั้งหมดนี้ก็คิดเงินท่านเพียงสี่อีแปะเท่านั้นเจ้าค่ะ"
หญิงชรานั่งลงด้วยความกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย: "จริงหรือ?"
"จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ"
เสิ่นเหมี่ยวค่อยๆ ดึงแขนเสื้อของตนออกจากมือที่ปูดโปนด้วยเส้นเอ็นของนาง ชี้ไปทางห้องครัว: "ตามสบายนะเจ้าคะ ข้าขอตัวเข้าไปทำงานก่อน"
"เอ่อ… เอ่อ…" หญิงชรานั่งลงอย่างเคอะเขิน สายตาที่เหม่อลอยตื้นตันจับจ้องชามใบใหญ่ตรงหน้าอีกครา เนิ่นนานทีเดียวกว่าจะค่อยๆ หยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างสั่นเทา แบ่งบะหมี่ส่วนใหญ่ให้ลูกสาวผู้ซื่อบื้อของตนก่อน ทั้งยังคัดแยกเนื้อสัตว์ในชามออกมาอย่างพิถีพิถัน แล้วคีบใส่ลงในชามบะหมี่ของลูกสาวจนหมดสิ้น
เสิ่นเหมี่ยวเดินกลับเข้าห้องครัวเพื่อเก็บกวาดเขียงและขัดหม้อ ทว่าแท้จริงแล้วกลับอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองพวกนางอยู่เงียบๆ
เด็กสาวคนนั้นใช้ตะเกียบไม่ค่อยเป็น หญิงชราจึงใช้ช้อนบดตัดเส้นบะหมี่ให้ขาดออกทีละนิด เพื่อให้นางสามารถใช้ช้อนกวาดบะหมี่เข้าปากได้ พอเห็นลูกสาวกินอย่างเอร็ดอร่อย นางจึงค่อยเริ่มกินบะหมี่ในชามของตนเองซึ่งส่วนใหญ่เหลือเพียงแต่น้ำแกง
เสิ่นเหมี่ยวมองเห็นนางเมื่อได้ลิ้มรสคำแรกก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นกิริยาการกินบะหมี่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลืนกินอย่างหิวกระหาย สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะยกซดน้ำแกงจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
เสิ่นเหมี่ยวแย้มยิ้มน้อยๆ แล้วก้มหน้านวดแป้งต่อไป
ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีการตรวจครรภ์ ยิ่งไม่รู้จักแนวคิดเรื่องเด็กกลุ่มอาการดาวน์ เด็กพิเศษเหล่านี้เมื่อลืมตาดูโลก ย่อมมิใช่ความผิดของคนเป็นแม่เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น… พวกเขาอาจมีอาการรุนแรง ทั้งหูหนวกเป็นใบ้แต่กำเนิด พัฒนาการทางสมองบกพร่อง โรคหัวใจ ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร จนเสียชีวิตไปในเวลาไม่กี่ปี หรือต่อให้รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ก็เกรงว่าจะถูกตระกูลหรือญาติผู้ใหญ่ทอดทิ้ง หรือแม้กระทั่งบีบคอให้ตาย ดังนั้นในยุคโบราณ แม้แต่ในยุคราชวงศ์ซ่งอันมั่งคั่งนี้ ในครอบครัวสามัญชนคนธรรมดา ย่อมแทบไม่เคยพบเห็นเด็กพิเศษเหล่านี้เลย อย่าว่าแต่จะเลี้ยงดูจนเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงเลยว่าเด็กคนนี้ยังเป็นเด็กผู้หญิง
ในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเช่นนี้ ลูกสาวของหญิงชราผู้นี้ กลับถูกนางฟูมฟักเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ถึงเพียงนี้
นางย่อมไม่รู้มาก่อนว่าจะให้กำเนิดเด็กที่มีสติปัญญาบกพร่อง ครั้นรับรู้ในภายหลัง ก็มิได้ทอดทิ้งนาง ซ้ำยังกัดฟันเลี้ยงดูอุ้มชูจนเติบโต เสิ่นเหมี่ยวไม่รู้เลยว่าจะจินตนาการอย่างไร ว่านางต้องสูญเสียหยาดเหงื่อแรงกายแรงใจไปมากเพียงใด ต้องต้านทานหอกดาบคำครหาและสายตาดูแคลนจากคนภายนอกกระทั่งคนในครอบครัวไปมากเท่าไร จึงสามารถเลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้เติบใหญ่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจในโลกยุคนี้
บะหมี่ชามนี้ คือความเคารพยกย่องที่นางมอบให้แก่ความรักของมารดาผู้นี้
นอกจากนี้นางยังมีความคิดอีกอย่างหนึ่งอยู่ในใจ อยากจะรอให้พวกนางได้กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยและสงบใจสักมื้อก่อน แล้วค่อยเอ่ยถามไถ่อย่างละเอียด ทว่าพอกินเสร็จ พวกนางกลับคล้ายหวาดกลัวว่าเสิ่นเหมี่ยวจะกลับคำหรือเรียกเก็บเงินเพิ่ม จึงรีบร้อนจากไปอย่างไม่รีรอ
"เหนียงจื่อเจ้าของร้าน ขอบคุณเจ้านัก เงินนี้ข้าวางไว้บนโต๊ะแล้วนะ"
เสิ่นเหมี่ยวได้ยินเสียงจึงชะโงกหน้าออกไปดู หญิงชราก็จูงลูกสาววิ่งกระหืดกระหอบออกจากร้านไปเสียแล้ว นางรีบเดินอ้อมออกมาจากห้องครัว ทั้งยังตะโกนไล่หลังพวกนางไปคำหนึ่งว่า "อ๊ะ รอก่อนเจ้าค่ะ" ทว่าพวกนางกลับยิ่งสาวเท้าวิ่งเร็วขึ้น ชั่วพริบตาเดียวก็ลับตาไปตรงหัวมุมถนน
นางจึงทำได้เพียงเดินกลับเข้ามาอย่างจนใจ
บนโต๊ะตรงมุมห้องตัวนั้น มีชามบะหมี่สองใบที่ถูกกินจนเกลี้ยงเกลาไม่เหลือแม้แต่หยดเดียววางอยู่อย่างเป็นระเบียบ พร้อมด้วยเหรียญทองแดงถงเป่าสี่อีแปะที่ถูกลูบคลำจนขึ้นเงาวับ
หลังจากนั้นก็ไม่มีลูกค้าก้าวเข้ามาในร้านอีกเลย เป็นไปตามที่เสิ่นเหมี่ยวคาดการณ์ไว้ อาหารมื้อเที่ยงในยุคนี้ยังมิได้นับเป็นมื้อหลักอย่างจริงจัง คนที่จะยอมสละการนอนกลางวันออกมาหาของกินย่อมมีน้อย ร้านรวงริมทางจำนวนไม่น้อยต่างลงบานประตูปิดไปครึ่งหนึ่ง แล้วกลับเข้าห้องไปพักผ่อนกันหมด
ทั้งข้างในและข้างนอกล้วนเงียบสงบ เสิ่นเหมี่ยวทำงานเสร็จหมดแล้ว จึงเท้าคางอย่างแสนเบื่อหน่าย แสงแดดส่องลอดผ่านซี่ลูกกรงหน้าต่าง ส่องลงมาบนร่างของนางเป็นช่องๆ ช่างอบอุ่นเหลือเกิน นางจึงฟุบลงกับโต๊ะยาวในห้องครัว สัปหงกงีบหลับไป
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้เห็นสองแม่ลูกคู่นั้นหรือไม่ ในความฝันดูเหมือนนางจะย้อนกลับไปสู่วัยเยาว์ในชาติก่อน นางเหยียบบนม้านั่งแอบทอดปลาดาบเงินที่คุณปู่เพิ่งซื้อกลับมา นางเรียนทำอาหารตั้งแต่เด็กจึงก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่นมาก ยามจะแอบขโมยกินจึงเป็นนางที่รับหน้าที่เป็นแม่ครัวหัวป่าก์ บรรดาลูกพี่ลูกน้องหลายคนต่างพากันถือตะเกียบยืนรออยู่ข้างเตาไฟ
แสงแดดเป็นสีส้มอบอุ่น ภาพความฝันเก่าแก่จึงถูกย้อมไปด้วยสีส้มเช่นกัน สุดท้ายพวกนางก็นั่งล้อมวงอยู่บนพื้นห้องครัว กินปลาดาบเงินจนหมดเกลี้ยงไปหลายตัว เค็มจนต้องวิ่งหาน้ำดื่มกันจ้าละหวั่นทั่วบ้าน ถูกคุณปู่คุณย่าด่ากราดเรียงตัวไปคนละยก ทว่าเจ้าเด็กแสบไม่กี่คนนี้มองตากัน พอโดนด่าเสร็จกลับหัวเราะร่าออกมาอย่างครึกครื้น
กระทั่งดวงตะวันค่อยๆ คล้อยไปทางทิศตะวันตก นางจึงถูกเสียง "ต๊อกๆ" ของข้อนิ้วมือที่เคาะเบาๆ ลงบนเคาน์เตอร์ครึ่งผนังปลุกให้ตื่นขึ้น
ตอนที่ตื่นขึ้นมา นางยังคงแยกไม่ออกระหว่างความฝันกับความจริง เพราะนางไม่ได้ฝันถึงเรื่องราวในชาติก่อนมาเนิ่นนานมากแล้วจริงๆ
พร้อมด้วยรอยกดทับสีแดงคดเคี้ยวสองสามรอยบนใบหน้า เสิ่นเหมี่ยวรวบมวยผมที่หลุดลุ่ยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วก้าวเดินด้วยฝีเท้าที่ยังคงสะลึมสะลือ เลิกม่านออกไปครึ่งผืน
คาดไม่ถึงว่าผู้มาเยือนคล้ายกำลังจะชะโงกหน้าเข้ามาดูว่าข้างในมีคนอยู่หรือไม่ พอเสิ่นเหมี่ยวเลิกม่านขึ้น จึงประสานสายตาเข้ากับดวงตาอันกระจ่างใสเย็นเยียบของอีกฝ่ายพอดี ทำเอานางกับผู้มาเยือนต่างผงะถอยหลังไปคนละก้าวด้วยความตกใจ เว้นระยะห่างออกจากกันทันควัน จึงค่อยมองเห็นชัดเจนว่าเป็นผู้ใด
เบื้องหน้า คือเซี่ยฉีผู้สวมหมวกหรูจิน สวมเสื้อคลุมแขนกว้างคอตั้งผ่าหน้า เรียบหรูสง่างาม ท่วงท่าสูงส่งเปี่ยมเสน่ห์… ทว่ากลับถือไม้เท้าดามขาข้างหนึ่งไว้
มองต่ำลงไปอีกนิด คือเยี่ยนซูที่กำลังใช้สองมือเกาะขอบเคาน์เตอร์พลางเงยหน้าส่งยิ้มแป้น
เสิ่นเหมี่ยวตื่นเต็มตาทันที: "เซี่ยจิ่วเกอเอ๋อร์?!"
"อืม เสิ่นเหนียงจื่อ ขอแสดงความยินดีกับวันเปิดกิจการ ขอให้วันข้างหน้าราบรื่นปลอดภัย ทุกสรรพสิ่งสมความปรารถนา" สายตาของเซี่ยฉีกวาดผ่านรอยแดงบนใบหน้าของเสิ่นเหมี่ยว ก้นบึ้งของดวงตาผุดรอยยิ้มจางๆ พลางส่งสัญญาณให้เยี่ยนซูประคองแจกันกระเบื้องขาวคอยาวที่ปักดอกมะลิเข้ามา เขารับมาแล้ววางไว้ข้างรูปสลักไม้เทพไฉ่เสินบนเคาน์เตอร์อย่างคุ้นมือ "ดอกมะลิในเรือนของท่านแม่ข้าบานแล้ว เพียงชั่วข้ามคืนกลิ่นหอมก็ขจรขจายไปทั่วลาน ข้าเห็นว่างดงามดี จึงเด็ดมาสองกิ่ง ขอยืมดอกไม้มาอวยพร"
สองกิ่งหรือ? จะมีแค่สองกิ่งได้อย่างไรกัน เพื่อจะเลือกกิ่งดอกไม้ที่ปักแจกันแล้วดูงดงามที่สุด จิ่วเกอเอ๋อร์นั่งยองๆ อยู่ตรงนั้นตัดซ้ายฉับขวาฉับ เกือบจะเล็มต้นดอกมะลิที่ต้าเหนียงจื่อทะนุถนอมดูแลจนโกร๋นกลายเป็นหัวล้านไปแล้ว ต้าเหนียงจื่อตื่นจากการนอนกลางวัน เห็นใบไม้และกลีบดอกไม้ร่วงหล่นเกลื่อนกลาดเต็มพื้น โมโหจนคว้าไม้พลองยาวตระกูลซีหลังประตู วิ่งรี่ไปลานหน้าบ้านฟาดซานเกอเอ๋อร์ที่ยังไม่สร่างเมาไปยกใหญ่ ตีจนซานเกอเอ๋อร์งุนงงตาลาย ทำได้เพียงกอดศีรษะวิ่งพล่านพลางร้องลั่นว่าท่านแม่ข้าผิดไปแล้ว…
น่าสงสารซานเกอเอ๋อร์ ที่ปกติทำตัวไม่เอาถ่าน ครานี้จึงต้องมารับเคราะห์โดนตีแทนอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่
เยี่ยนซูเกาศีรษะแกรกๆ มิได้เปิดโปงเจ้านายตนเอง
"จิ่วเกอเอ๋อร์เกรงใจเกินไปแล้ว คราวหน้ามาอย่าได้นำของอะไรมาอีกเลยนะเจ้าคะ อีกอย่างเมื่อวานท่านก็ส่งเยี่ยนซูนำของขวัญมาแสดงความยินดีแล้วมิใช่หรือ? มีที่ไหนส่งของซ้ำสองครากัน! แต่ว่า ลายมือของท่านช่างงดงามยิ่งนัก นำมาแขวนไว้ในร้านเล็กๆ ของข้าดูจะลดทอนคุณค่าของมันเกินไปเสียด้วยซ้ำ เรื่องนี้ข้ายังมิได้ขอบคุณท่านเลย แล้วก็นะ ได้ยินเยี่ยนซูบอกว่าท่านบาดเจ็บ เหตุใดยังออกมาข้างนอกอีกเล่าเจ้าคะ?"
เสิ่นเหมี่ยวพยักพเยิดไปทางตัวอักษรสองผืนบนฝาผนัง ย่อกายทำความเคารพขอบคุณอีกรอบ ตอนก้มหน้าลงก็พอดีเห็นท่อนขาของเซี่ยฉีที่โผล่พ้นชายเสื้อคลุมออกมา ท่อนขาพันด้วยผ้ากอซประกบด้วยแผ่นไม้สองแผ่น นางจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเพิ่มอีกประโยค: "มือของท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ? ขาข้างนี้ดูท่าจะหนักหนาน่าดู ต้องระมัดระวังให้มากนะเจ้าคะ โบราณว่าเส้นเอ็นกระดูกบาดเจ็บต้องพักฟื้นร้อยวัน ท่านควรจะนอนพักผ่อนบนเตียงให้มากๆ ถึงจะถูก"
"มือนี้ไม่เป็นไรแล้ว ทาน้ำมันโอสถไปสองวันก็หายดีแล้ว" เซี่ยฉีเอ่ยอย่างสีหน้าไม่เปลี่ยน "พอดีออกมาเปลี่ยนยาที่ขาข้างนี้น่ะ"
เยี่ยนซูแอบพึมพำในใจอีกครา: เดิมทีเชิญท่านหมอเฒ่าแห่งสำนักหมอหลวงจ้าวมาเปลี่ยนยาให้ถึงเรือนทุกวันชัดๆ แต่วันนี้จิ่วเกอเอ๋อร์กลับยืนกรานว่าอุดอู้น่าเบื่อ หลังจากรายงานต้าเหนียงจื่อแล้ว ก็บอกว่าจะนั่งรถม้าออกมาเปลี่ยนยาข้างนอกเอง จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ไปด้วย
ผลลัพธ์คือเปลี่ยนยาไปเปลี่ยนยามา กลับเปลี่ยนมาถึงร้านทังปิ่งสกุลเสิ่นเสียนี่
ขณะที่เยี่ยนซูกำลังเบะปากอยู่ด้านหลังเซี่ยฉี เซี่ยฉีก็ได้เอ่ยปากชมร้านของเสิ่นเหนียงจื่อตั้งแต่โคมไฟที่แขวนห้อยลงมาจากขื่อคานไปจนถึงอิฐสีครามที่ปูอยู่บนพื้นเสร็จสรรพแล้ว
ยามที่เซี่ยฉีเอ่ยปากชมผู้ใด ย่อมยกบทกวีและตำราโบราณมาอ้างอิง ทั้งสำนวนแต่ละประโยคยังไม่ซ้ำกันเลย แม้มิใช่ถ้อยคำสรรเสริญเยินยอที่โจ่งแจ้งเกินจริง ทว่าก็ยังทำให้เสิ่นเหมี่ยวฟังจนหน้าแดงระเรื่อ รีบเอ่ยขึ้นว่า: "มื้อเที่ยงพวกท่านกินเพียงขนมของว่างใช่หรือไม่? ยามนี้หิวหรือยังเจ้าคะ? จิ่วเกอเอ๋อร์ช่วยเหลือเกื้อกูลข้ามากมาย ช่วงนี้ข้ามักคิดอยากจะตอบแทนท่าน ทว่าก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะขอบคุณท่านอย่างไรดี มิสู้ให้ข้าทำทังปิ่งให้ท่านกินสักชามดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เซี่ยฉีมิได้ปฏิเสธ ส่วนเยี่ยนซูยิ่งยินดีปรีดาเป็นล้นพ้น นายบ่าวทั้งสองจึงเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ใกล้เคาน์เตอร์ที่สุด ยิ้มพลางกล่าวว่า: "เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเสิ่นเหนียงจื่อแล้ว"
"ไม่รบกวนเลยเจ้าค่ะ ท่านนั่งรอก่อนเถิด… ข้าคิดดูแล้ว ท่านยังบาดเจ็บอยู่ ไม่เหมาะจะกินรสจัดเกินไป เกรงว่าจะไปต้านฤทธิ์ยา มิสู้ข้าทำบะหมี่หูถูให้พวกท่านดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เซี่ยฉีช้อนสายตาขึ้นมองนาง ดูเหมือนเสิ่นเหนียงจื่อจะไม่รู้ตัวว่าตนเองมีนิสัยอย่างหนึ่ง ทุกคราที่จิตใจผ่อนคลายก็มักจะแย้มยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว และยามที่นางยิ้มก็มักจะหยีคิ้วและตาโค้งลงก่อน จากนั้นก็เผยเขี้ยวเล็กๆ สองซี่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
นางไม่เคยเหมือนสตรีคนอื่นๆ ที่ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือพัดคอยบดบังริมฝีปากเพื่อรักษากิริยามารยาทอันสูงศักดิ์และท่วงท่า 'ยิ้มไม่เห็นฟัน' ดูเหมือนนางจะไม่เคยใส่ใจเรื่องพรรค์นั้นเลย อยากยิ้มก็ยิ้มออกมา พวงแก้มระเรื่อสีชมพู คิ้วตาโค้งรับกัน ท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย ขับเน้นให้ดวงตากระจ่างใสฟันขาวสะอาดสะอ้านหมดจด
และมักจะทำให้เขานึกถึงคฤหาสน์ชนบทริมขุนเขาและสายน้ำแห่งหนึ่งของสกุลเซี่ย ท่ามกลางสวนสวยกลางฤดูร้อน ดอกบัวดอกหนึ่งที่ไกวกวัดแกว่งไกวอยู่ท่ามกลางใบบัวเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
แสงตะวันค่อยๆ เคลื่อนคล้อยจากกลางเวหาไปทางทิศประจิม สาดส่องเอียงกะเท่เร่ทอประกายเต็มถนนสายยาว ทั้งยังค่อยๆ เอ่อล้นเข้ามาในร้านเล็กๆ แห่งนี้ของสกุลเสิ่น เซี่ยฉีมองดูนางที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีทองอันอบอุ่นอยู่นาน จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วย: "อืม ลำบากเจ้าแล้ว"
เขาไม่รู้ว่าบะหมี่หูถูคือสิ่งใด ทว่าในเพลานี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็พลอยเลอะเลือนงงงวยไปตามคำว่าหูถู จึงไม่อยากจะเอ่ยถามอันใดอีก
มีเพียงเยี่ยนซูที่ในหัวมีแต่เรื่องของกิน จึงตามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น: "เสิ่นเหนียงจื่อ บะหมี่หูถูคืออะไรหรือขอรับ? บ่าวไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!"
"รอข้าทำเสร็จแล้ว เจ้าก็จะรู้เองเจ้าค่ะ"
เสิ่นเหมี่ยวขยิบตายิ้มๆ หมุนตัวเดินเข้าห้องครัวไป
บะหมี่หูถูที่ได้ชื่อว่าหูถู ย่อมเป็นเพราะมีอะไรก็ใส่อันนั้น ในอดีตผู้คนยากจน เสบียงอาหารไม่พอกิน จึงนำผักนานาชนิดและผักป่ามาใส่รวมให้พออิ่มท้อง มือคว้าสิ่งใดได้ ในหม้อก็จะมีสิ่งนั้น มันเฉกเช่นเดียวกับซุปเกอตา ทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงกระเพาะอาหารอีกด้วย
ทว่าต่อมาเมื่อเสิ่นเหมี่ยวเดินทางไปตระเวนชิมบะหมี่หูถูตามเหลาอาหารใหญ่ๆ ในแถบที่ราบภาคกลาง อาหารที่ถือกำเนิดขึ้นจากความยากจนจานนี้ก็กลายเป็นอาหารที่ประณีตงดงามยิ่ง มิใช่ทำแบบส่งๆ ลวกๆ พอกล้อมแกล้มไปที ยอดพ่อครัวเหล่านั้นทำบะหมี่หูถูออกมาอย่างพิถีพิถันเป็นที่สุด เส้นบะหมี่ต้องรีดสดด้วยมือ ทั้งยังต้องใช้ข้าวฟ่างหวงหมี่จากเทือกเขาไท่หางมาเคี่ยวโดยเฉพาะ จากนั้นจึงใส่ผักสดชั้นดีและเนื้อสัตว์นานาชนิดลงไป สุดท้ายจึงค่อยใส่เส้นบะหมี่ บะหมี่หูถูหนึ่งชามจึงสามารถเคี่ยวจนข้นเหนียว หอมกรุ่น อร่อยล้ำ และเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์
เสิ่นเหนียงจื่อมิได้บอกว่าบะหมี่หูถูคืออะไร ทำให้ในใจของเยี่ยนซูคันยิบๆ ประหนึ่งถูกแมวข่วน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเขย่งปลายเท้า ใช้ศีรษะดันม่านเปิดออก แล้วเกาะขอบเคาน์เตอร์มองดูนางง่วนทำงาน
เซี่ยฉีจึงได้มองเห็นเงาร่างอันขะมักเขม้นของนางไปด้วยเช่นกัน
"เสิ่นเหนียงจื่อ ห้องครัวของท่านช่างสะอาดสะอ้านเหลือเกินขอรับ" เยี่ยนซูมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็อุทานขึ้นมาเสียงดัง อย่าว่าแต่ร้านอาหารเล็กๆ เช่นนี้เลย แม้แต่ห้องครัวของคฤหาสน์สกุลเซี่ย บางคราวยามที่พ่อครัวฟางยุ่งจนเก็บกวาดไม่ทัน ภายในห้องครัวก็ยังสกปรกจนยากจะทนดู ไม่เพียงมีน้ำขังเฉอะแฉะบนพื้นที่กวาดไม่ทัน ยังมีเศษใบผักและเปลือกไข่เกลื่อนกลาดไปทั่ว ทั้งเนื้อและผักบนโต๊ะยาวก็วางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ
ทว่าห้องครัวของเสิ่นเหนียงจื่อ ไม่เพียงเตาไฟ ชาม ตะเกียบจะสะอาดเรียบร้อย กะละมังและชามกระเบื้องบนโต๊ะยาว ยังจัดวางเครื่องเคียงและวัตถุดิบสารพัดที่เสิ่นเหมี่ยวต้องใช้ทำทังปิ่งไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผักและเนื้อสัตว์หั่นล้างสะอาดสะอ้านครอบไว้ด้วยฝาชีไม้ไผ่ แม้แต่ก้อนแป้งก็นวดเสร็จพักไว้เรียบร้อย ผักส่วนเกินล้วนเก็บกวาดหมดจด วางซ้อนกันอยู่ในตะกร้าผักและชั้นไม้ตรงมุมห้อง บนผนังยังตอกแผ่นไม้กระดานแผ่นใหญ่ไว้อีกหนึ่งแผ่น บนแผ่นไม้มีลิ่มไม้เรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทั้งตะหลิว กระบวย และมีดทำครัวล้วนผูกเชือกป่านไว้ที่ด้ามจับ แขวนเรียงรายอยู่บนผนังอย่างเรียบร้อย
ห้องครัวนี้แม้จะมีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่เต็มไปหมด ทว่ากลับปราศจากฝุ่นละอองแม้แต่น้อย ทุกสิ่งถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้แต่ผ้าเช็ดโต๊ะก็ซักล้างจนสะอาดหมดจด แต่ละผืนบ้างก็แขวนไว้ บ้างก็พับเป็นทรงสี่เหลี่ยมวางไว้ตรงมุมโต๊ะ ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายตาสบายใจเป็นอย่างยิ่ง
เยี่ยนซูยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ธรรมดา ยืดคอชะเง้อมองผักในตะกร้าผักแล้วก็ยิ่งเดาะลิ้นชื่นชมด้วยความอัศจรรย์ใจ: "เสิ่นเหนียงจื่อ เหตุใดแม้แต่หัวไช้เท้าในตะกร้า ท่านก็ยังจัดวางซ้อนกันไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยถึงเพียงนี้ขอรับ?"
บนชั้นไม้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะยาว มีตะกร้าสานจากหวายวางอยู่หลายใบ ในตะกร้ามีหัวไช้เท้าขาวและแครอทวางซ้อนกันอยู่ ไม่เพียงแยกแยะจัดวางตามสีเท่านั้น ทว่าหัวไช้เท้าทุกหัวที่มีใบติดอยู่ยังหันส่วนขั้วไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างยิ่ง
เสิ่นเหมี่ยวได้ยินเยี่ยนซูทักเช่นนั้นก็ชะโงกหน้ามองตะกร้าหัวไช้เท้า พลางยิ้มตาม: "นี่มิใช่ข้าเป็นคนจัดหรอก จี้เกอเป็นคนจัดซ้อนไว้ต่างหาก เขาช่วยข้าเก็บกวาดห้องครัวทุกวัน ห้องครัวนี้ที่สะอาดสะอ้านได้เช่นนี้ หนึ่งคือต้องมีนิสัยการทำอาหารที่ดี ทำไปพลางต้องคอยเก็บกวาดไปพลาง สองก็คือจี้เกอรู้ความและขยันขันแข็งยิ่ง ขอเพียงเขากลับมา ก็จะแวะเข้ามาช่วยงานเสมอ"
นางเคยชินกับการทำอาหารไปเก็บกวาดไปแล้ว เมื่อก่อนกฎระเบียบในครัวของคุณพ่อและคุณปู่ของนางเข้มงวดกว่านี้มากนัก เพราะสุขอนามัยในห้องครัวคือเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง หากลูกมือฝึกหัดคนใดกล้าทำห้องครัวเละเทะสกปรก มีเศษใบผักเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ย่อมต้องถูกตะหลิวเคาะหัวจนปูดโนเป็นแน่
เยี่ยนซูทอดถอนใจไม่หยุดหย่อน ทั้งยังพยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง: "สมควรเรียกพ่อครัวฟางมาดูสักรอบ ให้เขาได้เรียนรู้เสียบ้าง ในฐานะพ่อครัว เขาช่างไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเอาเสียเลย!"
เซี่ยฉีพิงเคาน์เตอร์อยู่ สายตากลับจับจ้องอยู่ที่มือของเสิ่นเหมี่ยวซึ่งกำลังหั่นผักอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว มือของเสิ่นเหนียงจื่อไม่อาจเรียกว่า "มือนุ่มดั่งยอดหญ้าอ่อน ผิวเนียนผุดผ่องดั่งก้อนมันจับตัว" ได้เลย มือของนางเรียวยาวเปี่ยมพลัง ข้อกระดูกได้สัดส่วน เส้นเลือดฝอยสีเขียวอ่อนสายเล็กๆ จะปูดนูนขึ้นลงใต้ผิวหนังตามแรงที่นางกดมีด แม้กระทั่งตรงง่ามมือที่เคยชินกับการจับมีดยังมีรอยด้านบางๆ อยู่ชั้นหนึ่ง
เขาหลุบสายตาลง มองดูมือของตนเอง มือของเขาเพราะฝึกยุทธ์และมักได้รับบาดเจ็บอยู่เสมอจึงมีรอยด้านเช่นกัน ทว่ากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เขากำลังชื่นชมเงาร่างของเสิ่นเหนียงจื่อที่กำลังปรุงทังปิ่งอย่างละเอียดลออ ในใจคล้ายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายควันไฟแห่งวิถีชีวิตชาวบ้านอันอบอุ่น นางจุดเตาพร้อมกันถึงสองเตา หม้อหนึ่งกำลังคั่วเม็ดถั่วลิสงสดๆ อีกหม้อหนึ่งกำลังเคี่ยวน้ำซุปข้นเหนียว การขยับหยิบจับเป็นไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ไม่ตื่นตระหนกวุ่นวายท่ามกลางความเร่งรีบ ประหนึ่งแม่ทัพหญิงที่กำลังบัญชาการไพร่พลนับหมื่นแสนก็มิปาน
เสิ่นเหนียงจื่อช่างเก่งกาจยิ่งนัก เซี่ยฉีคิดถึงตนเองที่ไม่เคยหยิบจับงานหนัก แยกแยะธัญพืชไม่ออก[3] ทำได้เพียงอ่านตำราเขียนอักษร ก็รู้สึกละอายใจจนไม่อาจเทียบเคียงได้
ขณะที่กำลังมองดูอย่างเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลิน จู่ๆ ก็มีร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำเข้มร่างหนึ่งเข็นไหเหล้าสามไหผลุนผลันเข้ามาทางประตูลานหลังบ้านสกุลเสิ่นที่เปิดแง้มไว้ ทั้งยังเดินดุ่มๆ เข้ามาในห้องครัวอย่างคุ้นเคยยิ่ง ร้องทักขึ้นเสียงดังว่า: "ต้าเจี่ยเอ๋อร์ เหล้าที่เจ้าสั่งไว้จะให้ข้าเอาไปวางไว้ตรงไหน?"
เซี่ยฉีเบนสายตามองไปอย่างเงียบสงบ ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผิวคล้ำเข้มผู้นั้นก็หันขวับมามองเช่นกัน
สายตาของทั้งสองประสานกันกลางอากาศ!
- [1] หนึ่งก้วน (一貫) คือหน่วยเงินตราโบราณ เทียบเท่ากับเหรียญทองแดง (อีแปะ) ร้อยเรียงกันจำนวนหนึ่งพันอีแปะ และเทียบเท่ากับเงินแท่งน้ำหนักประมาณหนึ่งตำลึง
- [2] ลายดอกเป่าเซี่ยงฮวา (宝相花纹) คือลวดลายมงคลดั้งเดิมของจีน เป็นการผสมผสานกลีบดอกบัว ดอกโบตั๋น และดอกไม้นานาพรรณเข้าด้วยกัน นิยมใช้ประดับบนผืนผ้า เครื่องเคลือบดินเผา และสถาปัตยกรรม
- [3] สำนวน "ไม่เคยหยิบจับงานหนัก แยกแยะธัญพืชไม่ออก" (五谷不勤,六畜不分) มาจากคัมภีร์หลุนอวี่ ใช้เปรียบเปรยถึงบัณฑิตหรือคุณชายตระกูลสูงที่ไม่เคยตรากตรำทำงานใช้แรงงาน ไม่รู้จักความยากลำบาก และแยกแยะพืชพรรณธัญพืชไม่ออก
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/39
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย