Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ตอนที่ 47 — ตอนที่ 47 นิสัยสุนัขแพร่สู่คน

โหย่วอวี๋ทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก พละกำลังของมือจึงมหาศาล อีกทั้งสติปัญญาเฉื่อยชา ปฏิกิริยาตอบสนองของนางจึงมักอยู่นอกเหนือความคาดหมายของผู้คนเสมอ หากเป็นคนอื่นเมื่อเห็นดวงตาคู่หนึ่งทอประกายวาววับอยู่ในร่องน้ำมืดทึบ ย่อมต้องอกสั่นขวัญแขวน หรือไม่ก็คงใส่เกียร์ว่างโกยอ้าวหนีเตลิดไปแล้ว

ทว่าโหย่วอวี๋ไม่เหมือนผู้อื่น นางมิได้ร้องตะโกน ทั้งมิได้วิ่งหนี แต่กลับยื่นมือพรวดเข้าไปข้างในทันที!

นางคว้าหมับเข้ากับสิ่งของที่ดูคล้ายเส้นผม ออกแรงกระชากอย่างรุนแรงเพียงคราเดียว ก็ลากเอาสิ่งมีชีวิตข้างในที่ไม่รู้ว่าเป็นคนหรือสัตว์ออกมาอย่างดื้อๆ!

เสียงเอะอะโครมครามนี้ดังเกินไปแล้ว! เซียงเจี่ยกับหลี่โก่วเอ๋อร์สะดุ้งโหยง ครั้นมองตามไปดูก็ยิ่งตกใจจนถอยกรูดไปยืนแนบชิดติดกำแพง เด็กทั้งสองเบียดกันแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาจนพูดไม่ออกอยู่นานสองนาน

สิ่งที่อยู่ในมือของโหย่วอวี๋คือเด็กคนหนึ่งที่ผอมกะหร่องราวกับท่อนฟืน ใบหน้าและศีรษะเปรอะเปื้อนคราบไคล เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งแนบติดลำตัว เปียกโชกไปทั้งร่าง พริบตาที่เด็กคนนั้นถูกกระชากจากความมืดมิดออกมาสู่แสงสว่างใต้ฟากฟ้าอันเจิดจ้า เขาก็ใช้มือและเท้าถีบยันพื้นดิน ดิ้นรนขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง ทว่าก็ยังคงถูกมือใหญ่ที่แข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กของโหย่วอวี๋รวบจับไว้แน่นหนา

ร่องระบายน้ำแห่งนี้เชื่อมต่อกับคูคลองใต้ดิน แต่ละสายไหลมุ่งสู่อาณาเขตคูเมืองชั้นนอก ภายในลึกชันและคดเคี้ยวซับซ้อน ด้วยเหตุที่เคยมีนักโทษหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในคูน้ำใต้ดิน บริเวณปากท่อระบายน้ำทั้งสองฝั่งของถนนหลวงอวี้เจียจึงติดตั้งลูกกรงเหล็กเอาไว้ ภายในยังมีตะขอเกี่ยวคว่ำเรียงเป็นแถว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดมุดคลานตามร่องน้ำนี้เข้าไปจนถึงเขตพระราชฐานชั้นใน หากมีผู้ใดกล้าคลานผ่านเข้าไปจริงๆ ก็คงถูกตะขอเกี่ยวจนไส้ทะลุท้องฉีกเป็นแน่

ทว่าในจุดอื่นๆ ย่อมไม่มีการจัดวางสิ่งป้องกันอันสิ้นเปลืองเช่นนี้ ในยามปกติเพียงใช้ก้อนหินสองสามก้อนอุดปิดไว้ครึ่งหนึ่ง รอวันฝนตกค่อยยกออก ก็นับว่าใส่ใจดูแลแล้ว ปากท่อระบายน้ำของตรอกหยางหลิ่วตงก็เป็นเช่นเดียวกัน ก้อนหินที่ยกออกไปเมื่อคราวฝนตกคราวก่อนยังคงวางกองอยู่ข้างๆ ถึงกับลืมยกกลับมาอุดปิดไว้เสียด้วยซ้ำ

"โหย่ว…โหย่วอวี๋ เจ้าจับอะ…อะไรมาน่ะ"

เซียงเจี่ยกับหลี่โก่วเอ๋อร์ค่อยๆ คลายจากความตระหนกตกใจ แล้วค่อยๆ ขยับย่องเข้าไปใกล้ เด็กคนนี้ผอมแห้งเกินไปแล้ว โหย่วอวี๋เพียงใช้มือข้างเดียวก็กดเขาไว้ได้อยู่หมัด เขานอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นด้วยความไม่ยินยอมและดื้อรั้น แม้จะหมดแรงดิ้นรนแล้ว ทว่ายังคงหอบหายใจกระชั้น มือที่แตกแห้งกร้านจิกลงไปในผืนดินแน่นหนา แม้เรี่ยวแรงจะเหือดแห้ง ก็ยังไม่ยอมถูกโหย่วอวี๋ลากไปข้างหน้าอีกแม้แต่ก้าวเดียว

เขาไม่เพียงมีเสื้อผ้าไม่พอปกปิดกาย ทว่าขาข้างหนึ่งที่ผอมจนหนังหุ้มกระดูกยังคดงออย่างผิดธรรมชาติ ใบหน้าผอมซูบจนผิดรูป แก้มตอบลึกติดกระดูกโหนกแก้ม ซ้ำยังเปรอะเปื้อนโคลนตมไปทั้งตัว เซียงเจี่ยรวบรวมความกล้าเพ่งมองเขา ทว่ากลับเห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่โตจนน่าตกใจ ประกายตาที่ทอดออกมานั้นเยียบเย็นและดุดัน ราวกับหิมะที่เหน็บหนาวเข้ากระดูก

เซียงเจี่ยถูกเขาจ้องมองจนรู้สึกหวาดกลัว จึงลุกขึ้นแล้วถอยร่นไปข้างหลัง ทว่าหลี่โก่วเอ๋อร์กลับผลุบตัวไปหลบอยู่ด้านหลังนางเรียบร้อยแล้ว ได้แต่ยื่นศีรษะที่สั่นระริกออกมามอง

เด็กคนนั้นขยับเขยื้อนไม่ได้ เซียงเจี่ยจึงอดรนทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ย่อตัวนั่งยองๆ ลงไปอีกครั้ง เบิกตากว้างทั้งสองข้างจ้องมองคนที่นอนอยู่บนพื้น

หลี่โก่วเอ๋อร์ช่างขี้ขลาดยิ่งกว่าเซียงเจี่ยเสียอีก หลบอยู่ด้านหลังเซียงเจี่ยอยู่นานสองนาน ถึงได้เอ่ยพึมพำเสียงแผ่ว "เซียงเจี่ย หน้าตาเขาน่ากลัวเหลือเกิน อย่าเข้าไปเลย"

เขาออกแรงดึงนางกลับมาสองคราแต่ดึงไม่ขยับ เขาจึงกระทืบเท้า ทิ้งเซียงเจี่ยกับโหย่วอวี๋ไว้เบื้องหลัง แล้วปีนขึ้นจากร่องระบายน้ำ ใส่เกียร์หมาวิ่งเตลิดออกไปตามผู้ใหญ่ทันที

"ท่านแม่! ป้าสะใภ้กู้! โหย่วอวี๋จับขโมยได้แล้ว!"

โหย่วอวี๋ยังคงจับเด็กคนนั้นไว้แน่นหนา ราวกับแมวเหมียวที่จับหนูได้สำเร็จ ใบหน้าที่ไร้เดียงสาและซื่อบื้อมีรอยยิ้มโง่งมฉายชัดคล้ายกำลังรอคอยคำชมเชย

ในร่องระบายน้ำไม่มีสิ่งใดบดบังกำบังแดด สายลมพัดผ่านเงาไม้ไหวระริก นำพาแสงแดดที่ถูกชายคาตัดแบ่งตกกระทบลงมา บนร่างของเซียงเจี่ยอาบไล้ด้วยแสงเงาระยิบระยับ สองมือน้อยๆ วางประสานซ้อนกันบนหัวเข่า นางก้มหน้าลง ขมวดคิ้วเล็กๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม "เจ้าเป็นใครหรือ เหตุใดจึงมาแอบซ่อนอยู่ที่นี่"

ไม่มีเสียงตอบรับ เด็กเนื้อตัวมอมแมมผู้นั้นช้อนสายตาขึ้นจากด้านล่าง มองดูเซียงเจี่ยที่สะอาดสะอ้าน ผิวพรรณขาวผ่อง ซ้ำยังอาบอยู่ใต้แสงสว่าง ดวงตาที่คุ้นชินกับความมืดมิดถูกแสงแดดแยงจนน้ำตาเอ่อคลอ เขาจึงหลุบเปลือกตาลงอีกครั้ง

คนผู้นี้ดูท่าจะยิ่งกว่าคนใบ้เสียอีก แม้แต่โหย่วอวี๋ยังพูดได้มากกว่า

เซียงเจี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ดวงตาน้อยๆ หรี่ลง น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น "เจ้ากลับบ้านไปกับข้าเถอะ ข้าจะให้เจ้ากินขนมเปี๊ยะ แล้วจะโกนหัวให้เจ้าด้วย!"

นิสัยชอบเก็บของกลับบ้านของสุนัขในเรือนยังดัดไม่ทันหาย เสิ่นเหมี่ยวคิดไม่ถึงเลยว่านิสัยเสียนี้จะมีวี่แววแพร่ระบาดจากสุนัขไปสู่คนเสียแล้ว

นางไม่ล่วงรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรือนแม้แต่น้อย ยังคงจับจ่ายซื้อของอย่างฮึกเหิมเปี่ยมสุขอยู่ในร้านหนังสือหลานซิน

ตั้งแต่เปิดร้านมาเป็นเวลานานเพียงนี้ นางได้แอบนำเงินไปแลกเป็นเหรียญเงินที่โรงฝากเงินมาอีกห้าสิบตำลึง นำไปซุกซ่อนไว้ก้นหลุมผักใต้ดินร่วมกับเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ก่อนหน้า

ยามนี้หากไม่นับเงินทุนหมุนเวียนในร้านและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นางมีเงินเก็บสะสมรวมแล้วกว่าร้อยตำลึงเลยทีเดียว

อาหารการกินและความเป็นอยู่ของคนสกุลเสิ่นค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ขึ้นตั้งนานแล้ว การกินเนื้อสัตว์มิใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป ทั้งไม่ต้องเหมือนเมื่อก่อนที่จี้เกอต้องหัดคัดอักษรลงบนแผ่นไม้ที่ลบเขียนซ้ำได้อีกแล้ว

เซี่ยฉีเดินชมหนังสืออยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือในร้านหนังสือหลานซิน มือพลางหยิบหนังสือเล่มหนึ่งลงมา กล่าวกับเสิ่นเหมี่ยวว่า "ในยุคเฉาก๊กเว่ยมีนักคิดสายปรัชญาเสวียนเสวียคนหนึ่งนามว่าเหอเยี่ยน [1] อรรถาธิบายใน 'หลุนอวี่จี๋จู้' ที่เขาเรียบเรียงนั้นนับว่ายอดเยี่ยมที่สุด เมื่อซื้อ 'หลุนอวี่' แล้วจำเป็นต้องซื้อรวมบทอรรถาธิบายของเขาไปด้วยอีกเล่ม ในรวมบทอรรถาธิบายเล่มนี้เขารวบรวมคำอธิบายและบทวิเคราะห์หลุนอวี่ของบรรดานักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคฮั่นและเว่ยไว้มากมายนับไม่ถ้วน หากได้อ่านแล้ว การเรียนรู้ย่อมเห็นผลทวีคูณโดยใช้แรงเพียงครึ่งเดียว"

หากเป็นผู้อื่นกล่าวคำนี้ เสิ่นเหมี่ยวคงต้องตรึกตรองดูก่อนว่าจำเป็นต้องใช้จริงหรือไม่ ทว่าผู้ที่เอ่ยปากแนะนำรายการหนังสือคือหัวกะทิตัวท็อปที่ครองอันดับหนึ่งเหนียวแน่นมาโดยตลอดเช่นเซี่ยฉี นางจึงมีเพียงคำตอบเดียวอันเด็ดขาดฟันธง "ซื้อ!"

"'เมิ่งจื่อ' ก็เช่นเดียวกัน จ้าวฉีในยุคฮั่นตะวันออกได้แต่ง 'เมิ่งจื่อจางจวี้' เอาไว้ นับเป็นฉบับอรรถาธิบายที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ในตำราเล่มนี้เขาให้ความสำคัญกับการอธิบายความหมายของตัวอักษรและการทำความเข้าใจเนื้อหาเป็นอย่างยิ่ง หากจะเรียน 'เมิ่งจื่อ' ต้องอ่านเล่มนี้ถึงจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง"

"ซื้อ ซื้อ!"

"พู่กัน หมึก กระดาษ ก็ไม่ต้องกล่าวถึงมากความแล้ว สิ่งที่หนิงต้าเลือกไว้เมื่อครู่ก็ใช้การได้ดี แต่ยังต้องเตรียมไม้บรรทัดตีเส้นสำหรับพับทาบกระดาษและมีดกรีดกระดาษเอาไว้ด้วย ไม่ทราบว่าจี้เกอมีตราประทับแล้วหรือไม่ หากยังไม่มี วันหน้าหากเสิ่นเหนียงจื่อพอมีเวลาว่างก็พาน้องไปแกะตราประทับสักชุด ตัวหินมิต้องใช้ของล้ำค่าอันใด โดยทั่วไปใช้เพียงสามชิ้น ได้แก่ ตราประทับคติ ตราประทับมุม และตราประทับนาม ก็เพียงพอแล้ว ด้วยเหตุที่กวนเจียโปรดปรานภาพวาดลายเส้นและตำราโบราณ ในสำนักศึกษาจึงเปิดสอนวิชาจิตรกรรมพู่กันจีนขึ้น ทุกๆ เจ็ดวันจะเรียนหนึ่งครั้ง หากมีตราประทับไว้ วันหน้าย่อมสะดวกสบายยิ่งขึ้น"

"ดีๆๆ ข้าจดจำไว้แล้ว"

"ทางเถ้าแก่โจวยังมีเครื่องกันฝนขายพ่วงด้วย เสื้อกันฝนฟาง หมวกงอบ และเกี๊ยะไม้ก็ควรเตรียมไว้ให้พร้อม…"

เสิ่นเหมี่ยวเกิดความเชื่อมั่นอย่างไม่ลืมหูลืมตาไปเสียแล้ว ทำได้เพียงพยักหน้าหงึกๆ "ซื้อ ซื้อ ซื้อ!"

ไม่นานนักบนโต๊ะคิดเงินก็กองพะเนินไปด้วยตำราและข้าวของสารพัด เถ้าแก่โจวยิ้มจนตาหยีแทบมองไม่เห็นลูกตา ทั้งยังริเริ่มหยิบผ้าห่อของผืนใหญ่ที่ทำจากป่านหยาบมามอบให้เสิ่นเหมี่ยว ยิ้มตาหยีช่วยนางมัดข้าวของทั้งหมดอย่างเรียบร้อยนำไปวางไว้บนเกวียนลาก พลางเอ่ยว่า "หากมีสิ่งใดตกหล่นก็มิเป็นไร เดินจากสำนักศึกษามาหาซื้อที่นี่สะดวกสบายอย่างยิ่ง เจ้าลองดูสิ จากตรงนี้ เพียงเขย่งปลายเท้าก็มองเห็นประตูด้านข้างของสำนักศึกษาตรงโน้นแล้ว เดินตามทางสายนี้ไปเพียงชั่วไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว"

เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้ารับ จูงมือจี้เกอบอกลาเซี่ยฉีพลางเตรียมตัวกลับเข้าเมือง อีกประเดี๋ยวนางยังต้องไปซื้อข้าวสารธัญพืช แล้วยังต้องสั่งตัดฟูกที่นอนขนาดเล็กกว่าปกติให้จี้เกออีกสองหลัง จิ่วเกอเอ๋อร์บอกไว้ว่าเรือนนอนในสำนักศึกษามีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่พักห้องละสี่ถึงแปดคน ทุกคนต่างนอนเตียงเดี่ยวที่มีขนาดเล็กและแคบ เสื่อกกและฟูกที่นอนที่บ้านมีขนาดใหญ่เกินไป สู้ตัดเย็บใหม่ตามขนาดจะดีที่สุด ม้วนผูกเป็นก้อนรัดติดไว้กับกล่องหนังสือ ย่อมสะดวกต่อการขนย้าย ซัก และตากแดด

เซี่ยฉีเดินก้าวตามมาส่งจนถึงนอกประตู เสิ่นเหมี่ยวกำลังจะบอกเขาว่ามิต้องเดินมาส่งแล้ว ทว่าสายตากลับชะงักลง จู่ๆ ก็พบว่าใต้เสื้อผ้าของเซี่ยฉีคล้ายมีสิ่งใดบางอย่างกำลังขยับเขยื้อน

สิ่งนั้นกำลังดิ้นดุกดิก ยวบยาบ สวบสาบ จากบริเวณเอว ไม่นานนักก็มุดพรวดขึ้นมายังคอเสื้อ สาบเสื้อทรงป้ายขัดกระดุมที่เคยเรียบกริบพลันปูดโปนพองตัวขึ้นมา

นางมองดูอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นหัวแมวกลมดิก ขนปุกปุย โผล่พรวดออกมาจากสาบเสื้อของเขาอย่างยากลำบาก อ้าปากแล้วแหงนหน้าส่งเสียงร้องเหมียวๆ ไม่หยุด

"ฉีหลิน?" เสิ่นเหมื่อยื่นมือไปอุ้มมันออกมา ชูขึ้นด้วยสองมือ ดวงตาก็สบเข้ากับดวงตาฉ่ำน้ำของลูกแมวน้อยพอดี

เมื่อคืนตอนที่มันถูกจุยเฟิงคาบกลับมา มันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายของจุยเฟิง ขนจับกันเป็นก้อนริ้วๆ ยุ่งเหยิงราวกับไม้ถูพื้นจำแลงกายมา ดูไม่ได้เลยจริงๆ

ยามนั้นท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิด นางจึงมองเห็นหน้าตามันไม่ชัดเจนนัก มาวันนี้พินิจดู ถึงได้พบว่าลูกแมวตัวนี้หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ ซ้ำยังเป็นแมวขนยาว แก้มซ้ายสีส้มแก้มขวาสีดำ หน้าผ่าแต้มสีผ่ากลางพอดี บนกระหม่อมยังมีแต้มสีเหลืองอีกหนึ่งหย่อม บนลำตัวมีสีเหลืองมากกว่าสีดำ ส่วนหน้าท้องเป็นสีขาวล้วน นอกจากขาหลังที่มีลายจุดดอกดวงแล้ว ขาหน้าทั้งสองข้างขาวผ่องดั่งหิมะ

ครั้นพลิกอุ้งเท้าเล็กๆ ขึ้นดู อุ้งเท้าทั้งสี่ล้วนเป็นสีชมพูระเรื่อ

เซี่ยฉีดูแลมันเป็นอย่างดี อุ้มออกมาก็มีกลิ่นสาบของนมแพะจางๆ ลอยมาแตะจมูก ขนแห้งฟูนุ่มฟู เสียงร้องก็ดังกังวานขึ้นมาก

"เหตุใดท่านจึงพกมันติดตัวมาด้วยเล่า" เสิ่นเหมี่ยวลูบคลำตัวแมว รู้สึกว่าจู่ๆ บนร่างของเซี่ยฉีก็งอกแมวออกมาตัวหนึ่ง ช่างน่าขบขันยิ่งนัก

เซี่ยฉีเคาะหัวแมวเบาๆ อย่างจนใจระคนเอ็นดู "ข้าป้อนนมมันทั้งคืน มันจึงจำกลิ่นข้าได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนซูหรือชิวหาว สองคนนั้นไปป้อน มันกลับไม่ยอมกิน ซ้ำยังแผดเสียงร้องลั่น แต่พอข้ามา มันก็สงบลง เว้นแต่จะหิวถึงจะร้อง… ยามนี้เกรงว่าคงจะหิวอีกแล้วกระมัง"

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกๆ หนึ่งถึงสองชั่วยามมันต้องกินนมสักหน พกติดตัวไว้ย่อมสะดวกกว่า

คนที่ติดตามเซี่ยฉีออกมาในวันนี้คือชิวหาว เมื่อเห็นดังนั้นจึงเปิดกล่องหนังสือที่สะพายอยู่ด้านหลังอย่างชำนาญ หยิบเอาก้อนนมแพะกวนออกมา ตัดแบ่งชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง แล้วไปขอน้ำอุ่นจากเถ้าแก่โจวมาละลาย จากนั้นก็ควักช้อนเงินคันเล็กออกมา เมื่อตระเตรียมเสร็จสรรพแล้ว จึงยื่นถ้วยใบเล็กและช้อนเงินส่งให้เซี่ยฉี

เสิ่นเหมี่ยวมองดูเซี่ยฉีป้อนนมแมวด้วยความสนใจ ฝ่ามือของเขาใหญ่กว้าง ใช้มือข้างเดียวประคองจับแมวไว้ อีกมือหนึ่งถือช้อนคันเล็ก ค่อยๆ ป้อนอย่างอดทนยิ่งทีละช้อนเช่นนี้ ฉีหลินยื่นลิ้นสีชมพูออกมาเลียไป พลางร้องเหมียวๆ อย่างร้อนรนไปด้วย ใบหูเล็กๆ สองข้างขยับกระดิกดุ๊กดิ๊กยามที่ได้กินของอร่อย

เมื่อลูกแมวกินจนอิ่มแปล้ พุงกะทิกลมป่องก็ปูดนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด บริเวณรอบปากเลอะคราบนมเป็นวง เซี่ยฉียังหยิบผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวออกมาช่วยเช็ดปากให้มันอย่างนุ่มนวล

แมวตัวกะเปี๊ยกเพียงเท่านี้ พอกินอิ่มหนังตาก็เริ่มหย่อน มันซวนเซก้าวเดินโซซัดโซเซบนตัวของเซี่ยฉีได้สองสามก้าว แล้วก็มุดดุ๊กดิ๊กกลับเข้าไปในเสื้อผ้าของเขาเองโดยอัตโนมัติ

ชุดที่เซี่ยฉีสวมใส่ในวันนี้ค่อนข้างหลวมกว้าง สายรัดเอวหนังรัดกระชับไว้ตรงบั้นเอว ชายเสื้อด้านในผูกหลวมๆ บริเวณระหว่างหน้าท้องกับสายรัดเอวจึงกลายเป็นรังแมวตามธรรมชาติ เสิ่นเหมี่ยวเหลือบสายตาไปมอง ลูกแมวตัวน้อยขดตัวจนทำให้เสื้อผ้าของเขาปูดโค้งขึ้นมาเป็นแนวโค้งมนจางๆ

เมื่อครู่นี้มันก็คงจะนอนหลับอยู่อย่างนี้เป็นแน่ เพียงแต่นางมิได้สังเกตเห็นแต่แรกเท่านั้น

"ลำบากท่านแล้วจริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็นผู้ดูแลฉีหลินด้วยตนเอง…" เสิ่นเหมี่ยวรู้สึกละอายใจขึ้นมาวูบหนึ่ง นางย่อมรู้ดีว่าการดูแลลูกแมวแรกเกิดนั้นเหน็ดเหนื่อยเพียงใด "มันติดท่านแจถึงเพียงนี้ ท่านมิต้องพามันไปสำนักศึกษาด้วยหรอกหรือ จะไม่รบกวนการเล่าเรียนของท่านหรือเจ้าคะ หรือว่าจะให้ข้าพากลับไปเลี้ยงที่บ้านดีกว่า"

มือของเซี่ยฉีวางทาบอยู่ตรงหน้าท้อง ปลายนิ้วลูบแผ่นหลังของฉีหลินผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบาพลางส่ายหน้า "มิเป็นไร เสิ่น… อะแฮ่ม ฉีหลินว่าง่ายมาก กินอิ่มแล้วไม่เคยร้องกวน อีกอย่าง… ท่านอาจารย์เฝิงกำลังยุ่งอยู่กับการประพันธ์ตำรา ช่วงนี้จึงมิค่อยได้มาเข้มงวดกับข้าเท่าใดนัก"

เสิ่นเหมี่ยวสังเกตเห็นมือของเขา ครั้นช้อนสายตาขึ้นมอง ก็เห็นเขาหลุบสายตาลงต่ำ ขนตายาวทอดเงาลงมา ชวนให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนประดุจระลอกคลื่นน้ำขึ้นในใจอย่างน่าประหลาด

ทว่าในใจก็ยังคงรู้สึกเกรงใจอยู่ดี นางจึงกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า หากคราวใดรู้สึกไม่สะดวก ก็ให้รีบบอกนางได้ทันที

วันนี้นางเห็นเซี่ยฉีป้อนนมแพะ ถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า แท้จริงแล้วนางสามารถไปสอบถามที่ร้านของว่านอู่เหนียงหรือร้านขายสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้นี่นาว่ามีแม่แมวที่พอจะมีน้ำนมให้ลูกแมวได้หรือไม่ วันนั้นนางร้อนใจจนสับสนไปหมด คิดไม่ถึงเรื่องนี้จริงๆ

ทว่าเซี่ยฉีกลับเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทั้งยังเดินมาส่งสองพี่น้องสกุลเสิ่นจนถึงปากถนน และจนกระทั่งพวกนางเข็นเกวียนไปไกลแล้ว เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแท้จริงแล้วตนเองก็ตั้งใจมาซื้อของเช่นกัน เมื่อครู่นี้กลับโยนทิ้งไปไว้หลังศีรษะจนหมดสิ้น จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

ยามนี้เขามือเปล่าทั้งสองข้าง เดินเล่นเปล่าประโยชน์ไปตลอดช่วงบ่ายโดยไม่ได้ซื้ออะไรสักชิ้น

เขาจึงรีบเดินย้อนกลับไปที่ร้านหนังสือ พอพ้นประตูเข้าไปก็ประสานเข้ากับสายตาเป็นประกายวาววับของซ่างอั้นและหนิงอี้ในทันใด

ทั้งสองคนมองมาที่เขาด้วยสีหน้าหยอกล้อเย้าแหย่

ซ่างอั้นมิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าหนิงอี้กลับเริ่มยักคิ้วหลิ่วตา ขยับคิ้วขึ้นลง พลางหัวเราะหึๆ เอ่ยล้อเลียนว่า "เซี่ยจิ่วหนอเซี่ยจิ่ว ท่าทางที่เจ้ากับเสิ่นเหนียงจื่อยืนแนบชิดกันก้มมองดูแมวน้อยตัวนั้นเมื่อครู่ ควรค่ายิ่งนักที่จะวาดเป็นภาพวาดสักภาพ แล้วตั้งชื่อภาพว่า 'ทัศนียภาพครอบครัวพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก' เจ้าเห็นเป็นอย่างไรบ้างเล่า"

ใบหูของเซี่ยฉีพลันร้อนผ่าว คว้าหนังสือใกล้มือเล่มหนึ่งขว้างใส่ทันควัน

"เหลวไหล! อย่ามาทำลายชื่อเสียงของแม่นางเขา!"

เสิ่นเหมี่ยวกับจี้เกอกลับมาถึงเมืองชั้นใน ก่อนอื่นได้แวะเดินดูรอบหนึ่งที่ร้านธัญพืชไท่เฟิง เมื่อเห็นว่าราคาธัญพืชยังคงเท่ากับราคาเมื่อสองสามวันก่อน นางจึงรีบสั่งแป้งสาลีหนึ่งร้อยจินกับเถ้าแก่ ทั้งยังสั่งถั่วแดง ถั่วเขียว ข้าวสาร ข้าวฟ่าง และอื่นๆ รวมกันแล้วหลายร้อยจิน

เกวียนลากบรรทุกได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น หากบรรทุกหนักเกินไปเกวียนจะเข็นไม่ไหว โชคดีที่นางคุ้นเคยสนิทสนมกับเถ้าแก่ร้านไท่เฟิงเป็นอย่างดี เขาจึงบอกว่าจะให้ลูกจ้างหลายคนช่วยขนไปส่งให้ที่บ้านพร้อมกันในวันพรุ่งนี้

เมื่อเดินผ่านร้านขายเนื้อสัตว์ เห็นเนื้อหมูเค็มหมักที่วางขายคุณภาพเข้าที เนื้อหมูสีชมพูระเรื่อสดใส จึงซื้อมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นยังได้พบกับพ่อค้าหาบเร่ขายหน่อไม้แห้ง จึงซื้อติดไม้ติดมือมาอีกเล็กน้อย เดินไปซื้อไปตลอดทาง เสิ่นเหมี่ยวพูดคุยกับจี้เกอไปเรื่อยๆ มิได้รับรู้เลยว่าเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น ทั้งยังเดินชมโน่นดูนี่อย่างสบายอกสบายใจยิ่ง

เงาแดดเริ่มทอดเอียงไปทางทิศตะวันตก เสิ่นเหมี่ยวกับจี้เกอเพิ่งจะเดินมาถึงปากตรอก ก็เหลือบไปเห็นประตูรั้วบ้านตนเองเปิดอ้ากว้าง มองจากระยะไกลคล้ายมีเงาคนเดินขวักไขว่ไปมา นางพลันเกิดความสงสัยและมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีผุดขึ้นมาในอก

นางรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ ครั้นเดินไปถึงก็พบว่าในลานบ้านมีเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงยืนล้อมอยู่เต็มไปหมด กำลังส่งเสียงถกเถียงเรื่องอะไรบางอย่างกันอย่างออกรส

ป้าสะใภ้กู้ ป้าสะใภ้หลี่ กู่ต้าหลาง รวมทั้งสะใภ้หลิวคนขายเต้าหู้และคนอื่นๆ ยืนล้อมเป็นวง ป้าสะใภ้หลี่กำเมล็ดแตงโมไว้ในมือพลางแทะไปพลาง สายตานางเฉียบไวยิ่งนัก ครั้นหางตาเหลือบเห็นเสิ่นเหมี่ยวกลับมา ก็รีบร้องตะโกนเสียงดังลั่น "ต้าเจี่ยเอ๋อร์ เจ้ากลับมาเสียที! เซียงเจี่ยบ้านเจ้าเก็บลิงดำสกปรกตัวหนึ่งกลับมาให้เจ้าแน่ะ!"

เมื่อสิ้นเสียง ผู้คนต่างก็หลีกทางให้เป็นช่อง เสิ่นเหมี่ยวเพ่งสายตามองดู ชั่วพริบตานั้นตกใจจนแทบอ้าปากค้าง ในลานบ้านมีเด็กผอมโซจนเห็นโครงกระดูกโผล่ขึ้นมาจริงๆ ร่างกายของเด็กคนนั้นสกปรกจนมีน้ำโคลนดำหยดติ๋งๆ ลงบนพื้น ทว่าในมือกลับกำขนมไข่ทอดสองแผ่นที่เหลือจากเมื่อเช้า นั่งอยู่บนพื้นสวาปามกินอย่างหิวโหยตะกละตะกลาม เส้นผมยุ่งเหยิงพันกันเป็นสังกะตัง บนตัวส่งกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งตลบอบอวลจนได้กลิ่นตั้งแต่ยังอยู่ไกล

"โก่วเอ๋อร์บอกว่า โหย่วอวี๋จับตัวได้ในร่องระบายน้ำ"

"ดูจากสภาพนี้ เกรงว่าจะแอบซ่อนอยู่ในร่องน้ำมาหลายวันแล้ว เด็กคนเดียวเหตุใดจึงไปซุกตัวอยู่ในนั้นได้"

"หรือว่าจะเป็นผู้อพยพหลบหนีเข้ามา คนที่มาไม่แน่ชัดเช่นนี้ รีบส่งคนไปแจ้งทางการดีกว่าหรือไม่"

"ข้าดูแล้วไม่น่าจะใช่ เขามาเพียงลำพัง อายุก็น้อยเพียงนี้ จะเดินเท้าจากฉินโจวมาถึงเปี้ยนจิงได้อย่างไร เจ้าดูความผอมของเขาสิ ซี่โครงบนตัวโผล่ออกมาเห็นเป็นซี่ๆ ยังนับว่าเคราะห์ดีที่ยามนี้อากาศอบอุ่นขึ้นแล้ว มิเช่นนั้นคงหนาวตายไปนานแล้ว คงอยู่ไม่รอดมาถึงวันนี้หรอก ข้าว่าอย่าเพิ่งไปแจ้งทางการเลย ช่วงนี้ทหารเซียงจวินตรวจตราเข้มงวดยิ่งนัก หากถูกมองว่าเป็นผู้ลี้ภัยลอบเข้าเมืองแล้วจับโยนเข้าคุกหลวง ร่างกายผอมบางเพียงนี้ อดข้าวสักสองวันก็คงสิ้นใจตายแล้ว"

"ไม่ส่งทางการแล้วใครจะเลี้ยงดู พูดน่ะมันง่าย ไม่คิดถึงคนรับภาระบ้างเลย"

เพื่อนบ้านต่างถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ สองฝ่ายโต้เถียงกันไม่หยุดหย่อนจนเสิ่นเหมี่ยวรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา นางมองไปยังเซียงเจี่ยที่นั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเด็กคนนั้น สองมือกุมคาง มองดูเขากลืนขนมไข่ทอดที่เย็นชืดจนมีไขมันจับตัวลงคออย่างเอาเป็นเอาตาย ในแววตาของเซียงเจี่ยเปี่ยมล้นไปด้วยความเวทนาสงสาร

เสิ่นจี้เหลือบมองพี่สาวที่ยืนนิ่งเงียบ แล้วหันสายตาไปมองเซียงเจี่ย จากนั้นก็มองไปยังโหย่วอวี๋ที่กำลังก้มหน้าก้มตาหาบน้ำอย่างขะมักเขม้น นางมิได้สนใจเรื่องราวรอบข้างแม้แต่น้อย ในสมองของนางจดจำได้เพียงว่าถึงเวลานี้ก็ต้องหาบน้ำ

ท่ามกลางเสียงถกเถียง เสิ่นเหมี่ยวที่ยืนนิ่งเงียบอยู่นานในที่สุดก็ขยับตัว นางหันกลับมา ยิ้มแล้วเอ่ยกับป้าสะใภ้กู้ก่อนว่า "รบกวนท่านป้าสะใภ้ช่วยดูแลพวกเซียงเจี่ยตลอดช่วงบ่ายนี้แล้วนะเจ้าคะ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แต่ในเมื่อพบเจอเข้าแล้วก็ช่วยไม่ได้" จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับคนอื่นๆ "ทุกท่านโปรดกลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวข้าจะลองซักถามดูให้ดี ทำความเข้าใจต้นสายปลายเหตุก่อนแล้วค่อยว่ากัน"

ป้าสะใภ้กู้มองเสิ่นเหมี่ยวด้วยความเป็นห่วง ก่อนกลับยังแอบดึงเสิ่นเหมี่ยวไปกระซิบกระซาบข้างๆ "รู้หน้าไม่รู้ใจ เรื่องน้อยดีกว่าเรื่องมาก ไม่ต้องไปแจ้งทางการหรอก สู้ไล่ออกไปเสียเลยจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องหาเรื่องเดือดร้อนเข้าตัว ในโลกใบนี้ มีเพียงเรื่องในบ้านตนเองเท่านั้นที่สำคัญ พวกเรามิอาจช่วยเหลือคนทั้งใต้หล้าได้หรอกนะ"

เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้ารับ "ข้าเข้าใจหนักเบาดี ท่านป้าสะใภ้อย่าได้กังวลเลยเจ้าค่ะ"

ครั้นผู้คนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เสิ่นเหมี่ยวจึงดึงตัวเซียงเจี่ยมาซักถามอย่างละเอียดรอบหนึ่ง เมื่อถามจบ นางจึงเหลือบสายตาไปมองเด็กชายผู้นั้น เด็กคนนี้น่าเวทนายิ่งนัก เขากินขนมไข่ทอดหมดแล้ว มือเกาะผนัง พยุงร่างที่โงนเงนลุกขึ้นยืน ขาของเขาข้างหนึ่งหักพับ ดูท่าทางคงหักมานานมากแล้ว กระดูกสมานต่อติดกันขึ้นมาเอง ทว่ายามนั้นไร้ผู้ใดรักษาเยียวยา กระดูกจึงติดเบี้ยวผิดรูป กลายเป็นคนขากะเผลกไปเสียแล้ว

เขาถอยร่นเข้าไปขดตัวอยู่ตรงมุมกำแพง สายลมเริ่มพัดเย็นยะเยือก ร่างน้อยๆ สั่นสะท้านอย่างไม่อาจหักห้ามได้

เสิ่นเหมี่ยวถอนหายใจยาว ยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากของเซียงเจี่ยเบาๆ "เจ้าช่างเก่งกว่าเจ้าจุยเฟิงเสียอีกนะ"

เซียงเจี่ยทำหน้าเหลอหลา มองดูนางแล้วเอ่ยเสียงอ่อย "พี่สาว ข้าทำผิดไปหรือเจ้าคะ"

"เปล่าหรอก พี่สาวเพียงแต่กลัวว่าเจ้าจะไปเจอคนไม่ดีเข้า" แท้จริงแล้วเมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด สิ่งที่ทำให้เสิ่นเหมี่ยวอกสั่นขวัญแขวนที่สุดมิใช่การที่เซียงเจี่ยพาเด็กที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ากลับมาบ้านอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ทว่าเป็นการที่มีคนแอบซ่อนอยู่ในร่องระบายน้ำ ดูจากสภาพคงซ่อนตัวมาหลายวันแล้ว คนในตรอกกลับไม่มีใครล่วงรู้เลยสักคน หากคนที่ซ่อนอยู่มิใช่เด็ก ทว่ากลับเป็นโจรผู้ร้ายอำมหิตเล่า เซียงเจี่ยกับโหย่วอวี๋จะมีชีวิตรอดกลับมาได้หรือ

เรื่องนี้วันหน้าคงต้องฝากบอกทหารเซียงจวินที่มักจะแวะมาซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสักคำ ให้พวกเขาช่วยไปตรวจค้นร่องระบายน้ำให้ถี่ถ้วนขึ้น จะได้ไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นมาจริงๆ

เสิ่นเหมี่ยวครุ่นคิดพลางเดินเข้าห้องครัว ตักน้ำร้อนจากหม้อต้มน้ำบนเตาออกมาหลายกระบวย ผสมน้ำเย็นลงไปเล็กน้อย เทใส่ถังไม้ แล้วหิ้วออกมาที่ลานบ้าน เด็กคนนั้นยังคงขดตัวอยู่ข้างแปลงผัก เสิ่นเหมี่ยวเดินเข้าไปใกล้ "เจ้าชื่ออะไรหรือ"

"บ้านเจ้าอยู่ที่ใด"

"พ่อแม่เจ้าเล่า"

เด็กคนนั้นไม่ไหวติง ตอนแรกยังเหลือบมองเสิ่นเหมี่ยวแวบหนึ่ง ทว่าต่อมาแม้แต่ดวงตาก็หลุบต่ำลง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องยอมเปิดปากพูด

เสิ่นเหมี่ยวจนปัญญา จึงยื่นมือออกไปดึงตัวเขา เดิมทีนางยังกะว่าจะต้องออกแรงสักหน่อย ทว่ากลับดึงร่างเขาขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ราวกับกำลังดึงว่าวกระดาษที่เบาหวิวตัวหนึ่งขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น

แม้จะได้กินขนมไข่ทอดไปแล้ว ทว่าเขายังคงหิวโหยจนตาลาย ร่างกายโงนเงนสั่นเทา ข้อมือเล็กเรียวแห้งกร้านจนเห็นกระดูกที่นางกุมอยู่นั้นทำให้หัวใจนางสะท้านไหว อย่าว่าแต่ชาติก่อนเลย แม้จะข้ามภพมายังยุคต้าซ่ง นางก็ยังไม่เคยพบเห็นเด็กที่หิวโซจนมีสภาพเช่นนี้มาก่อน

หากเซียงเจี่ยมิได้แบ่งขนมไข่ทอดสองแผ่นนั้นให้เขา เด็กคนนี้อาจจะใกล้หมดลมหายใจไปแล้วจริงๆ

เสิ่นเหมี่ยวพลันเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาในใจ

หลังจากดึงตัวเขาขึ้นมาแล้ว เสิ่นเหมี่ยวก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่สกปรกจนไม่ต่างจากเศษผ้าขี้ริ้วขาดวิ่นบนร่างของเขาออกจนหมดสิ้น แล้วกดตัวเขาลงไปในถังไม้ ยามที่ผิวเนื้อสัมผัสกับน้ำ เขาพลันดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรงอยู่หลายครา ทว่าในที่สุดก็ต้องหยุดลงเพราะหมดเรี่ยวแรง เสิ่นเหมี่ยวหยิบเศษผ้าสะอาดที่ยังไม่เคยใช้งานมาช่วยขัดถูตัวให้เขารอบหนึ่ง น้ำในถังพลันเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำราวกับเพิ่งตักขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงลอยตลบอบอวล เหม็นเสียจนเซียงเจี่ยที่ถูกจี้เกอดึงตัวออกไปแต่ยังคงชะเง้อชะแง้คอยาวต้องรีบเอามือบีบจมูกแล้ววิ่งหนีไป

เสิ่นเหมี่ยวเทน้ำทิ้ง แล้วไปตักน้ำมาใหม่อีกถังเพื่ออาบต่อ ถังที่สองยังคงเป็นน้ำสีดำคล้ำจนมองไม่เห็นก้นถัง

กระทั่งถังที่สาม สีของน้ำจึงเริ่มจางลง ในที่สุดเสิ่นเหมี่ยวก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาจึงดิ้นรนขัดขืน บนร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำเขียวคล้ำ รอยเฆี่ยนตีด้วยแส้ และบาดแผลเลือดซิบทั้งเล็กและใหญ่ที่ยังไม่ตกสะเก็ด บางรอยอาจเกิดจากการครูดถลอกในร่องระบายน้ำ ทว่าบางรอยกลับเห็นได้ชัดเจนว่าถูกคนทุบตีมา

มือของนางชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปหยิบกรรไกรมา แล้วยกมือตัดเส้นผมที่พันกันเป็นสังกะตังเป็นแผงทิ้งไป จากนั้นก็สระศีรษะและล้างหน้าล้างตาให้เขา ก่อนจะอาบน้ำ เขาคือท่อนฟืนผอมกะหร่องที่เปรอะเปื้อนโคลนตม ครั้นอาบน้ำเสร็จ เขาก็กลายเป็นท่อนฟืนซีดเซียวที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำเขียวม่วง มองไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าหน้าตาดีหรือไม่

ช่วงหัวโตช่วงตัวลีบเล็ก ไม่ต่างอะไรจากตุ๊กตาหัวโตเลยสักนิด

ทว่าอย่างไรก็ช่วยขัดสีฉวีวรรณจนเด็กคนนี้พอดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้แล้ว ยามที่เขาแช่อยู่ในน้ำ ร่างกายยังคงกระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวดเป็นระยะ ยิ่งดูยิ่งน่าเวทนาจับใจ

เสิ่นเหมี่ยวกำลังจะเอ่ยปากเรียกจี้เกอ ทว่ากลับพบว่าจี้เกอได้ไปค้นหาชุดเสื้อผ้าตัวที่เล็กที่สุดของตนเองออกมาแล้ว และกำลังยืนรออยู่ด้านหลังนาง "พี่สาว ให้เขาใส่ชุดของข้าเถิด เอาไปเถอะขอรับ"

นางรับมาสวมใส่ให้เขา ทั้งแขนและขากลับยาวเกินไปมาก ต้องพับทบขอบแขนเสื้อและขากางเกงขึ้นหลายตลบ เสื้อผ้าหลวมโพรกราวกับเอาถสอบป่านมาสวมทับร่าง

"พี่สาว"

"หืม?"

"ให้เขาไปนอนในห้องข้าเถิดขอรับ"

"ชั่วคราวคงต้องรบกวนให้เจ้าลำบากไปสักสองสามวัน รอให้เขาฟื้นฟูเรี่ยวแรงขึ้นมาได้ พวกเราค่อยดูอีกทีว่าจะส่งตัวเขาไปที่ที่ว่าการหรือที่ใด" เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้ารับ สาดน้ำทิ้งและเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว นางจึงใช้ผ้าผืนหนาเช็ดผมสั้นเต่อที่เพิ่งตัดจนแห้ง จากนั้นจึงอุ้มตัวเขาขึ้นมา ดูจากวัยแล้วเขาน่าจะอายุไล่เลี่ยกับเซียงเจี่ย หรืออาจจะอ่อนกว่าเล็กน้อย ทว่าเมื่ออุ้มขึ้นมากลับรู้สึกว่าเบากว่าเซียงเจี่ยเกินครึ่ง ร่างกายหนักอย่างมากก็แค่ยี่สิบกว่าจินเท่านั้น

เบาเหลือเกิน เบาเสียจนเสิ่นเหมี่ยวหวาดกลัวว่าเขาอาจจะสิ้นใจตายไปอย่างเงียบเชียบในยามค่ำคืน

เมื่อวางร่างเขาสอดเข้าไปในผ้าห่มของจี้เกอ เสิ่นเหมี่ยวก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก นางยื่นมือไปอังหน้าผากของเขาตามสัญชาตญาณ ไม่มีไข้ แสดงว่าพื้นฐานร่างกายยังคงแข็งแรงดีอยู่ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด นอนหลับให้สบายใจสักตื่นนะ"

เสิ่นเหมี่ยวเป็นคนรักและเอ็นดูเด็ก เตียงนอนของเซียงเจี่ยกับจี้เกอนั้น ด้านล่างสุดนางจะปูเสื่อฟางไว้ชั้นหนึ่ง ด้านบนปูฟูกรองนอนทับอีกสองชั้น ยามนี้อากาศเริ่มร้อน เหนือฟูกจึงปูเสื่อกกทับไว้อีกชั้นหนึ่ง เมื่อล้มตัวลงนอนจึงทั้งนุ่มนวลและเย็นสบาย ไม่ระคายเคืองผิวแม้แต่น้อย

ทันทีที่เด็กคนนั้นเอนกายนอนลง ก็ราวกับร่างจมดิ่งลงไปในกองปุยฝ้าย ไม่นานนักก็ผล็อยหลับไปจริงๆ

เสิ่นเหมี่ยวยืนมองดูเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังเดินออกไปเปิดร้าน

ตลาดกลางคืนเริ่มคึกคักขึ้นแล้ว ร้านทังปิ่งของสกุลเสิ่นมีลูกค้าแวะเวียนเข้าออกไม่ขาดสาย เนื้อหมูต้มพะโล้ในห้องครัวก็เคี่ยวจนได้ที่แล้วเช่นกัน กลิ่นเหม็นเน่าจากการอาบน้ำให้เด็กในที่สุดก็จางหายไป บัดนี้ในบ้านสกุลเสิ่นจึงอบอวลไปด้วยควันไฟลอยเอื่อยและกลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อพะโล้อีกครา

เนื้อพะโล้หนึ่งหม้อใหญ่ไม่เพียงขายหมดเกลี้ยงในชั่วข้ามคืน ทว่ายังพลอยทำให้สุราในตู้เครื่องดื่มที่เดิมทีไม่ค่อยมีใครสั่งขายดิบขายดีไปด้วย ที่แท้หากคิดจะขายสุรา ย่อมต้องมีกับแกล้มชั้นเลิศคู่กัน! เสิ่นเหมี่ยวหั่นเนื้อพะโล้ให้ลูกค้าพลางครุ่นคิดในใจ วันหน้าคงต้องหมักกระเทียมดองหวาน หัวไชเท้าดองเปรี้ยว และถั่วลิสงแช่น้ำส้มสายชูเตรียมไว้บ้าง นำมาแกล้มกับบะหมี่ก็นับว่าเข้ากันดียิ่ง

หลังจากนั้นสองสามวัน เด็กคนนั้นก็เอาแต่นอนแล้วตื่นมากิน พอกินอิ่มก็นอนต่อ ขดตัวนิ่งเงียบอยู่แต่ในห้องของจี้เกอ ไม่ยอมขยับเขยื้อน หรืออาจเป็นเพราะไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับ บางคราหากไม่จุดตะเกียงก็แทบจะหาไม่เจอเลยว่าเขาซ่อนตัวอยู่ที่ใด

ยามถึงเวลาอาหาร เสิ่นเหมี่ยวจะยกสำรับเข้าไปให้ในห้อง เขาก็ก้มหน้าก้มตาสวาปามกินอย่างหิวโหย แทบจะเคี้ยวกระดูกกลืนลงคอไปด้วย ทว่าเขากลับไม่เคยเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว หากมิใช่เพราะตอนที่เสิ่นเหมี่ยวใส่ยาและสะกิดหนองออกจากแผลแล้วเขาเผลอร้องครางออกมาคำหนึ่ง นางคงนึกว่าเด็กคนนี้เป็นใบ้ไปแล้วจริงๆ

ช่วงแรกๆ เซียงเจี่ยกับโหย่วอวี๋มักจะแอบชะโงกหน้ามองผ่านทางหน้าต่างอยู่บ่อยครั้ง รู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตัวคนผู้นี้ยิ่งนัก โดยเฉพาะเซียงเจี่ย นางทนความเหงาไม่ไหว จึงมักจะชวนเขาพูดคุย ทว่าเขากลับไม่ตอบรับ และไม่แม้แต่จะสบตากับผู้ใด

ต่อมาเซียงเจี่ยเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เด็กๆ ก็เป็นเช่นนี้ ความสนใจมาเร็วและไปเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อนฝูงของนางยังมีอยู่ทั่วทั้งตรอกหยางหลิ่วตง ซ้ำยังมีในตรอกอื่นอย่างเซียงกั่วเอ๋อร์อีกด้วย ไม่นานนักจึงหมดความสนใจ แล้วจูงมือโหย่วอวี๋ออกไปวิ่งเล่นกับคนอื่น ไม่มาสนใจเขาอีกต่อไป

เด็กที่เก็บมาจากร่องระบายน้ำจึงได้พักอาศัยอยู่ในบ้านของเสิ่นเหมี่ยวเช่นนี้มาสี่ถึงห้าวัน สีหน้าท่าทางของคนที่ใกล้ตายค่อยๆ มลายหายไปท่ามกลางอาหารและน้ำแกงร้อนๆ วันละสามมื้อที่เสิ่นเหมี่ยวตระเตรียมให้ จนกระทั่งเขาเริ่มเดินเหินได้โดยไม่โซเซ ในวันนี้ เจิ้งเน่ยจือแห่งตระกูลเซี่ยก็เดินทางมาอีกครั้ง

เขามาเพื่อนำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการตั้งโรงงานผลิตทังปิ่งที่โยวโจวมาส่งมอบ เสิ่นเหมี่ยวรับมาอ่านตรวจตราอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่หลายรอบ ยืนยันว่าทุกตัวอักษรไม่มีหลุมพรางซ่อนอยู่ และร่างขึ้นตามข้อตกลงที่เคยเจรจาไว้ก่อนหน้านี้ทุกประการ จากนั้นจึงลงนามและประทับลายนิ้วมืออย่างยินดี

เมื่อหนังสือสัญญาเสร็จสมบูรณ์ ทางตระกูลเซี่ยก็ต้องส่งคนเดินทางไปคัดเลือกสถานที่และก่อสร้างที่โยวโจว ส่วนเสิ่นเหมี่ยวก็ต้องส่งมอบสูตรการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ในเร็ววันนี้เช่นกัน

เมื่อจัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว เจิ้งเน่ยจือก็ประสานมือคารวะพลางเอ่ยว่า "พรุ่งนี้เช้าตรู่ โจวต้าจะมารับเสิ่นเหนียงจื่อไปที่จวนสกุลเฝิงขอรับ"

เสิ่นเหมี่ยวยิ้มรับคำ ครั้นส่งเจิ้งเน่ยจือกลับไปแล้ว นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินเข้าไปในห้องของจี้เกอ

จี้เกอมิได้อยู่ในห้อง เขาออกไปช่วยเหลือน้องสาวแล้ว… เซียงเจี่ยไม่รู้ว่าไปทะเลาะอะไรกับหลิวโต้วฮวามาอีก

เด็กคนนั้นพอฟ้ามืดก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน ในห้องจึงมิได้จุดตะเกียง แสงสลัวรางส่องลอดเข้ามาอย่างเลือนราง เด็กคนนั้นยังคงนั่งคุดคู้อยู่ตรงมุมห้องที่มืดมิดที่สุด ดวงตากลมโตสองข้างเบิกกว้าง ไร้สรรพเสียงใดๆ

หากมิใช่เพราะใต้เตียงมีหีบใบใหญ่สองใบยัดไว้จนแน่น เขาคงจะมุดเข้าไปแอบอยู่ใต้เตียงเป็นแน่ เด็กคนอื่นต่างกลัวความมืด ทว่าเขากลับรู้สึกว่าในความมืดมิดนั้นปลอดภัยกว่า

เสิ่นเหมี่ยวเดินไปนั่งลงตรงริมขอบเตียง เอ่ยถามอีกครั้ง "เจ้าชื่ออะไรหรือ บ้านเจ้าอยู่ที่ใด พ่อแม่เจ้าเล่า"

ยังคงไร้เสียงตอบรับเช่นเดิม

นางยักไหล่ แล้วกล่าวต่อไปว่า "พรุ่งนี้ข้าต้องออกไปข้างนอก หากเจ้าไม่ยอมบอกความจริงกับข้า ข้าไม่รู้หัวนอนปลายเท้าของเจ้า ย่อมไม่อาจปล่อยให้เจ้าอยู่เฝ้าบ้านเช่นนี้ได้ พอกินมื้อเย็นเสร็จ ข้าจะพาเจ้าไปที่กองรักษาความเรียบร้อย แล้วส่งตัวเจ้าให้ทหารเซียงจวิน ให้พวกเขามาช่วยเจ้า เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่"

ตั้งแต่แรกเริ่ม เสิ่นเหมี่ยวมิได้คิดจะเลี้ยงดูเขาไปตลอดรอดฝั่งอยู่แล้ว เพราะอย่างไรก็ไม่รู้ภูมิหลัง ป้าสะใภ้กู้กล่าวได้ถูกต้อง คนที่นางสามารถปกป้องคุ้มครองได้ในโลกใบนี้มีเพียงคนในครอบครัวตนเองเท่านั้น แต่ละคนย่อมมีชะตากรรมของตนเอง นางช่วยชีวิตเด็กคนนี้ไว้หลายวัน ก็เพื่อให้เขาได้พักฟื้นร่างกาย มีเรี่ยวมีแรงขึ้นมา สุดท้ายอย่างไรก็ต้องแจ้งความกับทางการอยู่ดี

กล่าวจบ เสิ่นเหมี่ยวก็ปัดชายกระโปรง ลุกขึ้นเตรียมจะเดินจากไป ทว่าด้านหลังพลันมีเสียงสวบสาบดังขึ้น เด็กที่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจามาหลายวันผู้นั้นยอมเปิดปากพูดเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาไม่นุ่มนวลอ่อนเยาว์เหมือนเด็กคนอื่น ทว่ากลับแหบพร่าอยู่บ้าง

"ข้าชื่อเฉินชวน… บ้านข้าอยู่เรือนหลังที่สามริมแม่น้ำชวนเหอ ที่บ้านข้าทำงานย้อมผ้า ในบ้านมีผืนผ้าแขวนตากไว้เต็มไปหมด"

เสิ่นเหมี่ยวหันขวับกลับมาด้วยความประหลาดใจ เขายืนเกาะผนัง ดวงตาสว่างกระจ่างโต น้ำเสียงว่างเปล่า คล้ายกำลังพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ

"ข้ามีพี่สาวคนหนึ่ง แล้วก็มีน้องชายอีกคนหนึ่ง ปีนี้ตอนไปดูโคมไฟ ข้าถูกชายหนวดเคราครึ้มอุ้มตัวไป เขาจับข้ายัดใส่กระสอบป่าน ให้นั่งเรือก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนไปขึ้นเกวียน ข้าฉวยโอกาสตอนที่เขาปล่อยให้ข้าไปปัสสาวะวิ่งหนีสองครั้ง เขาใช้แส้เฆี่ยนตีข้า จากนั้นก็ใช้ท่อนไม้ฟาดจนขาข้าหัก เขากลัวว่าข้าจะมีแรงหนี จึงให้ข้ากินแป้งทอดแค่วันละแผ่นเดียว ต่อมาเขาก็ขายข้าให้คนอื่นอีกคน ข้าจึงต้องอยู่ในกระสอบป่านตลอดเวลา ผ่านไปหลายวัน จนในที่สุดก็มาถึงสถานที่ที่วุ่นวายสับสนแห่งหนึ่ง กระสอบป่านถูกอะไรเกี่ยวจนขาดไม่รู้ ข้าก็เลยกลิ้งตกลงมาจากเกวียน ตกลงไปในฝูงชน คนที่ซื้อตัวข้าหันกลับมาจะจับตัวข้า ข้าก็เลยมุดหนีเข้าไปในท่อระบายน้ำ"

"เขาจับตัวข้าไม่ได้"

ครั้นเล่าจบ เปลือกตาของเขาก็หลุบต่ำลง หัวเข่าทรุดคุกเข่าลงกับพื้น เอ่ยอ้อนวอนด้วยเสียงแผ่วต่ำยิ่ง

"ข้าอยากกลับบ้าน อย่าส่งข้าไปเลยนะขอรับ พวกเขาจะส่งข้ากลับไปที่ตลาดค้าทาส ข้าไม่อยากถูกจับตัวกลับไป ได้โปรดเถิดขอรับ"

เสิ่นเหมี่ยวทนดูต่อไปไม่ไหว จึงยื่นมือไปดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น "บ้านของเจ้าอยู่เมืองไหนมณฑลใด เจ้าจำได้หรือไม่"

เขาแหงนหน้ามองเสิ่นเหมี่ยว ดวงตาที่เดิมทีเคยระแวดระวังและตื่นตระหนกพลันรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา เขามึนงงจนไม่อาจตอบคำถามของเสิ่นเหมี่ยวได้ เขาไม่รู้ว่าบ้านของตนเองอยู่ที่ใดกันแน่ เขาจดจำได้เพียงหน้าบ้านมีแม่น้ำสายหนึ่ง ท่านแม่อุ้มน้องชายไว้บนหลัง คอยซักผ้าอยู่ริมน้ำ เชือกในลานบ้านมีผืนผ้าแขวนตากไว้ระเกะระกะ ย้อมเป็นสีสันแตกต่างกันไป และเขาก็มักจะวิ่งเล่นลอดผ่านผืนผ้าเหล่านั้นอยู่เป็นประจำ

เสิ่นเหมี่ยวประคองให้เขานั่งลงบนเตียง นวดหัวเข่าของเขาเบาๆ

เขาอายุน้อยเพียงนี้ จดจำเรื่องราวเหล่านี้ได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นฟังจากคำบอกเล่าของเขา ดูคล้ายบ้านเรือนแถบเจียงหนานที่ปลูกสร้างอยู่ริมน้ำ มิใช่แถบชานเมืองเปี้ยนจิง… ปีนี้ถูกลักพาตัวมาตอนไปดูงานเทศกาลโคมไฟ นับจากวันเทศกาลหยวนเซียวมาจนถึงบัดนี้ก็ล่วงเลยมากว่าสี่เดือนแล้ว นั่นหมายความว่านายหน้าค้ามนุษย์ผู้นั้นพาเขาเร่ร่อนเปลี่ยนมือเกือบครึ่งปีกว่าจะเดินทางมาถึงเปี้ยนจิง หนทางสายนี้ช่างยาวไกลยิ่งนัก

ในยุคสมัยนี้การสัญจรด้วยรถม้าก็เชื่องช้า จดหมายก็ล่าช้า การจะตามหาครอบครัวให้เขาจึงไม่ต่างอันใดจากการงมเข็มในมหาสมุทร

เสิ่นเหมี่ยวยืนนิ่งงันอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน ในใจเกิดการต่อสู้อย่างหนักหน่วง จนกระทั่งเซียงเจี่ยกระโดดโลดเต้นกลับเข้ามา ในมือกำดอกไม้ป่าที่ไปเด็ดมาจากที่ใดไม่รู้มาหนึ่งกำ เจ้าตัวตะกละน้อยชะโงกหน้าเข้ามาถาม "พี่สาว วันนี้พวกเรากินอะไรกันหรือเจ้าคะ"

นางหันหน้ากลับไปมอง ภายในห้องมืดมิด ทว่าภายนอกยังคงสว่างไสว เซียงเจี่ยก้าวเข้ามาพร้อมกับแสงสว่างที่ส่องประกาย เซียงเจี่ยเห็นนางหันมามองก็เอียงคอยิ้มหวาน ทั้งยังชูดอกไม้สีฟ้าอ่อนในมือขึ้นมาอวด "พี่สาวดูสิเจ้าคะ ดอกไม้ที่ข้าเก็บมา สีนี้หาดูได้ยากยิ่งนัก ใช่หรือไม่เจ้าคะ"

ก้านดอกเล็กๆ ถูกเซียงเจี่ยกำแน่นจนเริ่มเหี่ยวเฉา ทว่าเมื่อต้องแสงอาทิตย์อัสดงที่ทอประกายระยิบระยับ กลับแลดูเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวา

ชั่วขณะนั้นนางถึงกับหวนคิดขึ้นมาว่า หากตนเองมิได้ข้ามภพมาอยู่ที่นี่ เซียงเจี่ยกับจี้เกอจะมีจุดจบเช่นไรหนอ

พวกเขาจะกลายเป็นคนเร่ร่อนอยู่ข้างถนน หรือถูกลักพาตัวไปขายเช่นเดียวกับเด็กคนนี้หรือไม่ ถูกเปลี่ยนมือไปหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งลืมเลือนแม้แต่บ้านของตนเอง… หากเป็นเช่นนั้น จะมีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาบ้างหรือไม่

เสิ่นเหมี่ยวรีบสลัดความคิดอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทิ้งไป นางมองดูเด็กผอมกะหร่องจนเห็นซี่โครงที่ชื่อเฉินชวนผู้นี้ แล้วจึงยอมผ่อนปรน "ช่างเถอะ เจ้าอยู่ที่นี่ต่อไปเถิด ข้าวของข้าไม่ได้ขาดแคลนจนเลี้ยงเจ้าอีกคนไม่ได้"

ทว่าวันหน้าคงต้องไปปรึกษาทนายความว่าความเพื่อตรวจสอบข้อกฎหมายดูเสียก่อน เด็กที่ถูกลักพาตัวมาแล้วถูกนายหน้านำมาขายต่อเช่นนี้ ยามนี้สถานะทางทะเบียนราษฎร์ถือเป็นเช่นไร สัญญาซื้อขายตัวที่อยู่ในมือนายหน้าหรือคนซื้อยังคงมีผลตามกฎหมายหรือไม่

ซ้ำยังมีบาดแผลทั่วร่างของเขา บาดแผลภายนอกช่วงไม่กี่วันนี้ได้รับการดูแลรักษาจนหายดีแล้ว ทว่าขาข้างนั้นไม่รู้ว่าจะยังมีทางรักษาได้อีกหรือไม่… รอให้นางกลับมาจากบ้านตระกูลเฝิงก่อน ค่อยพาเขาไปตรวจร่างกายที่บ้านหมอหลวงจ้าวสักครั้ง

ปัญหามากมายพลันผุดขึ้นมาในหัว เสิ่นเหมี่ยวสูดหายใจเข้าลึก ไม่คิดวกวนให้ปวดหัวอีก ถึงสะพานหัวเรือย่อมตรง ปัญหาอยู่ตรงหน้าก็ค่อยๆ แก้ไขไปทีละเปลาะ กลัดกลุ้มไปก็ไร้ประโยชน์

นางคิดพลางยื่นมือไปลูบศีรษะของเซียงเจี่ยด้วยความรักใคร่ "มื้อค่ำนี้กินเยียนตูเซียนแกล้มข้าวผัดเนื้อเค็ม เจ้าไปเล่นก่อนเถิด พี่สาวจะไปทำอาหารแล้ว"

เยียนตูเซียนคืออะไรหรือ

เซียงเจี่ยได้ยินแค่ชื่อก็เริ่มน้ำลายสอขึ้นมาทันใด เป็นของที่นางไม่เคยกินอีกแล้ว!

เยียนตูเซียนขนานแท้ดั้งเดิมควรใช้หน่อไม้สดในฤดูใบไม้ผลิมาปรุง ทว่าในเดือนนี้ไม่มีหน่อไม้สดหลงเหลือแล้ว เสิ่นเหมี่ยวจึงนำหน่อไม้แห้งมาแช่น้ำจนพองตัว จากนั้นก็เริ่มหั่นหมูสามชั้นและเนื้อหมูเค็ม หั่นเป็นแผ่นบางเตรียมไว้ รอจนน้ำในหม้อบนเตาเดือดพล่าน จึงใส่เนื้อหมูเค็มลงไปก่อน เร่งไฟแรงต้มจนเดือดกระทั่งน้ำแกงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวนวล จากนั้นจึงใส่หน่อไม้แห้งที่แช่น้ำแล้วกับหมูสามชั้นตามลงไป ปรับเปลี่ยนเป็นไฟอ่อนเคี่ยวอย่างช้าๆ หน่อไม้ซึมซับความหอมของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ดูดซับความสดหวานของหน่อไม้ น้ำแกงเคี่ยวจนขาวข้นหอมกรุ่น เพียงเท่านี้ก็ตักขึ้นจากเตาได้แล้ว

ข้าวผัดเนื้อเค็มก็ทำได้ง่ายดายยิ่ง นำเนื้อเค็มมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ ใส่ลงในกระทะน้ำมันเจียวพร้อมกับต้นหอมซอยจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง จากนั้นใส่ผักกวางตุ้งลงไปผัดคลุกเคล้า ขั้นตอนสุดท้ายจึงใส่ข้าวสวยที่หุงสุกแล้วลงไปผัดให้เข้ากันอย่างทั่วถึง น้ำมันจากเนื้อเค็มจะแทรกซึมเข้าไปในเม็ดข้าว ย่อมได้ข้าวผัดเนื้อเค็มที่ทั้งหอมเข้มข้นและรสชาติกลมกล่อมเค็มมันชวนลิ้มลอง

เสิ่นเหมี่ยวทำเสร็จอย่างรวดเร็ว ครั้นยกออกไป ก็พบว่าเซียงเจี่ยกำลังพูดคุยอยู่กับเด็กที่ชื่อเฉินชวนผู้นั้น แม้เซียงเจี่ยจะพูดไปสิบประโยคแล้วเขาเพิ่งจะยอมตอบกลับมาสักประโยคหนึ่ง และส่วนใหญ่ตอบเพียงคำว่า "อืม" "ใช่" "ไม่ใช่" ไม่กี่คำนี้ ทว่าเพราะได้รับการตอบรับ เซียงเจี่ยจึงยิ่งได้ใจและกระตือรือร้นหนักขึ้น ภายหลังถึงกับดึงดันลากตัวเขาออกมากินข้าวด้วยกัน

โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กในลานบ้านจึงมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

เซียงเจี่ยเป็นคนเบื่อง่ายหน่ายเร็ว วันนี้อยากจะนั่งเบียดติดกับเฉินชวน ทั้งสองคนจึงนั่งเบียดกันอยู่ฝั่งหนึ่ง

เสิ่นจี้คร้านจะไปใส่ใจนางแล้ว วันนี้นางกับหลิวโต้วฮวาก็ทะเลาะกันเพราะเรื่องดอกไม้ป่ากำเดียวนี่แหละ ทั้งสองคนประชันกันว่าใครเก็บได้มากกว่ากัน หลิวโต้วฮวาแพ้แล้วไม่ยอมรับ เซียงเจี่ยก็ไม่ยอมถอยให้ สุดท้ายจึงทะเลาะกันเพราะเรื่องขี้ประติ๋วไม่เป็นเรื่อง

ส่วนตำแหน่งที่นั่งบนโต๊ะอาหารนี้เล่า…

เขาเหลือบมองพี่สาว แล้วนั่งตัวตรงแหนวยิ่งขึ้น

ทุกวัน ทุกมื้ออาหาร เขาจะจับจองที่นั่งทางด้านซ้ายมือของพี่สาวไว้อย่างเหนียวแน่น ผู้ใดมาก็ไม่ยอมเปลี่ยนเด็ดขาด

ทว่าไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกหม่นหมองในใจ อีกสองวันเขาก็ต้องเข้าเรียนในสำนักศึกษาแล้ว นับจากนี้ไปคงไม่อาจอยู่กินข้าวที่บ้านได้บ่อยๆ อีก

เสิ่นเหมี่ยวส่ายหน้าเบาๆ ยามลุกขึ้นตักน้ำแกงให้เด็กๆ ฝูงนี้ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตนเองคล้ายเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลอย่างไรอย่างนั้น… แม้โหย่วอวี๋จะมีร่างกายสูงใหญ่ ทว่าจิตใจก็ไม่ต่างจากเด็กเล็ก นางเป็นเด็กที่จะไม่มีวันเติบโตไปตลอดกาล

นางแบ่งข้าวและน้ำแกงให้ทุกคนทีละคน ชามข้าวของโหย่วอวี๋มีขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยเหตุนี้นางจึงกินข้าวอย่างน้อยมื้อละสี่ชาม เสิ่นเหมี่ยวจึงยกอ่างแกงมาใช้เป็นชามข้าวให้นางเสียเลย จะได้ไม่ต้องคอยตักเติมข้าวอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งตนเองจะได้ล้างชามน้อยลงไปหลายใบ

ครั้นยื่นชามข้าวไปวางตรงหน้าเฉินชวน เสิ่นเหมี่ยวจึงเอ่ยกำชับเพิ่มอีกประโยคหนึ่ง "ต่อไปนี้เจ้าก็เรียกข้าว่าพี่สาวเถิด ข้าไม่อาจช่วยเจ้าออกตามหาครอบครัวได้ในตอนนี้ จึงทำได้เพียงดูแลเรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้าของเจ้าไปสักสองสามปี รอให้เจ้าเติบใหญ่ มีความสามารถและพึ่งพาตนเองได้แล้ว ค่อยออกไปตามหาครอบครัวของตนเองเถิดนะ"

เฉินชวนช้อนสายตาขึ้นมองนาง นิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะยื่นสองมือออกไปรับชามข้าวใบนั้น ก้มหน้าตอบรับเบาๆ "…พี่สาว"

หูของเซียงเจี่ยกระดิกดุ๊กดิ๊ก รีบเอ่ยถามอย่างดื้อดึงทันควัน "เจ้าอายุเท่าไรหรือ"

เฉินชวนก้มหน้าก้มตากินข้าวแล้ว เขากินข้าวด้วยท่าทางหวงอาหารอย่างยิ่ง มือหนึ่งพุ้ยข้าวเข้าปาก อีกมือหนึ่งโอบล้อมชามข้าวไว้เป็นวงกลม และในยามกินข้าวย่อมไม่มีทางพูดจาเด็ดขาด

"เจ้าตัวเตี้ยกว่าข้า ย่อมต้องอายุน้อยกว่าข้าเป็นแน่ ดังนั้นข้าก็เป็นพี่สาวเหมือนกัน เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่สาวด้วยนะ" แม้จะไม่ได้รับคำตอบจากเฉินชวน ทว่าเซียงเจี่ยก็สรุปคำตอบเอาเองเสร็จสรรพ

เสิ่นเหมี่ยวอดขำไม่ได้ นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดเซียงเจี่ยจึงให้ความสำคัญกับการได้เป็นพี่สาวถึงเพียงนี้ พอเจอหน้าใครก็ต้องเทียบอายุไปเสียหมด

"เอาละ รีบกินข้าวเสียเถอะ"

เซียงเจี่ยจึงยอมนั่งลงซดน้ำแกงเข้าไปหนึ่งคำ พอดื่มแล้วก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มพึงพอใจยิ่งนัก ไม่สนใจเรื่องการเป็นพี่สาวอีกต่อไป รสชาติสดหวานกลมกล่อมอันชุ่มฉ่ำโอบล้อมทั่วทั้งโพรงปาก ทำให้นางไม่มีเวลาว่างมาพูดจาอีก แปลงร่างเป็นคนก้มหน้าก้มตากินอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นเดียวกับเฉินชวน ซดน้ำแกงคำหนึ่งกินข้าวคำหนึ่ง ครั้นกินหมดก็รีบชูชามเปล่าขึ้นมาก่อนใคร แย่งเอ่ยเสียงใส "ข้าขอน้ำแกงอีกชามเจ้าค่ะ! ขอเนื้อเยอะๆ ด้วยนะเจ้าคะ!"

**

ยามค่ำคืน บ้านสกุลเสิ่นเงียบสงบ ไร้สรรพเสียงรบกวน มีเพียงในห้องครัวเท่านั้นที่ยังมีแสงตะเกียงส่องสว่าง

โหย่วอวี๋กลับบ้านไปแล้ว เซียงเจี่ยกับจี้เกอก็เข้านอนแล้ว เฉินชวนที่เก็บมาผู้นั้นก็ปูที่นอนบนพื้นในห้องของจี้เกอ ป่านนี้คงหลับสนิทไปแล้วกระมัง เสิ่นเหมี่ยวนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กเพียงลำพัง มือพลางจับจีบปิดปากซาลาเปาลูกสุดท้าย นางได้ตกลงกับป้าสะใภ้กู้ไว้แล้วว่า พรุ่งนี้จะวานให้นางมาช่วยดูแลเด็กๆ ที่บ้านหนึ่งวัน นี่คือเสบียงอาหารที่นางเตรียมไว้ให้พวกเขาก่อนออกเดินทาง นางจะนึ่งซาลาเปาเอาไว้ให้ พอพวกเขาตื่นขึ้นมาก็จะได้กินทันที

วันรุ่งขึ้นในยามโหม่ว (ประมาณ ๐๕.๐๐ — ๐๗.๐๐ น.) เสิ่นเหมี่ยวก็ก้าวขึ้นรถม้าของตระกูลเซื่อออกเดินทางไปข้างนอกแล้ว ในยามนั้นแม้แต่ไก่ในเล้ายังคงคอตกหลับใหลอยู่เลย

รอจนกระทั่งเซียงเจี่ยปวดปัสสาวะจนตื่น ขยี้ตาเดินโซเซออกมาเข้าส้วม ถึงได้พบว่าพี่สาวไม่อยู่แล้ว มีเพียงป้าสะใภ้กู้ที่ผูกผ้ากันเปื้อนกำลังรดน้ำผักและให้อาหารไก่อยู่ในลานบ้าน ครั้นเห็นนางเดินสะลึมสะลือออกมาเข้าส้วม จึงหันมายิ้มให้ "พี่สาวเจ้าช่างขยันขันแข็งจริงๆ ก่อนไปนึ่งซาลาเปาไส้เนื้อไว้ให้พวกเจ้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังต้มน้ำแกงไข่หม้อใหญ่ไว้ในหม้อ อุ่นร้อนอยู่บนเตา เจ้าจะนอนต่อหรือไม่ หากไม่นอนแล้วก็ล้างหน้าล้างตามากินเถอะ"

เซียงเจี่ยถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ วันนี้พี่สาวต้องไปคุมโต๊ะเลี้ยงอาหาร จวนสกุลเฝิงมิใช่ครอบครัวที่คุ้นเคยกัน จึงไม่อาจพาพวกนางไปด้วยได้

ความง่วงงุนพลันมลายหายไปสิ้น นางเบะปากน้อยๆ เอามือบีบจมูกแล้วเดินเข้าห้องส้วมไป

ป้าสะใภ้กู้ช่วยพาสุนัขสองตัวออกไปเดินเล่นรอบหนึ่ง ทว่าเพิ่งจะคล้องสายจูงเสร็จ สุนัขทั้งสองตัวก็ออกแรงกระชากจนร่างของนางปลิวลิ่ว พุ่งผ่านประตูรั้วไปจนเห็นเพียงภาพติดตา

นับจากนั้นเท้าของนางก็แทบจะไม่ได้แตะพื้นอีกเลย โดยเฉพาะเจ้าจุยเฟิง หากมิใช่เพราะมีสายจูงคอยรั้งไว้ มันคงอยากจะบินทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าเสียให้ได้

รอจนกระทั่งป้าสะใภ้กู้เดินผมเผ้าหลุดลุ่ย หอบหายใจแฮกๆ กลับมาถึงลานบ้านสกุลเสิ่น จี้เกอกับเฉินชวนก็ตื่นนอนแล้วเช่นกัน จี้เกอล้างหน้าบ้วนปากเสร็จเรียบร้อย มือหนึ่งถือซาลาเปาไส้เนื้อ อีกมือหนึ่งถือตำรา กำลังยืนท่องหนังสืออยู่ใต้ชายคา

ส่วนเฉินชวนที่ต้าเจี่ยเอ๋อร์รับมาดูแลผู้นั้นขดตัวอยู่ตรงมุมลานบ้าน เซียงเจี่ยย่องเข้าไปชวนคุย พลางยื่นซาลาเปาไส้เนื้อให้เขาไปสองลูก

วันนี้ร้านไม่เปิด โหย่วอวี๋จึงได้หยุดพักผ่อน มิได้มาทำงาน

ป้าสะใภ้กู้ปาดเหงื่อบนหน้าผาก ทุบเอวตนเองดังอั่กๆ พลางนึกในใจ วันนี้ไม่รู้ว่านางพาสุนัขไปเดินเล่น หรือสุนัขพานางไปวิ่งเล่นกันแน่ มิน่าเล่าเมื่อวานนี้ต้าเจี่ยเอ๋อร์ถึงได้กำชับเป็นพิเศษว่า ให้ระวังเรื่องพาสุนัขไปเดินเล่นให้ดี พวกมันเรี่ยวแรงมหาศาล เดิมทีนางมิได้ใส่ใจ สุนัขจะมีเรี่ยวแรงสักเท่าใดกันเชียว ในยามปกติเห็นต้าเจี่ยเอ๋อร์พามันไปเดินเล่น ดูท่าทางออกจะสบายๆ มิใช่หรือ

ผลปรากฏว่าเอวแก่ๆ คอดนี้แทบจะเคล็ดไปเสียแล้ว

นางปลดสายจูงสุนัขทั้งสองตัว ปล่อยให้พวกมันวิ่งเล่นในลานบ้าน อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเฉินชวนที่ทำตัวราวกับเงาผู้นั้นอีกครา เด็กตัวเล็กเพียงนี้กลับมีท่าทางมืดมนอมทุกข์ ช่างไม่น่าเอ็นดูเอาเสียเลย มีแต่ต้าเจี่ยเอ๋อร์เท่านั้นที่มีจิตใจเมตตาอารี มิเช่นนั้นหากให้ข้าวกินสักสองสามมื้อแล้วไล่ออกไป ก็คงไม่มีใครว่าอะไรได้

แม้จะเปิดร้านค้าแล้ว ความเป็นอยู่ของต้าเจี่ยเอ๋อร์จะดีขึ้นมาก ทว่าการมีคนเพิ่มมาแย่งข้าวกินอีกหนึ่งปาก ย่อมเป็นภาระอยู่ดี

ป้าสะใภ้กู้มิค่อยเห็นด้วยที่ต้าเจี่ยเอ๋อร์รับเขาไว้ ทว่าในเมื่อต้าเจี่ยเอ๋อร์ยืนกรานจะให้อยู่ นางก็ยากจะเอ่ยปากขัดขวาง

แต่ละครอบครัวย่อมมีวาสนาและวิถีทางของตนเอง

เมื่อเห็นเด็กๆ เริ่มกินข้าวกันแล้ว นางจึงเดินออกไปที่หน้าร้าน

นางปลดแผ่นกระดานประตูออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ภายในร้านได้ระบายอากาศและมีแสงสว่างส่องเข้ามา จากนั้นก็หยิบไม้กวาดมาช่วยเสิ่นเหมี่ยวกวาดพื้นร้าน

มีลูกค้าประจำจำนวนไม่น้อยเมื่อเห็นว่าวันนี้ร้านปิด จึงชะโงกหน้าเข้ามาไต่ถาม ป้าสะใภ้กู้จึงยิ้มแย้มช่วยอธิบายแทนเสิ่นเหมี่ยวทีละคน "เสิ่นเหนียงจื่อฝีมือทำอาหารเลอเลิศ มีคนมาเชิญตัวไปทำอาหารโต๊ะเลี้ยง สองวันนี้จึงต้องหยุดร้าน พวกท่านค่อยแวะมาใหม่ในวันมะรืนเถิด"

มีคนทยอยแวะเวียนเข้ามาถามไถ่ไม่ขาดสาย เพียงครู่เดียวก็มีคนมาถามกว่าสิบคนแล้ว ป้าสะใภ้กู้พูดจนคอแห้งเป็นผง ทั้งยังมีบ่าวรับใช้ของตระกูลใหญ่ผู้หนึ่ง สวมเสื้อผ้าหมวกใบใหม่เอี่ยมอ่อง ครั้นได้ยินว่าเสิ่นเหนียงจื่อจะปิดร้านสองวัน สีหน้าแทบจะร้องไห้ออกมา รีบเดินคอตกถอยกลับไปด้วยความผิดหวัง

ปกติมิได้สังเกต ที่แท้กิจการของต้าเจี่ยเอ๋อร์เจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ มีลูกค้าประจำมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ป้าสะใภ้กู้ครุ่นคิดพลางกวาดพื้นจนสะอาด เช็ดโต๊ะเก้าอี้เรียบร้อย แล้วจึงยกแผ่นกระดานประตูปิดกลับเข้าไปดังเดิม

นางตบมือเบาๆ เดินกลับบ้านไปหยิบกระจาดเย็บปักถักร้อย มานั่งเย็บปะเสื้อผ้าอย่างสบายอารมณ์ในลานบ้านสกุลเสิ่น พลางมองดูเซียงเจี่ยคอยเย้าแหย่เฉินชวน มองดูจี้เกอช่วยหวีขนให้เหลยถิง และมองดูจุยเฟิงวิ่งไล่กวดไก่สองสามตัว ฉวยโอกาสตอนที่คนไม่ทันสังเกต อ้าปากงับเอาไข่ไก่ที่เพิ่งออกมาร้อนๆ กลืนลงคอไป…

ไม่ไกลจากปากตรอกหยางหลิ่วตง มีรถเทียมวัวตกแต่งอย่างหรูหราคันหนึ่งจอดเทียบอยู่ บ่าวรับใช้ที่ทำท่าคล้ายจะร้องไห้เมื่อครู่ลากฝีเท้าเดินกลับมาที่หน้ารถ รายงานด้วยน้ำเสียงละห้อย "ต้าเหนียงจื่อขอรับ วันนี้ร้านทังปิ่งสกุลเสิ่นปิดทำการขอรับ ได้ยินว่าเจ้าของร้านไม่อยู่ เดินทางออกไปข้างนอกขอรับ"

หวังต้าเหนียงจื่อหน้ามุ่ยลงทันใด พัดในมือโบกสะบัดด้วยความหงุดหงิด บ่นพึมพำไม่หยุดหย่อน "เช้าก็ไม่หยุด ค่ำก็ไม่หยุด เหตุใดจึงต้องมาปิดร้านเอาในวันนี้ด้วยเล่า! โธ่เอ๋ย อดกินเสี่ยวหลงเปาเช่นนี้ ตลอดทั้งวันข้าคงอารมณ์บ่จอยเป็นแน่!"

หญิงสาวคนอื่นต่างชื่นชอบพิณ หมากรุก บทกวี และการเขียนพู่กัน ทว่ามีเพียงหวังต้าเหนียงจื่อเท่านั้นที่หลงใหลในอาหารเลิศรสสารพัด สตรีคนอื่นในงานเลี้ยงต่างประชันความงดงามและประชันคารมคมคาย ทว่านางกลับนั่งนิ่งไม่เอ่ยปาก กินจนเกลี้ยงทุกจาน

ทว่าวันนี้ไม่เหมือนกัน วันนี้นางต้องไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลเฝิง!

งานเลี้ยงของตระกูลเฝิงนั้น เลื่องชื่อลือชาไปทั่วทั้งเมืองเปี้ยนจิงเช่นเดียวกัน

เลื่องชื่อเรื่องรสชาติยอดแย่ที่สุด

เมื่อนึกถึงว่าตระกูลเฝิงโปรดปรานรสหวาน พ่อครัวตระกูลเฝิงไม่ว่าจะทำอาหารจานใดเป็นต้องใส่น้ำตาลมอลต์ลงไป แม้แต่ผัดผักปวยเล้งก็ยังหวานเลี่ยน นางก็พานหมดความอยากอาหารไปเสียสิ้น

"เคราะห์ซ้ำกรรมซัดแท้ๆ ช่างเถอะๆ เช่นนั้นก็อ้อมไปซื้อขาหมูพะโล้ที่หอทิศตะวันออกสักสองขามากินรองท้องก่อนก็แล้วกัน" หวังเหนียงจื่อจำต้องยอมถอยหนึ่งก้าว เอ่ยทอดถอนใจ

บ่าวรับใช้กระตุกมุมปาก "เหนียงจื่อขอรับ กินขาหมูพะโล้แต่เช้าตรู่เช่นนี้ จะมิมันเลี่ยนเกินไปหน่อยหรือขอรับ…"

"อย่ามาพูดมาก รีบออกรถไปเร็วๆ เข้าเถอะ!" หวังเหนียงจื่อยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน สำเนียงบ้านเกิดพลันหลุดออกมาอีกครั้ง

นางสะบัดม่านรถปิดลงอย่างแรง ทอดถอนหายใจอยู่ภายในรถ

ยามนี้หากไม่กินให้อิ่มท้อง มีหรือจะยอมไปทนหิวท้องกิ่วที่บ้านตระกูลเฝิงกันเล่า

นางไม่อยากไปกินยำผักปวยเล้งใส่น้ำตาลมอลต์พวกนั้นหรอกนะ!

เชิงอรรถ

  • [1] เหอเยี่ยน (何晏) — นักปรัชญายุคสามก๊ก (วุยก๊ก) ผู้บุกเบิกสำนักปรัชญาเสวียนเสวีย (Xuanxue) และเป็นผู้รวบรวมบทอรรถาธิบายคัมภีร์หลุนอวี่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดยุคหนึ่ง

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/47

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย