ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง
ตอนที่ 42 — ตอนที่ 42 กินข้าวผัดไข่
เซี่ยฉีเป็นคนเช่นไรกันแน่?
ในใจของเฝิงชีเหนียง เขาเป็นผู้ที่มีกิริยามารยาทเพียบพร้อมและวางตัวเหมาะสม ทว่ากลับห่างเหินจนยากจะเข้าใกล้ เขามีรูปโฉมและอุปนิสัยอ่อนโยน การปฏิบัติต่อผู้คนก็สง่างามเปี่ยมด้วยท่วงที ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับทำให้นางไม่อาจเข้าใกล้เขาได้เลยแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่เซี่ยฉีสอบผ่านการสอบถงจื่อเข้าสู่สำนักศึกษาปี้หยง และได้เข้ามาศึกษาในสำนักของเฝิงปั๋วซื่อ เฝิงชีเหนียงก็รู้จักมักคุ้นกับเขา ทว่าล่วงเลยมาหลายปีถึงเพียงนี้ การปฏิบัติตนที่เซี่ยฉีมีต่อนางก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย นั่นคือสุภาพเกรงใจราวกับเพิ่งรู้จักกันได้เพียงสามวัน
ได้ยินว่าเซี่ยฉีมีฝีมือด้านลายพู่กันและภาพวาดเป็นเลิศ เฝิงชีเหนียงจึงพากเพียรฝึกคัดอักษรและเรียนวาดภาพ อีกทั้งได้ยินว่ายามเขาเป่าขลุ่ยผิว บรรเลงบทเพลงได้ไพเราะจับใจยิ่งนัก เฝิงชีเหนียงจึงไปอ้อนวอนขอให้มารดาจ้างอาจารย์หญิงมาสอนนางเป่าขลุ่ยเซียว ด้วยวาดหวังว่าจะมีสักวันหนึ่งที่เสียงขลุ่ยผิวและขลุ่ยเซียวของทั้งสองจะสอดประสานคลอกัน ต่อมานางยังได้ยินท่านพ่อกล่าวชมเชยบทกวีของเซี่ยฉีว่างดงามหมดจด กระจ่างแจ้งดุจน้ำแข็งหิมะ และเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ นางจึงทุ่มเทศึกษาการแต่งโคลงกลอนอย่างไม่ย่อท้อ ทั้งยังไหว้วานให้พี่ชายช่วยสอดบทกวีของนางแทรกไว้ในรวมบทกวีของพี่ชายเพื่อขอให้เขาช่วยวิจารณ์ชี้แนะ
ทว่าหลายปีมานี้ เซี่ยฉีไม่เคยตอบรับความชื่นชมเสน่หานี้อย่างแท้จริงเลยแม้สักครา เขาไม่เคยรับถุงหอมหรือผ้าเช็ดหน้าที่นางปัก แม้แต่พู่กันที่นางทำขึ้นด้วยมือตนเอง เขาก็ยังส่งคืน ยามนางไปยืนรอพี่ชายอยู่นอกเรือนเรียน สายตามักจะจับจ้องอยู่ที่ตัวเขาเสมอ เมื่อมีสหายร่วมชั้นส่งเสียงแซวหยอกล้อ เขาก็จะเอ่ยปากห้ามปรามด้วยถ้อยคำจริงจังในทันที แม้กระทั่งในเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปี ยามที่เซี่ยฉีมาคารวะท่านพ่อที่บ้านแล้วบังเอิญพบนาง เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากพูดคุยกับนางตามลำพัง มีเพียงประโยคเดียวว่า "ศิษย์เซี่ยฉี ขอให้อาจารย์และทุกคนในครอบครัวเปี่ยมด้วยความสุขเกษมสำราญ สุขภาพแข็งแรงยืนยาว สงบสุขและมีโชคลาภร้อยประการขอรับ"
แม้แต่จะพูดคุยกันสักสองสามประโยคยังยากเย็น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการจะได้รับบทกวีหรือภาพอักษรพู่กันที่เซี่ยฉีมอบให้ด้วยตนเองเลย! จริงอยู่ว่าเฝิงชีเหนียงแอบสะสมบทกวีของเซี่ยฉีไว้ไม่น้อย ทว่าทั้งหมดนั้นล้วนแย่งชิงมาจากห้องหนังสือของพี่ชายทั้งสิ้น—นั่นคือบทกวีที่เซี่ยฉีเขียนถึงพี่ชายยามแลกเปลี่ยนจดหมายกัน หากไม่เขียนว่า 《ความรู้สึกเมื่อหวนเยือนหอชมจันทร์แห่งเฉินโจว มอบแด่เฝิงต้า》 ก็เขียนว่า 《พักแรม ณ อารามสงฆ์คราท่องเที่ยวเขาหวงซาน มอบแด่เฝิงต้า》
ทว่าในยามนี้ ลายมือที่นางทะนุถนอมประหนึ่งสมบัติล้ำค่า กลับถูกนำมาแปะติดหราไว้ในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งเช่นนี้ นางจะไม่รู้สึกสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงได้อย่างไร?
เฝิงชีเหนียงยกมือขึ้นปิดหน้า หมุนตัววิ่งหนีออกไปทันที
สืออีเหนียงเห็นนางจู่ๆ ก็วิ่งหนีไป ในใจลังเลสับสนระหว่างสหายสนิทกับอาหารเลิศรสอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระทืบเท้า รีบหันหลังวิ่งตามออกไป "ชีเหนียง! ชีเหนียง! เจ้ารอข้าด้วย!"
ด้วยเหตุนี้ บ่าวรับใช้ข้างกายของพวกนางจึงพากันวิ่งตามออกไปเป็นพรวน
เสิ่นเหมี่ยวเพิ่งล้างมือเสร็จและเดินออกมาต้อนรับจากในห้องครัว ทว่าในร้านกลับว่างเปล่าเสียแล้ว เหลือเพียงใบไม้ร่วงใบหนึ่งที่ปลิดปลิวเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ นางคิดในใจอย่างเหม่อลอย 'เมื่อครู่นี้ข้าตาฝาดไปหรือไร?'
ลูกค้ามากมายปานนั้น ไฉนจึงอันตรธานหายไปในพริบตาราวกับล่องหนได้เล่า?
นางมึนงงไปหมด ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ จึงได้แต่เกาหัว แล้วหมุนตัวกลับเข้าไปง่วนอยู่ในห้องครัวต่อ
เคราะห์ดีที่หลังจากนั้นไม่นานก็มีลูกค้ามาเยือนอีก ครานี้มิใช่ภาพลวงตาของนางอย่างแน่นอน เพราะชายชราที่เอามือไพล่หลังเดินย่างก้าวอย่างสุขุมผู้นี้ นางจำเขาได้—ผู้นี้แซ่เหยา ในคืนวันเปิดร้าน เขาเคยแวะมากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรอบหนึ่ง ทันทีที่เขามาถึง เหล่าบัณฑิตแห่งสำนักศึกษาหลวงกั๋วจื่อเจี้ยนที่กำลังนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในร้านก็ราวกับหนูเจอแมว พากันลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะเขาพร้อมเพรียงพลางร้องเรียกเขาว่าเหยาปั๋วซื่อ
ครั้นเขาเห็นเหล่าบัณฑิตที่กินจนน้ำแกงเปรอะเปื้อนเต็มหน้า ก็พลันบังเกิดโทสะขึ้นมาทันควัน ปั้นหน้าขึงขังตวาดซักถามอย่างเข้มงวดว่า "เรือนพักดับไฟปิดประตูไปตั้งนานแล้ว พวกเจ้ามุดหัวออกมาจากที่ใดกันอีก?"
ทำเอาเหล่าบัณฑิตที่แอบปีนกำแพงออกมาเดินเตร็ดเตร่ตกใจกลัวจนขนลุกชัน รีบวางเหรียญทองแดงลงแล้วแตกฮือหนีเตลิดไปคนละทิศละทางราวกับฝูงนกแตกรัง
หลังจากนั้น เหยาปั๋วซื่อผู้นี้ก็แวะมากินบะหมี่อยู่เป็นประจำ
เขาเป็นหนึ่งในลูกค้าไม่กี่คนในช่วงหลายวันนี้ที่ยังสั่งอาหารประเภทเส้นรายการอื่นๆ บนป้ายรายการอาหาร ทั้งยังมีท่าทีประหนึ่งหมายมั่นว่าจะต้องตระเวนชิมอาหารบนรายการของเสิ่นเหมี่ยวตั้งแต่ต้นจนจบให้ครบทุกอย่างให้จงได้
ดูเอาเถิด วันนี้พอเขาเอามือไพล่หลังเดินเข้ามา ก็แหงนหน้ามองป้ายรายการอาหารอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาเคร่งขรึมกวาดมองตั้งแต่บนลงล่างรอบหนึ่ง ในที่สุดก็หยุดลงตรงคำว่า "บะหมี่นึ่ง" ก่อนจะกระแอมเบาๆ คำหนึ่ง "เสิ่นเหนียงจื่อ ขอบะหมี่นึ่งชามหนึ่ง"
เสิ่นเหมี่ยวชะโงกศีรษะออกมาจากห้องครัวขานรับ "ได้เลยเจ้าค่ะ เหยาปั๋วซื่อนั่งรอสักครู่ ประเดี๋ยวก็ได้แล้วเจ้าค่ะ"
เหยาปั๋วซื่อพยักหน้า เลิกชายเสื้อคลุมยาวขึ้น เลือกโต๊ะยาวตัวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ถนนหนทางภายนอกหน้าต่างได้ แผ่นหลังเหยียดตรง นั่งลงอย่างสง่าผ่าเผยและเรียบร้อยยิ่ง
หลังจากนั่งลง เขาก็เริ่มคำนวณในใจ
บนรายการอาหารของร้านสกุลเสิ่นแห่งนี้ นอกจากบะหมี่เนื้อแพะและซุปเนื้อแพะที่เขายังมิได้ลิ้มลองเนื่องจากเบี้ยอัฐในกระเป๋าค่อนข้างขัดสนแล้ว รายการที่เหลือก็ขาดเพียง "บะหมี่นึ่ง" อย่างนี้อย่างเดียว เขาก็จะได้ลองชิมจนครบถ้วนแล้ว
ทังปิ่งที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ทำ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นวิธีกินที่ร้านอื่นไม่มี เดิมทีก็ไม่รู้ว่ารสชาติจะดีหรือไม่ เพียงแต่เป็นเพราะติดใจทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูป จึงคิดอยากจะลองชิมอย่างอื่นดูบ้าง
ด้วยว่าเขาอายุมากแล้ว พอกินทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปทอดน้ำมันมากเกินไป กระเพาะและลำไส้จึงเริ่มรับไม่ค่อยไหว ทั้งยังรู้สึกกระหายน้ำอยู่บ่อยครั้ง มักนึกอยากกินของรสชาติอ่อนๆ ที่ย่อยง่ายอยู่เสมอ
คิดไม่ถึงว่าพอกินติดต่อกันหลายวัน ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่จ๋าเจี้ยงเยี่ยนโจว บะหมี่หูถู ซุปแป้งต้มเกอตาทัง หรือบะหมี่ต้านต้าน… ล้วนถูกปากถูกใจไปเสียทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้เหยาปั๋วซื่อจึงเกิดความอยากรู้อยากเห็น คิดอยากจะลิ้มลองทุกสิ่งที่เขียนไว้บนรายการอาหารให้ครบถ้วน
เมื่อครั้งที่เขาดำรงตำแหน่งจี้จิ่วในวัยหนุ่ม ที่บ้านยังเคยว่าจ้างแม่ครัวและคนงาน นับว่ามีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไร้กังวล ทว่าภายหลังถูกปลดลดตำแหน่ง ไม่มีเงินทองมากมายเช่นนั้นอีกแล้ว จึงจำต้องเลิกจ้างแม่ครัว เขาจึงเริ่มใช้ชีวิตก่อไฟหุงหาอาหารด้วยตนเองร่วมกับหลานสาว
ที่โชคร้ายก็คือ นับตั้งแต่เขาเริ่มก้าวเข้าห้องครัวทำอาหาร ยังไม่ทันถึงหนึ่งเดือนดี ตัวเขากับเหยารู่อี้ผู้เป็นหลานสาวตัวน้อยต่างก็ซูบผอมลงไปเกือบสิบชั่งแล้ว
เดิมทีพวกเขาสองคนก็มิได้อ้วนท้วนอยู่แล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าสองปู่หลานคงต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของตนเองเป็นแน่
ในวันนั้น เมื่อมองดูฝาหม้อที่ระเบิดกระเด็นขึ้นไปค้างอยู่บนขื่อหลังคา กระทะเหล็กที่ถูกไฟเผาจนก้นทะลุ และกาน้ำร้อนที่พวยกาแตกหัก เหยาปั๋วซื่อกับรู่อี้ได้แต่ยืนตะลึงงันอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันดำทะมึนที่ลอยตลบอบอวล ทำอะไรไม่ถูก
เขากำลังคิดหาหนทางช่วยชีวิตตนเอง คิดไม่ถึงว่าร้านทังปิ่งสกุลเสิ่นแห่งนี้จะเปิดกิจการขึ้นพอดี
เขาอายุมากแล้ว นอนหลับน้อย เมื่อวันก่อนๆ จึงตื่นแต่เช้าตรู่มาเข้าแถวซื้อทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูป บัดนี้ที่บ้านมีตุนไว้ในที่ร่มและแห้งไม่น้อย สิ่งนี้ช่วยให้เหยารู่อี้ที่คอยหลบหน้าไม่ยอมออกไปพบผู้คนเพราะเรื่องการถอนหมั้น มีอาหารการกินรองท้องครบสองมื้อต่อวันอย่างแน่นอน
บัดนี้แม้ว่าเขาจะออกไปสอนหนังสือที่สำนักศึกษาหลวงกั๋วจื่อเจี้ยนและไม่อยู่บ้าน รู่อี้ก็สามารถต้มน้ำร้อนเอง และได้กินทังปิ่งร้อนๆ รสชาติเอร็ดอร่อยแล้ว
เหยาปั๋วซื่อรู้สึกผ่อนคลายในใจ เท้าคางมองดูตลาดอันคึกคักที่มีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสายอยู่นอกหน้าต่าง พลางคิดว่า บ่ายวันนี้เขาไม่มีคาบสอน สามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น หาก "บะหมี่นึ่ง" ของร้านสกุลเสิ่นนี้รสชาติดี ก็จะซื้อเพิ่มอีกหนึ่งส่วน นำกลับไปให้รู่อี้ได้ลองชิมด้วย
บะหมี่นึ่ง ที่แท้ทังปิ่งก็สามารถนำมานึ่งได้ด้วยหรือ? ไม่รู้ว่าจะเป็นรสชาติเช่นไรหนอ? เสิ่นเสี่ยวน่าจื่อผู้นี้ ในสมองไฉนถึงคิดค้นวิธีทำทังปิ่งที่แปลกใหม่ได้มากมายถึงเพียงนี้นะ!
อันที่จริงแล้วบะหมี่นึ่งนั้นทั้งอร่อยและทำง่ายดายยิ่ง
ก่อนหน้านี้เสิ่นเหมี่ยวได้ดึงเส้นบะหมี่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ยามนี้จึงนำเส้นบะหมี่วางลงในหม้อนึ่งที่น้ำเดือดพล่าน นึ่งด้วยไฟแรงเหนือน้ำเดือดราวเกือบครึ่งเค่อ อาศัยช่วงเวลาที่กำลังนึ่งเส้นบะหมี่ นางก็หยิบเนื้อหมูสามชั้นที่แขวนไว้ออกมา บรรจงหั่นเป็นแผ่นบางอย่างคล่องแคล่วว่องไว จากนั้นจึงหั่นถั่วแขกเป็นท่อนเล็กๆ ซอยขิงเป็นเส้น ตั้งกระทะน้ำมันจนร้อนแล้วใส่ขิงซอยลงไปผัดจนส่งกลิ่นหอมกรุ่น ตามด้วยถั่วแขกและหมูสามชั้น ผัดถั่วแขกจนพอสุกกรอบ ผัดหมูสามชั้นจนเปลี่ยนสี จากนั้นเติมซีอิ๊ว เกลือ และน้ำลงไปเล็กน้อย ปิดฝาหม้อเคี่ยวต่ออีกชั่วครู่
ช่วงเวลานี้มีจุดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษประการหนึ่ง นั่นคือเวลาในการเคี่ยวต้องไม่นานเกินไป และห้ามรอน้ำแกงงวดจนแห้งขอดเด็ดขาด การจงใจเหลือน้ำแกงรสเข้มข้นไว้ส่วนหนึ่งนี่แหละ คือเคล็ดลับความอร่อยของบะหมี่นึ่ง
เวลานี้เส้นบะหมี่ที่นึ่งอยู่บนหม้อก็สุกได้ที่พอดี นางจึงคีบเส้นออกมาคลุกเคล้ากับเนื้อและผักที่มีน้ำแกงชุ่มฉ่ำในกระทะโดยใช้ตะเกียบคนให้เข้ากัน ให้เส้นบะหมี่ทุกเส้นดูดซับน้ำแกงเข้าไปอย่างทั่วถึง จากนั้นจึงนำขึ้นไปนึ่งเหนือน้ำเดือดอีกประเดี๋ยวเดียวก็พร้อมรับประทานได้แล้ว
ภายนอก เหยาปั๋วซื่อได้กลิ่นหอมลอยโชยมานานแล้ว เขาชะเง้อคอมองเข้าไปในห้องครัวไม่หยุดหย่อน
มิใช่เพียงเขาเท่านั้น แม้แต่โหย่วอวี๋ที่ล้างชามเสร็จแล้วและยังหาบน้ำจนเต็มไปสองตุ่ม ซึ่งถูกเสิ่นเหมี่ยวสั่งให้ไปนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน ก็กำลังนั่งมอง đànไก่เดินทอดน่องอยู่ในลานบ้านอย่างเหม่อลอย
ด้านหลังของนางคือประตูด้านข้างที่เชื่อมระหว่างห้องครัวกับลานหลังบ้าน ประตูเปิดกว้างอยู่ กลิ่นหอมของบะหมี่นึ่งจึงลอยฟุ้งออกมาอย่างไร้สิ่งกีดขวาง
นางสูดจมูกฟุดฟิด สูดแล้วสูดอีก อดไม่ได้ที่จะเอี้ยวคอกลับไปมอง ทว่าในใจยังคงมีความขลาดกลัวและกระสับกระส่ายเพราะอยู่ในสถานที่แปลกหน้า จึงไม่กล้าเดินเพ่นพ่านไปไหน
ท่านแม่กลับไปยังเมืองชั้นนอกก่อนแล้ว ท่านแม่บอกให้นางอยู่ที่นี่เพื่อทำงาน พอถึงเวลาก่อนปิดร้าน ท่านแม่จะมารับนางกลับบ้าน ท่านแม่กำชับว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งของเสิ่นเหนียงจื่อให้ดี เสิ่นเหนียงจื่อสั่งให้ทำสิ่งใดก็ต้องทำสิ่งนั้น ห้ามทำอะไรตามอำเภอใจและห้ามวิ่งซุกซนเด็ดขาด
เมื่อครู่นี้เสิ่นเหนียงจื่อเพิ่งจะบอกกับนางว่า "โหย่วอวี๋ เจ้าไปนั่งพักผ่อนที่ลานหลังบ้านเถอะนะ หากอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกเบื่อ ก็ตักรำข้าวสาลีที่ถุงตรงมุมกำแพงมาสักกระบวย ผสมน้ำให้เข้ากันแล้วนำไปให้ไก่กินก็ได้ ประเดี๋ยวมีงานต้องทำแล้วข้าจะเรียกเจ้าอีกที"
ด้วยเหตุนี้โหย่วอวี๋จึงนั่งอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา นางให้อาหารไก่อย่างเงอะงะ ตอนที่เติมน้ำยังเผลอทำรำข้าวสาลีหกเรี่ยราดเต็มพื้น ทว่ายังนับว่าโชคดีที่แม่ไก่สามตัวพากันส่งเสียงกะต๊ากๆ บินถลาเข้ามา เพียงครู่เดียวก็จิกกินรำข้าวสาลีเหล่านั้นจนหมดเกลี้ยง
หลังจากนั้นนางก็กลับไปนั่งที่เดิมอย่างว่าง่าย คอยนั่งดูไก่ดูหมาต่อไป มองดูฝูงไก่ผลัดกันบินขึ้นไปเกาะบนหัวของเจ้าหมาสีเหลือง พอถูกเจ้าหมาสีเหลืองคำรามขู่ใส่สองที พวกมันก็ส่งเสียงกะต๊ากๆ บินกลับลงมา
ทว่าพอเจ้าหมาหยุดเห่า พวกมันก็บินขึ้นไปใหม่อีก
เสิ่นเหนียงจื่อยังไม่ได้เรียกนาง นางจึงไม่กล้าขยับเขยื้อน ได้แต่ก้มหน้าลงลูบท้องตนเอง อดทนต่อเสียงท้องร้องจ๊อกๆ ประท้วงด้วยความหิวโหย พลางนั่งมองไก่กับหมาในลานบ้านต่อไป
ยามนี้ เจ้าหมาขนสีเหลืองไล่ฝูงไก่ออกไปอีกครั้ง มันวิ่งเล่นเริงร่าไปรอบลานบ้านสองรอบ จากนั้นก็หมุนตัวเป็นวงกลมอย่างไร้เหตุผล พยายามจะกัดหางของตัวเอง
ส่วนเจ้าหมาดำตัวใหญ่อีกตัวหนึ่ง รูปร่างใหญ่โตเป็นพิเศษ ทว่ามันกลับสงบเสงี่ยมกว่ามาก มันนอนหมอบอยู่ริมระเบียงทางเดิน ไม่ไกลจากตัวนางนัก มันหาวหวอดอย่างเกียจคร้าน หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง นั่งมองเจ้าหมาสีเหลืองส่งเสียงเห่าหอนทำตัวโง่เง่าอยู่เคียงข้างโหย่วอวี๋ด้วยสายตาเฉยชา
เวลานี้บะหมี่นึ่งยกออกจากเตาอย่างเป็นทางการแล้ว เสิ่นเหมี่ยวเปิดฝาชั้นนึ่ง ตักใส่จานยกออกมา กลิ่นหอมยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีก
โหย่วอวี๋ส่งเสียงดัง "เอื้อก" กลืนน้ำลายลงคอคำใหญ่คำหนึ่ง สองมือกำประสานกันแน่นโดยไม่รู้ตัว
หอมเหลือเกิน…
เหยาปั๋วซื่อมองดูบะหมี่นึ่งสีเหลืองอมน้ำตาลเส้นเรียวยาวสม่ำเสมอพาดเกี่ยวกันเต็มจานใหญ่ตรงหน้า ในเส้นบะหมี่ยังแซมด้วยเนื้อหมูผัดจนมันวาวและชิ้นถั่วแขกหั่นท่อนเล็กๆ มากมาย มีต้นหอมซอยโรยแต่งแต้มประปราย ไม่เพียงดูน่ารับประทาน ทว่ากลิ่นยังหอมหวนเป็นพิเศษอีกด้วย
กลิ่นหอมเช่นนี้แตกต่างจากการต้มบะหมี่ในน้ำเดือดโดยสิ้นเชิง
ยังมิทันได้ยกมาถึงโต๊ะ ก็หอมฟุ้งจนชวนให้น้ำลายสอและเจริญอาหารยิ่งนัก
เขาแทบจะอดใจไม่ไหว รีบจรดตะเกียบคีบขึ้นมาชิมคำหนึ่ง รสสัมผัสของเส้นบะหมี่เหนียวนุ่มลื่นคอ เคี้ยวแล้วราวกับเด้งดึ๋งกระโดดโลดเต้นอยู่ระหว่างฟัน เส้นบะหมี่ทุกเส้นดูดซับความเข้มข้นกลมกล่อมของน้ำมันเนื้อและความสดกรอบของผักเข้าไป ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งส่งกลิ่นหอม
อืม ช่างยอดเยี่ยมแท้ๆ เหยาปั๋วซื่อหรี่ตาลงอย่างเคลิบเคลิ้มมีความสุข อันดับแรกเขาสัมผัสได้ถึงความชุ่มฉ่ำของมันหมูที่ผัดจนหอมกรุ่น จากนั้นจึงได้ลิ้มรสความกรุบกรอบอ่อนนุ่มของถั่วแขก เมื่อทั้งสามสิ่งหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก็กลายเป็นกลิ่นหอมของแป้งบะหมี่ที่อวลละมุนยาวนาน
"ซู้ดดด…"
เหยาปั๋วซื่อก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย เพียงประเดี๋ยวเดียวบะหมี่นึ่งเต็มจานก็ลงไปนอนอยู่ในท้อง แขนขาและร่างกายที่ชราภาพของเขาพลอยอบอวลไปด้วยความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์อย่างล้นพ้น เขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำทอดถอนใจกับตัวเองว่า "สุขใจยิ่งนัก สุขใจยิ่งนัก!"
กล่าวจบ เขาก็รีบขอให้เสิ่นเหนียงจื่อช่วยทำให้อีกหนึ่งส่วนทันที เขาต้องการนำกลับไปให้หลานสาวกินที่บ้าน
เมื่อทำเสร็จอีกส่วนหนึ่ง เหยาปั๋วซื่อก็วางมัดจำเพิ่มอีกห้าอีแปะ ขอยืมชามกระเบื้องเคลือบใบใหญ่จากเสิ่นเหมี่ยวเพื่อใส่บะหมี่ห่อกลับบ้าน
เสิ่นเหมี่ยวเดินไปส่งเขาที่หน้าประตู ไม่นานนักก็ให้การต้อนรับไป๋เหล่าซานผู้หลงใหลในบะหมี่จ๋าเจี้ยง รวมถึงลูกค้าอีกหลายคนที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ตอนตั้งแผงลอย นางง่วนทำงานไม่หยุดอยู่ถึงครึ่งชั่วยาม
ครั้นว่างเว้นจากงานได้ในที่สุด เมื่อหันหลังกลับไปโดยบังเอิญ ก็พบว่าโหย่วอวี๋ที่นั่งรับลมเหม่อลอยอยู่ใต้ระเบียงทางเดินกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่ก้าวเดียว นางดูเหมือนจะนั่งจนก้นชาไปหมดแล้ว ได้แต่วางมือทั้งสองข้างรองไว้ใต้ก้นอย่างเหม่อลอย นานๆ ทีก็ยกมือขึ้นเกาแกรกๆ
เสิ่นเหมี่ยวนึกว่านางกำลังจ้องมองสิ่งใดอย่างใจจดใจจ่อ จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ปรากฏว่าโหย่วอวี๋เอาแต่สูดดมกลิ่นหอมของบะหมี่ในอากาศอย่างเต็มแรง กลืนน้ำลายเอื้อกๆ ด้วยความอยากกิน ครั้นเห็นว่าในที่สุดเสิ่นเหมี่ยวก็เดินมาเรียกตน นางก็อดไม่ได้ที่จะร้องฟ้องด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจและอ้อแอ้ไม่ชัดถ้อยชัดคำว่า "หิว! หิวแย่!"
เสิ่นเหมี่ยวหลุดขำออกมา "ข้าลืมเจ้าไปเสียสนิท ขอโทษทีๆ รีบลุกขึ้นเถอะ เจ้าเข้าไปล้างชามที่ลูกค้าเพิ่งกินเสร็จเมื่อครู่นี้ก่อนนะ ข้ากำลังจะทำอาหารเย็นพอดี วันข้างหน้าพวกเราก็จะกินข้าวกันเวลานี้เสมอ แม้จะเร็วไปสักหน่อย ทว่าพอถึงเวลาอาหารเย็นจริงๆ พวกเราก็คงไม่มีเวลากินข้าวกันแล้ว เจ้าอยู่ที่นี่ไปนานๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง"
โหย่วอวี๋ฟังคำว่าล้างชามเข้าใจ แม้จะหิวมากทว่าก็ยังกระเด้งตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เดินเข้าไปล้างชามด้านในก่อน
เสิ่นเหมี่ยวแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า ก่อนที่จี้เกอเอ๋อร์และเซียงเจี่ยเอ๋อร์จะออกจากบ้าน นางได้กำชับไว้ว่าให้กลับมาช่วงยามเซินสามเค่อ รอจนทำอาหารเสร็จก็คงจะถึงเวลานั้นพอดี
นางจึงล้างมือแล้วเริ่มลงมือทำอาหารเย็น
เมื่อครู่นี้ตอนทำบะหมี่นึ่ง นางได้ถือโอกาสซาวข้าวสารนึ่งข้าวหม้อใหญ่ไว้ด้วย บัดนี้ข้าวสุกระอุได้ที่แล้ว จึงตักออกมาใส่ชามผึ่งให้คลายความร้อนก่อน—เพราะอาหารเย็นของนางในค่ำคืนนี้ ตั้งใจว่าจะทำข้าวผัดไข่
ใครๆ ต่างก็บอกว่าการทำข้าวผัดต้องใช้ข้าวค้างคืนจึงจะดีที่สุด ทว่าเสิ่นเหมี่ยวกลับไม่คิดว่าข้าวค้างคืนจะดีเสมอไป
ที่ผู้คนมักกล่าวกันว่าต้องใช้ข้าวค้างคืนมาทำนั้น เป็นเพราะข้าวค้างคืนผ่านการวางทิ้งไว้หนึ่งคืน ความชื้นในเมล็ดข้าวจึงระเหยออกไป ข้าวสวยหุงใหม่ๆ มักจะมีปริมาณน้ำค่อนข้างสูง จึงค่อนข้างเหนียวนุ่ม ส่วนข้าวค้างคืนจะแห้งกว่า เมื่อนำมาผัด ข้าวสวยจึงไม่เกาะติดกันเป็นก้อน และกระจายตัวออกจากกันได้รวดเร็วกว่า
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เมื่อความชื้นลดน้อยลง เนื้อสัมผัสของเมล็ดข้าวก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย มันจะมีความเหนียวนุ่มยืดหยุ่นมากขึ้น ประหนึ่งผ่านการ "ผึ่งลม" มาเบาๆ ยามลงไปผัดพลิกกลับในกระทะ เมล็ดข้าวที่มีความยืดหยุ่นเช่นนี้จะสามารถทนรับแรงตลบของตะหลิวได้ โดยไม่แตกหักหรือเละง่ายๆ
ทว่าการใช้ข้าวค้างคืนมาทำข้าวผัดก็มีข้อเสียอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือเมื่อความชื้นลดลง เมล็ดข้าวจะแข็งกระด้างขึ้น หากต้องการให้รสชาติซึมซาบเข้าเนื้อ ย่อมต้องใส่เครื่องปรุงและน้ำมันเพิ่มขึ้น กินแล้วจึงมักจะเลี่ยนและไม่ค่อยสดชื่นปากเท่าใดนัก
ด้วยเหตุดังนี้ เสิ่นเหมี่ยวจึงมักชอบใช้ข้าวสวยที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ๆ ในวันนั้นมาทำข้าวผัดไข่มากกว่า
ขอเพียงตอนนึ่งข้าวสามารถควบคุมปริมาณน้ำให้พอเหมาะ โดยใส่น้ำน้อยกว่าตอนนึ่งข้าวปกติสักเล็กน้อย ก็จะได้ข้าวสวยสดใหม่ที่แห้งร่วนกำลังดีเช่นเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องวางทิ้งรอไว้ข้ามคืนเลย
เช่นนี้ยามนึกอยากทำเมื่อใดก็ทำได้ นึกอยากกินเมื่อใดก็ได้กินทันใจ
วันนี้มีโหย่วอวี๋เพิ่มขึ้นมาอีกคน เสิ่นเหมี่ยวพิจารณาจากรูปร่างสูงใหญ่ของนาง ทั้งยังตรากตรำทำงานหนักไปหลายอย่าง ยามนึ่งข้าวจึงได้ใส่ข้าวสารเพิ่มไปอีกสองกระบอก ที่บ้านของพวกนางใช้กระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ผ่านการย่างถ่านมาตวงข้าวสาร เมื่อผ่านการย่างถ่านแล้ว เนื้อไผ่จะไม่ดึงดูดมอดแมลงและไม่ขึ้นรา ในยามปกติที่พวกนางสามพี่น้องบวกกับสุนัขอีกสองตัว ข้าวสามกระบอกก็นับว่าพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน
อาศัยช่วงเวลาที่ผึ่งข้าวให้คลายร้อน เสิ่นเหมี่ยวก็ถือโอกาสเตรียมเครื่องปรุงและวัตถุดิบ
นางเตรียมไข่ไก่สี่ฟอง ต้นหอมสองสามต้น หมูสามชั้นเล็กน้อย ถั่วลันเตา และผักรวมในปริมาณพอเหมาะ นางตอกไข่ไก่ เทไข่แดงสลับไปมาระหว่างเปลือกไข่ทั้งสองซีกเพื่อแยกไข่ขาวออกมาต่างหาก จากนั้นเทไข่แดงลงในชามอีกใบหนึ่ง แล้วตีให้เข้ากัน
ผักที่ใช้นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าในบ้านมีสิ่งใด ยามทำอาหารบางคราก็ไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันหรือทำตามตำราเป๊ะๆ เสมอไป ทว่ากลับสามารถสร้างสรรค์รสชาติที่เข้ากันได้อย่างเอร็ดอร่อยเหนือความคาดหมาย
ผักและเนื้อสัตว์ทั้งหมดล้วนหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
อีกด้านหนึ่งก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันจนร้อน เทไข่ขาวลงในกระทะก่อนเป็นอันดับแรก ใช้ตะหลิวคนยีอย่างรวดเร็ว รอจนไข่ขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นและจับตัวเป็นก้อน จึงตักขึ้นมาพักไว้ จากนั้นเติมน้ำมันลงไปในกระทะใหม่อีกครั้ง พอน้ำมันร้อนได้ที่ ก็เทข้าวสวยที่คลายความร้อนจนเท่าอุณหภูมิห้องลงไป ดึงท่อนฟืนออกบางส่วน หรี่ไฟให้อ่อนลงแล้วค่อยๆ ผัดข้าวให้กระจายตัว
ในตอนแรกเมล็ดข้าวมักจะเหนียวติดกันเป็นก้อน ทว่าพอผัดไปได้ครู่หนึ่ง ความชื้นบนผิวเมล็ดข้าวก็ค่อยๆ ลดน้อยลง เมื่อใช้หลังตะหลิวกดเบาๆ ข้าวก็ร่วนกระจายตัวออกจากกันอย่างรวดเร็ว
แม้ไม่ใช้ข้าวค้างคืนก็สามารถทำให้เมล็ดข้าวร่วนเรียงเม็ดสวยงามได้ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะข้าวหุงใหม่มีความชื้นตามธรรมชาติมากกว่า ข้าวที่ผัดออกมาในวันนี้จึงมีสีสันเป็นมันวาวชวนมองยิ่งขึ้น
พอข้าวผัดจนร้อนระอุได้ที่ จึงเทไข่แดงที่ตีไว้ลงไป ควงตะหลิวผัดอย่างรวดเร็ว กระทั่งเมล็ดข้าวทุกเม็ดเคลือบชโลมด้วยน้ำไข่สีเหลืองทองจนทั่ว
เวลานี้โหย่วอวี๋ล้างชามเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางคว่ำชามแต่ละใบลงในตะกร้าหวาย เรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเดินมายืนข้างกายเสิ่นเหมี่ยว เบิกตากลมโตจ้องมองตาไม่กะพริบ
เสิ่นเหมี่ยวยกกระทะเหล็กอันหนักอึ้งขึ้น ออกแรงกระดกสะบัดสองสามครั้ง เปลวไฟในเตาพลันพวยพุ่งขึ้นมาวูบใหญ่ตามจังหวะ
ข้าวในกระทะถูกผัดจนกลายเป็นสีเหลืองทองอร่าม ยามสะท้อนกับแสงไฟอันโชติช่วงในเตา ก็เปล่งประกายระยิบระยับประหนึ่งไข่มุกทองคำ
กลิ่นหอมของไข่และกลิ่นหอมของข้าวตลบอบอวลชวนน้ำลายสอ
โหย่วอวี๋จ้องมองตาค้างอย่างใจจดใจจ่อ
เสิ่นเหมี่ยวเริ่มทยอยใส่เนื้อหมู ถั่วลันเตา ไข่ขาวรวน และผักหั่นเต๋าลงไปผัดคลุกเคล้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเครื่องปรุงวัตถุดิบทั้งหมดคลุกเคล้าลงในกระทะ กลิ่นหอมก็ยิ่งทวีความเข้มข้นเตะจมูก
เสียง "เอื้อก… เอื้อก…" กลืนน้ำลายดังขึ้นข้างหูของนาง เนื่องจากเสียงนั้นดังลั่นเกินไป และเด็กคนนี้ไม่รู้จักคำว่าเก็บอาการแม้แต่น้อย เสิ่นเหมี่ยวจึงหันไปมองนาง ปรากฏว่าสายตาของนางจับจ้องมองตรงไปยังข้าวผัดเต็มกระทะตาละห้อย
นางเติมซีอิ๊ว เกลือ และเครื่องปรุงรส โรยต้นหอมซอยลงไป ผัดตลบอีกสองสามครั้งเพื่อดึงกลิ่นหอมของต้นหอมออกมา เพียงเท่านี้ข้าวผัดไข่ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ในถังน้ำแกงตุ๋นยังมีน้ำซุปกระดูกหมูที่ยังขายไม่หมดเหลืออยู่ นางจึงตักสองสามกระบวยลงในหม้ออีกใบ พอน้ำแกงเดือดพล่านก็ใส่ผักสดและเนื้อไม่ติดมันลงไป เติมเกลือเล็กน้อย ตอนตักขึ้นก็โรยต้นหอมซอย เพียงเท่านี้ก็ได้น้ำซุปเนื้อหมูสดหวานเรียบง่ายมาซดแกล้มข้าวแล้ว
หลายวันมานี้พักผ่อนไม่ค่อยเพียงพอ เสิ่นเหมี่ยวจึงไม่อยากทำสิ่งใดที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินไป นางต้องการออมแรงไว้รับมือกับช่วงเวลาที่ลูกค้าหลั่งไหลมาแน่นขนัดในยามค่ำคืน ดังนั้นอาหารเย็นในค่ำคืนนี้จึงเป็นมื้อง่ายๆ ที่มีเพียงน้ำซุปเนื้อหมูกับข้าวผัดไข่
ขณะที่เสิ่นเหมี่ยวกำลังตักอาหารใส่จานอยู่นั้น เสียงประตูลานหลังบ้านก็พลันดัง "เอี๊ยด" ขึ้นพอดี เสียงฝีเท้ากระโดดโลดเต้นและเสียงร้องเรียกอันร่าเริงแจ่มใสของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ดังแว่วเข้ามาพร้อมกัน "พี่สาว! พี่สาว! พวกเรากลับมาแล้ว! วันนี้ปู่โจวปิดร้านแล้วพาพวกเราไปจับกุ้งแม่น้ำที่ริมแม่น้ำเป็นพิเศษเลยเจ้าค่ะ! ข้าจับกุ้งก้ามกรามในคูน้ำได้ตัวหนึ่งด้วย ก้ามของมันใหญ่โตมากๆ เลย! พี่สาวรีบออกมาดูเร็วเข้าเจ้าค่ะ!"
ตามติดมาด้วยเสียงเห่าต้อนรับการกลับบ้านของเหลยถิงและเจ้าลูกหมาที่ดังสลับกันไปมา และสุดท้ายคือเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นมั่นคงของจี้เกอเอ๋อร์
นางขานรับจากในห้องครัว "ได้สิ เดี๋ยวข้าออกไปดู… พอดีเลย พวกเจ้ารีบไปล้างมือ เตรียมกินข้าวได้แล้ว"
สองพี่น้องล้างมือเสร็จเดินเข้ามา ก็เผชิญหน้ากับโหย่วอวี๋ที่เดินตามหลังเสิ่นเหมี่ยวต้อยๆ ทั้งสองฝ่ายต่างตกใจจนสะดุ้งถอยหลังไปคนละก้าว "เจ้าเป็นใครน่ะ?"
โหย่วอวี๋พูดชื่อตัวเองไม่เป็น ได้แต่ส่งเสียง "อ้า… อ้า…" ใส่พวกเขา
เซียงเจี่ยเอ๋อร์และเสิ่นจี้ต่างยืนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสบตากันอย่างเงียบๆ แม้จะยังเยาว์วัย ทว่าพวกเขาก็มองออกว่าเด็กสาวร่างสูงใหญ่ผู้นี้ดูเหมือนจะไม่เหมือนคนทั่วไป
เสิ่นเหมี่ยวประคองอ่างข้าวผัดไข่ใบใหญ่เดินเลี่ยงทั้งสามคนที่ยืนตัวแข็งทื่อคุมเชิงกันอยู่ นางเดินออกมาเองโดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมากความ เพียงพยักพเยิดคางไปทางโหย่วอวี๋อย่างสงบนิ่ง แล้วเอ่ยแนะนำพวกเขาว่า "นี่คือโหย่วอวี๋ วันข้างหน้านางจะมาช่วยงานที่บ้านเรา สติปัญญาของนางยังเหมือนเด็กเล็กๆ พวกเจ้าคิดเสียว่านางเป็นน้องสาวคนหนึ่งก็แล้วกัน อยู่เล่นด้วยกัน อย่าได้ไปรังแกนางเชียวล่ะ"
เซียงเจี่ยเอ๋อร์ได้ยินคำว่า "น้องสาว" ดวงตาก็พลันเป็นประกายวิบวับ "นางเป็นน้องสาวหรือเจ้าคะ! เช่นนั้นข้าก็เป็นพี่สาวแล้วสิ!"
นางรีบเดินไปหยุดตรงหน้าโหย่วอวี๋ ยืดอกน้อยๆ ขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แหงนหน้าบอกนางว่า "เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่สาวนะ หากเจ้าเรียกข้าว่าพี่สาว ข้าจะคอยปกป้องเจ้าเอง"
โหย่วอวี๋พยายามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลองส่งเสียงคล้าย "จี๊ดๆ" ออกมา
เสียงนี้ฟังดูคล้ายหนูร้อง ทว่าเซียงเจี่ยเอ๋อร์กลับรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง แหงนหน้าตบอกตัวเองพลางเอ่ยว่า "นับแต่นี้ไป ข้าคือพี่สาวของเจ้า วางใจได้เลย มีข้าอยู่ รับรองว่าในตรอกนี้ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าได้อย่างแน่นอน"
ทั้งๆ ที่ตัวนางยังสูงไม่ถึงข้อศอกของโหย่วอวี๋ด้วยซ้ำ
เสิ่นจี้เคาะศีรษะนางเบาๆ เปิดโปงความจริงอย่างไม่ไว้หน้า "เลิกคุยโม้ได้แล้ว! คราวก่อนไม่รู้ว่าใครไปมีเรื่องกับหลิวโต้วฮวา ทะเลาะสู้เขาไม่ได้ไม่พอ ยังโดนข่วนจนหน้าลาย ร้องไห้กระซิก… อุ๊บ… อื้อ…"
"พี่ชาย! ท่านอย่าพูดนะ!"
เซียงเจี่ยเอ๋อร์ร้อนรนกระโดดขึ้นเอามือปิดปากพี่ชายตนเอง เสิ่นจี้กระทั่งจมูกยังถูกนางปิดไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก จำต้องดึงมือนางออกด้วยความอ่อนใจ แล้วหมุนตัวไปยกโต๊ะมาตั้งไว้ที่ลานบ้าน พลางตอบรับอย่างขอไปที "ก็ได้ๆ ไม่พูดแล้ว"
เซียงเจี่ยเอ๋อร์ย่นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ ได้แต่หันไปกระซิบอธิบายกับโหย่วอวี๋เสียงค่อย "คราวนั้นเป็นอุบัติเหตุ เจ้าอย่าไปฟังพี่ชายข้าเหลวไหลนะ ข้าเก่งกาจมากจริงๆ"
ไม่รู้ว่าโหย่วอวี๋ฟังเข้าใจหรือไม่ นางเพียงยืนยิ้มกว้างจนเห็นฟันส่งให้เซียงเจี่ยเอ๋อร์อย่างซื่อๆ
เสิ่นจี้จัดวางโต๊ะอย่างเงียบๆ ยกม้านั่งมาสี่ตัว และหยิบชามตะเกียบมาสี่ชุด
เสิ่นเหมี่ยววางข้าวผัดไข่ลงบนโต๊ะ ตักน้ำซุปเพิ่มอีกสี่ชาม แล้วตบมือประกาศอย่างเป็นทางการ "กินข้าวได้!"
ยามนี้ดวงตะวันยังมิทันลับทิวเขา แสงยามโพล้เพล้ในต้นฤดูร้อนเจิดจ้าเข้มข้นกว่าในฤดูใบไม้ผลิมากนัก สาดส่องลานบ้านจนสว่างไสว เสิ่นเหมี่ยวจูงมือโหย่วอวี๋นั่งลง ยามมองดูลานบ้านหลังน้อยที่ไร้ร่มเงาแม้แต่น้อย จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาว่า วันหน้าหากไปเดินตลาดนัด ควรจะซื้อต้นไม้ขนาดย่อมๆ กลับมาปลูกสักต้น ทางที่ดีควรเป็นไม้ผล ไม่ว่าจะเป็นพลับ ทับทิม ท้อ หรือต้นพุทราก็ล้วนใช้ได้ทั้งสิ้น ทั้งให้ร่มเงาและยังมีผลให้เก็บกิน
ต้นพุทราหรือ? หากคิดจะปลูกต้นพุทรา เช่นนั้นจะซื้อเพียงต้นเดียวไม่ได้ ต้องซื้อสองต้น ถึงอย่างไร 'นอกกำแพงมีต้นไม้อยู่สองต้น ต้นหนึ่งคือต้นพุทรา และอีกต้นหนึ่งก็คือต้นพุทรา'[1] นี่นา
คิดแล้วนางก็หลุดหัวเราะ "พรืด" ออกมาคนเดียว
ทำเอาจี้เกอเอ๋อร์หันมามองนางด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าพี่สาวกำลังขำขันอะไรของตนเอง—ในลานบ้านก็ไม่มีสิ่งใดสักหน่อย?
เสิ่นเหมี่ยวโบกมือยิ้มๆ นี่คือความสุขที่มีเพียงนางเท่านั้นที่เข้าใจ
เซียงเจี่ยเอ๋อร์รบเร้าจะขอนั่งข้างๆ โหย่วอวี๋มาโดยตลอด ครั้นได้นั่งเบียดข้างๆ สมใจอยากแล้ว ยังเอ่ยรับปากกับเสิ่นเหมี่ยวเป็นมั่นเป็นเหมาะ "วันหน้าข้าจะดูแลโหย่วอวี๋เอง ข้าจะคอยคีบกับข้าวให้นาง"
เสิ่นเหมี่ยวขำขัน "เช่นนั้นก็ฝากเจ้าด้วยนะ"
เซียงเจี่ยเอ๋อร์พยักหน้าอย่างจริงจัง
ทว่าไม่นานนัก เซียงเจี่ยเอ๋อร์ก็พบว่าตนเองคิดผิดไปถนัด—โหย่วอวี๋ไม่ต้องการให้นางคอยดูแลเลยแม้แต่น้อย
เวลานางกินข้าว ช่างรวดเร็วดั่งพายุพัดพาเศษเมฆ เพียงประเดี๋ยวเดียวก็กินจนเกลี้ยงเห็นก้นชาม จากนั้นก็ประคองชามเปล่า จ้องมองมาทางเจ้าตาละห้อย เสิ่นเหมี่ยวตักเพิ่มให้นางอีกหนึ่งชาม ไม่นานนางก็กินจนหมดเกลี้ยงอีก แล้วก็จ้องมองมาตาละห้อยอย่างน่าสงสารเช่นเดิม
ครานี้แม้กระทั่งเสิ่นเหมี่ยวก็ยังยืนอึ้งไป จังหวะการตักข้าวเพิ่มให้ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
ในที่สุดโหย่วอวี๋ก็ฟาดข้าวผัดไข่ไปคนเดียวถึงสี่ชามใหญ่ ซุปอีกสองชาม ทั้งยังแทะสาลี่ตามไปอีกหนึ่งลูก
เดิมทีข้าวผัดที่ทำไว้ ยังได้เผื่อส่วนของเหลยถิงและเจ้าหมาสีเหลืองเอาไว้ด้วย ทว่าภายหลังกลับถูกโหย่วอวี๋เหมาคนเดียวจนเรียบวุธ เสิ่นเหมี่ยวจึงได้แต่ลุกขึ้นกลับเข้าไปในห้องครัวเพื่อหั่นเศษใบผักและเนื้อบด ต้มน้ำแกงเส้นหมี่ขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เป็นอาหารสุนัขแทน
เซียงเจี่ยเอ๋อร์มัวแต่นั่งมองโหย่วอวี๋กินข้าว ตัวเองจึงยังแทบไม่ได้แตะต้องอาหาร นางก้มลงมองชามใบเล็กของตนเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูโหย่วอวี๋ ครั้นเห็นว่านางกินเก่งถึงเพียงนี้ สายตาก็พลันเบิกค้างตะลึงงันไปแล้ว
โหย่วอวี๋เรอเอิ๊กออกมาคำหนึ่ง หลังจากกินข้าวเม็ดสุดท้ายในชามจนหมดเกลี้ยง จึงค่อยเคี้ยวปากแจ๊บๆ อย่างยังไม่ค่อยจุใจนัก คราวนี้นางไม่จ้องมองตาละห้อยอีกต่อไปแล้ว แต่ยอมวางชามและตะเกียบในมือลง
เสิ่นเหมี่ยวทำอาหารสุนัขเสร็จและเดินออกมาจากห้องครัวอีกครั้ง จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่ามารดาของโหย่วอวี๋เคยเอ่ยไว้ ยิ่งโหย่วอวี๋โตขึ้นมากเท่าใด ลูกชายและสะใภ้ที่บ้านก็ยิ่งรังเกียจนางมากขึ้นเท่านั้น หากจะสืบหาสาเหตุที่แท้จริง เป็นเพราะโหย่วอวี๋กินจุเกินไปใช่หรือไม่?
มิน่าเล่านางถึงได้เติบโตจนตัวสูงใหญ่ปานนี้
วันข้างหน้าหากจะหุงหาอาหาร คงต้องใส่ข้าวสารเพิ่มอีกสองกระบอกเสียแล้ว
ครั้นทุกคนในบ้านกินอาหารเย็นเสร็จและนั่งพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง ยามพลบค่ำก็มาถึง เสียงกลองย่ำค่ำของวัดต้าเซียงกั๋วซื่อดังกังวานแผ่ขยายออกไปประหนึ่งระลอกคลื่นน้ำ เหล่าลูกค้าก็เริ่มทยอยก้าวเท้าเข้ามาในร้านอย่างต่อเนื่อง ภายในร้านอาหารพลันกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา เสิ่นเหมี่ยวจึงเริ่มง่วนกับงานอีกครั้ง
ทว่าวันนี้มีผู้ช่วยเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง นางจึงดูผ่อนคลายและคล่องแคล่วขึ้นมาก เสิ่นเหมี่ยวมีสมาธิตั้งหน้าตั้งตาทำเส้นบะหมี่ จี้เกอเอ๋อร์ช่วยยกชามออกไปเสิร์ฟพร้อมทั้งเก็บเงิน เซียงเจี่ยเอ๋อร์ช่วยเก็บชามและตะเกียบ
ทันทีที่เซียงเจี่ยเอ๋อร์เก็บชามกลับมาวางในอ่าง โหย่วอวี๋ก็ลงมือล้างในทันที พอล้างชามเสร็จแล้ว นางถึงกับช่วยส่งท่อนฟืนให้เสิ่นเหมี่ยวได้อีกด้วย
สิ่งที่ทำให้เสิ่นเหมี่ยวประหลาดใจระคนยินดียิ่งนักก็คือ โหย่วอวี๋คุมเตาไฟเป็นด้วย!
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า ในยุคโบราณที่ใช้เตาฟืนเช่นนี้ การคุมเตาไฟนับเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะอย่างยิ่ง ไฟแรงต้องเติมฟืนเท่าใด ไฟกลางและไฟอ่อนต้องใช้ฟืนเท่าใด ทั้งยังต้องคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา ยามจำเป็นยังต้องดึงพัดลมสูบลมเตาไฟอีกด้วย
ต่อให้เป็นคนที่มีสติปัญญาปกติ สาวใช้คุมเตาไฟที่ชำนาญการ หากไม่ผ่านการเคี่ยวกรำฝึกฝนมาหลายปีก็ยากที่จะทำได้ดี เดิมทีนางคิดว่างานที่ค่อนข้างซับซ้อนและต้องอาศัยการตอบสนองที่ว่องไวเช่นนี้ โหย่วอวี๋คงไม่อาจทำได้
คิดไม่ถึงว่าโหย่วอวี๋จะคุมไฟเป็นจริงๆ เมื่อเสิ่นเหมี่ยวเอ่ยว่า "โหย่วอวี๋ ปรับเป็นไฟกลาง ดึงฟืนท่อนใหญ่ออกมาท่อนหนึ่ง" นางจะส่งเสียง "อ้า" คำหนึ่งเป็นการตอบรับ จากนั้นก็หยิบคีมคีบถ่าน จับดึงท่อนฟืนออกมาอย่างมั่นคง หลังจากดึงออกมาแล้วยังรู้จักเขี่ยฟืนที่เหลืออยู่ในเตา ให้กองฟืนโปร่งหลวมขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ไฟค่อยๆ ดับมอดลง
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หน้าร้านไม่ค่อยยุ่ง เสิ่นเหมี่ยวจึงไม่ได้ออกคำสั่ง ทว่ายืนสังเกตดูนางอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงค้นพบว่าโหย่วอวี๋ยังรู้จักดึงพัดลมสูบลมเตาเพื่อรักษาระดับความแรงของไฟด้วยตนเองอีกด้วย เมื่อเห็นว่าไฟเริ่มอ่อนลง นางก็จะดึงช่องลมให้กว้างขึ้น ครั้นเห็นว่าไฟลุกโชนแรงเกินไป ก็จะดันกลับเข้าไปเล็กน้อย เพื่อลดปริมาณออกซิเจนที่เข้าสู่เตา
ครั้นเห็นว่าในเตามีขี้เถ้าทับถมกันมากเกินไป นางก็จะนั่งยองๆ โกยขี้เถ้าออกจากเตาอย่างเงียบเชียบ ขี้เถ้าที่ได้จากการเผาฟืนสามารถนำไปทำปุ๋ยบำรุงดินสำหรับปลูกผักได้ เสิ่นเหมี่ยวจึงให้นางตักนำไปเทที่แปลงผักทั้งหมด
ในเรื่องการคุมไฟนี้ เสิ่นเหมี่ยวยืนมองดูนางอยู่พักใหญ่ ครั้นเห็นว่านางคุมไฟได้อย่างเชี่ยวชาญช่ำชองถึงเพียงนี้ ในใจก็รู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว ต่อให้นางกินข้าวถึงมื้อละสี่ชาม ก็คุ้มค่ายิ่งนัก! นี่นับว่านางเก็บได้ของล้ำค่าเข้าแล้วจริงๆ
พวกนางทั้งสี่คนง่วนทำงานรวดเดียวจนถึงยามซวี เหลยถิงนอนหมอบเฝ้าเวรยามอยู่ข้างประตูลานหลังบ้านด้วยตนเอง ส่วนเจ้าหมาสีเหลืองไม่ยอมนอนในรังหมาของตนเอง กลับวิ่งไปเบียดเสียดนอนในเล้าไก่ร่วมกับลูกเจี๊ยบหรงหรง เจ้าไก่ขาว และแม่ไก่ลาย ในที่สุดร้านอาหารก็ค่อยๆ เงียบสงบลง
ราชวงศ์ซ่งไม่มีการห้ามสัญจรยามวิกาล ด้วยเหตุดังนี้ ประตูเมืองที่กั้นระหว่างเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอกจึงเปิดช่องทางเข้าออกไว้สองสามช่องเพื่อความสะดวกในการสัญจรไปมา มารดาของโหย่วอวี๋ก็เดินทางมารับนางก่อนที่เสิ่นเหมี่ยวจะปิดร้าน ดูเหมือนนางจะไม่ยอมเสียเงินนั่งเกวียนโดยสาร จึงวิ่งบ้างเดินบ้างมาตลอดทาง ตอนที่มาถึง เหงื่อกาฬจึงโทรมเต็มหน้าผากและหอบหายใจจนตัวโยน
เสิ่นเหมี่ยวจูงมือโหย่วอวี๋เดินออกมา และเอ่ยปากชมเชยนางต่อหน้ามารดาอย่างยกใหญ่ "โหย่วอวี๋บ้านท่านช่างขยันขันแข็งและเก่งกาจจริงๆ เจ้าค่ะ! ท่านป้าสะใภ้เหนียน วันนี้นางไม่ทำชามแตกเลยสักใบ เมื่อครู่นี้ข้าบอกให้นางไปพักผ่อน นางกลับหาบน้ำจนเต็มตุ่มทั้งสี่ใบ แถมยังพรมน้ำกวาดพื้นจนสะอาดสะอ้าน ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้มีคนรับซื้อเศษอาหารผ่านมาพอดี นางยกถังเศษอาหารเพียงลำพังคนเดียว เอาออกไปส่งให้ข้าจนแลกเงินกลับมาได้ถึงสามอีแปะเชียวเจ้าค่ะ!"
ในราชวงศ์ซ่งมี "ผู้เก็บกวาดเศษอาหาร" ที่คอยเดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยเพื่อรับซื้อเศษอาหารและน้ำล้างจานโดยเฉพาะ พวกเขาจะรับซื้อเศษอาหารในเมืองเปี้ยนจิงด้วยราคาต่ำแล้วขนส่งไปยังชนบท เพื่อขายให้แก่ฟาร์มเลี้ยงหมูหรือขายให้แก่ชาวนาที่ต้องการนำไปหมักเป็นปุ๋ยการเกษตร นับว่าเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ก้าวหน้าอย่างยิ่ง
ป้าสะใภ้เหนียนเพิ่งจะเคยได้ยินคนเอ่ยปากชมว่าโหย่วอวี๋เก่งกาจเป็นครั้งแรก นางตื่นตันใจจนน้ำตาคลอเบ้า "จริงหรือเจ้าคะ? เช่นนั้นก็ดียิ่งแล้ว ดียิ่งแล้วจริงๆ เสิ่นเหนียงจื่อพึงพอใจก็พอแล้ว พึงพอใจก็ดีแล้วเจ้าค่ะ"
เมื่อครู่นี้ระหว่างที่เดินทางมา หัวใจของนางกระวนกระวายไม่เป็นสุข ทั้งกังวลว่าโหย่วอวี๋จะก่อเรื่อง และกลัวว่านางจะถูกทุบตีเพราะทำงานได้ไม่ดี บัดนี้หัวใจดวงนั้นจึงค่อยตกลงสู่ก้นบึ้งได้อย่างสบายใจเสียที
ส่วนโหย่วอวี๋ดูเหมือนจะฟังเข้าใจว่ามีคนกำลังชมนาง ใบหน้ากลมแป้นแดงระเรื่อขึ้นมาทันควัน แล้วเริ่มฉีกยิ้มซื่อๆ ส่งให้เสิ่นเหมี่ยว ยิ้มจนดวงตาที่กว้างรีหยีเล็กลงเป็นเส้นเดียว
หลังจากส่งโหย่วอวี๋กลับไปและนัดหมายเวลามาทำงานในวันรุ่งขึ้นเรียบร้อยแล้ว เสิ่นเหมี่ยวก็หันหลังเดินกลับเข้ามา เพิ่งจะปลดแผ่นไม้ปิดประตูลงมาแผ่นหนึ่งเพื่อเตรียมจะปิดร้าน ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มท่าทางเมามายคนหนึ่งเดินคอตกโซซัดโซเซก้าวเข้ามาในร้าน
เสื้อคลุมแขนกว้างผ้าไหมสีเขียวปักลายเถาวัลย์ม้วนที่เขาสวมใส่อยู่ยับยู่ยี่ราวกับผักดอง ข้างกายยังมีเด็กรับใช้ติดตามมาด้วยคนหนึ่ง
"เถ้าแก่เหนียงจื่อ ขอบะหมี่เนื้อแพะสองชามขอรับ" เด็กรับใช้ประคองเขาให้นั่งลง แล้วเดินมาสั่งอาหารที่โต๊ะเก็บเงินหน้าร้าน "แล้วก็ขอซุปเอ้อร์เฉิน[2] สำหรับแก้เมาค้างอีกหนึ่งชามด้วยขอรับ"
"ได้เลยจ้า นั่งรอก่อนนะ ข้าจะไปหยิบมาให้" เสิ่นเหมี่ยวเปิดตู้เครื่องดื่มหยิบหม้อดินเผาใบเล็กส่งให้เขา และอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองชายหนุ่มผู้นั้นแวบหนึ่ง
ช่างคุ้นตายิ่งนัก
ทว่านางกลับจำไม่ได้เลาๆ
อาจจะเป็นลูกค้าที่เคยซื้อโส่วจวาปิ่งของนางตอนที่ไปตั้งแผงลอยที่ตลาดสะพานเฉียวซื่อกระมัง? เสิ่นเหมี่ยวยักไหล่ หมุนตัวกลับไปดึงเส้นบะหมี่ พอดีว่ายังมีแป้งบะหมี่เหลืออยู่อีกนิดหน่อย วันนี้ช่างพอเหมาะพอเจาะยิ่งนัก ขายสองชามนี้เสร็จก็หมดเกลี้ยงพอดี
ตั้งแต่มีโหย่วอวี๋มาช่วย วันนี้นางขายบะหมี่ได้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งตลอดทั้งค่ำคืนยังทำได้อย่างผ่อนคลายและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ในยามนี้นางยังคงกระปรี้กระเปร่า ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
นางดึงเส้นบะหมี่ไปพลางครุ่นคิดในใจไปพลางว่า เดี๋ยวพอปิดประตูร้านแล้ว จะเคี่ยวน้ำพะโล้ไว้สักหม้อ แล้วพะโล้เนื้อหัวหมูไว้ด้วยดีหรือไม่ พรุ่งนี้จะได้มีอาหารรายการใหม่—บะหมี่ต้าหลู่? หรือยำแตงกวาเนื้อหัวหมูดีนะ?
ท่ามกลางความคิดจินตนาการอันเพลิดเพลิน นางก็ปรุงบะหมี่เสร็จและยกออกไปเสิร์ฟ ทว่ากลับเห็นจี้เกอเอ๋อร์เดินเหม่อลอย ลากฝีเท้าช้าๆ เลิกม่านเดินออกมา
"พี่สาว เซียงเจี่ยเอ๋อร์หลับไปแล้วขอรับ"
เสิ่นเหมี่ยวมองออกในทันทีว่าสีหน้าของเขาดูไม่ปกติ จึงเอ่ยถามเสียงเบา "เจ้าเป็นอะไรไปหรือ?"
เสิ่นจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าเอ่ยสารภาพอย่างตรงไปตรงมา
"หลายวันมานี้ยามอ่านตำรา ข้ารู้สึกเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ก้าวหน้าเลยขอรับ… บางครั้งยังเหม่อลอย มักอยากจะลุกหนีออกจากโต๊ะหนังสือ วันนี้ไปอ่านตำราที่ร้านหนังสือ ก็นั่งจ้องตัวอักษรตาไม่กะพริบทว่ากลับอ่านไม่เข้าหัวเลย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไรไป จิตใจดวงนี้ไม่อาจสงบลงได้เลยขอรับ" เสิ่นจี้รู้สึกผิดยิ่งนัก พี่สาวต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำถึงเพียงนี้ ทว่าเขากลับไม่มีสมาธิอ่านตำรา ในใจราวกับมีถังน้ำที่แกว่งไกวไปมาขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุดหย่อน
ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
เสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ "อีกไม่กี่วันสำนักศึกษาปี้หยงก็จะประกาศผลสอบแล้ว พี่สาว หากข้าสอบไม่ติดจะทำอย่างไรดีขอรับ?"
เสิ่นเหมี่ยวจึงได้ล่วงรู้ว่าภายใต้ท่าทีที่สุขุมรอบคอบและรู้ความของจี้เกอเอ๋อร์ แท้จริงแล้วเขากลับรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลา นางเองก็รู้สึกผิดเช่นกัน หลายวันมานี้นางมัวแต่วุ่นวายเพื่อให้ร้านอาหารดำเนินไปได้อย่างราบรื่น จึงละเลยเขาไป มิเช่นนั้นนางคงสังเกตเห็นอารมณ์ที่หม่นหมองของจี้เกอเอ๋อร์ได้ตั้งนานแล้ว
ทว่า ด้วยอุปนิสัยของจี้เกอเอ๋อร์ การที่เขายอมเปิดปากระบายความในใจกับนางเช่นนี้นับว่าไม่ง่ายดายเลยจริงๆ
"มาสิ มานั่งข้างๆ พี่สาวนี่มา" เสิ่นเหมี่ยวจูงมือจี้เกอเอ๋อร์มานั่งลงที่โต๊ะตรงมุมร้าน
เนื่องจากยังมีลูกค้านั่งกินอาหารอยู่ ในร้านจึงไม่อาจไร้คนดูแล เสิ่นเหมี่ยวจึงนั่งพูดคุยกับเขาตรงนี้เสียเลย
นางลูบศีรษะของจี้เกอเอ๋อร์ เอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พี่สาวก็ต้องขอโทษเจ้าด้วยเหมือนกัน หลายวันมานี้ข้าลืมเรื่องการประกาศผลสอบไปเสียสนิท เจ้าคงกังวลจนนอนไม่หลับมาหลายวันแล้วใช่หรือไม่? เมื่อครู่นี้เจ้าถามพี่สาวว่า หากสอบไม่ติดจะทำอย่างไร เช่นนั้นพี่สาวจะตอบเจ้าว่า ก็ไม่ต้องทำอย่างไร ช่างมันปะไร อยากเป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปเถอะ"
"ไม่เป็นไรหรอกนะ สอบไม่ติดก็ช่างมันเถิด ในโลกใบนี้มิได้มีหนทางให้เดินเพียงสายเดียวเสียหน่อย หากเจ้ายังอยากอ่านตำราต่อไป พวกเราค่อยไปกราบหาอาจารย์ท่านอื่นเพื่อร่ำเรียนใหม่ หากเจ้าไม่อยากอ่านตำราต่อแล้ว ก็ไม่เป็นไรเช่นกัน พี่สาวจะช่วยเจ้ามองหางานฝีมือที่เจ้าชื่นชอบสักอย่าง ไปเรียนรู้วิชาชีพเพื่อใช้หาเลี้ยงชีพก็ย่อมได้"
เสิ่นเหมี่ยวค่อยๆ ชี้แนะและปลอบโยนเขา ทว่าเมื่อจี้เกอเอ๋อร์ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ กลับยิ่งรู้สึกละอายใจจนขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา
"เป็นข้าที่ไร้ประโยชน์ ข้าทำให้ท่านต้องผิดหวังแล้ว พี่สาว"
"โธ่เอ๋ย เจ้าอย่าพูดเช่นนั้นสิ" นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง "จริงสิ ตอนที่พี่สาวอยู่ที่จินหลิง เคยได้ยินเรื่องราวของคนผู้หนึ่งนามว่าสวีเสียเค่อ[3]"
"ข้าจะเล่าเรื่องราวของคนที่ชื่อสวีเสียเค่อผู้นี้ให้เจ้าฟังก็แล้วกันนะ เขาเกิดที่เจียงอิน ครอบครัวเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งในท้องถิ่น มีผืนนาอุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่ไพศาล มีร้านค้าร้านรวงเรียงรายไม่ขาดสาย บรรพบุรุษของครอบครัวเขายังล้วนเป็นผู้คงแก่เรียน โดยท่านเทียดเคยสอบได้เป็นจวี่เหริน ทว่าในครอบครัวตระกูลเกษตรและปัญญาชนเช่นนี้ บิดาของเขากลับสั่งสอนเพียงหลักการอ่านตำราและคุณธรรมการเป็นคนเท่านั้น หาได้สั่งสอนให้เขาแสวงหายศถาบรรดาศักดิ์และลาภยศสรรเสริญไม่ ครั้นล่วงรู้ว่าสวีเสียเค่อหลงใหลในทิวทัศน์ขุนเขา สายน้ำ และภูมิศาสตร์ ต้องการออกไปท่องเที่ยวทั่วหล้า บิดามารดาของเขากลับให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ถึงขนาดยอมขายทรัพย์สินในบ้านเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเขา
ยามที่เหล่าเพื่อนร่วมสำนัก สหายสนิท และมิตรสหายของสวีเสียเค่อต่างกำลังวิ่งเต้นแสวงหาหนทางรับราชการ ลาภยศ และเกียรติยศชื่อเสียง เขากลับพกพาความเข้าใจและความรักของบิดามารดา ปีนขึ้นสู่ยอดเขาหวงซานเพียงลำพังในฤดูหนาว และเขียนประโยคลงในบันทึกการเดินทางว่า 'วันที่สี่ นั่งนิ่งฟังเสียงหิมะละลายตลอดทั้งวัน' เขาอยู่บนยอดเขาหวงซาน นั่งฟังเสียงหิมะที่ทับถมละลายตัวตลอดทั้งคืนกระทั่งฟ้าสาง เรื่องราวชีวิตของคนผู้นี้หากไปเกิดในครอบครัวอื่น ย่อมยากที่จะเข้าใจได้ใช่หรือไม่? ทว่าเมื่อพี่สาวได้ฟังแล้วกลับรู้สึกสะท้อนใจและซาบซึ้งยิ่งนัก"
เสิ่นเหมี่ยวมองดูดวงตาที่สับสนงุนงงของจี้เกอเอ๋อร์ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"จี้เกอเอ๋อร์ คนเรามีชีวิตเพียงชาตินี้ชาติเดียว และมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น พวกเราอ่านตำราย่อมไม่อาจยอมให้ชื่อเสียงลาภยศพันธนาการไว้ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเรียกร้องหาเพียงผลลัพธ์ เจ้าควรต้องเข้าใจให้กระจ่างแจ้งยิ่งกว่า ว่าในชาตินี้เจ้าต้องการเป็นคนเช่นไรกันแน่? ในชีวิตนี้สิ่งใดคือสิ่งที่เจ้าชื่นชอบจะทำมากที่สุด? พี่สาวหวังเพียงว่าในชีวิตของเจ้าควรจะต้องมีความมุ่งมั่นปรารถนาของตนเอง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตลอดทั้งชีวิต ส่วนเรื่องการสร้างครอบครัวสร้างเนื้อสร้างตัว การกอบกู้เชิดชูวงศ์ตระกูล แท้จริงแล้วล้วนมิใช่ภาระหน้าที่ของเจ้าเลย เจ้าอาจจะรู้สึกว่าพี่สาวเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ ดำเนินกิจการร้านเล็กๆ แห่งนี้เพียงลำพัง การที่เจ้าห่วงใยและสงสารพี่สาว ข้าย่อมรู้สึกดีใจยิ่งนัก ทว่าพี่สาวก็อยากจะบอกเจ้าว่า แท้จริงแล้วพี่สาวทำด้วยความเต็มใจยิ่ง ข้าชอบทำอาหาร ข้าชอบที่จะมีร้านเล็กๆ ให้ง่วนยุ่งอยู่เสมอ และข้าก็ชอบหาเงินอย่างไรเล่า"
เสิ่นจี้สะเทือนใจและประหลาดใจในคราแรก ทว่ากลับอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมากับประโยคสุดท้ายของพี่สาวที่เอ่ยว่า "ข้าก็ชอบหาเงินอย่างไรเล่า" อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเช่นนั้น
เมื่อเสิ่นเหมี่ยวเห็นว่าเขาฟังเข้าใจและผ่อนคลายลงแล้ว จึงแย้มยิ้มตามไปด้วย
"สวีเสียเค่อผู้นั้นยามออกเดินทางท่องเที่ยว ย่อมต้องเผชิญกับภัยโจรปล้นชิง สหายร่วมทางล้มป่วยเสียชีวิต ความเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย และความยากลำบากนานัปการ ทว่าเขากลับไม่เคยหยุดก้าวเดิน ไม่เคยละทิ้งปณิธานของตนเอง เขายังคงใช้สองเท้าก้าวเดินวัดผืนแผ่นดินทั่วหล้า แม้กระทั่งยามเป็นโรคขาพิการจนไม่อาจเดินได้อีก เขาก็ไม่เคยละทิ้งหรือสิ้นหวังในชีวิต เพราะมือของเขายังคงขยับได้ ดังนั้นในท้ายที่สุด เขาจึงยังคงเขียนตำราอันล้ำค่าอย่าง 《บันทึกการเดินทางของสวีเสียเค่อ》 ขึ้นมาได้"
เสิ่นเหมี่ยวตบไหล่ของจี้เกอเอ๋อร์เบาๆ "ดังนั้น จะสอบติดหรือไม่ติด มีสิ่งใดให้ต้องกังวลเล่า? อย่าได้ท้อแท้ อย่าได้เศร้าโศกเสียใจ ขอเพียงเจ้าทุ่มเททำอย่างเต็มกำลังความสามารถ และไม่ละอายแก่ใจตนเอง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว"
ไออุ่นจากฝ่ามือของพี่สาวที่ทาบลงบนหัวไหล่ ช่างแผ่วเบาและอบอุ่น ทว่ากลับประหนึ่งสายลมที่ช่วยพัดปัดเป่าภาระอันหนักอึ้งที่เขาแบกรับไว้บนบ่าด้วยตนเองให้มลายหายไปอย่างง่ายดาย
เขาพยายามสะกดกลั้นอยู่นาน จึงสามารถกลืนความรู้สึกแสบร้อนในดวงตากลับลงไปได้
เขาไม่ได้ร้องไห้ ทว่าภายในร้านอาหาร กลับมีเสียงคนอื่นร้องไห้โฮออกมาลั่นร้าน
เสิ่นเหมี่ยวหันขวับกลับไปด้วยความตกตะลึง
ชายหนุ่มในร้านอาหารผู้นั้นร้องไห้จนมือสั่นเทา เขาวางตะเกียบในมือลง สองมือข้างหนึ่งกุมข้อมืออีกข้างหนึ่งไว้ ร้องไห้น้ำตาน้ำมูกไหลพราก ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้าน ประหนึ่งความอัดอั้นตันใจและความท้อแท้สิ้นหวังที่สั่งสมอยู่ในอกมานานหลายปี ถูกคำพูดของเสิ่นเหมี่ยวแทงใจดำเข้าอย่างจัง ในยามนี้จึงได้พรั่งพรูทะลักออกมาดั่งทำนบแตก
หลังจากนั้น เขาก็ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ ผ่านไปพักใหญ่ ถึงกับเดินโซซัดโซเซออกจากประตูร้านไปทั้งที่ยังคงร้องไห้พลางหัวเราะพลางเช่นนั้น
"คนเรามีชีวิตเพียงชาตินี้ชาติเดียว สิ่งใดคือความสุขที่แท้จริงเล่า? คนเรามีชีวิตเพียงชาตินี้ชาติเดียว… มีเพียงครั้งเดียว… ฮ่าๆ… ครึ่งชีวิตของข้า ช่างน่าขันสิ้นดี…"
"ขออภัยด้วยขอรับ ขออภัยจริงๆ ไม่ต้องทอนนะขอรับ" เด็กรับใช้เห็นเช่นนั้น ก็ไม่มีเวลามานั่งนับเงิน รีบควักเหรียญกองโตวางไว้บนโต๊ะเพื่อคิดเงิน จากนั้นประสานมือคารวะเสิ่นเหมี่ยวด้วยความเคารพ แล้วรีบวิ่งกวดตามออกไปอย่างกระหืดกระหอบ
เสิ่นเหมี่ยวกับจี้เกอเอ๋อร์สบตากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
นี่ไปดื่มสุรามามากเพียงใดกัน ถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้? ดูท่าแล้วคนหนุ่มสาวในยุคโบราณก็มีแรงกดดันไม่น้อยเหมือนกันนะเนี่ย… เสิ่นเหมี่ยวส่ายหน้า
ทว่าเมื่อลูกค้าจากไปแล้ว ก็ได้เวลาปิดร้านพอดี
"ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนกันเถอะ"
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสิ่นเหมี่ยวลืมเลือนลูกค้าแปลกประหลาดเมื่อคืนไปจนหมดสิ้น นางหาวหวอดลุกขึ้นมาเปิดประตูร้าน หน้าร้านก็มีลูกค้ามาเข้าแถวรอซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตามคาด ทว่าเห็นได้ชัดว่าไม่คึกคักดั่งเช่นวันก่อนๆ จำนวนคนลดน้อยลงไปไม่น้อย กระทั่งไม่ต้องแจกติ้วไม้ไผ่อีกแล้ว
ทว่าคิดไม่ถึงว่า คนแรกที่ยืนรออยู่กลับเป็น…
นางขยี้ตาเพื่อป้องกันมิให้ตนเองมองผิดไป
"จิ่วเกอเอ๋อร์?"
เซี่ยฉียืนแย้มยิ้มอยู่ท่ามกลางสายลมยามเช้า
ในเวลานี้ นางมองดูเซี่ยฉีด้วยดวงตาที่ยังสะลึมสะลือ ทันใดนั้นก็นึกถึงลูกค้าที่เมาสุราอาละวาดร้องไห้โฮเมื่อคืนขึ้นมาได้
นางพลันตาสว่างกระจ่างแจ้ง—ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าเหตุใดตนเองจึงรู้สึกคุ้นหน้าคนผู้นั้นยิ่งนัก
ชายประหลาดผู้นั้นมีรูปโฉมคล้ายคลึงกับจิ่วเกอเอ๋อร์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว! ทั้งคิ้ว ตา และสันจมูก ล้วนมีส่วนละม้ายคล้ายกันอยู่หลายส่วน
เมื่อขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนหมดเกลี้ยง ภายในร้านจึงเงียบสงบลงชั่วคราว เสิ่นเหมี่ยวจึงพอมีเวลาว่างมาต้อนรับเซี่ยฉีที่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปสามชุดแต่ยังไม่ยอมกลับ นางเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "จิ่วเกอเอ๋อร์ดูเหมือนจะมีธุระอันใดหรือ?"
เซี่ยฉีพยักหน้า จัดแจงเสื้อผ้าและหมวกให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างเป็นงานเป็นการแล้วเอ่ยว่า "เสิ่นเหนียงจื่อ เกี่ยวกับทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปนี้ ข้ากับท่านแม่ได้ใคร่ครวญดูอยู่หลายวัน ในที่สุดจึงตัดสินใจบากหน้ามาเรียนถาม ไม่ทราบว่าจะสามารถร่วมมือกับเสิ่นเหนียงจื่อเปิดโรงงานที่ทำทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปโดยเฉพาะสักแห่งได้หรือไม่ขอรับ? โดยสกุลเซี่ยจะเป็นผู้ออกเงินทุน จัดหาคนงานที่ไว้ใจได้ ส่วนเสิ่นเหนียงจื่อเป็นผู้ออกสูตร รวมถึงการคิดค้นปรับปรุงรสชาติและกรรมวิธีใหม่ๆ ของทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปในภายหลัง…"
ดวงตาของเสิ่นเหมี่ยวพลันเป็นประกายวาววับขึ้นมาในพริบตา!
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกำเนิดขึ้นมาสู่โลกใบนี้ก่อนเวลานับหลายร้อยปีด้วยน้ำมือของนาง นางรอคอยโอกาสนี้มาโดยตลอด เดิมทีตั้งแต่ตอนที่กลุ่มทหารเซียงจวินพากันมากิน นางก็เริ่มเกิดความคิดขึ้นมาว่า 'จะเปิดโรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดีหรือไม่' และได้ใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาแล้ว ติดตรงที่ในมือไม่มีเงินทุนและไร้หนทาง จึงจำต้องพับเก็บไปก่อน บัดนี้พอเซี่ยฉีเอ่ยขึ้นมา นางจึงพยักหน้าหงึกๆ ด้วยดวงตาลุกวาวในทันที "ตกลง"
ทำเอาคำพูดของเซี่ยฉีที่ว่า "ขอเสิ่นเหนียงจื่อได้โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ…" ถึงกับติดค้างอยู่ในลำคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง "…เสิ่นเหนียงจื่อ เรื่องนี้แท้จริงแล้วเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก ครอบครัวของพวกเราคิดจะเปิดโรงงานแห่งนี้ ความจริงมิได้ตั้งใจจะเปิดในเปี้ยนจิงเพื่อกอบโกยเงินทอง หากแต่ต้องการไปเปิดโรงงานแห่งนี้ที่โยวโจว ท่าน… ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนตอบตกลง ฟังข้าอธิบายรายละเอียดให้ท่านฟังก่อน แล้วค่อยตอบตกลงก็ยังไม่สายขอรับ"
เสิ่นเหมี่ยวมองเขาอย่างครุ่นคิด
เซี่ยฉีได้แต่ถอนหายใจพลางยิ้มอย่างอ่อนใจ "แม้ว่าข้าจะเป็นคนของสกุลเซี่ย ทว่าก็มิได้หวังให้เสิ่นเหนียงจื่อต้องเสียเปรียบ"
"จิ่วเกอเอ๋อร์วางใจเถิด ข้าผู้นี้ชอบกินทุกสิ่ง ทว่าไม่ชอบกินความเสียเปรียบที่สุด"
เสิ่นเหมี่ยวหรี่ตาลงอย่างเจ้าเล่ห์ กางนิ้วมือทั้งห้าออก
"บอกตามตรง เรื่องนี้ข้าเคยคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว… จิ่วเกอเอ๋อร์ลองฟังความคิดเห็นของข้าดูก่อนดีกว่า ท่านออกเงินทอง ข้าออกฝีมือวิชาการ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา แต่ว่า! ข้าต้องการถือสิทธิความเป็นเจ้าของในโรงงานแห่งนั้นสามส่วน ข้าอาจจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานประจำวัน แต่หวังว่าจะสามารถรับเงินปันผลตามสัดส่วนนี้ได้ทุกปี"
เชิงอรรถ
- [1] นอกกำแพงมีต้นไม้สองต้น… — ล้อความจากประโยคเปิดอันโด่งดังในความเรียงเรื่อง 《คืนฤดูใบไม้ร่วง》 (秋夜) ของหลู่ซวิ่น (Lu Xun) นักประพันธ์เอกยุคใหม่ของจีน ซึ่งเสิ่นเหมี่ยวในฐานะผู้ทะลุมิติมานึกถึงแล้วแอบขำอยู่คนเดียว
- [2] ซุปเอ้อร์เฉิน (二陈汤) — ตำรับยาต้มสมุนไพรจีนโบราณ มีส่วนประกอบหลักคือเฉินผี (เปลือกส้มแก่) และปั้นเซี่ย มีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ ปรับสมดุลม้ามและกระเพาะอาหาร นิยมใช้ดื่มเพื่อแก้อาการเมาค้าง
- [3] สวีเสียเค่อ (徐霞客 ค.ศ. 1587–1641) — นักภูมิศาสตร์และนักเดินทางชื่อดังในปลายราชวงศ์หมิง ผู้บันทึกการเดินทางสำรวจภูมิประเทศทั่วแผ่นดินจีนลงใน 《บันทึกการเดินทางของสวีเสียเค่อ》
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/42
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย