Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ตอนที่ 41 — ตอนที่ 41 จ้างคนล้างชาม

ชานเมือง ด้านหลังสำนักศึกษาปี้หยง มีเรือนไม้ไผ่ประณีตงดงามแถวหนึ่งปลูกสร้างอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันเงียบสงบ

ดวงตะวันเพิ่งจะลอยเด่นขึ้นสู่กึ่งกลางนภากาศ เฝิงชีเหนียงหิ้วตะกร้าอาหารมีฝาปิด ก้าวเดินขึ้นบันไดหินทีละขั้น ครั้นมาถึงหน้าเรือนไม้ไผ่ นางก็ยกมือขึ้นเคาะบานประตูที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียง "เข้ามาสิ" ที่ดังแว่วออกมาจากข้างในอย่างอ่อนระโหยโรยแรงราวกับลมหายใจจะขาดรอนได้ทุกเมื่อ นางก็ส่ายหน้า ถอดรองเท้าไว้บนขั้นบันได ยกชายกระโปรงขึ้นแล้วผลักประตูเข้าไป

ภายในเรือนไม้ไผ่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายสง่างามและเปี่ยมกลิ่นอายโบราณ บนพื้นปูเสื่อสานหนานุ่ม เหยียบลงไปแล้วให้สัมผัสนุ่มสบายเท้า

ทว่าทันทีที่นางก้าวเข้าไป ก็ต้องสะดุดเซเพราะเศษกระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อนเกลื่อนกลาดและพู่กันหัวกุดที่ทิ้งระเกะระกะเต็มพื้น มิหนำซ้ำยังเหยียบลงบนแอ่งน้ำหมึกสดๆ อีกด้วย—ที่บอกว่าสดใหม่นั้น ก็เพราะน้ำหมึกเห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะหกคว่ำ ซึมลงไปในเสื่อสานและยังคงเปียกชุ่มอยู่

นางอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความโมโห เอ่ยกับชายวัยกลางคนที่นั่งเหม่อลอยอยู่ท่ามกลางกองกระดาษด้วยสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิงและใบหน้ามอมแมมว่า "ท่านพ่อ ท่านคิดจะหมกตัวอยู่ในป่าเขารกร้างแห่งนี้ไปจนถึงเมื่อใดกันจึงจะยอมกลับบ้าน? หลายวันมานี้ ท่านแม่ต้องคอยปรนนิบัติท่านย่าที่สติเลอะเลือนเพียงลำพัง ทั้งยังต้องดูแลน้องชายวัยเยาว์ที่ไม่ประสีประสา นางแทบจะทนรับไม่ไหวอยู่แล้ว และยังต้องคอยพะวงห่วงหาว่าท่านอยู่ที่นี่จะได้กินอิ่มนอนอุ่นหรือไม่!"

เฝิงปั๋วซื่อขยำมวยผมของตนที่พันกันเป็นสังกะตัง อ้าแขนออกอย่างบ้าคลั่ง "ข้าเขียนไม่ออก! ข้าเขียนไม่ออกน่ะสิ! ไฉนถึงเป็นเช่นนี้ ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้เล่า! กวนเจียบอกว่าตำรา 《เหวินย่วน》 เยิ่นเย้อเกินไป 《กว่างจี้》 ก็พิสดารพันลึก ทรงมีพระประสงค์ให้ข้าเรียบเรียงหนังสือรวมเล่มที่สามารถบันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และประมวลกฎหมายของทุกยุคทุกสมัยขึ้นมาเล่มหนึ่ง ทว่าข้าเรียบเรียงไปได้เพียงครึ่งเดียว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เขียนต่อไปไม่ได้แล้ว"

จากนั้นเขาก็ผุดลุกขึ้นกะทันหัน คว้ากระดาษปึกใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยหมึกบนโต๊ะมาฉีกทึ้งและขยำทิ้ง กรีดร้องคลุ้มคลั่งราวกับลิงป่าอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงพลันสังเกตเห็นว่ามีดรุณีน้อยนางหนึ่งยืนอยู่ตรงริมประตู เขาเงยหน้าที่ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย แก้มทั้งสองข้างตอบซูบผอมจนเห็นได้ชัด "เจ้ามาทำไมกัน? ไสหัวออกไป! อย่าเอาเรื่องหยุมหยิมทางโลกมารบกวนข้า! ข้าใกล้จะคิดออกแล้ว… ใกล้จะคิดออกแล้วแท้ๆ อย่ามารบกวนข้า…"

พลางพูดก็หยิบพู่กันขึ้นมาอย่างสติฟั่นเฟือน นอนพังพาบลงบนโต๊ะแล้วขีดเขียนบางสิ่งต่อไป

เฝิงชีเหนียงโกรธจนน้ำตาคลอเบ้า นางฟาดตะกร้าอาหารในมือลงบนพื้นอย่างแรงพลางร้องไห้ว่า "ข้ากับท่านแม่ไม่น่าเป็นห่วงท่านเลย! อุตส่าห์เบียดเสียดยัดเยียดแทบตายกว่าจะได้อาหารนี้มาส่งให้ท่าน! ท่านก็เขียนหนังสือของท่านไปเถอะ ต่อให้ต้องอดตายหรือหนาวตายอยู่ที่นี่ ข้ากับท่านแม่ก็จะไม่สนใจท่านอีกแล้ว!"

เสียง "ปัง" ดังสนั่น เฝิงชีเหนียงกระแทกประตูปิดแล้วเดินจากไป ตะกร้าอาหารใบนั้นกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่แทบเท้าของเฝิงปั๋วซื่อ ฝาที่สานด้วยเถาวัลย์แตกหักไปนานแล้ว เผยให้เห็นก้อนบะหมี่แห้งทอดน้ำมันครึ่งก้อนกระเด็นหลุดออกมา

เดิมทีเฝิงปั๋วซื่อยังคงจมดิ่งอยู่ในโลกแห่งตำราอันสับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ในภวังค์อันเลอะเลือน คลุ้มคลั่ง และมืดแปดด้านนั้น จู่ๆ เขาก็ได้กลิ่นหอมเผ็ดร้อนชวนน้ำลายสอสายหนึ่งโชยเตะจมูก กลิ่นหอมนั้นพุ่งทะลวงเข้ามาอย่างดุดัน ฉุดดึงเขากลับมาจากริมขอบเหวแห่งความสิ้นสติเข้าสู่โลกความเป็นจริงอย่างกะทันหัน

เขาช้อนดวงตาที่แห้งผากขึ้น แล้วค่อยๆ เลื่อนสายตามองลงต่ำ จ้องมองตะกร้าอาหารที่คว่ำอยู่นั้นอยู่นานสองนาน ก่อนจะก้มลงเก็บขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อกวาดสายตามองคร่าวๆ ด้านในมีก้อนบะหมี่แห้งที่แตกหักเป็นเสี่ยงๆ สองก้อน ซอสปรุงรสเข้มข้นจับตัวเป็นก้อนสองตลับ ไข่หนึ่งฟอง เนื้อไม่กี่แผ่น และยังมีผักรวมหั่นชิ้นเล็กๆ อบแห้งอยู่อีกส่วนหนึ่ง

ที่ก้นตะกร้าอาหาร ยังมีกระดาษแผ่นหนึ่งที่ภรรยาเขียนด้วยลายมือตนเองสอดทับอยู่ ตัวอักษรข่ายซูขนาดเล็กประณีตอ่อนช้อย แต่ละขีดแต่ละเส้นล้วนเปี่ยมด้วยความห่วงใยอันอ่อนโยน 'ขอให้คุณชายรับประทานอาหารให้ตรงเวลา อย่าได้ตรากตรำจนเหนื่อยกายอ่อนล้าเกินไป การรวบรวมชำระตำรามิต้องรีบร้อนจนเกินเหตุ ย่อมไม่อาจสำเร็จได้ในวันเดียว นี่คือทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปที่ร้านอาหารภายนอกเพิ่งทำขึ้นใหม่ เพียงรินน้ำเดือดลงไปก็พร้อมกิน สะดวกสบายยิ่งนัก รับรองว่าจะไม่ทำให้เสียการงานของคุณชายเป็นแน่ จงใช้อย่างคุ้มค่าและกินให้อิ่มหนำเถิด'

เฝิงปั๋วซื่อประคองจดหมายฉบับนี้ไว้ หัวใจพลันสะเทือนอารมณ์จนน้ำตารื้น นึกถึงเมื่อครู่ที่ตนบันดาลโทสะใส่บุตรสาว ในใจก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ เขาลูบใบหน้าของตน พับจดหมายเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วค่อยๆ ก้มลงเก็บเศษก้อนบะหมี่แห้งที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาทีละชิ้น คล้องตะกร้าเดินเลี้ยวไปยังระเบียงหลังเรือนไม้ไผ่ เก็บฟืนมาก่อไฟต้มน้ำ แล้วจัดการชงทังปิ่งนี้ในชามไม้ไผ่

สายลมภูเขาพัดผ่านดงไผ่ เฝิงปั๋วซื่อสูดจมูกฟุดฟิด จ้องมองชามไม้ไผ่ตรงหน้าที่เพิ่งเปิดฝาออกด้วยความตื่นตะลึง ก้อนบะหมี่แข็งกรอบแห้งกรังข้างในนั้น เพียงพริบตาเดียวกลับกลายเป็นทังปิ่งที่มีน้ำซุปรสเลิศและกลิ่นหอมอบอวลได้จริงๆ!

ช่างมหัศจรรย์ราวกับปาฏิหาริย์แท้ๆ!

หลายวันมานี้ที่เขาลืมกินลืมนอนไม่ได้เขียนอักษรแม้แต่ตัวเดียว บัดนี้ความกลัดกลุ้มกังวลทั่วร่างถูกกลิ่นหอมนั้นชะล้างกลายเป็นเสียงท้องร้องจ๊อกๆ ประท้วงด้วยความหิวโหย เขาไม่สนใจว่ามันจะลวกปาก รีบกินบะหมี่อย่างหิวกระหายตะกละตะกลาม ครั้นกินไปได้ครึ่งชาม ท้องไส้ก็ค่อยๆ อบอุ่นอิ่มหนำ แม้แต่สมองที่เคยตีบตันจนคิดไม่ตกก็พลันสว่างวาบกระจ่างแจ้งขึ้นมา

"ถูกแล้ว! ถูกต้องแล้ว! ไฉนข้าถึงไม่จำแนกหมวดหมู่ตามบุคคล เหตุการณ์ และสิ่งของ แล้วเรียบเรียงลำดับตามยุคสมัยเล่า? หากทำเช่นนี้ สายธารประวัติศาสตร์อันยาวนานของทุกราชวงศ์หกยุคสมัย ย่อมมิกระจ่างแจ้งชัดเจนหรอกหรือ?" เฝิงปั๋วซื่อตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง เขายกชามทังปิ่งขึ้นซดจนหมดเกลี้ยง ส่งเสียงเรอออกมาคำหนึ่ง ตอนที่ลุกขึ้นยืนถึงกับสวมรองเท้าสลับข้างจนเกือบสะดุดล้มคว่ำหน้าคะมำ ก่อนจะซวนเซวิ่งกระหืดกระหอบกลับเข้าไปในเรือนไม้ไผ่ แล้วจับพู่กันตวัดเขียนอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง

บนทางเดินสายเล็กๆ ที่มุ่งหน้าลงสู่เชิงเขา เฝิงชีเหนียงพาบ่าวรับใช้เดินลงเขามาด้วยความโกรธกรุ่น เมื่อถึงเชิงเขาจึงพบว่ารถม้าที่เซี่ยสืออีเหนียงนั่งมายังคงจอดรออยู่ นางถอนหายใจด้วยความหดหู่ ก้าวเข้าไปเลิกม่านรถม้าขึ้น "สืออีเหนียง ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าไม่ต้องรอ ไฉนเจ้าจึงยังไม่กลับไปอีก?"

"จะทิ้งเจ้าไว้คนเดียวได้อย่างไรกันเล่า ก็ตกลงกันไว้แล้วว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้ามาส่งอาหารให้ลุงเฝิงนี่นา" สืออีเหนียงฉีกยิ้มกว้าง นางได้รับส่วนที่เป็นทรงกลมบนใบหน้าของพ่อแม่มาอย่างครบถ้วน หน้ากลม จมูกกลม ดวงตาทั้งคู่ก็กลมโต แม้จะไม่นับว่าสะสวยงดงามเป็นเลิศ ทว่ากลับดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก

เช้าวันนี้ นางเพิ่งจะอ้อนวอนขอให้ท่านแม่อนุญาตให้หยุดพักผ่อนหนึ่งวัน เพื่อออกมาเดินเที่ยวเล่นกับเฝิงชีเหนียง

หากเป็นยามปกติ ท่านแม่มักจะพานางไปจัดการดูแลกิจการต่างๆ ด้วยกันเสมอ ให้นางได้เรียนรู้วิธีการดูแลจัดการเรือน

นางเพิ่งผ่านวันเกิดเมื่อต้นปี อายุย่างเข้าสิบหกปีแล้ว แม้จะกล่าวว่าสตรีในยุคนี้มีทั้งที่แต่งงานตั้งแต่อายุน้อย และมีทั้งที่อายุสิบเก้าหรือยี่สิบปีจึงค่อยแต่งงาน ทว่าที่บ้านก็เริ่มมองหาว่าที่สามีให้นางแล้ว ช่วงครึ่งปีมานี้ซีซื่อจึงเข้มงวดกับนางขึ้นมาก เมื่อก่อนยังยอมปล่อยให้นางออกไปวิ่งเล่นข้างนอก หรือไปเที่ยวพักผ่อนที่คฤหาสน์นอกเมือง หรือแม้กระทั่งพาสาวใช้ไปพักที่บ้านท่านลุงที่โยวโจวก็ไม่มีปัญหา ทว่านับตั้งแต่พ้นเทศกาลปีใหม่ปีนี้มา นางก็แทบไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นตามลำพังอีกเลย นานๆ ทีจะได้ออกไป ก็มักจะติดตามมารดาไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลที่สนิทคุ้นเคย หรือไม่ก็นั่งรถม้าไปตรวจบัญชีที่ร้านค้าของตระกูล หรือไม่ก็ไปโรงเก็บเสบียงของสกุลเซี่ยที่ชานเมืองเพื่อนับจำนวนข้าวสารและธัญพืชที่เพิ่งส่งมาใหม่

ไม่ได้เที่ยวเล่นเดินตลาดอย่างสบายอกสบายใจเช่นนี้นานแล้ว

นางเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า "ประเดี๋ยวเจ้าไปเป็นเพื่อนข้าที่ร้านทองร้านเงินเพื่อรับปิ่นปักผมที่สั่งทำใหม่นะ พวกเราค่อยซื้อน้ำชาต้มสักหน่อย แล้วไปดูการแสดงงิ้วจ๋าจวี้ที่สะพานโจวเฉียวกันดีหรือไม่? ได้ยินว่ามีคนเขียนบทละครเรื่องใหม่ชื่อ 《หวังเซียงกงหย่าภรรยา》 ว่ากันว่าขับร้องได้ไพเราะและสนุกสนานยิ่งนัก"

"แล้วแต่เจ้าเถอะ จะไปเอาของหรือจะไปดูละคร ข้าเองตอนนี้ก็ไม่อยากกลับบ้านเหมือนกัน… เห็นท่านแม่เหน็ดเหนื่อยตรากตรำ แต่ข้ากลับช่วยอะไรไม่ได้เลย ในใจก็ยิ่งเป็นทุกข์" เมื่อครู่เฝิงชีเหนียงได้ยินเซี่ยสืออีเหนียงเอ่ยถึงพ่อของนาง พอนึกถึงสภาพที่บ้านที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ท่านย่ายิ่งแก่ตัวก็ยิ่งฟั่นเฟือนเลอะเลือน นอกจากจำใครไม่ได้แล้วยังชอบเอาไม้เท้าไล่ตีคนอีก! นางรู้ดีว่าตนไม่ควรนึกรังเกียจท่านย่า ทว่าในใจกลับยิ่งสงสารท่านแม่ที่ต้องคอยรองรับอารมณ์และโดนตีอย่างไร้เหตุผล เฝิงชีเหนียงอดถอนหายใจอย่างหม่นหมองไม่ได้ นางไม่มีกะจิตกะใจกับข้อเสนอของสืออีเหนียงเลยสักนิด แม้จะตอบตกลง ทว่าพอก้าวขึ้นไปบนรถม้าแล้วก็ยังคงนั่งหน้าเศร้าซึม

"ชีเหนียง เจ้าจะทรมานตัวเองไปไยเล่า? เรื่องของผู้ใหญ่ก็ปล่อยให้พวกท่านปวดหัวกันเองเถิด ในเมื่อพวกเราช่วยอะไรไม่ได้ ก็ดูแลตัวเองให้ดีเป็นพอ" เซี่ยสืออีเหนียงเอียงคอ เด็กสาวในวัยนี้มักรักความถูกต้องเกลียดชังความอยุติธรรมเป็นที่สุด นางจึงกอดอกส่งเสียงฮึดฮัด "โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าไปมัวกลัดกลุ้มเรื่องท่านพ่อของเจ้าเลย เจ้าคอยนึกถึงเขาไปเสียทุกเรื่อง ทว่าเขากลับคิดถึงแต่ตำราของตนเอง แม้กระทั่งทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปที่อุตส่าห์แย่งชิงซื้อมาจากร้านสกุลเสิ่นได้ยากลำบาก เจ้าส่งไปให้แล้วเขาสำนึกในน้ำใจเจ้าหรือไม่? ดูสภาพเจ้าตอนนี้ก็รู้แล้วว่าคงไปชนตอเข้าให้ วันหน้าเจ้าอย่าได้ไปสนใจเขาอีกเลย"

เฝิงชีเหนียงก้มหน้าลงอย่างเศร้าสร้อย "พูดว่าไม่สนใจ แล้วจะตัดใจไม่สนใจได้อย่างไรกันเล่า? นั่นท่านพ่อนะ ข้ารู้ว่าเจ้าพูดเพื่อปลอบใจข้า ทว่าวันหน้าอย่าได้พูดเช่นนี้อีกเลย ข้ารู้ว่าเจ้าเจตนาดี แต่หากคนอื่นที่มีเจตนาร้ายได้ยินเข้า จะหาว่าเจ้าเป็นคนอกตัญญูแล้วจะทำอย่างไร?"

"ข้ารู้ดี เพราะฉะนั้นข้าจึงพูดความจริงในใจกับเจ้าคนเดียวอย่างไรเล่า คำพูดนี้ก็มิได้บอกให้เจ้าตัดขาดไม่สนใจเขาไปตลอดชีวิตเสียหน่อย อย่างน้อยก็ต้องสั่งสอนให้เขารู้สึกบ้าง ท่านแม่ของข้าเคยบอกไว้ว่า เป็นสตรีจะเอาแต่ยอมเป็นคนดีมีคุณธรรมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากไม่มีอารมณ์โมโหเสียบ้าง ก็จะถูกคนอื่นมองว่าเป็นลูกพลับนิ่มที่คิดจะบีบขยำอย่างไรก็ได้" เซี่ยสืออีเหนียงพองแก้มทำท่าทางดุดัน "ยกตัวอย่างเช่น ท่านพ่อที่น่าชังที่สุดของข้า เมื่อเช้านี้เขากวาดเอาทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปที่เหลือทั้งหมดในบ้านพกไปที่ว่าการ บอกว่าจะเอาไปเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ให้พวกเพื่อนร่วมงาน ทำเอาข้าโกรธจนสาบานว่าจะไม่พูดกับเขาเป็นเวลาสามวัน! พูดคำไหนคำนั้น!"

เมื่อพูดถึงทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูป เซี่ยสืออีเหนียงก็รู้สึกอยากกินขึ้นมาครามครัน เช้าตรู่วันนี้พอนางตื่นนอนก็ตั้งใจจะชงสักชาม จึงสั่งให้จวี๋ลี่ไปเอาที่ห้องครัว ทว่าพ่อครัวฟางกลับผายมือออกอย่างจนปัญญา บอกว่าท่านพ่อสั่งให้กวาดเอาไปหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรเลยสักนิด! แม้กระทั่งตะกร้าก็ยังยกไป ไม่เหลือแม้แต่เศษบะหมี่ให้เห็น

ในชั่วขณะนั้น เซี่ยสืออีเหนียงรู้สึกราวกับท้องฟ้าถล่มทลายลงมาตรงหน้า

โชคดีที่จิ่วเกอเอ๋อร์สนิทคุ้นเคยกับเสิ่นเหนียงจื่อผู้นั้น นางออดอ้อนรบเร้าอยู่นาน จิ่วเกอเอ๋อร์จึงยอมให้โจวต้าไปซื้อจากร้านสกุลเสิ่นมาเพิ่มอีกสองสามห่อ

หลายวันมานี้ ธรณีประตูร้านทังปิ่งสกุลเสิ่นแทบจะถูกผู้คนเหยียบจนพังทลาย ผู้คนที่มาต่อแถวซื้อทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปในแต่ละวันยาวเหยียดไปจนถึงสะพานจินเหลียง เสิ่นเหนียงจื่อเพียงคนเดียวทำไม่ไหวมากมายถึงเพียงนั้น ในที่สุดจึงประกาศออกไปว่า จะขายทังปิ่งเพียงวันละสองร้อยก้อนเท่านั้น ทว่าก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ต่อมาถึงกับมีพวกอันธพาลว่างงานมารอดักอยู่หน้าร้านตั้งแต่เช้าตรู่ พอเสิ่นเหนียงจื่อเปิดประตูก็แห่กรูเข้าไป เหมาซื้อทีละสิบยี่สิบห่อ แล้วนำไปขายต่อให้คนอื่นที่ซื้อไม่ทันในราคาสูงลิบลิ่ว

จิ่วเกอเอ๋อร์บอกว่า เสิ่นเหนียงจื่อเรียกคนพวกนี้ว่า 'หวงหนิว' เซี่ยสืออีเหนียงไม่เข้าใจความหมาย บางที… อาจเป็นเพราะท่าทางของพวกว่างงานที่แย่งกันกว้านซื้อทังปิ่งไปขายต่อ ช่างเหมือนกับฝูงวัวเหลืองที่แตกตื่นวิ่งพล่านกระมัง?

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้เสิ่นเหนียงจื่อได้ตั้งกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมา กำหนดให้แต่ละคนซื้อได้ไม่เกินคนละสามชามต่อวัน ทั้งยังแจกติ้วไม้ไผ่ให้แก่ลูกค้าที่ยืนเข้าแถวยาวเหยียด ติ้วไม้ไผ่หนึ่งอันแทนทังปิ่งหนึ่งชาม เมื่อติ้วไม้ไผ่แจกหมด คนที่อยู่ข้างหลังก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลายืนรออีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าบางแห่งเริ่มเลียนแบบเสิ่นเหนียงจื่อ ทำทังปิ่งทอดน้ำมันกึ่งสำเร็จรูปออกมาบ้าง ทว่าพวกเขากลับไม่รู้สูตรผสมของการทอดทังปิ่ง บางคนทอดจนเส้นบะหมี่ดำเกรียม บางคนทอดแล้วไม่ว่าจะแช่น้ำร้อนอย่างไรเส้นก็ไม่คลายตัว ทั้งยังเคี่ยวน้ำซุปให้มีรสชาติกลมกล่อมเข้มข้นอย่างเสิ่นเหนียงจื่อไม่ได้ จนถึงบัดนี้จึงยังคงมีเพียงทังปิ่งของร้านสกุลเสิ่นเท่านั้นที่ทั้งอร่อยและสะดวกสบาย

ทังปิ่งหนอทังปิ่ง สืออีเหนียงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตนเองจะหลงรักการกินทังปิ่งได้ถึงเพียงนี้

บัดนี้เพียงแค่นึกถึง นางก็รู้สึกหิวขึ้นมาแล้ว

เซี่ยสืออีเหนียงเหลือบมองสีหน้าของเฝิงชีเหนียงที่ยังคงหม่นหมอง จึงกระซิบกระซาบว่า "มิสู้พวกเราไปหาอะไรกินที่ร้านสกุลเสิ่นกันก่อนดีหรือไม่? เวลานี้น่าจะขายทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปหมดแล้ว แต่จิ่วเกอเอ๋อร์บอกว่าทังปิ่งชนิดอื่นที่เสิ่นเหนียงจื่อทำก็อร่อยเลิศล้ำเช่นกัน พวกเราลองไปชิมดูก็ได้นะ"

เฝิงชีเหนียงก้มหน้าเอ่ยเสียงแผ่ว "ข้าไม่มีความอยากอาหารเลย"

"เจ้านี่ไม่เหมือนลุงเฝิงหรอกหรือ? พอเจอปัญหาเข้าหน่อยก็ไม่ยอมกินข้าวกินปลา แบบนี้จะใช้ได้อย่างไรกัน? เชื่อข้าเถอะ กินทังปิ่งร้อนๆ สักชาม หากกินจนเหงื่อซึมออกมาได้ล่ะก็ เจ้าจะต้องรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายตั้งแต่ข้างในออกมาข้างนอกอย่างแน่นอน" เซี่ยสืออีเหนียงเห็นว่าเกลี้ยกล่อมไม่ได้ผล จึงกลอกตาไปมา งัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ เอ่ยอย่างมีเลศนัยว่า "ไม่แน่ว่าจิ่วเกอเอ๋อร์อาจจะอยู่ที่นั่นด้วยนะ วันนี้ข้าเห็นเขาออกจากบ้านแต่เช้าเลย"

พอเอ่ยว่าเซี่ยฉีอาจจะไปที่นั่นด้วย คิ้วตาของเฝิงชีเหนียงก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เอ่ยอย่างเอียงอายว่า "เช่นนั้น… ก็ลองไปชิมดูสักหน่อยเถิด"

ยอดเยี่ยมไปเลย! ได้ยินจิ่วเกอเอ๋อร์บอกว่าที่ร้านของเสิ่นเหนียงจื่อยังมี 'บะหมี่หูถู' รสเลิศอยู่อีกชามหนึ่ง นางอยากจะลองลิ้มชิมรสมานานแล้ว! เซี่ยสืออีเหนียงจึงสั่งการบ่าวรับใช้ที่ติดตามรถม้าอยู่ด้านนอกด้วยความกระตือรือร้น ให้วกหัวรถม้ากลับ แล้วมุ่งตรงไปยังตรอกหยางหลิ่วตงริมสะพานจินเหลียงทันที

ส่วนเสิ่นเหมี่ยวที่กำลังถูกเซี่ยสืออีเหนียงคิดถึงอยู่นั้น นางกำลังอาศัยช่วงเวลาเที่ยงวันที่มีลูกค้าน้อย นั่งทำหน้ากลัดกลุ้มอยู่ตรงข้ามกับป้าสะใภ้กู้ ฟังอีกฝ่ายอธิบายอย่างละเอียดถึงวิธีการไปหานายหน้าว่าจ้างแรงงาน—นางทนรับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางต้องล้างชามและทำความสะอาดร้านติดต่อกันจนถึงยามสามมาสามสี่วันแล้ว

แม้จะกล่าวว่าการค้าขายในช่วงหลายวันนี้จะเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ไหเก็บเงินทองบรรจุจนเต็มปรี่จนล้นทะลักออกมา แม้กระทั่งตอนนี้นางก็ยังไม่มีเวลานั่งนับอย่างละเอียด ทว่าจากการประเมินคร่าวๆ นางน่าจะหาเงินได้มากกว่าสิบก้วนแล้ว

เงินทองแม้จะมากมาย ทว่ามันเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสเกินไปแล้ว! นางกับจี้เกอและเซียงเจี่ยเอ๋อร์ต้องรับมือกับความวุ่นวายตลอดหลายวันนี้ ทั้งสามคนหมุนเคว้งราวกับลูกข่าง เมื่อนอนหลับไม่เพียงพอสมองก็พลอยมึนงง สองวันมานี้แม้แต่นางเองก็ยังเผลอทำชามตกแตก ทำสิ่งของเสียหาย ส่งก้อนบะหมี่ผิดโต๊ะจนเกิดเรื่องผิดพลาดมากมาย นางต้องทนลำบากบ้างก็ช่างเถิด ทว่าเด็กน้อยทั้งสองคนที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต กลับเหน็ดเหนื่อยจนเดินขาลอยก้าวเซ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมเป็นบาปเป็นกรรมแท้ๆ ดังนั้นวันนี้ไม่ว่าจะอย่างไร นางจึงพยายามเกลี้ยกล่อมจนสามารถไล่เซียงเจี่ยเอ๋อร์และจี้เกอไปพักผ่อนที่โรงพิมพ์หนึ่งวัน ไม่อนุญาตให้พวกเขาอยู่ช่วยงานที่บ้านเด็ดขาด

การจ้างคน นางจำเป็นต้องจ้างคนมาช่วยงานแล้วจริงๆ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับความนิยมถึงเพียงนี้ อยู่เหนือความคาดหมายของนางอย่างสิ้นเชิง เพราะอาหารสิ่งนี้กินง่ายสะดวกสบายก็จริง ทว่าตอนที่นางลงมือทำนั้นกลับไม่ได้สะดวกสบายเอาเสียเลย! ต้องใช้เวลาและหยาดเหงื่อแรงกายมากกว่าการทำเส้นบะหมี่ธรรมดาเสียอีก ก่อนจะทำก้อนบะหมี่ได้ ขั้นแรกต้องนวดแป้ง พักแป้ง ดึงเส้น จากนั้นนำเส้นบะหมี่ไปต้มจนสุกครึ่งหนึ่ง ตักขึ้นมาแช่ในน้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิ แล้วจึงสะเด็ดน้ำให้แห้งสนิท ขั้นตอนนี้ละเว้นไม่ได้เด็ดขาด มีเพียงการกระตุ้นด้วยความร้อนและเย็นสลับกันเช่นนี้เท่านั้น จึงจะทำให้เส้นบะหมี่หลังผ่านการทอดน้ำมันมีความกรุบกรอบและเหนียวนุ่มเป็นพิเศษ

หลังจากนั้นจึงนำพริกไทย เกลือ และเครื่องปรุงรสสูตรลับมาคลุกเคล้าลงบนเส้นบะหมี่ที่สะเด็ดน้ำแห้งแล้ว ถึงตอนนี้จึงค่อยเริ่มลงมือทอดบะหมี่ การทอดบะหมี่ก็ต้องอาศัยความอดทน เมื่อน้ำมันร้อนประมาณห้าส่วนก็ต้องดึงฟืนออกเพื่อลดเป็นไฟอ่อน นำเส้นบะหมี่ที่ขดเป็นก้อนกลมลงไปทอดจนคงรูป แล้วจึงค่อยๆ พลิกกลับด้านเพื่อทอดต่อไป

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการเคี่ยวน้ำซุป การอบผักรวมหั่นชิ้นเล็กๆ การทำไข่พะโล้ และเนื้อพะโล้อีกเล่า?

ด้วยประสบการณ์จากชาติก่อน ทำให้นางนับเป็นคนที่มีมือเท้าคล่องแคล่วว่องไวเป็นพิเศษแล้ว ทว่าก็ยังไม่อาจผลิตออกมาในปริมาณมหาศาลได้

บัดนี้กระแสนิยมนี้ดำเนินต่อเนื่องมาหลายวันแล้ว แม้จะเริ่มซาลงอย่างเชื่องช้า ทว่าคนที่ตั้งใจเดินทางมาซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในแต่ละวันก็ยังคงมีจำนวนไม่น้อย หากคิดจะทำการค้าให้ยั่งยืนยาวนาน ก็ไม่อาจฝืนทนประคับประคองไปเช่นนี้ได้ บัดนี้เพื่อที่จะสามารถผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองร้อยชุดนี้ให้ทันขายในแต่ละวัน แผงอาหารเช้าและบะหมี่ชนิดอื่นๆ ในร้านของนางแทบจะต้องหยุดขายไปโดยปริยาย

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ถึงกับมี 'พ่อค้ากว้านซื้อเก็งกำไร' โผล่ออกมาแล้ว นางรู้สึกอยู่เสมอว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ใช่วัฏจักรที่ดี และอาจจะพังทลายลงเหมือนฟองสบู่ได้ง่ายดาย

บัดนี้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปฮิตระเบิดเป็นเพราะคนรู้สึกแปลกใหม่และกินสะดวก ทว่าอาหารชนิดใดก็ตามเมื่อปรากฏขึ้นนานเข้า ย่อมต้องมีคนที่ชื่นชอบและคนที่ไม่ชื่นชอบ ดุจดั่งมนุษย์เราที่ไม่อาจทำให้ทุกคนรักใคร่ได้ นางคาดเดาได้ว่ากระแสที่คึกคักเช่นนี้จะต้องซาลงในที่สุด นางไม่อาจพึ่งพาเพียงสิ่งนี้ประทังชีวิตไปได้ตลอด ยังคงต้องรับประกันความหลากหลายของรายการอาหารในร้าน และทำให้กิจการสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น

มิเช่นนั้นหากถูกผู้อื่นลอกเลียนแบบ จะยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก

ทว่าการถูกลอกเลียนแบบย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในยุคต้าซ่ง การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นอยู่กับข้อตกลงทางศีลธรรมล้วนๆ เช่น ตอนแกะสลักพิมพ์หนังสือจะมีข้อความระบุไว้ว่านี่เป็นงานแกะพิมพ์ของโรงพิมพ์ใด ห้ามมิให้ผู้ใดแกะพิมพ์ซ้ำ ทว่านั่นก็เป็นเพียงเรื่องลมๆ แล้งๆ มิได้มีกฎหมายที่เป็นทางการมารองรับคุ้มครองอย่างแท้จริง ผู้มีฝีมือทางหัตถศิลป์เช่นเสิ่นเหมี่ยวหรือตาเฒ่าหยาง ล้วนต้องพึ่งพาการสืบทอดอย่างเป็นความลับภายในตระกูลหรือระหว่างอาจารย์กับศิษย์เท่านั้น จึงจะสามารถรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้

ทว่าเรื่องพรรค์นี้ แม้กระทั่งในโลกยุคหลังก็ยังยากจะกำจัดให้หมดสิ้น นับประสาอะไรกับยุคพันปีก่อนเล่า บนผืนแผ่นดินหัวเซี่ยตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มักเปี่ยมด้วยพรสวรรค์อันล้นเหลือในเส้นทางการลอกเลียนแบบเสมอ เสิ่นเหมี่ยวจึงไม่กล้าประเมินสติปัญญาของชนชั้นแรงงานต่ำไปเด็ดขาด

ย่อมมีสักวันที่วิธีทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้จะถูกผู้อื่นถอดรหัสไขความลับจนแตกกระจุย ดังนั้นนางจึงต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรับมือกับช่วงเวลานั้น

การเตรียมการนี้ หากมองลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย ย่อมต้องเริ่มต้นจากการจ้างคนก่อนเป็นอันดับแรก

นางต้องการปลดปล่อยสองมือของตนเองออกจากงานจิปาถะที่ซ้ำซากจำเจ เพื่อจะได้ทุ่มเทสมาธิไปกับการทำอาหารรสเลิศ และรังสรรค์ของอร่อยที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

โบราณว่าไว้ การตีเหล็กตัวเราเองต้องแกร่งก่อน ฝีมือชั้นเลิศเท่านั้นจึงจะผูกมัดใจของลูกค้าไว้ได้ตลอดกาล

ป้าสะใภ้กู้ย่อมล่วงรู้ถึงความกลัดกลุ้มใจของนาง ครั้นได้ยินว่านางคิดจะว่าจ้างคนงาน จึงพยักหน้าเห็นพ้องอย่างยิ่ง ก่อนจะช่วยอธิบายให้นางฟังว่า

"ยามนี้ในเมืองชั้นในมีหางเหล่าจัดหาแรงงานอยู่สิบกว่าแห่ง ข้าไปหาจางหยาจื่อ คนผู้นั้นนับว่าค่อนข้างซื่อสัตย์จริงใจ เจ้าต้องการคนแบบไหนก็จงกำชับบอกเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาก็จะไปเสาะหาคนมาให้ ใช้เวลาเพียงราวๆ ครึ่งวันก็จะพาคนสี่ห้าคนมาให้เจ้าดูตัว หากเจ้าดูแล้วไม่ถูกใจ เขาก็จะไปเสาะหามาใหม่อีก หากเจ้าดูแล้วถูกชะตา ตกลงค่าจ้างกันเรียบร้อย เขาก็จะไปตามหาซ่งซือที่สนิทคุ้นเคยมาทำสัญญาว่าจ้าง เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว"

ป้าสะใภ้กู้เย็บเสื้อผ้าไปพลาง ชำเลืองมองรอยคล้ำใต้ตาของเสิ่นเหมี่ยวที่เกิดจากการอดหลับอดนอนไปพลาง "มิใช่ว่าป้าสะใภ้อย่างข้าจะว่าเจ้านะ เจ้าควรจะหาคนมาช่วยตั้งแต่ก่อนเปิดร้านเสียด้วยซ้ำ"

เสิ่นเหมี่ยวได้แต่ยิ้มเจื่อน "ใครจะไปรู้เล่าเจ้าคะว่าจู่ๆ จะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้"

ตัวนางที่เติบโตมาจนเคยชินกับการเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสารพัดรูปแบบ หลากหลายรสชาติ และต่างยี่ห้อกันตั้งแต่เด็ก ยังคงประเมินความคลั่งไคล้ของคนโบราณที่มีต่ออาหารประเภทนี้ต่ำเกินไป บางทีในโลกชาติก่อน ยามที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ก็คงจะได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้เหมือนกันกระมัง?

"ทว่าป้าสะใภ้กลับคิดว่าเจ้าอย่าได้จ้างคนงานเลย เจ้าควรจะซื้อบ่าวรับใช้มาไว้ใช้งานสักสองคนดีกว่า" ป้าสะใภ้กู้กดเสียงลงต่ำกะทันหัน ช่วยคิดหาทางออกให้แก่เสิ่นเหมี่ยวโดยนึกถึงสถานการณ์ของนางอย่างแท้จริง "ที่บ้านของป้าสะใภ้เองก็กุมสูตรลับการหมักสุราประจำตระกูลไว้ สิ่งนี้ไม่มีทางเปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้เด็ดขาด! ด้วยเหตุนี้ ที่บ้านเราจึงว่าจ้างแรงงานชั่วคราวเพียงสองคนเฉพาะในเดือนสามและเดือนเก้าเท่านั้น เพื่อให้มาช่วยแบกไหสุราโดยเฉพาะ งานอย่างอื่นไม่ยอมให้แตะต้องแม้แต่น้อย ในวันธรรมดา ทั้งหมดล้วนเป็นลุงเซี่ยของเจ้ากับถูซูสองคนช่วยกันจัดการ โรงหมักสุราไม่เคยอนุญาตให้คนนอกย่างกรายเข้าไป แม้แต่หัวเชื้อสุราก็ต้องเก็บซ่อนเป็นความลับ ทว่าเจ้าไม่เหมือนกัน หากเจ้าจ้างคนมาช่วยล้างชาม กวาดถูพื้น หรือหาบน้ำผ่าฟืน ห้องครัวของเจ้ามีขนาดเพียงแค่นั้น จะหลบเลี่ยงอย่างไรก็หลบไม่พ้น หากถูกพวกคนงานเหล่านั้นลอบจดจำวิชาไป เจ้าจะทำอย่างไรเล่า? มิสู้ซื้อทาสรับใช้มาสักสองคน ถือหนังสือสัญญาขายตัวของพวกเขาไว้ ให้พวกเขารับฟังคำสั่งของเจ้าไปชั่วชีวิต ทั้งยังไม่อาจแปรพักตร์ไปรับใช้นายคนอื่นได้ นี่จึงจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยรอบคอบที่สุด"

เสิ่นเหมี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าในใจยังคงรู้สึกลังเลใจอยู่บ้าง

ประการแรก ยามนี้มิใช่ปีทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพง หากคิดจะซื้อแรงงานที่สามารถทำงานได้สักคน เกรงว่าคงต้องใช้เงินถึงสามสิบหรือห้าสิบก้วน เงินก้อนนี้มิใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย ประการต่อมา เสิ่นเหมี่ยวไม่ได้มีนิสัยหน้าเลือดอย่างโจวปาผีที่ชอบขูดรีดผู้อื่น หากซื้อคนมาใช้งาน ด้านหนึ่งในใจก็รู้สึกกระดากอายและไม่สบายใจ อีกด้านหนึ่งนางก็ไม่อยากกดขี่ข่มเหงผู้อื่น หากซื้อมาแล้ว ย่อมต้องแบกรับภาระดูแลเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตายของพวกเขาไปตลอดชีวิต เรื่องนี้ก็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเช่นกัน ประการที่สาม หากซื้อคนมาแล้วก็เหมือนเดินหมากที่ไม่อาจถอยกลับได้ หากคนผู้นั้นเกียจคร้าน ชักช้าเชื่องช้า หรือมีจิตใจคดโกงชั่วร้ายเล่าจะทำอย่างไร? จะให้ส่งขายต่อออกไปราวกับค้าขายวัวควายแพะแกะเช่นนั้นหรือ?

ทว่าหากเป็นการว่าจ้างคนงานย่อมแตกต่างกัน ทั้งสองฝ่ายทำสัญญาต่อกัน เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมและระบุราคาชัดเจน หากเขาทำงานได้ไม่ดี ก็แค่ส่งตัวกลับคืนไปยังหางเหล่าแล้วเปลี่ยนคนใหม่ที่ดีกว่าเข้ามา วันธรรมดามีสิ่งใดควรพูดก็พูดกันตรงๆ นางย่อมสามารถมองเขาด้วยทัศนคติที่ปกติและเสมอภาคเท่าเทียมได้

ทว่าสิ่งที่ป้าสะใภ้กู้กล่าวมาก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล ในยุคสมัยนี้ ฝีมือวิชาชีพคือทุกสิ่งทุกอย่างของนาง แน่นอนว่านางย่อมไม่ปรารถนาจะให้ฝีมือของตนถูกผู้อื่นลอบขโมยเรียนรู้ไป แล้วออกไปเปิดร้านใหม่ตั้งตัวเป็นคู่แข่งกับนาง โบราณว่าไว้ดีแท้ 'สอนศิษย์จนเก่งกล้า อาจทำให้อาจารย์ต้องอดตาย'

นางเองก็ไม่อยากต้องอดตายเช่นกัน

คิดไปคิดมา เสิ่นเหมี่ยวจึงได้แต่ถอนหายใจ "ข้าขอคิดดูอีกทีแล้วกันนะเจ้าคะ"

นางกล่าวคำอำลากับป้าสะใภ้กู้ ก้าวเท้าเดินลากขากลับมายังร้านของตนเอง ร้านที่ว่างเปล่ากำลังรอคอยต้อนรับลูกค้าอย่างเงียบสงบ

เมื่อคืนก่อนนางอดหลับอดนอนทั้งคืน ทอดก้อนบะหมี่ไว้ถึงสี่ร้อยก้อนเพื่อแบ่งขายสองวัน ในที่สุดจึงพอมีเวลาได้หายใจหายคอบ้าง เช้าวันนี้ขายหมดไปสองร้อยก้อน ในห้องครัวยังมีเก็บสำรองไว้อีกสองร้อยก้อน นางจึงสามารถเตรียมก้อนบะหมี่สองร้อยก้อนที่ต้องใช้ขายในวันมะรืนได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบจนเกิดข้อผิดพลาดหรือร้อนรนกระวนกระวายใจอีก

ทว่าเพราะขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่เช้าตรู่ ช่วงสายตลอดทั้งวันคนในร้านจึงกลับไม่ได้แน่นขนัดเหมือนวันแรก ดูเหมือนว่าหลายคนจะไม่รู้ว่านางยังสามารถทำทังปิ่งชนิดอื่นได้อีก มุ่งหน้ามาเพียงเพื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น พอซื้อเสร็จก็จากไป ดังนั้นหลังจากเปิดประตูร้านคึกคักอยู่ชั่วครู่ บัดนี้จึงกลับมาเงียบเหงาลงอีกครา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพ้นเที่ยงวันไปแล้ว ร้านก็ยิ่งดูโล่งโจ้งว่างเปล่า

เสิ่นเหมี่ยวนั่งอยู่ในร้านของตนเองพลางครุ่นคิดเรื่องการว่าจ้างคนงาน เหลยถิงกับลูกสุนัขนอนเกยกันอยู่หน้าประตูร้านเพื่อผึ่งแดด แสงแดดส่องจนขนของมันฟูนุ่ม ดวงตาสีอำพันค่อยๆ หรี่ลงด้วยความง่วงงุน

ในขณะที่สุนัขแทบจะนอนแผ่แบนแต๊ดแต๋ราวกับแผ่นขนมอยู่นั้น บนถนนสายหลักด้านนอก จู่ๆ ก็มีเสียงผู้คนเอะอะโวยวายดังขึ้นอย่างที่หาได้ยาก

"เจ้าเป็นคนบอกเองมิใช่หรือว่าไม่เอาค่าจ้าง ขอให้ข้าลองให้โอกาสดู ข้าให้ลองทำอยู่หลายวัน รู้สึกไม่พอใจ ไม่อยากจ้างนางทำงานต่ออีกแล้ว มันไม่ได้หรืออย่างไร! ตกลงว่าใครกันแน่ที่พูดแล้วคืนคำ! คำพูดนี้เจ้าเป็นคนพูดเองใช่หรือไม่! บัดนี้กลับมาร้องรำพันตื๊อไม่เลิก ปล่อยมือเดี๋ยวนี้! หรืออยากจะลองลิ้มรสกำปั้นของข้าดูบ้าง?"

เสิ่นเหมี่ยวช้อนสายตาขึ้นมอง นางมองไม่เห็นว่าคนที่กำลังทะเลาะกันยืนอยู่ตรงไหน ทว่าเมื่อมองลอดจากร้านออกไป กลับมองเห็นเงาทอดยาวพาดเฉียงครึ่งท่อนบนพื้น ดูเหมือนจะเป็นบุรุษร่างกำยำยืนเท้าสะเอว ผลักไสสตรีที่ผอมโซเตี้ยแคระกว่าเขาตรงหน้าอย่างหงุดหงิดรำคาญใจ

"ไสหัวไปซะ หากมิใช่เพราะข้ามีเมตตาจิตเปี่ยมล้น เจ้ากับลูกสาวที่โง่เง่าดั่งไก่ไม้ของเจ้า จะมีข้าวกินตลอดหลายวันนี้หรือ? หากเจ้ายังตื๊อไม่เลิก ข้าจะไปแจ้งความที่ว่าการเดี๋ยวนี้! ให้ทหารเซียงจวินเอาไม้พลองมาฟาดก้นนังแก่เจ้าเล่ห์ที่คิดจะตบทรัพย์คนอื่นอย่างเจ้าให้เข็ดหลาบ!"

เงาของสตรีผู้นั้นถูกผลักล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรง ทว่านางยังคงพยายามเหนี่ยวรั้งชายเสื้อของชายผู้นั้นไว้แน่นไม่ยอมปล่อย กระทั่งได้ยินเขาขู่ว่าจะไปแจ้งความที่ว่าการ นางจึงตกใจกลัวจนรีบปล่อยมือ ชายผู้นั้นจึงพ่นลมหายใจเสียงดังลงพื้นอย่างรังเกียจ ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ แล้วก้าวยาวๆ เดินจากไปอย่างรวดเร็ว

"ใครหน้าไหนจะไปจ้างคนโง่เง่า ฝันกลางวันไปเถอะ!"

เมื่อเสียงฝีเท้าของชายผู้นั้นห่างออกไป เสียงร้องไห้คร่ำครวญอันน่าเวทนาก็ดังแว่วเข้ามาอย่างโศกเศร้า เสิ่นเหมี่ยวอดรนทนไม่ไหว ผุดลุกขึ้นยืนแล้วชะโงกหน้าออกไปมองด้านนอก คาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นคนที่ตนเคยพบเห็นมาก่อน

บนถนนเยื้องฝั่งตรงข้าม หญิงชราที่ครั้งหนึ่งเคยแต่งกายสะอาดสะอ้าน บัดนี้กลับตกอยู่ในสภาพซอมซ่ออเนจอนาถ แก้มข้างหนึ่งบวมช้ำ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง นางนั่งอยู่บนพื้น ร่างกายแปดเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและโคลนตมที่เกลือกกลิ้งไปกับพื้นยามอ้อนวอนเมื่อครู่ บุตรสาวผู้ไร้เดียงสาไม่ประสีประสาของนางนั่งยองๆ อยู่ด้านหลัง บนตัวและมือยังมีคราบขี้เถ้าฟืนหลงเหลืออยู่

มีผู้คนที่ชอบมุงดูเรื่องสนุกสนานพากันเข้ามาล้อมวงด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางชี้ไม้ชี้มือ หญิงชรากางแขนออกโดยสัญชาตญาณเพื่อปกป้องบุตรสาวที่ตัวสูงใหญ่กว่าตนไว้ข้างหลัง นางไม่ร่ำไห้อีกต่อไปแล้ว ทว่ากลับกัดฟันพยายามจะยันกายลุกขึ้นยืน หากแต่เมื่อครู่นางหกล้มกระแทกพื้นค่อนข้างแรง ฝ่ามือที่ยันพื้นไว้จึงไม่อาจลุกขึ้นได้เสียที นางจึงทำได้เพียงด่าทอกลุ่มคนที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ อย่างดุเดือดเผ็ดร้อนว่า "มองอะไรกัน! เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วย! ถอยไป ถอยไปให้หมด!"

เสิ่นเหมี่ยวไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย นางแทรกตัวผ่านฝูงชนก้าวเข้าไปข้างหน้า ก้มตัวลงแล้วออกแรงพยุงหญิงชราผู้นั้นลุกขึ้นเบาๆ

หญิงชราเงยหน้าที่ยังคงเปื้อนคราบน้ำตาขึ้น จู่ๆ ก็ถูกใครบางคนดึงตัวให้ลุกขึ้น นางจึงมองเสิ่นเหมี่ยวด้วยความประหลาดใจ

บนใบหน้าที่ผ่านการร่ำไห้ของนาง หยาดน้ำตาไหลรินดุจสายธารชะล้างคราบฝุ่นดินทรายสีเหลืองบนใบหน้า ทิ้งร่องรอยขุ่นมัวเป็นทางยาวสองสาย ไหลลงมาจนถึงคางที่ซูบตอบ ยิ่งแลดูน่าขันและน่าเวทนายิ่งนัก

เมื่อครู่ป้าสะใภ้หลี่ก็ยืนมุงดูเรื่องสนุกอยู่ในฝูงชนด้วย ที่ใดมีเรื่องสนุกย่อมต้องมีเงาร่างของนางปรากฏอยู่ที่นั่นเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นร้านค้าของนางก็ตั้งอยู่ตรงนี้ ย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง นางกำลังแทะเมล็ดแตงโมดูเรื่องราวอย่างออกรสออกชาติ ครั้นเห็นเสิ่นเหมี่ยวจู่ๆ ก็เบียดแทรกเข้าไป จึงอดไม่ได้ที่จะมองซ้ายมองขวา ดึงแขนเสื้อของเสิ่นเหมี่ยวไว้โดยสัญชาตญาณ "ต้าเจี่ยเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ? อย่าได้ไปแส่หาเรื่องใส่ตัวเลย ประเดี๋ยวจะถูกเกาะติดจนเดือดร้อนไปด้วยนะ"

เสียงของป้าสะใภ้หลี่มิใช่เบาๆ จึงยิ่งทำให้ใบหน้าที่ซอมซ่ออเนจอนาถของหญิงชราฉายแววโกรธแค้นเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

"นังหญิงผู้นี้อย่าได้มาพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ! ข้าไม่ได้มาร้องรำพันตื๊อไม่เลิก และไม่ได้คิดจะตบทรัพย์ใครทั้งนั้น! ลูกสาวของข้าไปทำงานหนักที่บ้านเถาต้ากวนเหรินผู้นั้นตั้งสิบวัน ทุกวันต้องหาบน้ำผ่าฟืนให้เขา ทั้งยังต้องเฝ้าเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาตลอดทั้งคืน แม้แต่จะสัปหงกก็ยังทำไม่ได้! แล้วเขาเล่า? แต่ละวันเขาให้เพียงข้าวต้มจืดชืดสองชาม บัดนี้แม้แต่อีแปะเดียวก็ยังไม่ยอมจ่าย ข้าเพียงแค่ต้องการขอความเป็นธรรม ทว่ากลับถูกบ่าวรับใช้ของเขาซ้อมตีและเหยียดหยาม! จะกลายเป็นว่าข้ามาก่อความวุ่นวายตบทรัพย์ได้อย่างไร?"

"ลูกสาวของเจ้าเป็นคนโง่มิใช่หรือ? คนโง่จะไปทำงานทำการเป็นได้อย่างไร?"

"คนอื่นเขาก็บอกอยู่แล้ว เจ้าเป็นคนเอ่ยปากเองว่าจะให้ลองทำดูโดยไม่เอาค่าจ้าง จะไม่ให้ถือว่าเจ้าคืนคำได้อย่างไร?"

"นั่นสิ คนเขายอมให้คนโง่ทำงานก็นับว่ามีเมตตาปรานีมากโขแล้ว…"

หญิงชราโกรธจนน้ำตาไหลทะลักออกมาอีกระลอก นางกำหมัดแน่น ทั้งร้อนใจทั้งเคียดแค้น "ที่ตกลงกันไว้คือให้ทดลองงานสามวันโดยไม่เอาค่าจ้าง ทว่าลูกสาวของข้าทำไปตั้งสิบวัน ไฉนจึงจะทวงถามค่าจ้างของเจ็ดวันที่เหลือไม่ได้เล่า?"

ทว่าเสียงของนางกลับถูกเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของฝูงชนรอบข้างที่เย้ยหยันว่าคนโง่จะทำงานอะไรเป็นกลืนหายไป มีเพียงเสิ่นเหมี่ยวคนเดียวเท่านั้นที่รับฟังคำโต้เถียงของนางอย่างตั้งใจ

เสิ่นเหมี่ยวช่วยปัดฝุ่นผงบนตัวให้นาง ในใจพลันตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ท่านป้า ที่ร้านของข้าก็กำลังรับสมัครคนงานอยู่พอดี ลูกสาวของท่านล้างชามกวาดพื้นเป็นหรือไม่? หากทำได้ อยากจะมาลองทำที่ร้านข้าดูหรือไม่เล่า? หากท่านกังวล ค่าจ้างที่ร้านข้าสามารถจ่ายเป็นรายวันได้ ทำงานวันไหนก็ได้เงินวันนั้น ทว่าหากทำงานได้ไม่ดี ก็จะหักเงินค่าจ้างเช่นกัน หากท่านยินดี ก็เชิญเข้าไปคุยรายละเอียดในร้านของข้าเถิด"

หญิงชราผู้นั้นเงยหน้าขึ้นขวับ คล้ายกับว่าเพิ่งจะจำได้ในเวลานี้เองว่าเสิ่นเหมี่ยวคือคนที่ต้มทังปิ่งชามโตให้นางในวันนั้น นางพลันรู้สึกกระดากใจและละอายแก่ใจขึ้นมา แม้กระทั่งท่อนแขนที่เสิ่นเหมี่ยวประคองอยู่ก็ยังพยายามจะดึงหลบเบาๆ เอ่ยอย่างเก้อเขินว่า "เป็น… เป็นเจ้าเองหรือ? เจ้า… เจ้าคงมิได้หลอกล่อข้าเพื่อจะทวงเงินค่าทังปิ่งในวันนั้นหรอกนะ? ข้า… ข้าไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียวจริงๆ"

มิน่าเล่า วันนั้นพอนางบอกให้รอสักครู่ สองแม่ลูกถึงได้ใส่เกียร์ว่างวิ่งหนีเตลิดไป ที่แท้ก็กังวลเรื่องนี้นี่เอง เสิ่นเหมี่ยวเผยยิ้มละมุน "ในเมื่อไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว แล้วยังจะกลัวข้าหลอกลวงอะไรท่านอีกเล่า? ไปเถิด มา เข้าไปคุยกันข้างใน"

นางจูงหญิงชราเช่นนั้น หญิงชราก็จูงบุตรสาวร่างสูงใหญ่ของตนอีกทอดหนึ่ง ทั้งสามคนเดินเรียงเป็นแถวราวกับเนื้อแพะเสียบไม้ เบียดแทรกผ่านฝูงชนที่กำลังซุบซิบนินทา เดินกลับเข้าไปในร้านทังปิ่งสกุลเสิ่น

อันที่จริง ตั้งแต่วันที่สองแม่ลูกคู่นี้แวะมากินบะหมี่ที่ร้าน และได้ยินว่าพวกนางกำลังตระเวนหางานทำ เสิ่นเหมี่ยวก็รู้สึกสนใจอยู่บ้างแล้ว ดังนั้นในวันนี้จึงมิใช่การกระทำที่หุนหันพลันแล่นหรือเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบที่คิดอยากทำบุญสุนทานแต่ประการใด

เสิ่นเหมี่ยวพาทั้งสองคนตรงไปยังลานเรือนด้านหลัง จัดแจงให้นั่งพักผ่อนอยู่ใต้ระเบียง จากนั้นจึงหันตัวเดินเข้าไปในห้องครัว ชุบน้ำบิดผ้าเช็ดหน้าสะอาดๆ สองผืน นำมาให้สองแม่ลูกได้เช็ดหน้าเช็ดตาและล้างมือ เพื่อให้กลับมาดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดังเดิม ก่อนจะเริ่มสนทนากัน

หญิงชราประคองรับผ้าเช็ดหน้าไปด้วยความซาบซึ้งใจอย่างล้นพ้น นางเช็ดหน้าเช็ดมือให้บุตรสาวก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยๆ จัดการดูแลตนเอง ครั้นเกล้ามวยผมที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว นางจึงนั่งตัวตรงแล้วค้อมศีรษะคำนับขอบคุณเสิ่นเหมี่ยวอีกครั้ง สายตาที่มองดูนางก็ยิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจ

เสิ่นเหมี่ยวส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะไปรินน้ำชาร้อนมาสองชาม "ดื่มน้ำชาสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ แล้วพวกเราค่อยคุยกัน"

"ขอบคุณเจ้ามากนะ เสิ่นเหนียงจื่อ" หญิงชราประคองชามชาด้วยสองมือ หันไปมองบุตรสาวของตน ลูกสาวผู้น่าสงสารกำลังนั่งเหม่อมองไก่ที่เดินเชิดอกผึ่งผายอยู่ในลานเรือนตาไม่กะพริบ นางถอนหายใจยาว หันสายตากลับมาถามว่า "ที่เสิ่นเหนียงจื่อกล่าวเรื่องรับสมัครคนงานเมื่อครู่นี้ เป็นเรื่องจริงหรือ?"

"เป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะ ยามนี้ร้านทังปิ่งแห่งนี้ต้องพึ่งพาข้าดูแลเพียงลำพัง เริ่มจะรับมือไม่ไหวแล้วจริงๆ ข้าต้องการหาคนงานทั่วไปที่ขยันอดทน ซื่อสัตย์สุจริต และรู้หน้าที่ ขอเพียงช่วยข้าล้างชาม กวาดพื้น หาบน้ำ และผ่าฟืนได้ก็เพียงพอแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ต้องการอะไรมาก" เสิ่นเหมี่ยวนั่งลงขัดสมาธิบนพื้นระเบียงเช่นกัน เอ่ยถามอย่างละเอียดถี่ถ้วน "เพียงแต่ไม่รู้ว่านางจะสามารถทำงานเหล่านี้ได้หรือไม่?"

"ทำได้! ทำได้แน่นอน!" แววตาของหญิงชราจุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้ง นางวางชามชาลง ถูมือกับเสื้อผ้าซ้ำๆ ก่อนจะเอื้อมไปกุมมือของเสิ่นเหมี่ยวไว้อย่างระมัดระวัง เอ่ยบอกเล่าถึงความตั้งใจของตนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เสิ่นเหนียงจื่อ นางทำงานเก่งมากนะ ข้าคลอดนางตอนที่อายุสี่สิบปีแล้ว ตอนนั้นพวกพี่ชายของนางล้วนแต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว ด้วยความที่อายุห่างกันมาก อีกทั้งสติปัญญาตรงนี้ของนางยังมีปัญหา พวกพี่ชายพี่สะใภ้จึงไม่อยากเข้าใกล้ รังเกียจว่านางเป็นตัวภาระ แม้แต่สามีของข้าก็ยังเกลี้ยกล่อมให้ข้าเอานางไปทิ้ง เอาไปทิ้งไว้บนเขา ให้หมาป่ากินเสียหรือให้เสือคาบไปก็ช่าง ไม่อาจเก็บนางไว้ให้เป็นตัวถ่วงของครอบครัวได้"

"ทว่าอย่างไรเสีย นางก็คือหนึ่งชีวิตนะเจ้าคะ! ข้าเป็นคนให้กำเนิดนางมา นางไม่ประสีประสาอะไรเลย ทว่าดูเหมือนจะพอรับรู้อะไรได้บ้าง นางรู้ว่าในบ้านมีเพียงข้าคนเดียวที่รักและเอ็นดูนาง วันๆ เอาแต่เกาะติดข้า กอดขาข้าไว้ ข้าทำใจร้ายไม่ลงจริงๆ ดังนั้นไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร ข้าก็กัดฟันเลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่มาจนได้

ทว่ายิ่งนางโตขึ้น ก็ยิ่งถูกพวกสะใภ้รังเกียจเดียดฉันท์ มีอยู่คราหนึ่งข้าล้มป่วย ต้าหลางลูกชายคนโตของข้าก็คิดจะพานางไปทิ้งไว้ในป่าบนเขา ข้าต้องลากสังขารที่เจ็บป่วยออกตามหาไปทั่ว จนกระทั่งไปพบตัวนางในหุบเขา ร่างกายของนางมอมแมมสกปรก ร้องไห้จ้าด้วยความหวาดกลัว กอดข้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย นับแต่นั้นมาข้าจึงได้รู้แจ้ง ข้าไม่อาจเลี้ยงดูนางเปล่าๆ แบบนี้ได้อีกแล้ว วันหน้าหากข้าตายไป ย่อมไม่มีใครยินดีเหลียวแลปกป้องนางอีก ไม่ว่าคนอื่นจะมองด้วยสายตาเหยียดหยามเพียงใด ข้าก็ต้องสอนให้นางมีชีวิตรอด ต้องเอาตัวรอดได้ด้วยตนเอง"

หญิงชราปาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างมิอาจหักห้าม ทว่าในแววตากลับไร้ซึ่งความอ่อนแอ หากแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างเหลือเชื่อ "ข้าไม่อาจโทษลูกชายและลูกสะใภ้ได้ ฐานะทางบ้านไม่สู้ดี พวกเขาก็มีลูกของตนเองต้องเลี้ยงดู ทว่าข้าก็ไม่คิดจะพึ่งพาพวกเขาแล้ว ดังนั้นนับตั้งแต่เด็กคนนี้อายุแปดเก้าขวบ ข้าก็จับมือสอนให้นางผ่าฟืน หาบน้ำ สอนวิธีซักเสื้อผ้า พับผ้า ล้างชาม เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น นางเรียนรู้ได้ช้ามาก ทว่าหากค่อยๆ สอนอย่างละเอียดถี่ถ้วน นางก็ทำเป็น นางทำเป็นจริงๆ นะเจ้าคะ และนางก็ทำได้ดีมากด้วย"

"หากเสิ่นเหนียงจื่อยินดีรับนางทำงาน ข้าก็ยังคงยืนยันคำเดิม จะให้นางทำงานให้เจ้าฟรีๆ สามวัน! หากรู้สึกว่าใช้การได้ เหนียงจื่อค่อยจ้างนาง ข้าไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใด ขอเพียงเสิ่นเหนียงจื่อช่วยดูแลข้าวปลาอาหารให้อิ่มสองมื้อ มีเสื้อผ้าสี่ฤดูให้สวมใส่ และให้ค่าจ้างเพียงวันละสามสิบอีแปะก็พอแล้ว อย่างไรเสียนางก็นับเงินได้แค่ถึงสามสิบ มากกว่านี้นางก็นับไม่ถูกแล้ว มีเงินสามสิบอีแปะนี้เก็บออมไว้ ยามที่นางเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยังมีเงินไปหาหมอรักษา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หากในสามวันนี้ทำได้ไม่ดี ทำชามแตกหรือทำสิ่งใดผิดพลาด ข้าย่อมยินดีชดใช้ให้แน่นอน ไม่ว่าจะให้อยู่หรือให้ไป ขอเพียงเสิ่นเหนียงจื่อบอกกล่าวกันตามตรง ข้าก็จะไม่บ่นว่าสักคำ จะไม่หน้าด้านดึงดันอยู่ต่ออย่างแน่นอน"

ยิ่งพูด หญิงชราก็ยิ่งก้มหน้าลงต่ำพลางตัวสั่นเทาเล็กน้อย คล้ายกับกำลังรอคอยคำพิพากษาตัดสินจากเสิ่นเหมี่ยว

ทว่าเสิ่นเหมี่ยวกลับเอ่ยถามว่า "นางชื่ออะไรหรือเจ้าคะ?"

"โหย่วอวี๋ สามีของข้าแซ่เหนียน พอดีจึงชื่อว่าเหนียนโหย่วอวี๋" หญิงชรายิ้มขื่น "คนอย่างนาง ข้ามิกล้าคาดหวังสิ่งใดเกินตัว ทำได้เพียงภาวนาให้มีเหลือกินเหลือใช้ทุกปี ขอให้นางได้กินอิ่มนอนอุ่น ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานก็พอแล้ว"

"บ้านของพวกท่านอยู่ที่ใดหรือ?" เสิ่นเหมี่ยวถามต่อ

หญิงชรารีบตอบ "อยู่ตรงเมืองชั้นนอก ในเพิงพักริมประตูน้ำ สามีและลูกชายของข้าทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของทหารเซียงจวินที่เฝ้าประตูน้ำ ที่บ้านเรามีเรืออยู่หนึ่งลำ พายเรือลำน้อยช่วยเก็บขยะและขุดลอกสิ่งปฏิกูลใต้ท้องแม่น้ำ หาเงินจากแรงงานพอประทังชีวิต เสิ่นเหนียงจื่อโปรดวางใจ พวกเราเป็นราษฎรสุจริต" เอ่ยพลางนางก็ก้มหน้าลงต่ำอีกครา "ข้าตระเวนหาทั่วเมืองชั้นนอกแล้ว ไม่มีใครยินดีจ้างนางทำงานเลย ข้าจึงคิดจะลองเข้ามาเสี่ยงโชคในเมืองชั้นในดูบ้าง"

คาดไม่ถึงว่าพอเข้ามาในเมืองชั้นใน กลับถูกคนหลอกลวงเข้าไปทำงานในเตาเผาเครื่องปั้นดินเผา เกือบจะต้องกลายเป็นแรงงานเถื่อนไปตลอดชีวิต เมื่อหญิงชรานึกถึงเรื่องนี้ก็ยังคงรู้สึกหวาดผวา อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้ารับ ลองเอ่ยเรียกเหนียนโหย่วอวี๋ดู "โหย่วอวี๋?"

นางกำลังนั่งมองไก่สองตัวจิกตีกันอย่างเพลิดเพลิน ทว่าพอได้ยินเสียงคนเรียก ก็หันมองมาอย่างมึนงง อ้าปากพยายามเค้นเสียง "อ๋า" สั้นๆ ออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็จ้องมองอีกฝ่ายตาแป๋ว

รู้จักขานรับ เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้าเห็นชอบในใจ

จากนั้นจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ผุดลุกขึ้นยืนแล้วตบมือ "ไม่ต้องรอถึงสามวันหรอกเจ้าค่ะ ทำงานเป็นหรือไม่ ลงมือทำเดี๋ยวเดียวก็รู้แล้ว ไปเถิด อาศัยช่วงที่ตอนนี้นึกว่างอยู่ พวกเรามาลองดูกันเลย"

"โหย่วอวี๋ ตามพี่สาวมานี่สิ" นางกวักมือเรียก

โหย่วอวี๋ค่อยๆ หันหน้าไปมองมารดาอย่างเชื่องช้า หญิงชราพยักหน้าให้กำลังใจนาง โบกมือเบาๆ โดยไม่ส่งเสียง "รีบไปสิ"

นางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินตามหลังเสิ่นเหมี่ยวไปอย่างเงียบเชียบ

เชื่อฟังคำสั่ง เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้าเห็นชอบในใจอีกครา

เมื่อเข้าไปในห้องครัว เสิ่นเหมี่ยวก็ยื่นชามกองหนึ่งกับใยบวบครึ่งซีกให้นาง แล้วบอกให้นางลงมือล้างทำความสะอาด นางไม่ส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว ก้มหน้าก้มตาขัดถูอย่างเงียบๆ หญิงชราเกาะขอบหน้าต่างนอกห้องครัว จ้องมองตาเขม็งด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง ดูเหมือนจะกลัวเหลือเกินว่าลูกสาวจะมือลื่นทำชามข้าวตกแตก

ครั้นล้างชามเสร็จ เสิ่นเหมี่ยวก็ตรวจดูรอบหนึ่งโดยไม่ได้ออกความเห็น จากนั้นก็สั่งให้นางกวาดพื้นต่อทันที หลังจากนั้นยังให้นางหาบน้ำและผ่าฟืนอีกด้วย เป็นจริงดังที่หญิงชราเอ่ยไว้ นางทำงานไม่ค่อยเร็วนัก ทว่ามีข้อดีตรงที่จดจ่อ มีสมาธิ และตั้งใจจริง ดังนั้นงานที่ทำออกมาจึงนับว่าเรียบร้อยดียิ่ง

เป็นเพราะความใสซื่อไร้เดียงสา ในสมองของนางจึงไม่มีความคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่รู้จักการอู้งาน เวลาทำงานจึงพิถีพิถันทุกกระเบียดนิ้ว แทบไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งรบกวนภายนอกเลย

หลังจากยุ่งง่วนอยู่รอบหนึ่ง เสิ่นเหมี่ยวก็หันไปยิ้มให้หญิงชราที่หัวใจเต้นระทึกแทบจะกระดอนออกมาทางลำคอ "ไปกันเถิดเจ้าค่ะ"

ไปหรือ? หญิงชรารู้สึกหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด นางจูงมือบุตรสาวด้วยความสิ้นหวัง เตรียมจะกล่าวคำอำลากลับบ้าน

ในชั่วพริบตาที่หมุนตัวกลับ จู่ๆ ก็ได้ยินเสิ่นเหนียงจื่อตบมือดังฉาดพลางเอ่ยว่า "จริงสิ พวกท่านพกกงเยี่ยน[1] ติดตัวมาด้วยหรือไม่?"

"พกมา… เอ๊ะ?"

"ไปกันเถิดเจ้าค่ะ พวกเราไปหาซ่งซือเพื่อทำสัญญาว่าจ้างกัน" เสิ่นเหมี่ยวจับมือกุมมือที่หยาบกร้านและใหญ่โตของโหย่วอวี๋ไว้โดยไม่นึกรังเกียจแม้แต่น้อย "วันหน้า ก็ให้นางอยู่ช่วยงานกับข้าที่นี่เถิด อยู่กับข้า รับรองว่ามีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ และไม่ต้องให้เพียงวันละสามสิบอีแปะหรอก ข้าจะให้วันละห้าสิบอีแปะ ส่วนเงินที่นางนับไม่ถูกนั้น ท่านที่เป็นแม่ก็ช่วยนางเก็บออมไว้ รอจนนางแก่เฒ่าทำงานไม่ไหวแล้ว อย่างน้อยก็ยังพอมีเงินเก็บติดตัวไว้คุ้มครองตนเองบ้าง"

ครานี้หญิงชราจึงตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อล้นเบ้าอย่างแท้จริง หลังจากพยายามกลั้นไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดนางก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ร้องไห้โฮออกมามักใหญ่

โหย่วอวี๋ลนลานทำอะไรไม่ถูก นางทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตามด้วยความเก้ๆ กังๆ ในที่สุดก็กางแขนออกด้วยความกระวนกระวาย สวมกอดหญิงชราไว้อย่างเงอะงะ ปากก็พร่ำบ่นพึมพำไม่เป็นภาษา "เหนียง เหนียง เป่าเพี้ยงๆ ไม่เจ็บ ไม่ร้อง…"

"ไม่เจ็บแล้ว ไม่ร้องแล้วลูก"

หลังจากนั้น เสิ่นเหมี่ยวก็พาโหย่วอวี๋และมารดาไปหาซ่งซือเพื่อลงนามและประทับลายนิ้วมือในสัญญาว่าจ้าง จากนั้นยังพาออกไปซื้อชุดเสื้อสั้นผ้าเนื้อละเอียดสำเร็จรูปบนถนนให้นางสองชุด ทั้งยังพานางไปยัง 'เซียงสุ่ยสิง'[2] ที่อยู่ใกล้เคียง—สถานที่แห่งนี้มิใช่ร้านขายน้ำอบน้ำหอม หากแต่เป็นโรงอาบน้ำสาธารณะแห่งเมืองเปี้ยนจิง

เด็กคนนี้ไม่รู้ว่าต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในเตาเผาเครื่องปั้นดินเผานั้นมากเพียงใด ทั่วทั้งร่างจึงมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว เสื้อผ้าก็ถูกไฟไหม้เป็นรูพรุนหลายแห่ง เสิ่นเหมี่ยวพานางเข้าไปข้างใน วานให้คนขัดตัวขัดถูผิวให้นางอย่างเต็มเหนี่ยว หลังจากขัดคราบฝุ่นโคลนหนาเตอะออกไปแล้ว ผิวพรรณของนางกลับดูขาวผุดผ่องขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย

ครั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นางแล้ว เสิ่นเหมี่ยวก็ไม่เกรงใจ ล้วงเหรียญทองแดงห้าสิบอีแปะยื่นให้แม่ของโหย่วอวี๋ทันที จากนั้นจึงเริ่มเรียกใช้ให้โหย่วอวี๋ทำงาน

คนอื่นอาจจะมองว่านางสมองทึบที่จ้างคนโง่เง่ามาทำงาน ทว่าเสิ่นเหมี่ยวกลับรู้สึกว่าเช่นนี้ดีออก โหย่วอวี๋คือผู้รักษาความลับที่ดีที่สุด ทำงานขยันขันแข็งไม่เคยปริปากบ่น ไม่ไปพูดคุยซุบซิบนินทากับผู้อื่นข้างนอก ทั้งยังไม่อู้งาน มิหนำซ้ำค่าจ้างยังย่อมเยากว่าคนปกติทั่วไปเสียอีก

เมื่อได้ยินเสียงน้ำไหลซ่าๆ จากอ่างล้างชามที่โหย่วอวี๋กำลังยืนขัดล้างชามอย่างตั้งอกตั้งใจ ในที่สุดนางก็สามารถมีสมาธิทำเส้นบะหมี่ของตนเองได้อย่างสบายใจเสียที

ในเวลานั้นเอง มีดรุณีน้อยสองนางสวมเสื้อแขนกว้างผ้าโปร่งปักลายผ้าน่าซา นุ่งกระโปรงหรูฉวินอัดพลีท ก้าวข้ามธรณีประตูร้านเข้ามา เสิ่นเหมี่ยวได้ยินเสียงฝีเท้า จึงชะโงกหน้ามองผ่านช่องหน้าต่างออกไป ก็พบว่าข้างกายของพวกนางล้วนมีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด

ดูท่าทางแล้วคงมิใช่เหนียงจื่อน้อยจากตระกูลธรรมดาสามัญเป็นแน่

ทันทีที่ทั้งสองเดินเข้ามาในร้าน ก็เงยหน้าขึ้นมองรายการอาหารบนผนังตามสัญชาตญาณ หนึ่งในนั้นที่มีใบหน้ารูปไข่เอ่ยขึ้นคำหนึ่งว่า "ก็นับว่ามีความไร้เดียงสาน่ารักอยู่บ้าง" จากนั้นจึงกวาดสายตามองต่อไป แล้วพลันสะดุดตาเข้ากับภาพอักษรพู่กันสองภาพบนผนัง

ในคราแรกดูเหมือนจะมองไม่ชัด ดรุณีน้อยใบหน้ารูปไข่ยังหันไปเอ่ยรำพันกับเหนียงจื่อน้อยหน้ากลมอีกคนว่า "ร้านอาหารเจี่ยวเตี้ยนเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางย่านการค้าอันคึกคักเช่นนี้ กลับมีตัวอักษรเต็มฝาผนัง ช่างทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก… ข้าขอดูหน่อยสิว่าเขียนสิ่งใดไว้บ้าง? อ๊ะ? หืม? ลายเส้นพู่กันนี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก ไม่ถูก… ไม่ถูกต้อง…" เสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของนางพลันชะงักกึก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกตกใจอย่างสิ้นเชิง "นี่มันมิใช่ลายมือของจิ่วเกอเอ๋อร์หรอกหรือ?"

ดรุณีน้อยหน้ากลมเองก็ยืนตะลึงงันไปเช่นกัน พึมพำเสียงแผ่ว "จริงด้วยเจ้าค่ะ ลายมือของจิ่วเกอเอ๋อร์จริงๆ ลายเซ็นลงท้ายเขียนว่าเซี่ยจิ่ว ตราประทับที่กดไว้ก็เป็นตราประทับเล่นชิ้นเล็กที่จิ่วเกอเอ๋อร์ใช้เป็นประจำ สลักคำว่า 'กวนซาน' "

พริบตานั้นราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสกๆ สีหน้าของดรุณีน้อยใบหน้ารูปไข่พลันสั่นไหวเจ็บปวดระคนสะเทือนใจ นางชี้ไปยังภาพอักษรพู่กันนั้น นิ้วมือสั่นระริกน้อยๆ "ลายมือของจิ่วเกอเอ๋อร์ ข้าอ้อนวอนขอให้เขาเขียนให้ตั้งหลายครั้ง เขากลับไม่เคยยอมเขียนให้ข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไฉนจึงมาแขวนอยู่ที่นี่ได้?"

  • [1] กงเยี่ยน (公验) คือหนังสือรับรองสถานะบุคคลหรือสำมะโนครัวที่ทางการราชวงศ์ซ่งออกให้แก่ราษฎรเพื่อใช้ยืนยันตัวตนทางกฎหมาย
  • [2] เซียงสุ่ยสิง (香水行) คือคำเรียกโรงอาบน้ำสาธารณะในเมืองเปี้ยนจิงสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ซึ่งให้บริการน้ำร้อน อบตัว และขัดถูทำความสะอาดร่างกาย

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/41

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย