ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง
ตอนที่ 5 — ตอนที่ 5 ผลซากั่วผลน้อย
เซี่ยฉีส่ายหน้า “ยังไม่ทันได้พบหน้าค่าตา จู่ๆ จะไปสืบเสาะว่าสตรีมีบ้านเรือนอยู่ที่ใด ช่างเสียมารยาทยิ่งนัก”
เยี่ยนซูเอียงคอ พลันชี้นิ้วไปยังรองเท้าของเซี่ยฉีที่มีรอยประทับรองเท้าติดอยู่พลางหัวเราะร่า “คุณชายเก้าไฉนจึงบอกว่าไม่เคยพบหน้าเล่าขอรับ เหนียงจื่อผู้นั้นเมื่อเช้านี้ยังเหยียบเท้าท่านไปหนึ่งทีอยู่เลย”
เซี่ยฉีชะงักงันไป ที่แท้เป็นเหนียงจื่อสาวคนนั้นตอนไปตักน้ำที่ห้องต้มน้ำหรอกหรือ
เมื่อเช้านี้เขาพาเยี่ยนซูไปตักน้ำที่ห้องต้มน้ำ ด้วยความที่ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียด ทั้งเยี่ยนซูก็ยังเด็กและตัวเล็ก เขาจึงสั่งให้เด็กน้อยยืนรออยู่ด้านข้าง ส่วนตนเองเป็นฝ่ายเดินเข้าไปซื้อหา เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกผู้คนเบียดกระแทก หากพลัดตกลงไปในเตาต้มน้ำเข้าคงเกิดเรื่องใหญ่ ใครจะคาดคิดว่ากลับถูกสตรีที่อยู่ด้านหลังเหยียบเท้าเข้าให้หนึ่งที
เซี่ยฉีพลันนึกถึงรูปร่างหน้าตาของเหนียงจื่อสาวผู้นั้นขึ้นมาได้ นางแต่งกายอย่างสตรีมีเหย้ามีเรือน แม้จะสวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายไร้การประดับประดา ทั้งยังมีสีหน้าซูบเซียวอิดโรย ทว่ากลับมีดวงตาพวงดอกท้อคู่หนึ่งที่กระจ่างใสงดงามระยิบระยับดั่งผืนน้ำในฤดูสารท แม้จะสวมปิ่นไม้ไผ่และเสื้อผ้าป่านหยาบก็มิอาจบดบังรูปโฉมอันชวนมองได้เลย
เขาเพียงเหลือบมองแวบเดียวก็มิกล้ามองซ้ำอีก
สตรีรอนแรมอยู่ภายนอก หากเขาจะไปจ้องมองตาไม่กะพริบจะดูเป็นคนเช่นไรกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของสตรีย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด อีกทั้งตัวเขาเองก็ใกล้จะแต่งงานแล้ว ไม่ว่าจะต่อตนเองหรือต่อผู้อื่น ย่อมต้องระมัดระวังความเหมาะสมให้มากยิ่งขึ้น ภายในใจจึงยิ่งไม่ปรารถนาที่จะทำเรื่องหยาบคายไร้มารยาทเพียงเพื่อสนองความอยากในรสชาติอาหาร เขาจึงกำชับเยี่ยนซูซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ชายหญิงพึงรักษาระยะห่าง ห้ามซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดทั้งสิ้น เจ้าแค่นำของไปคืนแล้วกล่าวขอบคุณก็พอแล้ว”
เยี่ยนซูจำต้องขานรับอย่างหงอยเหงา
พอคิดว่าจะไม่ได้กินของอร่อยเลิศล้ำเช่นนี้อีกแล้ว หัวใจของเยี่ยนซูก็พลันปวดแปลบราวกับถูกใครบีบคั้น ดังนั้นพอเซี่ยฉีออกไปตักน้ำร้อนสำหรับล้างหน้าบ้วนปากในยามค่ำคืนอีกครา เยี่ยนซูจึงรู้สึกเศร้าสร้อยจนขอบตาและปลายจมูกแดงก่ำไปหมด เขาล้างหม้อดินเผา ชาม และตะเกียบจนสะอาดหมดจด เช็ดโต๊ะเก้าอี้จนเอี่ยมอ่อง แล้วจึงกอดหม้อดินเผาเดินไปเคาะประตูห้องของเสิ่นเหมี่ยว ในยามนั้นน้ำตาก็แทบจะไหลพรากออกมาอยู่รอมร่อ
เสิ่นเหมี่ยวมองดูเด็กน้อยคนนี้ที่ทำหน้าตาราวกับกำลังพลัดพรากจากกันชั่วชีวิต ทั้งพยายามข่มกลั้นความโศกเศร้าอย่างสุดกำลังก็อดหัวเราะไม่ได้ ครั้นนางซักถามไปสองสามประโยคจนล่วงรู้สาเหตุเข้า ก็ยิ่งรู้สึกทั้งขันทั้งเอ็นดูจนบอกไม่ถูก
“คุณชายเก้าบอกว่าสตรีเดินทางอยู่ข้างนอกนั้นมิใช่เรื่องง่าย เรื่องชื่อเสียงและพรหมจรรย์ไม่อาจละเลยได้เลย น้ำลายคนนินทาสามารถจมคนให้ตายทั้งเป็นได้ ท่านจึงไม่ยอมให้บ่าวถามมากความ… แต่ว่า… แต่ว่าบ่าวอยากกินทังปิ่งที่เหนียงจื่อทำอีกจริงๆ นะขอรับ ไหนจะข้าวราดมะเขือยาวนั่นอีก บ่าวได้กลิ่นหอมฟุ้งเพียงอย่างเดียว ยังไม่เคยได้กินเลยสักคำเดียว… ฮือ… แง…”
ในที่สุดน้ำตาก็เอ่อล้นออกมาจนกลั้นไม่อยู่
เสิ่นเหมี่ยวพยายามกลั้นยิ้มพลางย่อตัวลง ใช้ผ้าเช็ดหน้าของตนช่วยซับน้ำตาให้เยี่ยนซู ก่อนจะเอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “คุณชายเก้าของเจ้าเป็นวิญญูชนผู้ทรงคุณธรรม จึงย่อมมีความกังวลเช่นนี้เป็นธรรมดา แต่ตัวข้าหาได้ถือกำเนิดมาจากตระกูลใหญ่โตไม่ จึงมิได้มีกฎเกณฑ์หยุมหยิมพวกนั้น หากเจ้าอยากกินกับข้าวที่ข้าทำ ย่อมสามารถแวะเวียนมาที่ร้านทังปิ่งสกุลเสิ่นในตรอกหยางหลิ่วตง ตรงสะพานจินเหลียงได้เสมอ ข้าเปิดร้านอาหาร เปิดประตูต้อนรับลูกค้าเพื่อค้าขาย ย่อมไม่มีสิ่งใดที่สอบถามมิได้”
น้ำตาของเยี่ยนซูพลันเหือดแห้งไปในทันใด ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายวาววับ “จริงหรือขอรับ”
“ย่อมเป็นเรื่องจริงสิ เพียงแต่ร้านของข้าก่อนหน้านี้ประสบเคราะห์ถูกไฟไหม้ ตอนนี้ยังซ่อมแซมไม่เสร็จเรียบร้อย อื้ม… ไม่แน่ว่าอาจจะไปตั้งแผงลอยเล็กๆ บนสะพานจินเหลียงก่อน หากไม่รังเกียจว่าฝีมือของข้าต่ำต้อยหยาบกระด้าง เจ้ากับคุณชายเก้าของเจ้าก็แวะมาอุดหนุนได้เสมอ” เสิ่นเหมี่ยวคิ้วตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว สลัดความระแวดระวังก่อนหน้านี้ทิ้งไปจนหมดสิ้น แล้วบอกเล่าที่อยู่รวมถึงแผนการของตนเองอย่างเปิดเผยและใจกว้าง
ในเมื่อวันข้างหน้าคิดจะทำการค้าขาย ไฉนเลยจะต้องปิดบังซ่อนเร้น หากก่อนเปิดร้านสามารถดึงดูดลูกค้าได้สักคนสองคน ซ้ำยังมีคนช่วยป่าวประกาศบอกต่อ ย่อมเป็นเรื่องดียิ่งมิใช่หรือ
ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นเหมี่ยวผ่านเรื่องราวครั้งนี้มา ก็มั่นใจได้ถึงแปดส่วนแล้วว่า “คุณชายเก้า” ผู้นี้ ฟังดูแล้วช่างไม่ต่างอะไรกับเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยแววตาซื่อใสไร้เดียงสาในยุคหลังเลยสักนิด นี่คือกลุ่มลูกค้าชั้นเลิศแท้ๆ ไม่เป็นไรเลย ไม่มีอันใดต้องกังวล
เรือเฉาฉวนแล่นมาจนถึงกลางดึก ความเร็วในการเดินเรือก็ยิ่งเชื่องช้าลงเรื่อยๆ เสียงจอแจวุ่นวายภายนอกก็ยิ่งแว่วดังชัดเจนขึ้นทุกขณะ เมื่ออยู่บนเรือไม่มีเรื่องอื่นใดให้ทำ นางเองก็ไม่อยากออกไปเดินเตร็ดเตร่ข้างนอก ยามค่ำคืนจึงเข้านอนแต่หัวค่ำและหลับใหลอย่างเต็มอิ่มไปตื่นหนึ่ง
ยามนี้เมื่อกระชับผ้าห่มลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ก็พบว่านอกหน้าต่างบานเล็กของห้องโดยสาร มิใช่ผืนน้ำกว้างใหญ่ระลอกคลื่นเวิ้งว้างไร้ขอบเขตอีกต่อไป หากแต่เป็นท่าเรือและอู่ต่อเรือที่คึกคักมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง
คาดว่าคงมาถึงเมืองเฉินโจว อันเป็นเมืองชุมทางคมนาคมขนส่งทางน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากเปี้ยนจิงแล้ว
หลังจากผ่านเฉินโจวไป นั่งเรือต่อไปอีกราวห้าถึงหกวัน ก็จะสามารถเปลี่ยนไปขึ้นรถม้าที่เมืองไช่โจว เดินทางรอนแรมบนบกต่อไปอีกประมาณสองวัน ก็คงจะได้เห็นประตูด้านทิศใต้ของจวนไคเฟิงอันโอ่อ่าสง่างามตระหง่านอยู่ตรงหน้าแล้ว
ในยามนี้เรือเพิ่งเทียบท่า กรรมกรลากเรือจำนวนนับไม่ถ้วนต่างมีร่างกายท่อนล่างแช่อยู่ในน้ำ ร้องตะโกนส่งเสียงขานจังหวะดังกึกก้องพลางออกแรงลากจูงหัวเรือ เสิ่นเหมี่ยวมองดูอยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่อาจข่มตานอนหลับต่อได้อีก จึงตัดสินใจลุกขึ้นมาเสียเลย
เมืองศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำอย่างเฉินโจวแห่งนี้ คึกคักจอแจตลอดทั้งคืนแทบไม่ได้หลับใหล แม้ท้องฟ้าจะยังไม่สว่าง บนท่าเรือก็ยังคงแขวนโคมไฟสูงลิบไว้นับไม่ถ้วน ทุกหนทุกแห่งล้วนขวักไขว่ไปด้วยเงาของเรือและผู้คนที่กำลังสาละวนกับหน้าที่
นางหวีผมเกล้ามวยไปพลาง ทอดสายตามองดูผู้คนหลากหลายรูปแบบที่สัญจรไปมาอยู่ภายนอกไปพลาง ภายใต้แสงโคมสลัวรางที่วูบไหว สายธารแห่งผู้คนหลั่งไหลไม่ขาดสาย มีทั้งกุลีแบกหามกระสอบสัมภาระ พ่อค้าหาบเร่ที่หาบสินค้าตะโกนร้องขายไปตามทาง ทั้งยังมีเกวียนลาที่บรรทุกถ่านและฟืนมาเร่ขายอีกเป็นจำนวนมาก บรรดาผู้เฒ่าขายถ่านเหล่านี้ต่างพากันเข้าแถวยาวเหยียดอยู่เบื้องหน้านายท้ายเรือทุกลำ ด้วยหวังว่าเรือที่แวะจอดเทียบท่าเพื่อเติมเสบียงจะช่วยรับซื้อถ่านเหล่านี้ไว้
มองดูอยู่สักพัก ความอึดอัดหม่นหมองที่ยังคงหลงเหลือตกค้างอยู่ในใจของเสิ่นเหมี่ยวก็พลันมลายหายไป การข้ามภพมาจากยุคสมัยที่มีความเจริญทางอารยธรรมล้ำหน้ากว่ายุคโบราณไกลลิบเช่นนี้ ในใจไฉนเลยจะไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ ความตื่นตระหนกหวาดกลัว และความไม่ยินยอมพร้อมใจเล่า ทว่าตัวนางก็เฉกเช่นเดียวกับผู้ใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำเหล่านี้ ที่ยังคงปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะอย่างไรก็อยากมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้เท่านั้นเอง
เสิ่นเหมี่ยวรื้อค้นแปรงสีฟันขนหมูป่ากับผงขัดฟันเกลือไผ่ออกมาจากหีบ เตรียมตัวจะล้างหน้าบ้วนปาก
ตอนที่เพิ่งข้ามมิติมายังราชวงศ์ซ่งใหม่ๆ นางก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ที่แท้ในละครโทรทัศน์ล้วนหลอกลวงทั้งเพ ที่บอกว่าคนโบราณเคี้ยวกิ่งหลิว ใช้กิ่งไม้ขัดฟันทำความสะอาดฟัน แต่ในยุคราชวงศ์ซ่งนี้ ร้านขายแปรงสีฟันและร้านขายผงขัดฟันกลับแพร่หลายอย่างยิ่ง อีกทั้งรูปร่างลักษณะของแปรงสีฟันที่นี่ก็ช่างคล้ายคลึงกับแปรงสีฟันในยุคปัจจุบันยิ่งนัก! ด้ามจับทำจากไม้ยาว มีขนแปรงเรียงกันสองแถว เพียงแต่ขนแปรงนี้เมื่อลูบดูแล้วจะค่อนข้างหยาบและแข็งไปสักหน่อย
แน่นอนว่าแปรงสีฟันชั้นดียิ่งขึ้นไปย่อมใช้หยกหรืองาช้างมาทำเป็นด้ามจับ กระทั่งประดับฝังอัญมณีล้ำค่า แกะสลักลวดลายวิจิตร และคัดสรรขนแปรงเกรดพรีเมียมยิ่งขึ้น ทว่ารูปร่างหน้าตาก็ล้วนใกล้เคียงกัน มีเพียงวัสดุเท่านั้นที่แตกต่างกันไป
พอลองคิดดูให้ถี่ถ้วนก็สมเหตุสมผลอยู่ คนโบราณหาใช่คนยุคดึกดำบรรพ์เสียเมื่อไหร่ ข้าวของที่ประณีตซับซ้อนกว่านี้ยังสามารถประดิษฐ์ขึ้นมาได้ กะอีแค่แปรงสีฟันด้ามเดียวจะไปยากเย็นอันใด ต้นทุนก็หาได้สูงส่งเลย
เสิ่นเหมี่ยวใช้ช้อนคันเล็กตักผงขัดฟันขึ้นมาหนึ่งช้อน ป้ายลงบนฟันเสียก่อน แล้วจึงเริ่มใช้แปรงสีฟันแปรงฟัน ผงขัดฟันที่นางใช้นี้จัดอยู่ในประเภทที่ราคาถูกที่สุด ทำขึ้นโดยนำเกลือไผ่ ยางสน และฝูหลิงรวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ไปตากแห้งแล้วตำจนแหลกละเอียด จากนั้นใช้ตะแกรงร่อนเอาสิ่งเจือปนออกชั้นหนึ่งแล้วบรรจุลงในกระปุก จึงมีลักษณะเป็นผงละเอียด
ได้ยินมาว่าผงขัดฟันที่พวกผู้ลากมากดีชั้นสูงในยุคนี้ใช้นั้น จะนำตัวยาล้ำค่าอย่างอำพันขี้ปลาวาฬ กำยาน ไม้จันทน์ขาว และกานซงมาบดเป็นผง แล้วใช้น้ำผึ้งเคี่ยวผสมจนกลายเป็นเนื้อครีมเหนียวข้น บรรจุไว้ในตลับกระเบื้องเคลือบ เวลาใช้งานจึงสะดวกสบายไม่ต่างจากยาสีฟันในยุคหลัง ทว่าราคาก็แพงลิบลิ่วเช่นกัน
เสิ่นเหมี่ยวไม่เลือกมาก ผงขัดฟันราคาเยาย่อมใช้ได้ดีไม่แพ้กัน นางแปรงฟันอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งด้านในและด้านนอกถึงสองรอบ ในยุคโบราณเช่นนี้ สุขภาพฟันและสายตาเป็นสิ่งที่ต้องทะนุถนอมรักษาไว้ให้ดีที่สุด หากสายตาสั้นขึ้นมา แปดในสิบส่วนนางคงไม่มีปัญญาซื้อแว่นตาโบราณที่เจียระไนขึ้นด้วยมือจากหินผลึกคริสตัลอย่าง ‘อ้ายต้าย’* [1] แน่ๆ และหากฟันผุขึ้นมาก็ยิ่งเลวร้ายไปใหญ่ นางไม่อยากต้องมารักษารากฟันภายใต้เงื่อนไขทางการแพทย์ของยุคโบราณเป็นอันขาด
ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จเรียบร้อย เสิ่นเหมี่ยวก็เตรียมตัวจะออกไปเทน้ำสกปรก ใครเล่าจะรู้ว่าพอเปิดประตูออกไป กลับพบถุงผ้าใบหนึ่งวางกองอยู่บนพื้น ด้านในมีผลซากั่ว* [2] สีเขียวอมแดงอยู่หลายผล ซ้ำยังมีกระดาษที่มีตัวอักษรเขียนไว้แผ่นหนึ่งอีกด้วย
เสิ่นเหมี่ยวหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาดู บนกระดาษตวัดเขียนด้วยรูปแบบอักษรจงเหยา* [3] ที่ทอดลายเส้นกางผึ่งผายได้สัดส่วน สม่ำเสมอหมดจดและลื่นไหลเป็นธรรมชาติ—ลายมือนี้ช่างงดงามจับตายิ่งนัก!
ร่างเดิมแท้จริงแล้วอ่านหนังสือไม่ออก คนที่รู้หนังสือคือตัวเสิ่นเหมี่ยวต่างหาก แม้ยามนี้จะเป็นตัวอักษรจีนตัวเต็มที่เขียนเรียงตามแนวตั้ง ทว่าในวัยเด็กเสิ่นเหมี่ยวเคยร่ำเรียนการคัดอักษรพู่กันจีนกับท่านตาอยู่พักหนึ่ง ปรมาจารย์ด้านอักษรวิจิตรที่นางโปรดปรานที่สุดก็คือจงเหยากับเจ้าเมิ่งฝู่ น่าเสียดายที่ฝีมือของตนเองกลับเรียนได้ไม่เอาถ่านเท่าใดนัก
ทว่าในยามนี้ การจะอ่านทำความเข้าใจจึงมิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
บนกระดาษมีข้อความที่ร้อยเรียงด้วยถ้อยคำอันสุภาพนุ่มนวลเขียนไว้ว่า:
“เรียน เสิ่นเหนียงจื่อ ด้วยความเคารพ
อาหารมื้อค่ำเมื่อวานรสชาติโอชะเกินพรรณนา ทุกสิ่งยามสัมผัสถูกปลายลิ้นล้วนเลิศล้ำไร้ที่ติ มิคาดว่าวาจาไร้เดียงสาของเด็กรับใช้จะขาดความเคารพ ล่วงเกินท่านไปมาก ภายในใจข้าพเจ้ารู้สึกละอายยิ่งนัก วันนี้จึงขอมอบผลซากั่วเป็นของกำนัลเพื่อขอขมา แม้ผลซากั่วจะด้อยค่านัก หวังว่าท่านจะยอมรับไว้ เพื่อคลายความละอายใจในอกข้าพเจ้า
— เซี่ยฉี คารวะ
วันที่เก้าเดือนสี่ ศักราชเป่ายวนปีที่สาม เขียนบนเรือ”
ทางเดินนอกห้องพักยังคงมืดสนิท เลือนรางพอจะมองเห็นบรรดาบ่าวไพร่ที่นอนหลับทั้งชุดอยู่หน้าประตูห้อง เสียงกรนดังระงมสลับกันไปมา ชั่วขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมากลางดึก มีเพียงห้องพักข้างๆ ที่เยี่ยนซูเคยพักอาศัยเท่านั้นที่เปิดแง้มประตูไว้ เสิ่นเหมี่ยวชะโงกหน้าเข้าไปมอง ในห้องนั้นถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งร่องรอยของผู้คนแล้ว
คิดว่าคงเพื่อเร่งรีบเดินทาง เจ้านายบ่าวอย่างเซี่ยฉีและเยี่ยนซูจึงรีบลงเรือออกเดินทางไปแล้ว
แผ่นกระดานเรือใต้ฝ่าเท้าโคลงเคลงน้อยๆ ไปตามระลอกคลื่นในแม่น้ำ รอบด้านเงียบสงบยิ่งนัก ยังดีที่เสิ่นเหมี่ยวตื่นแต่เช้า มิเช่นนั้นหากถุงผลซากั่วใบนี้ถูกวางทิ้งไว้หน้าประตู เกรงว่าคงถูกใครหยิบฉวยเอาไปนานแล้ว
เสิ่นเหมี่ยวหดคอกลับมา อาศัยแสงเงาของโคมไฟบนท่าเรือที่โยกเยกไหววับและไม่สว่างชัดเจนนัก เอนกายพิงขอบประตูแล้วอ่านทวนอีกรอบ รู้สึกเพียงว่าทั่วทั้งหน้ากระดาษเปี่ยมล้นไปด้วยความสุภาพนุ่มนวลและสง่างาม นางจึงอมยิ้มพลางหิ้วถุงผลไม้นี้ ปิดประตูแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
หมายเหตุ
- * [1] อ้ายต้าย (靉靆)— คำโบราณที่ใช้เรียกแว่นสายตาในยุคราชวงศ์ซ่งและหยวน สันนิษฐานว่าทับศัพท์มาจากภาษาอาหรับหรือเปอร์เซีย ตัวเลนส์เจียระไนขึ้นจากหินผลึกคริสตัลธรรมชาติหรือหินเขี้ยวหนุมาน ถือเป็นของล้ำค่าหายากที่มีราคาสูงมากในยุคนั้น
** * [2] ผลซากั่ว (沙果)— ผลซากั่ว หรือแอปเปิลทราย (Chinese pearl apple) ผลไม้ตระกูลแอปเปิลผลเล็ก ขนาดใกล้เคียงกับลูกพลัม เมื่อสุกจะมีสีแดงอมเขียว รสชาติหวานอมเปรี้ยวและมีรสฝาดเล็กน้อย นิยมรับประทานและปลูกกันมากในแถบภาคเหนือของจีน
*** * [3] รูปแบบอักษรจงเหยา (鍾繇體)— รูปแบบลายมืออักษรบรรจง (楷书 — ข่ายซู) ที่ริเริ่มโดย ‘จงเหยา’ ขุนนางและนักอักษรวิจิตรผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยสามก๊ก ผู้ได้รับการยกย่องเป็น ‘บิดาแห่งอักษรบรรจง’ ลายเส้นมีความสง่างาม แผ่กว้าง ได้สัดส่วนสมดุล และเป็นระเบียบเรียบร้อย ถือเป็นลายมือชั้นครูที่บัณฑิตผู้ดีนิยมฝึกฝน
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/5
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย