Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ตอนที่ 44 — ตอนที่ 44 ไก่ตุ๋นกระทะเหล็ก

จี้เกอเอ๋อร์วิ่งจนหน้าซีดเผือด หน้าอกกระเพื่อมไหวรุนแรงราวกับลูกสูบโรงตีเหล็ก เสิ่นเหมี่ยวรีบดึงตัวเขาเข้ามาในลานเรือน เตรียมจะรีบเข้าไปรินน้ำมาให้ พลางเอ็ดด้วยความเอ็นดูว่า “คำพูดที่ข้าบอกเจ้าก่อนหน้านี้ เจ้าลืมไปหมดสิ้นแล้วหรือไร วิ่งกลับมาทำไมกัน สอบติดมันสำคัญ หรือว่าร่างกายตัวเองสำคัญกว่ากันฮะ ร่างกายเป็นต้นทุนของการปฏิ… เป็นต้นทุนของทั้งชีวิตเชียวนะ!”

เกือบจะหลุดสองคำนั้นออกมาแล้ว เสิ่นเหมี่ยวรีบกลืนคำกลับลงคอไปทันควัน

เพิ่งจะก้าวพ้นธรณีประตูบ้านของตนเอง ไม่รอให้นางได้ไปรินน้ำ จู่ๆ เสิ่นจี้ก็หันขวับ ซุกหน้าลงกับอ้อมอกของเสิ่นเหมี่ยวโดยไม่เอ่ยคำใด แล้วกอดนางเอาไว้แน่น

เสิ่นเหมี่ยวที่มือข้างหนึ่งหิ้วไก่ตอนตัวอ้วนพีอยู่สองตัว ถึงกับยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่

หากเทียบกับเซียงเจี่ยเอ๋อร์แล้ว จี้เกอเอ๋อร์แทบไม่เคยแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับนางเช่นนี้เลย บางครั้งเวลาที่เซียงเจี่ยเอ๋อร์โผเข้ามากอดเอวออดอ้อนในอกนาง จี้เกอเอ๋อร์ก็จะยืนอยู่ข้างๆ แล้วหัวเราะเยาะน้องสาวว่าไม่อายฟ้าดิน โตปานนี้แล้วยังทำตัวเกาะติดอยู่ในอกพี่สาวอีก

และมักจะเป็นเวลานี้เองที่เซียงเจี่ยเอ๋อร์จะยิ่งเชิดคางขึ้น แล้วกอดเอวของนางแน่นขึ้นกว่าเดิม

นับตั้งแต่นางกลับมายังเปี้ยนจิงและได้เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของจี้เกอเอ๋อร์ นี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาอย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้

“ข้าสอบได้อันดับที่หกขอรับพี่สาว” เสียงของเขาอู้อี้เพราะซุกอยู่ใต้ผืนผ้า ทว่าแท้จริงแล้วมันคือแรงสั่นสะท้านจากความปีติยินดีจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “ข้าสอบได้ถึงอันดับที่หกเชียวนะขอรับ”

ไม่มีอาจารย์คอยพร่ำสอน ไม่มีสหายร่วมสำนักคอยกระตุ้นผลักดัน ไม่มีบิดาคอยชี้แนะ เขามีเพียงตำราเก่าสามเล่มที่จิ่วเกอเอ๋อร์มอบให้ และค่ำคืนอันโดดเดี่ยวที่ต้องก้มหน้าก้มตาอ่านตำราฝึกทำข้อสอบอย่างเอาเป็นเอาตายเหล่านั้น

ยามอ่านตำราจนดึกดื่น เขาก็มักจะครุ่นคิดอยู่เสมอว่า การที่ตนก้มหน้าอ่านไปเช่นนี้มันจะได้ประโยชน์จริงหรือ นี่เป็นการเสียเวลาเปล่า เป็นการลงแรงอย่างไร้ค่าหรือไม่ เขาเหมือนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสายหมอก เคว้งคว้างไร้ที่พึ่ง ทั้งหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีและต่ำต้อยด้อยค่าอยู่ในที แม้จะต้องเผชิญหน้ากับพี่สาวที่สนิทที่สุด เขาก็ไม่อาจเอ่ยความสั่นคลอนเคลือบแคลงใจเหล่านี้ออกมาได้ทั้งหมด

ไม่มีผู้ใดให้ระบาย ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าเป็นเช่นไร เขาทำได้เพียงก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่พร่าเลือนสับสน กระทั่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเดินมาถึงจุดใดแล้ว

ต่อมา เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะแสวงหาการปลอบประโลมจากพี่สาว ราวกับผู้สัญจรในค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่เฝ้าถวิลหาแสงสว่าง และเขาก็ได้รับการปลอบประโลมนั้นจริงๆ เขาท่องจำคำพูดเหล่านั้นที่พี่สาวเอ่ย พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง พยายามโน้มน้าวตนเองว่าอย่าได้ร้อนใจ อย่าได้คาดหวัง อย่าได้ผลาญเรี่ยวแรงไปกับผลลัพธ์ที่ยังมาไม่ถึง… ทว่าหลักเหตุผลเขาเข้าใจหมดทุกอย่าง แต่หัวใจกลับไม่อาจควบคุมได้เลย

กระทั่งระหว่างทางที่เดินไปดูประกาศผลสอบที่เมืองชั้นนอกพร้อมกับท่านลุงหลี่ หัวใจของเขายังคงพลุ่งพล่านราวกับกระทะน้ำมันเดือด ทุกย่างก้าวที่เดินไปช่างทรมานจิตใจเหลือเกิน

เมื่อไปถึงหน้าสำนักศึกษาปี้หยง ป้ายประกาศแผ่นใหญ่ที่เขียนรายชื่อเรียงรายก็ติดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว มีผู้คนยืนมุงล้อมอยู่ชั้นแล้วชั้นเล่า ท่านลุงหลี่จูงมือเขา ออกแรงมหาศาลกว่าจะเบียดแทรกเข้าไปด้านในได้

เมื่อเบียดไปถึงใต้ป้ายประกาศ หัวใจของเขาก็เต้นระรัวราวกับตีกลอง แทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง จึงค่อยๆ นับย้อนขึ้นมาจากอันดับที่หนึ่งร้อยซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับการคัดเลือก พอนับมาถึงอันดับที่เจ็ดสิบ เขาก็เห็นชื่อของไห่เกอเอ๋อร์ แต่ยังไม่เห็นชื่อของตนเอง

หัวใจดวงนั้นพลันกระตุกวูบลงไปทันที

ไห่เกอเอ๋อร์ท่องจำตำราได้เร็วกว่าเขา ทั้งยังมีพรสวรรค์ในการเขียนบทความมากกว่าเขา แม้แต่ไห่เกอเอ๋อร์ยังสอบได้เพียงอันดับที่เจ็ดสิบ แล้วตัวเขาเล่า

เขาสอบตกแล้วใช่หรือไม่

ครั้นนับย้อนขึ้นไปอีก จนถึงอันดับที่ห้าสิบ ก็ยังคงไม่มีชื่อตนเอง เขาหลับตาลง ไม่กล้ามองต่ออีกแล้ว หลี่เถียวจื่อเองก็ตึงเครียดอย่างยิ่ง ด้วยความที่ไม่รู้หนังสือ จึงได้แต่บิดนิ้วมือไปมาแล้วถามเขาว่า “จี้เกอเอ๋อร์ เห็นชื่อของโก่วเอ๋อร์บ้างหรือไม่”

เสิ่นจี้ส่ายหน้า ได้แต่จำใจนับย้อนขึ้นไปต่อ

ถึงอันดับที่ยี่สิบแล้ว เด็กยี่สิบอันดับแรกจะถูกจัดเข้าสู่ชั้น ‘เจี่ยเซ่อ’ [1] กระทั่งน้ำหมึกที่ใช้เขียนชื่อก็ยังเปลี่ยนเป็นหมึกชาดสีสดใส สีแดงชาดนั้นแทงวาบเข้ามาในดวงตาของเขา ทว่าในยี่สิบอันดับแรกนี้ ไม่มีเขา และไม่มีโก่วเอ๋อร์

ถึงอันดับที่สิบแล้ว ก็ยังไม่มี

หัวใจเต้นแรงแทบจะกระดอนออกมาทางลำคอ ด้วยความสิ้นหวัง เขาจึงกวาดสายตามองขึ้นไปด้านบนอีกครา ทันใดนั้น เขาก็พลันเห็นตัวอักษรสีแดงคำว่า ‘จี้’ เข้า สายตาจึงหยุดชะงักลงทันที แล้วค่อยๆ เลื่อนสายตากลับมาทีละน้อย หยุดลงที่บรรทัดนั้น

ชื่อที่แขวนเด่นอยู่เบื้องสูงบนป้ายประกาศ ราวกับกำลังเปล่งประกายเจิดจ้า พุ่งตรงเข้าสู่ดวงตาที่เคยมืดมนของเขา

“เจี่ยเซ่ออันดับที่หก เสิ่นจี้ ลำดับที่สองในตระกูล ที่อยู่ตรอกหยางหลิ่วตง สะพานจินเหลียง ฟางหย่งคัง…”

ร่างของเสิ่นจี้สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตะลึงลาน ไม่อยากจะเชื่อสายตา จึงกวาดมองตรวจดูทีละตัวอักษรใหม่อีกรอบ ทั้งยังเขย่งปลายเท้าเพื่อเทียบดูที่อยู่ด้านหลังซ้ำอีกถึงสามรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจากคนชื่อแซ่เดียวกันจนดีใจเก้อ เมื่อแน่ใจอย่างถ่องแท้แล้ว หัวใจที่เกือบจะกระโดดออกมานอกลำคอกลับไม่ได้ตกลงไปในท้อง ทว่ากลับแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนอันเปี่ยมล้น ราวกับจะพุ่งทะลุขึ้นไปทางกระหม่อมของเขาเลยทีเดียว

ทว่าไม่นาน เขาก็กดข่มแรงขับเคลื่อนอันบ้าคลั่งนี้เอาไว้อย่างแน่นหนา เพราะเขาเหลือบไปเห็นท่านลุงหลี่เถียวจื่อที่ยังคงรอคอยด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความกระวนกระวายใจ แม้จะไม่รู้หนังสือ แต่ก็ยังคงกวาดสายตามองไปมาอยู่หน้าป้ายประกาศอันแน่นขนัด พยายามจะจำแนกกลุ่มหมึกสีดำรูปร่างประหลาดเหล่านั้นให้ออก

เสิ่นจี้รีบกวาดสายตาตรวจดูป้ายประกาศใหม่อย่างตั้งใจอีกรอบ ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ไม่พบชื่อของโก่วเอ๋อร์จริงๆ จึงทำได้เพียงบอกแก่เขาด้วยเสียงแผ่วเบา แม้หลี่เถียวจื่อจะเผยแววตาผิดหวังออกมา แต่ก็รีบแย้มยิ้มอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร โก่วเอ๋อร์อายุน้อยกว่าเจ้าหนึ่งปี ปีหน้ายังสอบได้อีก ไว้สอบใหม่อีกปีก็สิ้นเรื่อง”

หลังจากนั้นคนทั้งสองก็มุ่งหน้ากลับบ้าน ยามที่หลี่เถียวจื่อเดินไปดูประกาศผลสอบนั้นก้าวเท้าฉับไวดั่งติดปีก ทว่ายามนี้เมื่อล่วงรู้ผลลัพธ์ว่าบุตรชายสอบไม่ติด ฝีเท้าจึงชะลอช้าลง เดินลากขาไปตามทาง ราวกับว่าทุกย่างก้าวล้วนมีแต่เสียงทอดถอนใจ

เสิ่นจี้เดินเคียงข้างเขาไปได้ครู่หนึ่ง ก็สุดจะทานทนได้อีก จึงเอ่ยขอตัว แล้วออกวิ่งเตลิดไปคนเดียวอย่างสุดกำลัง

ความปีติที่เปี่ยมล้นเต็มอก เขาไม่กล้าเผยออกมาต่อหน้าผู้ที่กำลังผิดหวัง ทว่าเขาอยากจะรีบกลับบ้านเหลือเกิน อยากจะบอกพี่สาวเป็นคนแรก

เขาสอบติดแล้ว เขาสอบติดแล้วจริงๆ! ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งวิ่งก็ยิ่งเร็ว ยิ่งวิ่งก็ยิ่งเร็ว สายลมพัดหวีดหวิวผ่านข้างหู หน้าอกราวกับลุกเป็นไฟ ความเบิกบานใจอันโปร่งโล่งสบายล้วนถูกปลดปล่อยไประหว่างการวิ่ง ทว่าความรู้สึกอันรุนแรงถาโถมเหล่านั้น พลันสลายหายไปจนหมดสิ้นในวินาทีที่เขาได้เห็นหน้าพี่สาว

ไม่รู้ด้วยเหตุใด จู่ๆ เขากลับรู้สึกน้อยใจขึ้นมาเล็กน้อย ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างช้าๆ

เขากอดเอวอันบอบบางของพี่สาวเอาไว้ ช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวสอบอย่างโดดเดี่ยวในอดีตฉายวาบผ่านสายตาราวกับโคมม้าวิ่ง ทำให้หลังจากที่เขาเอ่ยประโยคนั้นออกไปว่า “ข้าสอบได้อันดับที่หกขอรับ” เขาก็สะอึกสะอื้นจนแทบพูดไม่ออก ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้อีกเลย

สิ่งที่ตอบกลับเขา มีเพียงฝ่ามือของพี่สาวที่ตบเบาๆ ลงบนแผ่นหลังของเขา

มือของพี่สาวเป็นมือของคนที่ทำงานหนัก ไม่ได้เนียนนุ่มละเอียด ทั้งยังมีรอยแผลอยู่ไม่น้อย ทว่าความอบอุ่นจากมือของนางที่ลูบไล้อยู่บนแผ่นหลังเช่นนี้ กลับทำให้เขาค่อยๆ สงบลงได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อเขาสงบลงได้ในที่สุด จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่

เขากำลังทำอะไรอยู่นี่?

เขาช่างทำตัวน่าขนลุกเลี่ยนเกินไปแล้ว!!

เสิ่นจี้กระโดดถอยหลังราวกับกระต่าย ใบหน้าแดงก่ำไปจนถึงใบหู แล้วสาวเท้าวิ่งโกยแน่บกลับเข้าไปในห้องทันที

เด็กคนนี้ทำไมถึงได้ตื่นตูมตกใจง่ายดายปานนี้นะ เสิ่นเหมี่ยวถือไก่ตัวอ้วนกลมพลางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก จากนั้นก็เอ่ยบอกตามปกติไปยังแผ่นหลังที่วิ่งเตลิดอย่างไม่คิดชีวิตของเขา “จี้เกอเอ๋อร์ เจ้าพักผ่อนในห้องสักครู่เถิด ประเดี๋ยวอย่าลืมออกไปตามเซียงเจี่ยเอ๋อร์กับโหย่วอวี๋ในตรอกกลับมาด้วยล่ะ สองคนนี้ช่างพึ่งพาไม่ได้เสียจริง พาสุนัขไปเดินเล่นจนหายต๋อมไปทั้งคู่แล้ว”

หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง นางก็ตะโกนเข้าไปในห้องของเขาด้วยความดีใจอีกครั้ง “จี้เกอเอ๋อร์ เก่งมากนะ!”

พูดจบ นางก็ฮัมเพลง ‘โชคดีมีชัย เย็นนี้กินไก่’ ออกมาอย่างมีความสุข แล้วเดินเข้าไปสับไก่ในห้องครัวแต่โดยดี

เสิ่นจี้ซุกใบหน้าที่เขินอายจนแทบจะมีเลือดหยดลงกับผ้านวมอยู่นานสองนาน จนกระทั่งได้ยินเสียงปังๆ คุ้นเคยของมีดที่สับลงบนเขียงหนาดังมาจากห้องครัว เขาถึงค่อยคลานลุกขึ้นมา แล้วแอบเล็ดลอดออกจากประตูด้านหลังของลานเรือนเพื่อไปตามหาเซียงเจี่ยเอ๋อร์ตามคำสั่ง

เขาชะโงกหน้ามองตามประตูด้านหลังบ้านของเพื่อนบ้านทุกหลัง แต่ก็ไม่พบเซียงเจี่ยเอ๋อร์ จนกระทั่งเดินมาถึงโรงสกัดน้ำมันสกุลกู่ที่อยู่ลึกที่สุดในตรอก จึงได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ที่กำลังเล่นขายของกับเด็กคนอื่นๆ

บ้านสกุลกู่กว้างขวางกว่าบ้านเรือนหลังอื่น ในลานเรือนมีโม่หินขนาดใหญ่ มีคานงัดที่ทำจากไม้ท่อนสูงใหญ่ ทั้งยังมีกระทะเหล็กขนาดยักษ์สำหรับคั่วน้ำมัน ด้านข้างยังมีคลังสินค้าขนาดใหญ่โตราวกับหอคอยสูงสำหรับเก็บวัตถุดิบน้ำมันโดยเฉพาะ ด้านในมีกระสอบงา เมล็ดผักกาดก้านขาว และถั่วเหลืองวางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ยกสูง เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านสกุลกู่ ก็จะได้กลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำมันลอยมาแตะจมูกทันที

คนรุ่นก่อนของบ้านสกุลกู่ล้วนล่วงลับไปหมดแล้ว ปัจจุบันผู้ดูแลบ้านคือกู่ต้าหลางผู้ยังหนุ่มแน่น เขาอายุแก่กว่าพี่สาวเพียงไม่กี่ปี ทั่วทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ดีที่ชโลมออกมาจากน้ำมันงา ทั้งยังมีพุงกลมพลุ้ยใหญ่โตราวกับผลแตงโม ชอบเล่นกับเด็กๆ เป็นที่สุด

ยามที่จี้เกอเอ๋อร์ตามมาถึง เซียงเจี่ยเอ๋อร์กำลังสวมบทบาทเป็นช่างตัดผม ส่วนกู่ต้าหลางนอนแผ่อยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ทำหน้าที่เป็นลูกค้า ปล่อยให้เซียงเจี่ยเอ๋อร์นวดคลึงตามอำเภอใจ

เด็กแฝดของเขาอย่างอาเป่าและอาตี้ ก็กลายมาเป็นลูกศิษย์ของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ มังกรเขียวเบื้องซ้ายพยัคฆ์ขาวเบื้องขวา คนหนึ่งแกล้งทำเป็นยื่นมีดโกน อีกคนหนึ่งแกล้งทำเป็นยกน้ำร้อน ต่างพากันตื่นเต้นดีใจรอคอยให้ท่านอาจารย์ช่างตัดผมอย่างเซียงเจี่ยเอ๋อร์มอบหมายงานให้

เหลยถิงและโหย่วอวี๋มีสีหน้าเหม่อลอย นั่งเซ่อซ่าอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่อีกสองตัว เห็นได้ชัดว่าเป็นลูกค้าระลอกก่อนหน้าที่เพิ่งถูกย่ำยีมาหมาดๆ บนหัวสุนัขของเหลยถิงถูกมัดเป็นจุกชี้ฟ้าสองข้าง ส่วนโหย่วอวี๋ถูกถักเปียสองข้างสูงต่ำไม่เท่ากัน

เสิ่นจี้ชะโงกหน้ามองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ท่านลุง ข้านวดให้พอใช้ได้หรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวตอนสระผมจะใช้สบู่สระด้วยหรือไม่ หรือว่าจะไม่ใช้เจ้าคะ” เซียงเจี่ยเอ๋อร์เลียนแบบได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

กู่ต้าหลางขบขันจนหัวเราะไม่หยุด ทว่าก็ต้องให้ความร่วมมือ จึงกลั้นหัวเราะแล้วถามว่า “แล้วมันมีความพิถีพิถันอันใดหรือ”

“พิถีพิถันมากเชียวละเจ้าค่ะ! ถ้าใช้สระด้วยสบู่ เหาจะไม่ขึ้น จากนั้นใช้หวีเสนียดสางอีกที เส้นผมนั้นจะเงางามนุ่มสลวยไม่พันกันไปสิบวันครึ่งเดือนเลยทีเดียวเจ้าค่ะ”

“ดีถึงเพียงนี้เชียว งั้นใช้สบู่สระก็แล้วกัน”

“ใช้สบู่สระต้องเพิ่มเงินอีกสามสิบอีแปะนะเจ้าคะ สบู่ของข้านี่เป็นสบู่ไขมันแพะชั้นยอดเชียวเจ้าค่ะ”

กู่ต้าหลางแสร้งทำเป็นตื่นตกใจจนหน้าถอดสี กลั้นหัวเราะพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ไผ่ “ไม่ได้ๆ งั้นข้าไม่ทำแล้ว”

เซียงเจี่ยเอ๋อร์รีบกดตัวเขาให้นอนลงไปใหม่ “โธ่ ท่านเป็นลูกค้าประจำแล้ว ข้าคิดให้ท่านราคาถูกลงหน่อยก็แล้วกัน!”

“ถูกลงเท่าใดเล่า” กู่ต้าหลางกลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว ยามที่ถูกกดให้นอนลงไปบนเก้าอี้ตามเดิม หัวไหล่ก็หัวเราะจนสั่นกระเพื่อม

“คิดให้ท่านยี่สิบอีแปะก็แล้วกันนะเจ้าคะ! เร็วเข้า อาเป่า ไปเอาสบู่มา! เอาชั้นยอดมาให้ท่านลุงของเรา!”

“จ้ะ! มาแล้วจ้า!” อาเป่าขานรับ วิ่งต้วมเตี้ยมเข้าไปในบ้าน แล้ววิ่งต้วมเตี้ยมออกมา แกล้งทำเป็นประคองสิ่งของไว้ในมือ พอเดินเข้ามาใกล้ก็เปิดฉากการแสดงบุตรสาวแท้ๆ แปรพักตร์ทันควัน โดยตะโกนบอกบิดาบังเกิดเกล้าของตนว่า “ท่านลุง สบู่ของท่านมาแล้วจ้า!”

กู่ต้าหลางหัวเราะจนเห็นเหงือก “ได้ๆๆ งั้นรีบสระเถอะ”

“ท่านลุง ท่านจะโกนหน้าหรือไม่เจ้าคะ โกนหน้าสิบอีแปะ”

กู่ต้าหลางดีดตัวผึงขึ้นมาด้วยความตกตะลึงอีกครา “นี่มันร้านค้าขูดรีดชัดๆ! ไม่โกนแล้ว ไม่โกนแล้ว!”

เซียงเจี่ยเอ๋อร์รีบกดตัวเขาเอาไว้ตามเดิม “อย่าเพิ่งไปสิเจ้าคะ คิดให้ท่านห้าอีแปะก็พอแล้ว”

ดังนั้นเด็กๆ หลายคนจึงส่งเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วล้อเล่นกันอย่างสนุกสนานในลานเรือนหลังเล็กที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำมัน ล้อมหน้าล้อมหลังกู่ต้าหลางเพื่อขยี้เส้นผม สางหนังศีรษะ ทั้งยังใช้แผ่นไม้เล็กๆ มาโกนหน้าให้เขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ เซียงเจี่ยเอ๋อร์ก็ให้อาตี้ไปหยิบกระจกมาส่อง พลางเอ่ยชื่นชมว่า “ท่านลุง ท่านดูสิเจ้าคะ พอได้สระ ได้โกนเช่นนี้แล้ว ดูหล่อเหลาเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาเชียวเจ้าค่ะ!”

กู่ต้าหลางขบขันจนแทบจะกลิ้งตกเก้าอี้ มีใครเขาเอ่ยชมคนเช่นนี้กันบ้าง

“ท่านลุง จะเล็มหนวดหรือไม่เจ้าคะ อยากจะตัดแต่งหนวดแปดเหลี่ยมปลายชี้งอนสองข้างหรือไม่เจ้าคะ”

กู่ต้าหลางคาดเดาความหมายแฝงของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ได้อยู่แล้ว จึงลูบพุงพลางหรี่ตามองแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ “จะต้องเพิ่มเงินอีกใช่หรือไม่”

“คิกๆ เพิ่มอีกห้าอีแปะเจ้าค่ะ แต่ท่านเป็นลูกค้าประจำแล้ว แถมให้ฟรีเลยเจ้าค่ะ!”

“เจ้าช่างตัดผมคนนี้ อันนี้ก็คิดเงิน อันนั้นก็คิดเงิน วันๆ หนึ่งคงหาเงินได้ไม่น้อยเลยสิ!” กู่ต้าหลางขบขันกับนางจนทนไม่ไหว

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ ทั้งหมดล้วนเป็นเงินหยาดเหงื่อแรงงาน!” เซียงเจี่ยเอ๋อร์ถูมือไปมา เผยสีหน้าท่าทางที่ทั้งน่าเอ็นดูทั้งแลดูเห็นแก่เงินแบบพ่อค้าแม่ขาย “ไม่หาเงินไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ พี่สาวข้าบอกไว้ว่าคนเราจะพึ่งพาแค่หน้าตาหากินไม่ได้เชียวหนา ไม่อย่างนั้นจะถูกคนอื่นหลอกเอาได้ง่ายๆ! ไม่ตั้งใจอ่านตำราให้มากๆ ก็ต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ อย่างน้อยต้องมีดีสักอย่างเจ้าค่ะ!”

กู่ต้าหลางหัวเราะร่า แม้แต่เสิ่นจี้ที่แอบฟังอยู่ด้านนอกประตูก็ยังอดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้

ครั้นเมื่อเขาเดินเข้าไปจับกุมตัว กู่ต้าหลางก็ถูกทรมานจนผมเผ้ากระเซอะกระเซิง จอนผมถูกโกนแหว่งไปหย่อมหนึ่ง ทั้งหนวดเครายังถูกถอนร่วงไปหลายเส้น กลายเป็นคนน่าเวทนาไปเสียแล้ว พอเห็นเสิ่นจี้มารับตัวคน กู่ต้าหลางก็รีบพลิกตัวเผ่นหนีเอาตัวรอดทันควัน “พี่ชายเจ้ามาแล้ว ไม่เล่นแล้ว ไม่เล่นแล้ว! รีบกลับบ้านกันไปเถอะ!”

ลูกค้าเผ่นหนีไปเช่นนี้ การสระผม โกนหน้า เล็มหนวด แต่งจอนผมก็เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้เล็มผมแตกปลายเลยนะ! เซียงเจี่ยเอ๋อร์กระทืบเท้าอย่างขัดใจ จากนั้นก็เบนสายตาเปี่ยมประกายความหวังมาทางพี่ชายตนเอง “พี่ใหญ่ ท่านอยากจะมาตัดผมบ้างหรือไม่”

“ตัดหัวเจ้าน่ะสิ พี่สาวเรียกเจ้ากลับบ้านแล้ว”

เสิ่นจี้คว้าคอเสื้อด้านหลังของน้องสาวตัวแสบที่ซุกซนก่อเรื่องทั้งวันเอาไว้ อีกมือหนึ่งก็จูงโหย่วอวี๋ผู้เลอะเลือน ทั้งยังเรียกให้เหลยถิงเดินตามมาด้วย เสิ่นจี้นำขบวนพากลุ่มใหญ่กลับไปเพียงลำพัง ในที่สุดก็ช่วยปลดปล่อยครอบครัวสกุลกู่ที่มักจะถูกฝูงเด็กๆ รวมกลุ่มมารุมสร้างความโกลาหลได้เสียที

สามคนกับหนึ่งตัวกำลังเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน ครั้นเดินผ่านบ้านสกุลหลี่ กลับได้ยินเสียงกรีดร้องร่ำไห้ของหลี่โก่วเอ๋อร์ดังลอดกำแพงออกมา รวมถึงเสียงทุบอกด่าทอเคล้าน้ำตาของป้าสะใภ้หลี่ “เจ้าเด็กไม่รักดี แม่คอยนั่งเฝ้าเจ้าอ่านตำราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จุดตะเกียงอ่านหนังสือกันจนดึกดื่น เปลืองเงินทองไปตั้งเท่าใด ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งเท่าไร เจ้า… ตำราพวกนี้เจ้าอ่านเอาไปทิ้งไว้ที่ใดกันหมด! คว้าน้ำเหลวสิ้นเปลืองเปล่า!”

ฝีเท้าของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ชะงักลงโดยสัญชาตญาณ อยากจะชะโงกหน้ามองผ่านช่องประตูว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่ก็ถูกเสิ่นจี้ที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ส่งเสียง “ชู่” แล้วดึงตัวนางออกไป เซียงเจี่ยเอ๋อร์ถามด้วยความกังวลว่า “พี่ใหญ่ โก่วเอ๋อร์คงไม่ถูกตีใช่หรือไม่”

เสิ่นจี้เองก็บอกไม่ได้ ป้าสะใภ้หลี่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วตรอกเรื่องความรักหน้าตาและชิงดีชิงเด่น ไม่ว่าเรื่องใดล้วนต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น เขาจึงส่ายหน้า “อย่างไรก็อย่าได้เข้าไปเด็ดขาด มิฉะนั้นหากป้าสะใภ้หลี่เห็นพวกเรา นางจะต้องยิ่งโมโหหนักขึ้นแน่”

“เพราะเหตุใดหรือ” เซียงเจี่ยเอ๋อร์เอียงคอถาม

เสิ่นจี้พูดไม่ออก ได้แต่กระซิบเสียงเบา “ข้าสอบติด แต่โก่วเอ๋อร์สอบไม่ติด หากพวกเราเสนอหน้าเข้าไป เจ้าคิดว่าในใจป้าสะใภ้หลี่จะรู้สึกเช่นไร นางจะไม่ได้คิดว่าเจ้าเป็นห่วงหลี่โก่วเอ๋อร์หรอก แต่เกรงว่าจะคิดว่าเจ้ามาหัวเราะเยาะเย้ยนางน่ะสิ อีกอย่าง โก่วเอ๋อร์อยู่ในบ้านของเขาเอง นั่นคือพ่อแม่ของเขา ต่อให้ถูกตีถูกด่า คิดว่าคงไม่หนักหนาสาหัสเกินไปหรอก ท่านลุงหลี่รักและตามใจเขาถึงเพียงนั้น”

“พี่ใหญ่สอบติดแล้วหรือ!” เซียงเจี่ยเอ๋อร์เพิ่งจะได้สติ จึงกระโดดตัวลอยด้วยความยินดีปรีดา

เสิ่นจี้รีบเอามืออุดปากนางไว้ทันควัน “เบาเสียงหน่อย”

“นี่มันเป็นเรื่องมงคลยิ่งใหญ่นี่นา ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เสียหน่อย…” เซียงเจี่ยเอ๋อร์พึมพำ หันกลับไปมองอีกครา เสียงร้องไห้ของหลี่โก่วเอ๋อร์สะท้อนก้องอยู่ในตรอกราวกับสายพิณที่ขึงตึงเปรี๊ยะ นางฟังแล้วรู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก จึงยื่นมือไปจับมือของเสิ่นจี้ไว้ ในที่สุดก็เชื่อฟังไม่เอ่ยสิ่งใดอีก แล้วเดินกลับบ้านของตนแต่โดยดี

พี่สาวดีที่สุดเลย พี่สาวไม่เคยลงไม้ลงมือตีคนเลยสักครั้ง นางแอบพึมพำอยู่ในใจเงียบๆ

เสิ่นเหมี่ยวกำลังล้างคราบเลือดจากเนื้อไก่อยู่ในห้องครัว นางเองก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ที่ลอยเข้ามาทางหน้าต่างเช่นกัน มือของนางชะงักไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วก้มหน้าขยำล้างเนื้อไก่ในชามอ่างใบใหญ่ต่อไป

เดิมทีนางคิดว่า วันมงคลดีๆ เช่นนี้ จะลองชักชวนครอบครัวป้าสะใภ้กู้มาร่วมฉลองแสดงความยินดีกับจี้เกอเอ๋อร์ที่บ้านเสียหน่อย ด้วยเหตุนี้นางจึงซื้อไก่ตัวใหญ่โตเป็นพิเศษมาถึงสองตัว ทั้งอ้วนพีทั้งเนื้อนุ่ม ในท้องยังมีไข่อ่อนอยู่อีกด้วย ทว่าเมื่อได้ยินเรื่องราวเอิกเกริกจากบ้านสกุลหลี่เช่นนี้ หากนางจัดงานฉลองให้จี้เกอเอ๋อร์อย่างเอิกเกริก เกรงว่าป้าสะใภ้หลี่ผู้ใจแคบคงจะผูกใจเจ็บแค้นนางไปชั่วชีวิตเป็นแน่

ช่างเถิด ให้คนในครอบครัวล้อมวงกินดื่มกันเองเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกัน

เมื่อล้างไก่สะอาดเรียบร้อย นางก็จัดเตรียมเครื่องเคียงอย่างเห็ดหอม เลือดไก่ ผักกาดหอมต้น ผักกาดขาว และฟองเต้าหู้ทอดเอาไว้บนโต๊ะยาว

ในเตาไฟจุดฟืนลุกโชน เปลวไฟลุกไหม้รุ่มร้อน เมื่อกระทะร้อนจัด ก็เคาะก้อนน้ำมันหมูใส่ลงไปชิ้นหนึ่ง พอน้ำมันร้อนได้ที่ ก็ใส่ต้นหอมท่อนและขิงลงไปผัดก่อน จากนั้นจึงใส่เครื่องเทศอย่างฮวาเจียวและโป๊ยกั๊ก ผัดจนส่งกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำมันเครื่องเทศเข้มข้น ถึงเวลานี้จึงเทเนื้อไก่ชิ้นโตลงไปผัดพลิกไปมา พอเนื้อไก่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองระเรื่อ ก็ใส่เครื่องปรุงรสอย่างเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว และเกลือลงไปได้ เสิ่นเหมี่ยวยังเทเหล้าเหลืองชามใหญ่ราดลงไปตามขอบกระทะจนเกิดเสียงฉ่าทันควัน กลิ่นหอมของสุราเมื่อสัมผัสกระทะร้อนก็ระเหยกลายเป็นไอสีขาวลอยฟุ้ง คลุกเคล้าเข้ากับเครื่องเทศและเนื้อไก่ ส่งกลิ่นหอมหวนตลบอบอวลจนแตะจมูก

ผัดเนื้อไก่จนเปลี่ยนสี ดึงรสสัมผัสและกลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ออกมาเต็มที่ จากนั้นจึงเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมวัตถุดิบทั้งหมด แล้วปิดฝาเคี่ยวตุ๋นไว้

น้ำแกงค่อยๆ งวดและเข้มข้นขึ้น กลิ่นหอมของเนื้อไก่ผสมผสานกับกลิ่นผักเครื่องเคียงลอยฟุ้งตลบอบอวล จึงใส่เครื่องเคียงที่เหลือลงไป แล้วเคี่ยวตุ๋นต่อไปอีกสักพัก

ระหว่างรอคอย นางก็เริ่มนวดแป้งทำแผ่นแป้ง

แผ่นแป้งของไก่ตุ๋นหม้อดินนั้นมีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ แต่ก่อนเสิ่นเหมี่ยวชอบนำแป้งข้าวโพดมาผสมกับแป้งสาลีเพื่อทำเป็นแผ่นแป้งข้าวโพด เวลาเคี้ยวกินจะแฝงรสหวานหอมของข้าวโพด อร่อยยิ่งขึ้น ทว่าในยุคนี้ยังไม่มีข้าวโพด จึงใช้แป้งสาลีล้วนๆ มาทำ ซึ่งรสชาติก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย

นวดแป้งจนเนียนนุ่ม แบ่งออกเป็นก้อนแป้งเล็กๆ เท่าๆ กัน แล้วหย่อนลงไปแช่ในน้ำเย็นราวครึ่งเค่อ จากนั้นจึงนำกลับขึ้นมา ใช้สองมือดึงยืดแป้งออกเป็นแผ่นยาวๆ แปะแนบไปตามขอบกระทะเหล็กจนรอบวง นางยังจงใจแปะให้ต่ำลงไปอีกนิด เพื่อให้แผ่นแป้งส่วนล่างจมแช่อยู่ในน้ำแกงเข้มข้นของไก่ตุ๋นกระทะเหล็ก แผ่นแป้งซึมซับความหอมจากไก่ ไก่ได้รสสัมผัสจากแป้ง กัดกินเข้าไปคำเดียวก็หอมอร่อยจนเคลิบเคลิ้มหลงใหล

เวลาจะกินก็ไม่ต้องตักใส่ชามแยกออกมา ระหว่างที่รอให้แผ่นแป้งสุกระอุ เสิ่นเหมี่ยวจึงนำก้อนอิฐที่เหลือจากการสร้างบ้านมาก่อเป็นเตาดินขนาดย่อมที่สามารถวางกระทะเหล็กได้ในลานเรือน นำถาดเหล็กที่เคยใช้ในเตาอบขนมปังมาใส่ถ่านไม้ จุดไฟจนติดแล้ววางลงในเตาดิน ด้วยวิธีนี้เวลาจะกินไก่ตุ๋นกระทะเหล็ก ก็เพียงแค่ยกกระทะเหล็กออกมาวางตั้งไว้บนเตา ทุกคนล้อมวงกินรอบกระทะ ก็จะได้ลิ้มรสอาหารร้อนๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

เมื่อไก่ตุ๋นกระทะเหล็กสุกได้ที่ ท้องฟ้าก็เริ่มโพล้เพล้พอดี

ไก่สองตัวบวกกับเครื่องเคียงกองโต บรรจุอยู่เต็มกระทะเหล็กใบใหญ่อย่างพูนแน่น เสิ่นเหมี่ยวสูดลมหายใจเข้าลึก ออกแรงยกกระทะออกมา น้ำแกงในกระทะเพิ่งจะยกลงจากเตา ยังคงเดือดปุดๆ ส่งเสียงฟู่ๆ เป็นฟองอากาศเม็ดเล็ก

เมื่อวางลงบนเตาอิฐ โหย่วอวี๋ก็กุลีกุจอวิ่งไปยกม้านั่งมา จี้เกอเอ๋อร์กับเซียงเจี่ยเอ๋อร์ช่วยกันแจกตะเกียบและชามข้าว สุนัขตัวน้อยที่ออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านทั้งวันไม่รู้กลับมาตั้งแต่เมื่อใด พอได้กลิ่นหอมก็รีบกระดิกหางรัวเร็วราวกับพัดลม นั่งจุ้มปุ๊กลงบนหลังเท้าของเสิ่นเหมี่ยว ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน

เหลยถิงดูสำรวมกว่ามันมาก ค่อยๆ เดินทอดน่องเข้ามา แล้วเลือกนอนหมอบอยู่ข้างเท้าของจี้เกอเอ๋อร์

ท้องฟ้าเบื้องบนทอดตัวต่ำ บนผืนนภาสีครามเข้มที่ยังมืดไม่สนิท มีดวงดาวระยิบระยับประดับอยู่ไม่กี่ดวงราวกับตะปูเงิน สายลมฤดูร้อนอันอบอุ่นพัดเอื่อยข้ามกำแพงลานเรือน โชยผ่านเปลวไฟในเตาดิน ถ่านไม้เผาไหม้ส่งเสียงเปรี๊ยะประ ประกายไฟวาววับสลับดับมืด ในกระทะเนื้อไก่กำลังเดือดพล่าน เสิ่นเหมี่ยวลุกขึ้นเปิดฝากระทะออก ไอควันหอมกรุ่นพวยพุ่งออกมาดั่งม่านหมอก กระจายไปทั่วทุกมุมท่ามกลางเสียง “ว้าว” ของเซียงเจี่ยเอ๋อร์

ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงรอบกระทะใบใหญ่ ระหว่างคนสองคน เสิ่นเหมี่ยวยังวางม้านั่งเสริมไว้อีกสองตัว สำหรับวางชามเหล้าและจานทิ้งกระดูก

เด็กๆ ดื่มเหล้าไม่ได้ นางจึงรินเหล้าใบสนที่แช่น้ำบ่อเย็นฉ่ำให้ตนเองและโหย่วอวี๋คนละชาม ส่วนจี้เกอเอ๋อร์และเซียงเจี่ยเอ๋อร์ให้ดื่มน้ำบ๊วยหวานอมเปรี้ยวที่เหมยซานเหนียงนำมาฝากขาย นางบีบปากของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ที่ยื่นยาวจนแขวนขวดน้ำมันได้ด้วยความไม่พอใจเบาๆ พลางเอ่ยกระตุ้นให้ทุกคนยกชามขึ้นมาดื่มก่อนคนละอึกด้วยความกระตือรือร้น

“วันนี้ไม่มีอะไรอื่น ตั้งใจจัดเพื่อฉลองที่จี้เกอเอ๋อร์ของเราสอบติดสำนักศึกษาปี้หยง! แถมยังเป็นนักเรียนชั้นเจี่ยเซ่อที่เก่งกาจที่สุดอีกด้วย! เจ้าเก่งกาจยอดเยี่ยมมากจริงๆ! นับแต่นี้เป็นต้นไป จี้เกอเอ๋อร์จะได้ไปเล่าเรียนในสำนักศึกษาชั้นยอด วันข้างหน้าหนทางย่อมราบรื่น ปลอดโปร่ง ปราศจากอุปสรรคใดๆ อย่างแน่นอน!”

“ราบรื่นไร้อุปสรรค!” เซียงเจี่ยเอ๋อร์ตะโกนทวนซ้ำเสียงดัง

“แล้วก็ต้องมีความสุขมากๆ ด้วย!” เสิ่นเหมี่ยวช่วยเสริม

“อา! อา!” นี่คือเสียงร้องกู่ก้องอย่างตื่นเต้นดีใจของโหย่วอวี๋

สี่มือยกชามดินเผาขึ้นสูง เคียงคู่ไปกับท้องฟ้ายามราตรี แสงไฟจากเตา และหม้อกระทะที่กำลังเดือดพล่าน ชามชนกันเสียงดัง “แกร๊ง” สุราและน้ำแกงกระเซ็นออกมา เสียงหัวเราะและคำอวยพรอันแสนอบอุ่นราวกับกำลังไหลรินไปทั่วลานเรือนหลังน้อย ล้อไปกับแสงจันทร์ที่แอบขึ้นพาดทาบบนยอดไม้อย่างเงียบเชียบ

หลังจากนั้นทุกคนต่างก้มหน้าก้มตากินอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะรสชาตินั้นหอมอร่อยเหลือล้น จนไม่มีเวลาว่างมาพูดคุยกันเลยแม้แต่น้อย เนื้อไก่เคี่ยวตุ๋นจนนุ่มละมุนลิ้น แผ่นแป้งจุ่มแช่อยู่ในน้ำแกง ซึมซับความหอมเอาไว้เต็มเปี่ยม เพียงส่งเข้าปากคำแรกก็อร่อยแทบกัดลิ้นตัวเอง พอเริ่มกินจนอิ่มได้ครึ่งท้อง เซียงเจี่ยเอ๋อร์ถึงค่อยนึกขึ้นได้ จึงโยนกระดูกชิ้นโตให้เหลยถิงและเจ้าลูกสุนัขตัวน้อย พวกมันคาบกระดูกแล้วหมอบลงใหม่ ก้มหน้าแทะเล็มเคี้ยวอย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน

พอกินเสร็จ เสิ่นเหมี่ยวจึงนำแผ่นแป้งที่เหลืออยู่ในห้องครัวซึ่งยังไม่ได้แช่น้ำแกงมานาบกระทะจนสุกเกรียม แล้วใช้น้ำแกงกระดูกหมูที่เคี่ยวเอาไว้มาคลุกข้าวให้สุนัขทั้งสองตัวกินเพิ่มอีกมื้อ เหลยถิงกินจนพุงกาง มันนอนแผ่อยู่ใต้ระเบียงเรือนด้านหน้า ดูเหมือนจะอิ่มแปล้จนไม่อยากจะขยับเขยื้อนตัวเลยสักนิด

เซียงเจี่ยเอ๋อร์อิ่มแน่นจนเดินแทบไม่ไหวต้องเกาะเสาไว้ ทิ้งตัวลงนอนทับบนตัวเหลยถิง กอดมันไว้แน่นพลางหรี่ตาไม่ยอมลุกไปไหน

เสิ่นจี้เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใดนัก เดินวนไปวนมาอยู่ในลานเรือนไม่ยอมหยุด

โหย่วอวี๋ผู้น่ารักว่าง่ายเดินไปล้างชามแต่โดยดี เสิ่นเหมี่ยวถือไม้ไผ่ลำยาวไปสอยโคมไฟในลานเรือนลงมา จุดไฟให้สว่างแล้วแขวนกลับคืนที่เดิม เมื่อแสงโคมสว่างขึ้น แสงจันทร์ที่สาดส่องทอดเต็มผืนลานเรือนก็ถูกแสงโคมส่องจนกลายเป็นสีอบอุ่น ราวกับมีประกายระลอกน้ำใสกระจ่างทอประกายระยิบระยับ

มีเพียงเจ้าลูกสุนัขสีเหลืองตัวน้อยที่วิ่งแล่นออกไปนอกประตูบ้านอีกครา ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้คาบสิ่งของอะไรบางอย่างที่ไม่รู้คือสิ่งใดวิ่งเตาะแตะกลับมา

เสิ่นเหมี่ยวเห็นมันคาบของมาในปากก็ลอบร้องในใจว่าแย่แล้ว

เจ้าลูกสุนัขตัวนี้ยิ่งโตก็ยิ่งซุกซน ช่วงนี้ไม่เพียงชอบวิ่งแล่นออกไปข้างนอกอย่างเดียว แต่ยังชอบคาบรองเท้าเหม็นๆ กลับเข้ามาในบ้านอีกด้วย ไม่รู้ไปขโมยมาจากที่ใด คาบกลับมาหลายครั้งหลายคราแล้ว ทั้งยังจงใจคาบมาเพียงข้างเดียว ป่านนี้คนที่ทำรองเท้าหายคงกำลังสบถด่าบิดามารดาของคนขโมยอยู่เป็นแน่

ต่อมาเสิ่นเหมี่ยวจึงไปหาตะกร้าสานใบหนึ่งมาวางไว้ในตรอก เอาไว้ใส่รองเท้าขาดๆ เหม็นๆ ที่มันคาบกลับมาโดยเฉพาะ เพื่อให้คนมาตามหาเก็บคืนไป

ด้วยเหตุนี้ พอเห็นมันวิ่งร่าเริงคาบของกลับมาอีก เสิ่นเหมี่ยวจึงคิดว่ามันไปขโมยรองเท้ามาอีกแล้ว ทำเอานางรู้สึกเสียววูบที่หนังศีรษะขึ้นมาทันที จึงรีบวิ่งเข้าไปดึงหูสุนัขแล้วสั่งสอนทันควัน “สอนไปตั้งกี่รอบแล้ว ห้ามเที่ยวคาบของซี้ซั้ว! ไม่เคยเชื่อฟังเลยนะ ประเดี๋ยวให้เหลยถิงสั่งสอนเจ้าเสียบ้างจะได้รู้สำนึก! รองเท้าพวกนั้นคราวก่อนเจ้าไปเอามาจากที่ใดกันฮะ แล้วนี่ในปากเจ้าคาบอะไรมาอีกล่ะ ยังไม่รีบเอาไปคืนเขาอีก…”

ยังไม่ทันเอ่ยจบ เจ้าลูกสุนัขก็คายของในปากทิ้งลงบนพื้น

เสิ่นเหมี่ยวก้มลงมอง นั่นดูเหมือนจะไม่ใช่รองเท้าเหม็น ทว่ากลับเป็นหนูตัวใหญ่ขนลายที่มีขนปุกปุย ทั้งยังกำลังกระดุกกระดิกอยู่บนพื้น

นางร้อง “อ๊ะ!” ถอยหลังไปสองก้าว พอมองดูอีกที ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ หนูมีขนลายพร้อยด้วยหรือ หนูมันต้องมีขนสีเทามิใช่หรือ

ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหนูตัวใหญ่ตัวนี้กลับกำลังส่งเสียงร้อง “มี้… มี้…”

เสิ่นเหมี่ยวเริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีขึ้นมาในใจ นางย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วสะกิดมันเบาๆ ตัวนุ่มนิ่มอุ่นวาบ ครั้นพลิกขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นลูกแมวตัวกระจิริดที่ตายังแทบไม่ลืมเลยจริงๆ! มันเป็นแมวสามสีที่มีขนสีเหลือง สีขาว และสีดำ ลูกแมวตัวนี้ถูกน้ำลายของเจ้าลูกสุนัขเลียจนเปียกชุ่มไปทั้งตัว ลืมตาได้เพียงข้างเดียว ดูเหมือนจะยังมองเห็นไม่ค่อยชัดเจน กำลังส่งเสียงร้องมี้ๆ แล้วคลานสะเปะสะปะไปตามพื้น

“จะ… เจ้าไปขโมยลูกแมวมาจากที่ใดกันเนี่ย!” เสิ่นเหมี่ยวชี้หน้าเจ้าลูกสุนัข แทบจะคลุ้มคลั่ง “แล้วนี่จะทำอย่างไรดีเล่า ไม่มีทั้งแม่แมว ไม่มีทั้งนมแพะ แล้วจะเลี้ยงดูลูกแมวตัวนี้ให้รอดได้อย่างไร! เจ้าไปขโมยมาจากที่ใดกัน รีบเลย พวกเราต้องรีบเอามันไปส่งคืนตอนที่แม่แมวยังไม่ทันรู้ตัว”

เจ้าลูกสุนัขส่งเสียงเห่าโฮ่งๆ ทำหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสา

เสิ่นเหมี่ยวคว้าอ่างดินเผาแบนๆ ที่ปกติใช้ให้อาหารไก่ขึ้นมา วางลูกแมวลงไป แล้วจูงลูกสุนัขเดินออกไปข้างนอก เที่ยวเดินหาไปทั่วว่ามีร่องรอยของแม่แมวคลอดลูกอยู่แถวใดบ้าง ทว่าตั้งแต่ตรอกหยางหลิ่วตงเดินไปจนถึงตรอกหยางหลิ่วซี ทั้งยังเข้าไปสอบถามบ้านเรือนอื่นๆ ที่เลี้ยงแมว กระทั่งข้ามสะพานจินเหลียงไปเดินหาดูรอบหนึ่ง ก็ไม่มีเลยสักที่

สุดท้ายกระทั่งแมวลายเสือตัวใหญ่ตัวนั้นก็ยังตามหาจนเจอ นับตั้งแต่เสิ่นเหมี่ยวไม่ได้ไปตั้งแผงบนสะพานจินเหลียง มันก็พาลูกสมุนของมันไปเจอร้านขายปลาใจดีแห่งหนึ่ง ทุกวันจะไปนั่งหมอบเฝ้าแผงช่วยร้านขายปลา ด้วยเหตุนี้ทุกๆ วันจึงได้ปลาตัวเล็กๆ จากเจ้าของแผงกินประทังชีวิต

เสิ่นเหมี่ยวจูงสุนัขประคองอ่างใส่แมวเดินกลับมาด้วยความเคว้งคว้าง คอตกทอดอาลัยไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทันใดนั้น จู่ๆ ก็เหมือนจะได้ยินเสียงใครบางคนเรียกหานางมาจากแดนไกล ครั้นหันขวับไปมอง ท่ามกลางกระแสฝูงชนที่เบียดเสียดแน่นขนัด มีรถม้าคันหนึ่งแทรกตัวอยู่ ม้าสีแดงชาดอันคุ้นตากำลังพ่นลมหายใจฟืดฟาด พยายามฝ่าคลื่นฝูงชนมุ่งหน้ามาทางนางอย่างยากลำบาก

“ฮี้—!”

โจวต้าปาดเหงื่อบนหน้าผาก ในที่สุดก็บังคับรถม้ามาหยุดลงตรงหน้าเสิ่นเหนียงจื่อได้สำเร็จ

เซี่ยฉีรู้สึกทั้งประหลาดใจและปีติยินดี รีบก้าวลงมาจากรถม้าทันที “เสิ่นเหนียงจื่อ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบท่านออกมาเดินเที่ยวตลาดกลางคืน”

เที่ยวตลาดกลางคืนอันใดกันเล่า นางถูกสุนัขที่บ้านเล่นงานเข้าให้อย่างจังต่างหาก เสิ่นเหมี่ยวได้แต่ยิ้มเจื่อน “ข้า… เฮ้อ… ข้าออกมาตามหาแม่แมวน่ะเจ้าค่ะ”

เซี่ยฉีก้มลงมอง เสิ่นเหมี่ยวอุ้มอ่างดินเผาแบนๆ ไว้ในอ้อมอก ด้านในมีลูกแมวตัวโตกว่าหนูไม่เท่าใดนอนอยู่ตัวหนึ่ง เขาจึงร้อง “อ้อ” พลางพยักหน้า “ตามหาเจอแล้วหรือ เสิ่นเหนียงจื่อเลี้ยงแมวเพิ่มที่บ้านอีกตัวหนึ่งหรือ”

“ที่ไหนกันเล่า ทั้งหมดต้องโทษเจ้าตัวนี้เลยเจ้าค่ะ!” เสิ่นเหมี่ยวโทสะแล่นพล่าน รีบเปิดโปงพฤติกรรมความผิดของเจ้าลูกสุนัขตัวนี้ออกมาจนหมดเปลือก ว่ามันไปคาบรองเท้ามาอย่างไร และคาบลูกแมวกลับมาอย่างไร ด้วยความที่นางกำลังโมโห น้ำเสียงและท่าทางที่เล่าจึงยิ่งมีชีวิตชีวาและชวนขบขันยิ่งนัก ช่วยปัดเป่าคลายความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์จากการพลัดพรากที่อัดแน่นอยู่ในใจของเซี่ยฉีไปได้ไม่น้อย

ในคืนนี้ เขาเพิ่งจะไปส่งซานเกอเอ๋อร์เซี่ยเถียวเดินทางออกจากเมืองมา

พี่ชายผู้นั้นคิดจะไปก็ไปทันที ไม่มีผู้ใดห้ามปรามได้เลย บิดาสกุลเซี่ยกลับมาจากราชสำนักพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอยู่หนึ่งชั่วยามเต็มๆ ก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นในคืนนี้เขาจึงสะพายห่อสัมภาระ จูงม้าศึกสองตัว พาบ่าวรับใช้ไปเพียงสองคน แล้วมุ่งหน้าออกจากเมืองไปกลางดึกทันที

เซี่ยฉีไปส่งเขาตลอดทางจนถึงถนนสถานีม้าเมืองชั้นนอก เซี่ยเถียวก็เอ่ยปากไล่ให้เขากลับไป

ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีอันแจ่มกระจ่าง เบื้องหลังของเขาคือเส้นทางโบราณอันทอดยาวไกล เขากระโดดขึ้นหลังม้า เอ่ยกับเซี่ยฉีด้วยความรู้สึกผิดว่า “พี่ชายไร้ความสามารถ วันข้างหน้าท่านพ่อท่านแม่และท่านย่าทวดคงต้องฝากฝังให้เจ้าช่วยดูแลให้มากแล้ว” พูดจบ เขาก็หัวเราะเยาะตนเอง “ข้าก็มัวแต่กังวลไปเรื่อย เจ้าเฉลียวฉลาดรู้ความกว่าข้ามาตั้งแต่เด็ก ต่อให้ข้าไม่พูด เจ้าก็ย่อมทำได้ดีอยู่แล้ว”

เซี่ยฉีกลับไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำใดกับเขา ในอกรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างยิ่ง สุดท้ายจึงทำได้เพียงก้าวเข้าไปเอ่ยว่า “พี่สาม ท่านต้องรักษาตัวด้วย”

เซี่ยเถียวหัวเราะเสียงดังก้อง “วางใจเถอะ ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก”

วาจาเอ่ยอย่างผ่อนคลาย ทว่าสีหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เขาก็กวักมือเรียกให้เซี่ยฉีเงี่ยหูเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงมาจากหลังม้าแล้วกระซิบบอกเขาเสียงเบาว่า “ในห้องของข้า ใต้เตียงนอน อิฐแผ่นที่สี่มันหลวม ใต้อิฐแผ่นนั้นมีหลักฐานพยานที่ข้าเคยสืบสวนคดีสกุลสวีซ่อนอยู่ มันเป็นสิ่งที่ข้าแลกมาด้วยแขนที่หักข้างนี้ เมื่อสามปีก่อน ข้ายังสืบพบคนเคาะเกราะบอกเวลาสองคนที่เห็นคนปีนกำแพงเข้าออกในคืนที่คนในครอบครัวสกุลสวีทั้งสามถูกวางยาพิษสังหาร น่าเสียดายที่ในวันรุ่งขึ้นก็เกิดคดีม้าตื่นตกใจวิ่งพุ่งชนคนเดินถนนในเมืองชั้นใน ไม่เพียงคนเคาะเกราะจะถูกเหยียบตายคาที่เท่านั้น แต่ยังทำให้พ่อค้าแม่ขายผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆ พลอยเดือดร้อนไปด้วย ทว่าผู้ที่ขี่ม้ากลับอ้างว่าม้าตกใจจนควบคุมไม่อยู่โดยอุบัติเหตุ ตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บ สุดท้ายเรื่องราวก็จบลงอย่างลวกๆ”

“หากข้าสามารถเปิดเส้นทางสู่ดินแดนประจิมเฉกเช่นป๋อวั่งโหว [2] และมีชีวิตรอดกลับมาได้ คำพูดพวกนี้เจ้าก็ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจ ถือเสียว่าวันนี้ข้าผายลมออกมาก็แล้วกัน แต่หากว่า…” เซี่ยเถียวหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง มุมปากยกยิ้มขึ้น เขาตบไหล่น้องชายอย่างเปิดเผยจริงใจ “หากในวันข้างหน้ามีข่าวการตายของข้าส่งมาจากแดนไกล อย่าได้ลืมคดีนี้เด็ดขาด หากมีโอกาส เจ้าต้องช่วยพี่ชายสืบสวนเรื่องนี้ต่อไป อย่าได้ปล่อยให้ผู้คนที่ต้องตายอย่างอยุติธรรมมากมายเหล่านั้นต้องตายไปโดยไม่อาจล้างมลทินได้”

พูดจบ เซี่ยเถียวก็ยืดตัวตรงขึ้น หันมามองเซี่ยฉีอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย มือข้างเดียวดึงสายบังเหียน สองขาหนีบสีข้างม้า ควบทะยานมุ่งหน้าสู่ทิศประจิมอย่างรวดเร็วดุจดาวตก และไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย

หลังจากเซี่ยเถียวจากไป เซี่ยฉีก็ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเพียงลำพังอยู่นานแสนนาน

ท่านพ่อท่านแม่และท่านย่าทวดอยากจะมาส่งเขา ทว่าเขากลับปฏิเสธทั้งหมด เขาบอกว่าไม่อยากจากไปท่ามกลางน้ำตาและความโศกเศร้า ถึงเวลานั้นจะจากไปก็คงไม่สบายใจ เขาบอกว่าชีวิตครึ่งแรกของตนนี้ทรยศต่อพระคุณอันล้นพ้นมามาก สหายและอาจารย์ล้วนล้มหายตายจาก ให้จิ่วเกอเอ๋อร์มาเดินส่งเขาเป็นช่วงทางสุดท้ายเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว

เขาคงวางแผนเอาไว้แต่แรกแล้ว ไม่อยากให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเจ็บปวดใจและเป็นห่วงเพิ่มขึ้น จึงอยากจะสั่งเสียคำพูดสุดท้ายเหล่านี้ไว้กับตน

เมื่อนึกถึงเซี่ยเถียว เซี่ยฉีจึงทอดสายตามองดูลูกแมวในอ้อมอกของเสิ่นเหมี่ยวอีกครา ทว่ากลับรู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมาอีกครั้ง ในลานเรือนของพี่ชายก็เลี้ยงแมวอ้วนไว้สองตัวเช่นกัน พวกมันไม่เคยจับหนูเลย ชอบแต่จะข่วนม่านเตียงนอนเล่น ด้วยเหตุนี้ ผ้าม่านเตียงของพี่ชายทุกผืนจึงมีชายครุยขาดวิ่นรุ่ยเป็นเส้นๆ เสมอ ยามนี้พี่ชายจากไปแล้ว แมวสองตัวของเขาจึงถูกส่งไปอยู่ที่ลานเรือนของท่านย่าทวด ได้แต่หวังว่าแมวอ้วนสองตัวนั้นจะไม่ไปข่วนม่านเตียงของท่านย่าทวดจนขาดวิ่นเช่นนั้นอีก

“เฮ้อ เดินวนไปสองรอบแล้ว ไม่เจอทั้งแม่ของลูกแมวตัวนี้ แล้วก็หาแม่แมวตัวอื่นที่มีน้ำนมให้มันกินไม่ได้เลยสักตัว ไม่อย่างนั้นยอมเสียเงินสักหน่อย จ้างให้แมวบ้านอื่นช่วยให้นมเพิ่มอีกสักตัว ก็นับเป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน คราวนี้แย่แล้ว ช่างน่ากลัดกลุ้มใจจริงเชียว” เสิ่นเหมี่ยวทอดถอนใจยาวออกมา

แสงตะเกียงในตลาดกลางคืนพลิ้วไหววูบวาบ สาดส่องให้ภาพเสิ่นเหนียงจื่อที่กำลังขมวดคิ้วแลดูคล้ายเงาใสสะท้อนในระลอกน้ำ มีความงดงามชวนฝันดั่งบุปผาหลังม่านวารี เขามองปราดหนึ่งก็รีบเบือนสายตาหลบด้วยความประหม่า เอ่ยปากออกไปโดยสัญชาตญาณว่า “ที่บ้านข้ามีแมวอยู่ อาจจะพอช่วยเสิ่นเหนียงจื่อเลี้ยงดูได้สักระยะหนึ่ง รอให้มันหย่านมแล้วค่อยนำมาส่งคืนให้ขอรับ”

เสิ่นเหมี่ยวดีใจล้นพ้น “เช่นนั้นข้าก็ไม่ขอเกรงใจ ฝากฝังไว้กับจิ่วเกอเอ๋อร์แล้วนะเจ้าคะ!”

เซี่ยฉีถูกรอยยิ้มตาหยีโค้งดั่งจันทร์เสี้ยวของนางทำให้ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมา เขารับลูกแมวนุ่มนิ่มขนาดเท่าฝ่ามือมาโดยสัญชาตญาณ ยังไม่ทันได้ใคร่ครวญให้รอบคอบว่าแมวที่พี่ชายทิ้งไว้นั้นเป็นตัวผู้หรือตัวเมียกันแน่ กลับก้มหน้ามองดูลูกแมว ลูบหลังมันเบาๆ แล้วเอ่ยถาม “แล้วควรจะเรียกมันว่ากระไรดีขอรับ”

“เพิ่งจะเจอกัน ยังไม่ได้ตั้งชื่อเลยเจ้าค่ะ…” เสิ่นเหมี่ยวรู้สึกเก้อเขิน เกาหัวแกรกๆ พลางชี้นิ้วไปที่สุนัขข้างเท้า “ข้าตั้งชื่อไม่เป็นจริงๆ สุนัขตัวนี้เลี้ยงมาตั้งนาน ก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้มันเลยเจ้าค่ะ”

เซี่ยฉีคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้ม “ในเมื่อที่บ้านท่านมี ‘เหลยถิง’ เจ้าตัวนี้มิสู้ให้ชื่อว่า ‘จุยเฟิง’ เล่า เช่นนี้ก็จะได้สองในสี่ลักษณ์อันได้แก่วายุและอัสนี ส่วนลูกแมวตัวนี้บนหน้าผากมีแต้มสีเหลืองอยู่หย่อมหนึ่ง หางก็สั้นป้อม มิสู้นำลักษณ์ไฟอีกหนึ่งลักษณ์ในสี่ลักษณ์มอบให้มัน ให้ชื่อว่า ‘ฉีหลิน’ ดีหรือไม่”

เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าว ดีเหลือเกิน ในที่สุดก็มีคนช่วยนางตั้งชื่ออันไพเราะเพราะพริ้งให้เสียที

วันข้างหน้าป้าสะใภ้หลี่จะได้เลิกถลึงตาใส่นางเสียที

ดังนั้นหลังจากเซี่ยฉีร่ำลากับเสิ่นเหนียงจื่อแล้ว ในอ้อมอกจึงมีแมวที่ชื่อว่าฉีหลินเพิ่มมาอีกหนึ่งตัว เขาก้มลงมองดูลูกแมวที่เอาแต่มุดซุกตัวอยู่ในอกเสื้อของเขา สะกิดขนปุกปุยนุ่มนิ่มของมันเบาๆ พลางพึมพำกับตนเอง “เจ้าเป็นแมวของเสิ่นเหนียงจื่อ แม้จะมาพำนักชั่วคราวที่บ้านสกุลเซี่ย แต่ก็ควรจะใช้แซ่ตามเสิ่นเหนียงจื่อ เช่นนั้นชื่อเต็มของเจ้าก็เรียกว่า เสิ่นฉีหลิน ก็แล้วกัน รอให้เจ้าโตขึ้น ข้าค่อยตั้งนามรองให้เจ้า…”

รถม้าโคลงเคลงไปตามทาง โจวต้าที่ทำหน้าที่บังคับรถม้าได้ยินวาจาเพ้อเจ้อสับสนของจิ่วเกอเอ๋อร์เข้าเต็มสองหู ได้แต่ส่ายหน้าไปมา

ไท่ฮูหยินกล่าวไว้ไม่มีผิด จิ่วเกอเอ๋อร์ดูเหมือนจะกลายเป็นคนโง่งมไปแล้วจริงๆ

ครั้นเซี่ยฉีกลับถึงบ้าน ก็รีบร้อนตรงดิ่งไปยังลานเรือนของท่านย่าทวดเพื่อตามหาแมว ผลปรากฏว่าพอเปิดยกหางของแมวอ้วนสองตัวนั้นขึ้นดู เขาก็ถึงกับอึ้งตะลึงตาค้าง แมวสองตัวของพี่ชายล้วนห้อยไข่กลมๆ มีขนฟูปกคลุมอยู่สองฟอง… ไฉนจึงกลายเป็นแมวตัวผู้ไปทั้งคู่เล่า!

เดิมทีเซี่ยไท่ฮูหยินกำลังเศร้าโศกเสียใจและอาลัยอาวรณ์ที่ซานเกอเอ๋อร์จากไปอย่างกะทันหัน ยามกินอาหารค่ำยังกอดคอร้องไห้กับบิดาสกุลเซี่ยไปยกใหญ่

เมื่อครู่เพิ่งจะได้รับการปลอบประโลมจากซีซื่อจนเริ่มทำใจได้บ้าง ครั้นยามนี้ได้ยินความคิดการให้นมแมวของเซี่ยฉี นางถึงกับหัวเราะจนพ่นน้ำชาพรวดออกมา ความโศกเศร้าพลันมลายหายไปสิ้น ชี้มือที่สั่นระริกพลางหัวเราะร่า “จิ่วเกอเอ๋อร์เอ๋ยจิ่วเกอเอ๋อร์ อย่าว่าแต่นี่เป็นแมวตัวผู้สองตัวเลย ต่อให้เป็นแมวตัวเมีย หากมันไม่ได้ตกลูก แล้วมันจะมีน้ำนมมาป้อนเลี้ยงได้อย่างไรกัน เจ้าเด็กคนนี้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์มีขนมาตั้งแต่เล็ก ช่างไม่มีความรู้ทั่วไปเอาเสียเลย ช่างเถอะๆ มามาอวี๋ เจ้าจงไปละลายก้อนนมแพะที่ข้าดื่มเป็นประจำมาสักชามเถิด จะได้เอามาสนองน้ำใจอันเมตตาของจิ่วเกอเอ๋อร์บ้านเรา!”

เซี่ยฉีลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ประคองชามนมแพะกับลูกแมว กลับไปก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่เป็นพ่อแมวอยู่ทั้งคืน

วันรุ่งขึ้น เขาถูกซีซื่อผู้เป็นมารดาแท้ๆ เรียกตัวไปพบด้วยดวงตาที่ดำคล้ำเป็นวง ความง่วงงุนทำให้ฝีเท้าของเขาลอยเคว้งเซไปมา… เจ้าเสิ่นฉีหลินตัวนี้ทุกหนึ่งชั่วยามครึ่งก็จะหิวจนร้องเหมียวๆ ไม่หยุด เขาจึงต้องตื่นขึ้นมาป้อนนมทุกหนึ่งถึงสองชั่วยาม วัยยังหนุ่มแน่นกลับต้องมาลิ้มรสความยากลำบากของการเลี้ยงดูลูกเสียแล้ว

ทันทีที่เขาก้าวพ้นประตู ซีซื่อยังคงก้มหน้าตรวจบัญชี ไม่ได้เงยหน้าขึ้น มือดีดลูกคิดเปาะแปะพลางเอ่ยถามว่า

“เมื่อวานข้าไม่มีเวลา วันนี้เพิ่งจะนึกขึ้นได้ เรื่องที่เจ้าไปหารือเรื่องโรงงานผลิตกับเสิ่นเหนียงจื่อผู้นั้น หารือกันเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

เซี่ยฉียืนนิ่งทื่ออยู่กับที่พักใหญ่ถึงเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เขาตบศีรษะตนเองฉาดหนึ่ง ในสมองมีแต่เสียงร้องมี้ๆ เหมียวๆ ดังก้องไปหมด เขาสบสายตาเปี่ยมด้วยความสงสัยของซีซื่อ พลางยิ้มเจื่อน “เสิ่นเหนียงจื่อตอบตกลงในทันทีขอรับ แต่ว่า… แต่ว่าเดิมทีนางพูดเรื่องกำแพงไฟอะไรสักอย่าง แล้วก็การแยกทรัพย์สินเงินทองอะไรสักอย่าง… ข้าลืมไปหมดแล้วขอรับ…”

ซีซื่อ “…”

เมื่อมองดูเซี่ยฉีที่ง่วงจนหาวหวอดๆ ไม่หยุด นางจึงปิดสมุดบัญชีในมือลงอย่างจนใจ พลางคิดในใจว่า ช่างเถอะ วันนี้นางคงต้องเดินทางไปดูด้วยตนเองสักเที่ยวแล้ว

ช่วงนี้เจ้าเด็กคนนี้มีพฤติกรรมผิดปกติอย่างยิ่ง ถือโอกาสนี้ไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่

เชิงอรรถ

  • [1] เจี่ยเซ่อ (甲舍) — ระบบการแบ่งชั้นเรียนในสำนักศึกษาของราชวงศ์ซ่ง (ระบบซานเซ่อ) ผู้ที่มีผลการเรียนหรือสอบเข้าได้คะแนนระดับสูงสุดจะถูกจัดให้อยู่ในชั้นเจี่ยเซ่อ (ชั้นเอก) ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนพิเศษจากราชสำนัก
  • [2] ป๋อวั่งโหว (博望侯) — บรรดาศักดิ์ของจางเชียน ขุนนางและนักการทูตผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ผู้บุกเบิกเส้นทางสายไหมเดินทางเชื่อมสัมพันธไมตรีสู่ดินแดนประจิม (ซีอวี้)

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/44

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย