ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง
ตอนที่ 59 — ตอนที่ 59 เป็ดย่างเยี่ยนโจว
แสงจันทร์สาดส่องทาทั่วตรอกแคบจนสว่างนวล เฉินจื้อกินอิ่มหนำสำราญ หนวดเคราเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำมันกุ้ง เขามองดูแสงจันทร์ขาวกระจ่างราวดั่งเกล็ดน้ำค้างเบื้องหน้าที่ทอดคลุมลงบนถนนหินกรวด ในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขใจอย่างยิ่ง
เสิ่นเหมี่ยวเห็นเขากินเสร็จแล้ว จึงเดินกลับเข้าไปในเรือนหยิบผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำอุ่นมาให้เขาเช็ดหน้าเช็ดตา
เฉินจื้อเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน เมื่อส่งผ้าเช็ดหน้าคืนให้แล้ว เขาก็จัดแจงเสื้อผ้าตนเองให้เรียบร้อยอย่างสำรวม ก่อนจะค้อมคำนับเสิ่นเหมี่ยวอย่างนอบน้อมลึกซึ้ง “ขอบคุณเสิ่นเหนียงจื่อมาก ค่ำคืนนี้ก่อนจะต้องออกเดินทางไกล ได้กินกุ้งสดอร่อยล้ำเช่นนี้หนึ่งชาม นับเป็นวาสนาของเฉินโหมวแท้ๆ”
จากบ้านเกิดเมืองนอนมานานหลายปี ความคิดถึงบ้านที่ยามปกติเฉินจื้อมิใคร่ได้นึกถึง บัดนี้กลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจนหมดสิ้น ด้วยกุ้งรสเผ็ดชาเข้มข้นหอมสดชื่นยามดึกสงัดเช่นนี้
ภรรยาที่ยังคงเฝ้ารออยู่ที่แคว้นสู่ เชี่ยวชาญการทำกุ้งที่สุด นางจะตัดหนวดผ่าหลังดึงเส้นดำออก นำลงทอดในกระทะน้ำมันฮวาเจียว แล้วจึงผัดไฟแรงอย่างรวดเร็วกับเต้าเจี้ยว ขิงซอย และกระเทียมสับละเอียด ทอดจนเปลือกกุ้งกลายเป็นสีแดงชาด กรอบกรุบเคี้ยวเพลิน ยามกินทั้งหอม ทั้งเผ็ด ทั้งมีรสชาติ ถึงขนาดไม่ยอมคายเปลือกทิ้งเลยทีเดียว
แม้กุ้งที่เสิ่นเหนียงจื่อทำจะแตกต่างจากฝีมือภรรยาของเขาอยู่มาก ทว่าก็ยังทำให้เขาหวนคิดถึงภรรยาที่บ้านขึ้นมาจนได้
เพราะต้องรอนแรมค้าขายอยู่ข้างนอกตลอดทั้งปี บ่อยครั้งที่เฉินจื้อแม้แต่วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็ยังเร่งรุดกลับไปฉลองที่บ้านไม่ทัน มีอยู่ปีหนึ่ง เขาฝ่าพายุหิมะที่โปรยปรายทั่วฟ้าปีนข้ามเส้นทางสู่เต้า พลันแลเห็นภรรยาและลูกน้อยยืนเป่าลมหายใจถูมือคลายหนาวรอคอยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านแต่ไกล ภายหลังเขาจึงได้รู้ว่า เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นปีของทุกๆ ปี ขอเพียงภรรยามีเวลาว่าง นางก็จะอุ้มลูกน้อยมาเฝ้ารอเขาด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น วันหนึ่งเดินไปกลับอยู่หลายเที่ยว
เขาจากบ้านมาอยู่ต่างถิ่น ต้องทนทุกข์ลำบากตรากตรำ ทว่าที่บ้านล้วนต้องพึ่งพาภรรยาคอยดูแลจัดการ นางต้องทำนาเลี้ยงลูก ไม่รู้ว่าจะถูกผู้อื่นรังแกหรือไม่ แล้วจะไม่เหน็ดเหนื่อยได้อย่างไรกัน? บัดนี้ลูกน้อยก็ไม่รู้ว่าตัวสูงขึ้นบ้างแล้วหรือยัง
รอให้หาเงินทองได้มากพอ เขาจะไม่ร่อนเร่ออกไปไหนอีกแล้ว จะกลับไปแคว้นสู่เพื่อใช้ชีวิตอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวอย่างมีความสุข ไม่จำเป็นต้องบุกป่าฝ่าดงขึ้นเหนือล่องใต้ พลัดพรากจากเลือดเนื้อเชื้อไขอีกต่อไป เขาตั้งจิตอธิษฐานเงียบๆ อยู่ในใจ
เขาจูงอูฐตัวที่ชอบพ่นน้ำลายตัวนั้นเดินจากไป บนหลังอูฐผูกมัดสินค้าหนักอึ้งเอาไว้ เงาของคนและอูฐทอดยาวใต้แสงจันทร์ ค่อยๆ ไกลห่างออกไปจนเลือนหายไปในที่สุด ไม่ช้า ในสายตาของเสิ่นเหมี่ยวก็หลงเหลือเพียงแสงจันทร์กระจ่างใสที่สาดส่องตรอกซอยอันเงียบสงัด
เมื่อส่งสายตามองพ่อค้าผู้นั้นก้าวเดินอย่างโดดเดี่ยวจนพ้นจากจุดที่แสงสว่างส่องถึงแล้ว เสิ่นเหมี่ยวจึงหันกลับมาปิดประตู แสงตะเกียงสีส้มสลัวที่ลอดออกจากบ้านสกุลเสิ่นก็ถูกปิดกั้นไว้ภายในบานประตูอีกครา
เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว เซียงเจี่ยเอ๋อร์ก็นำกุ้งล่ากู่ไปแกว่งล้างในน้ำสองรอบแล้วโยนให้จุยเฟิงกินไปสองตัว เผ็ดจนจุยเฟิงมุดหัวลงไปในอ่างน้ำในลานบ้าน ส่งเสียงดังอึกๆ กลืนน้ำอึกใหญ่ กบหลายตัวที่อาศัยอยู่ในอ่าง จู่ๆ ก็มีหัวสุนัขโผล่พรวดเข้ามาในถิ่นที่อยู่ พวกมันโกรธจัดจนลุกฮือ กระโดดขึ้นไปเกาะบนหัวสุนัขพลางส่งเสียงร้องกบๆ อย่างเกรี้ยวกราด
เหลยถิงกลับสุขุมรอบคอบกว่ามาก พอเซียงเจี่ยเอ๋อร์โยนให้กิน มันดมๆ ดูก็ฉลาดพอที่จะไม่ยอมอ้าปากงับ
สติปัญญาของสุนัขแต่ละตัวช่างต่างกันลิบลับจริงๆ สินะ? ยามที่ซื้อจุยเฟิงมาคราแรก เห็นหัวกลมๆ หน้าตาดูฉลาดเฉลียวชัดๆ ไฉนยามนี้กลับไม่มีเค้าความฉลาดหลงเหลืออยู่เลยเล่า
เสิ่นเหมี่ยวขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ นางเดินกลับเข้าห้องไปรินสุราหมักข้าวมอลต์ชามใหญ่ แล้วนั่งลงร่วมวงกินอย่างเอร็ดอร่อย เซียงเจี่ยเอ๋อร์ถอดแบบมาจากนาง ไม่ค่อยกลัวเผ็ด กินอย่างเอร็ดอร่อยรื่นรมย์ เบื้องหน้านางมีเปลือกกุ้งกองพะเนินเป็นภูเขาลูกย่อมๆ ตัวนางเองกินจนมือไม้เป็นระวิง แต่ยังอุตส่าห์เจียดเวลาแกะเนื้อกุ้งใส่ชามเล็กไว้ให้เสิ่นเหมี่ยวอีกหนึ่งชาม พอเสิ่นเหมี่ยวเดินมานั่งลง เห็นเนื้อกุ้งเต็มชามก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
เฉินชวนเผ็ดจนใบหน้าแดงก่ำ ชาเย็นลูกท้อข้างมือดื่มหมดไปแล้วแก้วใหญ่ ทว่าเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ นอกจากจะพยายามเอาชนะความเผ็ดร้อนนี้แล้ว เขายังใช้ไม้จิ้มฟันแคะเนื้อหอยขมอย่างขยันขันแข็ง ไม่รู้ว่าเขากับเซียงเจี่ยเอ๋อร์นัดแนะกันไว้หรือไม่ คนหนึ่งแกะกุ้ง อีกคนแคะหอย ช่วงเวลาที่เสิ่นเหมี่ยวเดินออกไป จึงช่วยประหยัดเวลาที่นางต้องแกะเองไปได้หมด
ทว่าความสุขของการกินกุ้งล่ากู่ก็คือการได้แกะเองมิใช่หรือ!
นางแบ่งเนื้อในชามกลับคืนให้ทั้งสองคนคนละครึ่ง ให้พวกเขากินกันเอง ส่วนตัวนางคีบกุ้งล่ากู่ตัวหนึ่งขึ้นมาบีบไว้ในมือ กัดเปิดส่วนหัวกุ้งก่อน เปลือกกุ้งกรุ่นกลิ่นเครื่องเทศหอมจัดจ้าน ภายในหัวกุ้งอัดแน่นไปด้วยมันกุ้งสีทอง เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน หอมสดชื่นเทียบชั้นได้กับไข่ปลา จากนั้นก็แกะเนื้อกุ้งออกมา ใช้มือบีบข้างลำตัวกุ้งเบาๆ เปลือกกับเนื้อก็แยกออกจากกัน เพลานี้พอแกะออก เนื้อกุ้งสีชมพูอ่อนเด้งดึ๋งก็หลุดออกมาทั้งตัวอย่างสมบูรณ์ พอกัดเข้าไป ไม่มีกลิ่นคาวโคลนแม้แต่น้อย มีแต่ความสด หวาน นุ่มละมุนลิ้น
กุ้งล่ากู่ที่รักความสะอาด อร่อยกว่ากุ้งมังกรน้อยเสียอีก!
ซ้ำเปลือกยังบางกว่ากุ้งมังกรน้อย เนื้อจึงเยอะกว่า กินแล้วฟินจุใจกว่ามาก
ตามด้วยการจิบสุราหมักข้าวมอลต์แช่เย็นเจี๊ยบอีกหนึ่งอึก พอไหลลงสู่กระเพาะ ความสดชื่นซาบซ่าก็ทำให้ต้องถอนหายใจยาวออกมาด้วยความผ่อนคลายสบายตัว
ได้กินเช่นนี้ช่างสำราญใจแท้ๆ เสิ่นเหมี่ยวเริ่มใจเต้นขึ้นมา พลางจ้องมองกุ้งล่ากู่พลางคิดในใจว่า วันหลังต้องลองไปถามร้านค้าที่ส่งปลาให้นางทุกวันเสียหน่อย ดูเหมือนบ้านพวกเขาจะมีสระเลี้ยงปลาของตนเอง ไม่รู้ว่าได้เลี้ยงกุ้งล่ากู่ไว้บ้างหรือไม่? หรือเลี้ยงกุ้งชนิดอื่น รวมถึงหอยขมหรือเปล่า หากสามารถจัดหามาส่งได้อย่างสม่ำเสมอ ในช่วงฤดูร้อนได้กินอาหารมื้อเช่นนี้ จะสดชื่นสบายอารมณ์สักเพียงใด
ตลาดกลางคืนในฤดูร้อน จะขาดหอยขมและกุ้งไปได้อย่างไรกัน
วันรุ่งขึ้น ตามเวลาที่นัดหมายไว้ เสิ่นเหมี่ยวแวะไปที่ร้านแลกเงินเพื่อนำเหรียญทองแดงไปแลกเป็นทองคำและแท่งเงินก่อน จากนั้นจึงรีบมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อทำเรื่องประทับตราโอนกรรมสิทธิ์ร่วมกับเจ้าของร้าน จ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจนครบถ้วน รวมถึงค่านายหน้าของเย่าหลัวเก๋อและค่าซื้อร้านของชายชราผู้นั้น จากนั้นนางก็เฝ้ามองเสมียนอย่างใจจดใจจ่อ ยามที่เสมียนยกตราประทับขนาดใหญ่กดทาบลงบนสัญญาซื้อขายและโฉนดที่ดินอย่างหนักแน่น ร้านค้าห้องข้างๆ ก็โอนย้ายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนางอย่างเป็นทางการตามเสียงตราประทับนั้น
ชายชราส่งมอบกุญแจให้อย่างอาลัยอาวรณ์ ถอนหายใจหนึ่งครา ก่อนจะสะพายห่อเงินเดินจากไปอย่างเร่งรีบ
เย่าหลัวเก๋อยิ้มพลางประสานมือคารวะ “ยินดีกับเสิ่นเหนียงจื่อด้วยที่ได้ครอบครองเรือนงาม หากวันหน้าต้องการซื้อหาบ้านเรือนอีก เชิญมาหาข้าได้ทุกเมื่อ เช่นนั้นข้าขอตัวลาไปก่อน”
ทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เสิ่นเหมี่ยวโอบกอดโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขายบ้านไว้แนบอก เดินตัวเบาหวิวราวกับลอยได้ด้วยความปลาบปลื้ม ระหว่างทางกลับบ้าน นางจึงแวะไปหาตาเฒ่าหยางและช่างเฮ่อ ให้พวกเขานำคนมารื้อกำแพงเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา ฤกษ์ดีมิสู้ฤกษ์สะดวก วันนี้ก็ลงมือเลย!
เสิ่นเหมี่ยวกลับถึงบ้าน เก็บสัญญาไว้อย่างมิดชิด แล้วจึงไปไขกุญแจเปิดประตูร้านข้างๆ โครงสร้างด้านในคล้ายคลึงกับบ้านสกุลเสิ่น เพียงแต่ย่อมกว่าเล็กน้อย เพราะไม่มีคนอยู่อาศัยมานาน ในอากาศจึงอบอวลไปด้วยฝุ่นผงหนาทึบ เดินแต่ละก้าวทิ้งรอยเท้าไว้ชัดเจน เพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตูก็มีหยากไย่ใยแมงมุมพันติดเต็มศีรษะ
ตาเฒ่าหยางกับช่างเฮ่อมาช่วยตรวจดูด้วยกัน ทุกคนสำรวจไปรอบๆ กระเบื้องหลังคานี้ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดอย่างแน่นอน เพราะเกือบจะผุพังหมดแล้ว ผนังก็ต้องทาสีใหม่อีกรอบ มีหลายจุดที่ขึ้นรา บานประตูก็ยิ่งต้องเปลี่ยน แกนประตูด้านล่างผุไปนานแล้ว ยามผลักส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด หากไม่ระวังอาจจะพังครืนลงมาได้
ส่วนบริเวณอื่นยังนับว่าพอใช้ได้ บริเวณที่สกปรกเสิ่นเหมี่ยวสามารถทำความสะอาดเองได้ จุดที่มีฝุ่นหนาก็เพียงขัดล้างสักสองสามรอบก็ใช้ได้แล้ว เสิ่นเหมี่ยวยืนอยู่ท่ามกลางวัชพืชรกชัฏสูงเสมอเข่า แหงนหน้าขึ้นมองไปรอบๆ
มอสส์เขียวเกาะกุมผนัง รอยเชื้อราขึ้นเป็นดวงๆ หญ้ารกขึ้นชอุ่ม ทุกสิ่งที่สายตาสัมผัสล้วนดูรกร้างว่างเปล่า
ชั่วขณะหนึ่ง เสิ่นเหมี่ยวคล้ายกับได้ย้อนกลับไปในวันที่นางเพิ่งเดินทางจากจินหลิงกลับมาถึงเปี้ยนจิง นางเหยียบย่ำเศษกระเบื้องแตกเกลื่อนพื้น จนกระทั่งไปพบน้องชายและน้องสาวที่ไม่มีแม้แต่เตียงนอนจะซุกหัวอยู่ในซอกห้องครัว
ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือ ในลานเรือนนี้ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงต้นกุ้ยฮวาเก่าแก่ต้นหนึ่งที่ยังคงยืนต้นรอดชีวิตมาได้ ไม่รู้ว่ามีอายุกี่ปีแล้ว กิ่งก้านคดโค้งแข็งแกร่ง บัดนี้ยังมิใช่ช่วงเวลาออกดอก ใบเขียวชอุ่มเต็มต้นหันหน้ารับแสงตะวัน พุ่มใบหนาแน่นเขียวขจี ไม่ว่าผู้คนจะผ่านไปมากี่รุ่น มันก็ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างสง่างามที่นี่ ราวกับไม่จำเป็นต้องให้มนุษย์มารดน้ำพรวนดิน ก็สามารถเติบโตอย่างอิสระและมีความสุขได้ด้วยตนเอง
เสิ่นเหมี่ยวเขย่งปลายเท้า ยื่นมือไปลูบใบไม้สีเขียวเข้มขอบหยักฟันปลา แล้วแย้มยิ้มออกมาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
นึกไม่ถึงว่าในลานเรือนจะมีต้นไม้เก่าแก่เช่นนี้อยู่ ช่างดียิ่งนัก เดิมทีนางยังคิดจะเลียนแบบท่านซวิ่น [1] ซื้อต้นพุทราจีนสองต้นมาปลูกในลานบ้านอยู่เลย บัดนี้มิใช่พอดิบพอดีหรอกหรือ? นางคล้ายจะมองเห็นภาพในยามกลางฤดูสารท ทั่วทั้งลานเรือนจะสะพรั่งไปด้วยดอกไม้เต็มกิ่งก้าน ส่งกลิ่นหอมจรุงใจช่วยปัดเป่าไอหนาวแห่งสารทฤดูให้มลายหายไป
ยังมีขนมกุ้ยฮวา น้ำตาลกุ้ยฮวา ขนมเหนียวโมจิกุ้ยฮวา บัวลอยต้มสุราหมักกุ้ยฮวา…
แค่คิดถึงอาหารเลิศรสประจำฤดูใบไม้ร่วงเหล่านี้ น้ำลายก็แทบจะสอออกมาล่วงหน้าแล้ว
จากนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดมากอีก เสิ่นเหมี่ยวรีบไปกราบไหว้เทพเจ้าที่ดิน เลือกวันฤกษ์งามยามดี ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านหรือเรือนพักด้านหลัง ขอเพียงเป็นกำแพงที่อยู่ติดกับบ้านสกุลเสิ่นก็ทุบทะลุถึงกันทั้งหมด เพื่อรวมเรือนทั้งสองหลังเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
เรือนข้างๆ ก็มีห้องพักสามห้องเช่นกัน เพียงแต่ทิศทางต่างกันเล็กน้อย และแต่ละห้องก็มีขนาดย่อมกว่าบ้านสกุลเสิ่น เสิ่นเหมี่ยวเลือกห้องที่ใหญ่ที่สุดและมีแสงแดดส่องถึงดีที่สุดในบรรดาสามห้องนี้ให้แก่เฉินชวน ในที่สุดเขาก็มีห้องส่วนตัวของตนเองเสียที
แปลงผักก็เชื่อมต่อจากสองแปลงกลายเป็นสี่แปลง ผืนดินนี้รกร้างมานาน หลังจากแผ้วถางแล้วยังต้องหมักปุ๋ยบำรุงดินอีกพักใหญ่จึงจะปลูกพืชผักได้ ปีหน้า เสิ่นเหมี่ยวตั้งใจจะเว้นแปลงหนึ่งไว้ปลูกแตงหวาน อีกแปลงหนึ่งไว้ปลูกฟักเขียว
เดิมทีนางคิดจะปลูกแตงโม ทว่าแตงโมในยุคนี้เรียกว่า "หานกวา" เปลือกหนาเนื้อน้อย ซ้ำยังมีเส้นใยมาก เนื้อแตงผลใหญ่โตขนาดนั้น มีเพียงตรงกลางกระจิริดเดียวที่เป็นสีแดง ขอบรอบนอกล้วนเป็นใยแตงสีขาวหนาเตอะ! น้ำแตงก็น้อยนิดจนน่าใจหาย ยามกินเข้าไปยังฉ่ำน้ำสู้หัวผักกาดไม่ได้ด้วยซ้ำ!
ตอนซื้อมาคราแรก เสิ่นเหมี่ยวถึงกับสงสัยว่าฝีมือการเลือกแตงของตนเองถดถอยลงไปหรือไม่
ภายหลังนางไม่ยอมเชื่อ จึงลองซื้อมาอีกหลายหน ถึงได้ค้นพบความจริงว่า หากไม่มีคุณย่าอู๋หมิงจูทุ่มเทแรงกายแรงใจพัฒนาสายพันธุ์ชั้นยอดแล้วไซร้ แตงโมของยุคต้าซ่งนี้ มันช่างเกิดมาไม่อร่อยเอาเสียเลยแต่กำเนิด!
ณ ที่แห่งนี้ ในฤดูร้อนอันอบอ้าว นางไม่อาจได้ลิ้มรสแตงในฝันที่เพิ่งสาวขึ้นมาจากบ่อน้ำ ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยดน้ำ เพียงกรีดมีดลงไปเบาๆ ก็ส่งเสียง "เปรี๊ยะ" ปริแตกออก เปลือกแตงบางเขียวสด เนื้อแตงกรอบสีแดงก่ำ ซ้ำยังมีไอเย็นลอยอวลออกมาได้อีกแล้ว
นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เสิ่นเหมี่ยวรู้สึกปวดใจยิ่งนักจริงๆ
โชคดีที่แตงหวานในยุคนี้ยังพอกู้หน้าได้บ้าง เปลือกบางเนื้อหวาน ซ้ำยังมีกลิ่นหอม รูปร่างหน้าตาคล้ายกับแตงหยางเจี่ยวมีในยุคหลัง มีสีเขียวสดใสแลดูน่าเอ็นดู ยิ่งไปกว่านั้น ป้าสะใภ้กู้ยังบอกว่า แตงหวานในหนึ่งฤดูสามารถออกผลได้หลายรุ่น บ้านนางก็ปลูกไว้ ในช่วงฤดูร้อนพอแตงสุก ทุกวันจะกินกันจนเม็ดแตงแทบจะติดพุง
พอได้ยินว่าเสิ่นเหมี่ยวอยากปลูกแตง ป้าสะใภ้กู้ก็เด็ดแตงหวานที่สุกกำลังดีสี่ห้าผลจากบ้านมาให้ ทั้งยังมอบเมล็ดพันธุ์ให้นางอีกหนึ่งห่อ
เสิ่นเหมี่ยวหาตะกร้ามาหนึ่งใบ ให้เซียงเจี่ยเอ๋อร์นำแตงหวานไปแขวนแช่ไว้ในบ่อน้ำที่ห้องสรงน้ำ ส่วนเมล็ดพันธุ์ทำได้เพียงเตรียมไว้ปลูกในปีหน้า "ก่อนหลังเทศกาลชิงหมิง ปลูกแตงหยอดถั่ว" บัดนี้เลยฤดูกาลเพาะปลูกมาแล้ว ทว่าเรื่องทำอาหารนางนับเป็นยอดฝีมือ แต่การปลูกผักกลับธรรมดายิ่งนัก ความปรารถนาที่ว่า "ปลูกแตงย่อมได้แตง" ย่อมงดงามเสมอ ค่อยรอดูต่อไปว่าวันหน้าจะปลูกรอดหรือไม่!
ในบ้านกำลังเจาะทุบกำแพง ฝุ่นผงคลุ้งกระจาย เสียงค้อนทุบดังโครมคราม หน้าร้านจึงไม่อาจเปิดทำการค้าได้ รถเข็นแผงลอยคันเล็กจึงได้นำกลับมาใช้อีกครั้ง
หยุดพักกิจการหรือ? คนที่อยู่นิ่งเฉยเพียงครึ่งวันก็คันยุบยิบไปทั้งตัวอย่างเสิ่นเหมี่ยว ไม่มีทางหยุดพักกิจการเป็นอันขาด
ขนมปังแถวถั่วแดงและเสี่ยวหลงเปากลับมาวางขายอีกครั้ง เซียงเจี่ยเอ๋อร์รับหน้าที่เป็นคนขาย ส่วนเฉินชวนรับหน้าที่เป็นคนเก็บเงิน ทั้งคู่ขายกันอย่างขะมักเขม้น เด็กทั้งสองคนเฝ้าแผงค้าขายอยู่หน้าประตูบ้าน เสิ่นเหมี่ยวจึงสะพายกระเป๋าผ้า เดินทอดน่องไปยังตลาดค้าแรงงานอย่างสบายอารมณ์
ร้านขยายใหญ่ขึ้นหนึ่งเท่าตัว ปริมาณลูกค้าที่รองรับได้ก็จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทันที นางต้องการผู้ช่วยในครัว คนงานจิปาถะ และเด็กเสิร์ฟหน้าร้าน
ผู้ช่วยในครัวต้องทำงานเคียงข้างนาง คอยช่วยหั่นผักสับเนื้อ หรือแม้แต่ทำแป้งหมี่อย่างง่ายๆ ในห้องครัวเดียวกันย่อมไม่มีความลับ ป้าสะใภ้กู้พูดถูก ในสถานการณ์เช่นนี้ การจ้างลูกจ้างชั่วคราวย่อมใช้ไม่ได้ผล นางทำได้เพียงซื้อตัวคนมาเท่านั้น
นี่คือลักษณะเฉพาะที่ยุคสมัยสร้างขึ้น เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม นางย่อมต้องปรับตัวให้เข้ากับมัน
หลายครั้งความรู้สึกต่อต้านในใจที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มักเกิดจากความไม่คุ้นเคย เสิ่นเหมี่ยวเดินสำรวจในตลาดค้าแรงงานอยู่สองรอบ เพียงแค่มองดู ไม่เอ่ยถาม และไม่ตอบรับการชักชวนของนายหน้าค้ามนุษย์ เมื่อสังเกตจนเข้าใจกระจ่างในใจแล้ว จึงมองหาสำนักนายหน้าหยาเป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แล้วก้าวเดินเข้าไปสอบถาม
ในยุคต้าซ่งเพลานี้ กฎเกณฑ์การค้าขายคนค่อนข้างแตกต่างจากราชวงศ์อื่นอยู่มาก
ทางการสั่งห้ามมิให้กักตุนซื้อทาสเป็นจำนวนมาก การซื้อคนในแต่ละครั้งมีข้อจำกัดด้านจำนวนคน ซ้ำการซื้อคนยังแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ แบบมีกำหนดระยะเวลา และแบบซื้อขาดตลอดชีวิต ราคาของทั้งสองแบบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทว่าทั้งสองกรณีล้วนต้องทำหนังสือสัญญา และนายหน้าหยาเป่าจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่มาของบ่าวไพร่เป็นไปด้วยความสมัครใจและถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามลักพาตัวหรือค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด
ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ล้วนห้ามมิให้ทารุณกรรม ทำร้ายจนถึงแก่ความตาย หรือลงโทษบ่าวไพร่ด้วยทัณฑ์ทรมานอย่างเด็ดขาด หากนายจ้างถูกตรวจสอบพบว่าเจตนาสังหารบ่าวไพร่ที่ว่าจ้างมานานกว่าห้าปี จะต้องถูกเนรเทศเป็นระยะทางสามพันลี้ หากสังหารบ่าวไพร่ที่ว่าจ้างไม่ถึงห้าปี จะถูกตัดสินโทษเทียบเท่าการสังหารราษฎรผู้บริสุทธิ์ ต้องรับโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ "สังหารบ่าวชายคนรับใช้สตรีโดยพลการ ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต" ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากถูกนายจ้างซื้อตัวไปแล้ว หากมีเหตุจำเป็นพิเศษ บ่าวไพร่ยังสามารถขอยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดเพื่อ "คืนสู่เหย้า" ได้อีกด้วย
ดังนั้นเมื่อเสิ่นเหมี่ยวก้าวเข้าไปเพื่อต้องการซื้อคน นายหน้าหยาเป่าจึงต้อนรับขับสู้ด้วยความกระตือรือร้นทว่าสำรวมมีมารยาทยิ่ง ภายในสำนักนายหน้าจัดตกแต่งไว้อย่างภูมิฐาน ครั้นได้ยินความต้องการของเสิ่นเหมี่ยวว่า “ไม่จำกัดชายหญิง ขอเพียงเป็นคนหนุ่มสาวร่างกายแข็งแรง หนึ่งคนต้องรู้เรื่องงานครัวเป็นอย่างดี หนึ่งคนต้องมือเท้าคล่องแคล่วขยันขันแข็ง และอีกหนึ่งคนต้องวาจาฉะฉานความจำดีเยี่ยม” นายหน้าก็ตอบรับอย่างรวดเร็ว สั่งให้คนยกน้ำชามาบริการ เชิญให้นางนั่งพักรอสักครู่ แล้วจึงก้มหน้าก้มตาเปิดพลิกสมุดทะเบียน พลางอธิบายว่า “ช่วงนี้มีผู้ลี้ภัยหนีมาจากฉินโจวเป็นจำนวนมาก เหนียงจื่อโปรดรอสักครู่เถิด ข้าจะช่วยค้นหาดูให้ละเอียดถี่ถ้วน หาคนที่ซื่อสัตย์และจัดการงานครัวเป็นให้เหนียงจื่อสักสองสามคน”
ค้นหาอยู่พักใหญ่ เมื่อได้ตัวเลือกที่เหมาะสมแล้ว นายหน้าหยาเป่าจึงพานางเดินไปยังลานเรือนด้านหลัง ลานเรือนแห่งนี้กว้างขวางใหญ่โตยิ่งนัก ทั่วทั้งลานมีบ่าวไพร่ถูกผูกร้อยเรียงด้วยเชือกนั่งยองๆ อยู่ตามมุมต่างๆ ส่วนใหญ่ล้วนผอมดำ เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง นายหน้าหยาเป่าคล้ายจะเกรงว่าภาพเหล่านี้จะทำให้ระคายเคืองสายตาของเสิ่นเหมี่ยว จึงรีบเอ่ยชี้แจงว่า “คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ลี้ภัย เพิ่งรับตัวมาจากไช่โจว ยังมิได้จัดการอาบน้ำชำระร่างกายให้เรียบร้อย ที่ต้องมัดไว้เช่นนี้ก็จนปัญญาจริงๆ ขอรับ คนพาลบางคนชอบกินสองทาง ครอบครัวรับเงินไปแล้ว ตัวมันกลับหันหลังแอบหลบหนีไป เอาตัวเองเร่ขายถึงสี่ห้ารอบ คอยจ้องแต่จะหลอกลวงพวกนายหน้าค้าคนที่ทำตามกฎเกณฑ์อย่างพวกเรา ด้วยเหตุนี้จึงต้องมัดไว้ให้แน่นหนา มิเช่นนั้นพวกเราคงต้องอดอยากกินลมตะวันตกเฉียงเหนือกันพอดีมิใช่หรือ?”
เสิ่นเหมี่ยวแสดงความเข้าใจ
นายหน้าหยาเป่ายิ้มพลางกล่าวว่า “คนพวกที่ยุ่งเหยิงเหล่านี้ ผู้น้อยจะไม่พาเหนียงจื่อไปดูให้เสียสายตาหรอกขอรับ ผู้น้อยดูจากอุปนิสัยใจคอของเหนียงจื่อแล้ว ย่อมต้องการคนดีๆ ทางที่ดีต้องเคยปรนนิบัติดูแลเจ้านายมาก่อน รู้กฎระเบียบ สามารถลงมือทำงานได้ทันที ถูกต้องหรือไม่ขอรับ?”
เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้า ทว่ายังคงสำทับเสริมอีกประโยค “ต้องมีภูมิหลังครอบครัวที่ขาวสะอาดด้วยนะ อย่าให้ประเภทที่บ้านยังมีเรื่องยุ่งเหยิงรุงรัง คอยวิ่งมาหาเรื่องก่อกวนไม่เว้นแต่ละวัน แบบนั้นข้าไม่เอา หรือคนที่เคยทำความผิดเรื่องลักขโมย เล่นการพนัน รังแกสตรี จนถูกเจ้านายคนก่อนขายทอดตลาด คนที่ความประพฤติเสื่อมทรามชั่วช้า ข้าก็ไม่เอาโดยเด็ดขาด”
นายหน้าหยาเป่าตบอกรับประกัน “เหนียงจื่อโปรดวางใจ ผู้น้อยมิกล้าทุบป้ายชื่อเสียงร้านของตนเองหรอกขอรับ”
ว่าแล้วก็นำเสิ่นเหมี่ยวเดินเข้าไปในห้องด้านใน บ่าวไพร่ที่ถูกขังอยู่ภายในห้องนี้ล้วนเป็นคนหนุ่มสาววัยสิบห้าสิบหกถึงสามสิบปี รูปร่างหน้าตาดูภูมิฐานเรียบร้อยกว่ามาก ไม่มีผู้ใดที่หน้าเหลืองซูบผอมจนดูไม่ได้ แม้เสื้อผ้าบนเรือนกายจะทำจากผ้าเนื้อหยาบ มีรอยปะชุนอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็สะอาดสะอ้านเรียบร้อยดี มีเพียงบางคนที่ไม่มีรองเท้าสวม ต้องยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้นห้อง
บริเวณคอเสื้อด้านหลังของพวกเขายังคงเสียบก้านหญ้าสำหรับรอการขายเอาไว้
“เจ้า! แล้วก็เจ้า! ออกมา!”
นายหน้าหยาเป่าชี้ไปยังชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบกว่าปีคนหนึ่ง แล้วชี้ไปยังชายร่างสูงโปร่งอายุราวๆ ยี่สิบปีอีกคนหนึ่ง พาทั้งสองคนมาหยุดยืนตรงหน้าเสิ่นเหมี่ยว ก่อนอื่นให้พวกเขายิงฟันเพื่อตรวจดูสุขภาพฟัน จากนั้นให้ก้มศีรษะลงตรวจดูเส้นผม ตลอดจนตรวจดูเล็บมือเล็บเท้า แล้วจึงยิ้มพลางกล่าวว่า
“ท่านดูสิขอรับ สองคนนี้กระดูกกระเดี้ยวแข็งแรงกำยำ แผ่นหลังเหยียดตรง ฟันก็ดีเลิศ ท่านดูมือเท้าสิ มือใหญ่เท้าโตมีเรี่ยวมีแรงเป็นบ้า! ท่านอย่าได้เห็นว่าตอนนี้พวกเขาดูผอมเชียว นั่นเพราะหิวโหยขอรับ! ได้กินข้าวอิ่มสักสองสามมื้อ เนื้อหนังก็จะงอกเงยขึ้นมาทันตาเห็น ท่านดูสิ คนที่อายุมากหน่อยคนนี้เดิมทีเป็นพ่อครัว เจ้านายของเขาทำความผิดจนถูกเนรเทศไปยังหลิ่งหนาน บ่าวไพร่ในเรือนจึงถูกปลดปล่อยแยกย้าย ถึงได้ตกอับมาอยู่ที่นี่ ส่วนคนหนุ่มคนนี้ บ้านเดิมอยู่แถบเยี่ยนซานฝู่ลู่ ข้ามแม่น้ำไปก็เป็นดินแดนของแคว้นเหลียวแล้ว พอถึงฤดูหนาวก็จะมีทหารม้าชาวเหลียวข้ามมาปล้นสะดมหาผลประโยชน์เข่นฆ่าผู้คน ครอบครัวเขาจึงต้องอพยพหลบหนีลึกเข้ามา ผลปรากฏว่าระหว่างทางบิดาล้มป่วยตายลง แม่เลี้ยงจึงปรึกษาหารือกับเขา ขอขายตัวเขาเพื่อแลกเงินไปเลี้ยงดูน้องชายและน้องสาว ฝีมือมีดของเขายอดเยี่ยมยิ่งนัก เดิมทีครอบครัวเคยรับจ้างเชือดสุนัขและเชือดแพะ เอ้า เจ้าหนุ่ม เจ้าเคยบอกมิใช่หรือว่าเจ้าใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็ถลกหนังแพะได้ทั้งผืน?”
ชายหนุ่มร่างสูงรีบพยักหน้ารับ “ขอรับ”
นายหน้าหยาเป่าจึงหันไปกระทุ้งชายวัยกลางคนผู้นั้นเบาๆ “เจ้าก็พูดสิ เจ้าเป็นพ่อครัวมิใช่หรือ เจ้าทำอะไรเป็นบ้าง?”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นถือดีว่าตนเองเคยปรนนิบัติรับใช้ในจวนขุนนางมาก่อน ครั้นเห็นว่าเป็นเหนียงจื่อน้อยชาวบ้านตลาดร้านตลาดอย่างเสิ่นเหมี่ยวจะมาซื้อตน ด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าตนเองมีปัญญาความสามารถแต่กลับตกต่ำจนน่าคับแค้นใจ แต่อีกด้านหนึ่งก็เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ “ตัวข้าเจนจัดทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่บินอยู่บนฟ้า หรือแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำ ข้าล้วนทำเป็นทั้งสิ้น”
นายหน้าหยาเป่าเป็นคนร่างเตี้ย จึงกระโดดตัวลอยเอาสมุดทะเบียนบ่าวฟาดหัวเขาเผียะใหญ่ “เจ้าบ่าวสารเลว ช่างกล้าพูดไม่อายปาก! เจ้านายของเจ้าเป็นเพียงเสมียนขุนนางชั้นเก้าตัวเล็กๆ เดือนหนึ่งยังหาเงินไม่ได้ถึงยี่สิบก้วนด้วยซ้ำ เจ้ามาคุยโวโอ้อวดอะไรที่นี่ พูดความจริงมา เดี๋ยวจะโดนตีอีกรอบ!”
ถูกตีเข้าไปทีหนึ่งก็ยอมเปิดปากสารภาพตามตรงทันที “ความจริง… ข้าทำเป็นแค่ห่อเกี๊ยวน้ำ แล้วก็ตุ๋นไก่ขอรับ”
นายหน้าหยาเป่าจึงหันมาสบตากับเสิ่นเหมี่ยวด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความหวัง “เสิ่นเหนียงจื่อคิดว่าสองคนนี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ? บ่าวไพร่ที่ชำนาญเรื่องงานครัวมีไม่มากนัก เมื่อวานนี้ยังมีคนมาสอบถามถึงสองคนนี้อยู่เลย มีคนต้องการตัวมิน้อย หากท่านถูกตาต้องใจ ควรรีบทำสัญญาตกลงกันทันที มิเช่นนั้นเกรงว่าในวันพรุ่งนี้จะไม่มีคนดีๆ เช่นนี้หลงเหลืออยู่อีกแล้ว”
เสิ่นเหมี่ยวยังคงสงวนท่าที บอกว่าต้องการขอดูคนอื่นเพิ่มเติม นายหน้าหยาเป่าจึงพานางไปดูฝ่ายหญิงบ้าง ที่นั่นก็มีแม่ครัวอยู่เช่นกัน ทว่ามีจำนวนน้อยกว่ามาก ซ้ำอายุยังมากถึงสี่สิบห้าสิบปีแล้ว ทว่านางกลับสะดุดตากับเด็กสาวคนหนึ่งที่แลดูเฉลียวฉลาดปราดเปรียว แม้เด็กสาวคนนี้จะทำกับข้าวไม่เป็น แต่กลับมีดวงตาเรียวยาวดั่งตาหงส์ ริมฝีปากบางเฉียบ เพียงเปิดปากก็สามารถท่องเอ่ยชื่อกับข้าวได้หลายสิบอย่างติดต่อกันโดยไม่ติดขัดแม้แต่น้อย
อายุเพิ่งจะสิบห้าปี ทว่าใจกล้าบ้าบิ่นนัก แม้จะอยู่ในสำนักนายหน้าค้าทาส ก็ยังกล้าเอ่ยเงื่อนไขกับเสิ่นเหมี่ยว “หากเหนียงจื่อจะซื้อข้า ข้าจะทำสัญญากับเหนียงจื่อเพียงสิบปีเท่านั้น เมื่อเก็บหอมรอมริบเงินทองได้แล้ว ข้าจะขอกลับคืนสู่เหย้า หากเหนียงจื่อยินยอมเขียนข้อตกลงนี้ลงในหนังสือสัญญา ข้าถึงจะยอมติดตามเหนียงจื่อไป”
เมื่อเสิ่นเหมี่ยวดูจนครบถ้วนแล้ว จึงนั่งลงเจรจาต่อรองอย่างละเอียดกับนายหน้าหยาเป่า
ในเพลานี้ นายหน้าหยาเป่ายังหารู้ไม่ว่า เหนียงจื่อน้อยหน้าตานุ่มนวลสะสวยผู้นี้จะมีฝีปากในการต่อรองที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ ประเดี๋ยวก็ “ตัวข้าเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ท่านจะไม่คิดให้ถูกลงหน่อยหรือ?” ประเดี๋ยวก็ “ข้าซื้อรวดเดียวถึงสามคน ท่านไม่คิดราคาเหมารวมพิเศษให้หน่อยหรือ? ท่านกระซิบบอกข้าเบาๆ ก็ได้ ข้ารับรองว่าจะไม่บอกใครเป็นอันขาด!” แล้วประเดี๋ยวก็ “ไม่เป็นไรหรอก หากท่านไม่ตกลง ข้าไปถามร้านอื่นดูก็เหมือนกัน การค้าขายไม่ได้ แต่น้ำใจไมตรีและความสัมพันธ์อันดียังคงอยู่ ลาก่อน!”
นายหน้าหยาเป่าตกใจรีบวิ่งตามไปรั้งตัวนางกลับมา ท้ายที่สุดหลังจากดึงดันยื้อยุด ถ้อยทีถ้อยอาศัยยอมผ่อนปรนให้กัน เสิ่นเหมี่ยวก็ได้ซื้อตัวคนทั้งสามคนนี้ไว้ในที่สุด เด็กสาวคนนั้นมีชื่อว่าอาเถาพอดี เป็นสัญญาจ้างระยะเวลาสิบปี นับเป็นการว่าจ้างลูกจ้างระยะยาว นายหน้าหยาเป่าคิดค่านายหน้าเพียงห้าร้อยอีแปะ หลังจากนั้นเสิ่นเหมี่ยวเพียงจ่ายค่าจ้างให้อาเถาเดือนละสามเฉียนก็เป็นอันเรียบร้อย
ส่วนชายวัยกลางคนชื่อว่าฝูซิง ชายร่างสูงโปร่งชื่อว่าถังเอ้อร์ พวกเขามีราคาคนละสิบสองตำลึง เสิ่นเหมี่ยวจ่ายเงินซื้อขาดตลอดชีวิตไป หลังจากดำเนินเรื่องทำสัญญาตามขั้นตอนเสร็จสิ้น เสิ่นเหมี่ยวจึงนัดแนะกับนายหน้าหยาเป่าไว้ว่า อีกสองสามวันเมื่อจัดเตรียมบ้านเรือนเรียบร้อยแล้วจะมารับตัวพวกเขาไป
เมื่อคลี่คลายปัญหาเรื่องร้านค้าและกำลังคนได้แล้ว เสิ่นเหมี่ยวนับว่าได้ก้าวหน้าไปอีกก้าวใหญ่เพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่ของตน จากตัวคนเดียวที่เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงอย่างโดดเดี่ยวในวันวาน บัดนี้นางมีทั้งครอบครัว มีร้านค้าที่กว้างขวางใหญ่โตขึ้น ซ้ำยังมี “คนงาน” ของตนเองแล้ว แม้จะยังไม่รู้อนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไร ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะจุดประกายความหวังอันเจิดจ้าให้ลุกโชติช่วงขึ้นในหัวใจได้แล้ว
นางเดินไปบนท้องถนนอย่างเบิกบานใจ ซื้อเป็ดย่างมาหนึ่งตัวเพื่อเฉลิมฉลอง
ชาวซ่งยังไม่รู้จักวิธีกินเป็ดย่างปักกิ่ง เป็ดย่างในยุคนี้คือการนำเป็ดไปนึ่งให้สุกก่อน จากนั้นจึงทาด้วยน้ำมันเงาใส แล้วนำขึ้นไปย่างบนเตาถ่านไฟ รสชาติจึงแตกต่างจากเป็ดย่างปักกิ่งอยู่มากโข ย่อมไม่มีการนำมาห่อด้วยต้นหอม แตงกวา และแผ่นแป้งใบบัว ยิ่งไม่เคยกินคู่กับซอสหวาน
ทว่าเสิ่นเหมี่ยวยังคงอยากกินเป็ดย่าง จึงซื้อกลับมาหนึ่งตัว ตั้งใจว่าจะกลับไปทำแผ่นแป้งเอง ซอยต้นหอมและแตงกวาเป็นเส้นบางๆ แล่เนื้อเป็ดออกมา แล้วนำโครงเป็ดไปทอดกรอบ แม้จะไม่อาจเทียบเคียงกับเป็ดย่างเตาแขวนในยุคหลังที่มีหนังเป็ดกรอบเกรียมจนหยดน้ำมันเยิ้มและเนื้อเป็ดชุ่มฉ่ำนุ่มลิ้น ทว่าก็น่าจะพอกล่อมแกล้มทดแทนแก้ขัดไปได้
เอ๊ะ? พอนึกถึงตรงนี้ขึ้นมา ไฉนนางไม่ทำเป็ดย่างเองเสียเลยเล่า! ฉวยโอกาสที่ช่างเฮ่อกำลังก่อกำแพงให้นาง วานให้เขาก่อเตาย่างเป็ดแบบเตาแขวนขึ้นมาเสียเลยมิดีกว่าหรือ? มิเช่นนั้นยามที่ปากอยากกินขึ้นมาแล้วไม่ได้กิน คงจะทรมานใจน่าดู! เป็ดย่างปักกิ่งในอดีตก็เรียกว่าเป็ดย่างเตาแขวน ต้องใช้เตาก่ออิฐขนาดใหญ่ทรงกลมป่องตรงกลางและคอดตรงปากคล้ายกับโอ่งน้ำ ด้านล่างของเตามีช่องระบายลมและช่องทางเดินไฟเพื่อใช้ปรับระดับความแรงของไฟ
ในอนาคต ตลาดกลางคืนจะชูโรงด้วยปลาเผาและกุ้งล่ากู่ ส่วนเวลากลางวันจะขายทังปิ่งเป็นอาหารจานหลัก กับข้าวเคียงก็ทำในจำนวนจำกัด จะได้ไม่แย่งความโดดเด่นของอาหารจานหลัก ทั้งยังเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายขึ้น นอกจากเนื้อตุ๋นพะโล้แล้ว ยังสามารถเพิ่มเป็ดย่างขึ้นมาได้อีกหนึ่งอย่าง!
ยิ่งไปกว่านั้น เป็ดย่างต้องห่อด้วยแผ่นแป้ง ก็นับเป็นอาหารประเภท “แป้ง” เหมือนกัน ในเมื่อที่ร้านมี “ทังปิ่งจ้าเจี้ยงสูตรโบราณเยี่ยนโจว” แล้ว จะขาด “เป็ดย่างม้วนแป้งสูตรโบราณเยี่ยนโจว” ไปได้อย่างไร? พอถึงฤดูหนาว ยังสามารถเพิ่มรายการอาหาร “เนื้อแพะจุ่มหม้อไฟสูตรโบราณเยี่ยนโจว” เข้าไปได้อีก!
น่าเสียดายที่เนื้อวัวหายากยิ่ง เครื่องในวัวก็ดูเหมือนจะหาได้ยาก ต้นทุนสูงลิบลิ่ว มิเช่นนั้นนางคงต้องจัด “กระเพาะลวกสะดุ้งน้ำมันสูตรโบราณเยี่ยนโจว” อีกสักจาน เช่นนั้นถึงจะเรียกได้ว่าขูดรีดเอาของอร่อยแห่งเยี่ยนโจวทั้งหมด (เสิ่นเหมี่ยวตัดน้ำเต้าหู้หมักโต้วจือทิ้งไปอย่างเด็ดขาดแล้ว) ออกมาจนหมดเปลือก
สรุปแล้ว เสิ่นเหมี่ยวก็ยอมให้อภัยความตะกละในใจตนเองที่อยากกินเป็ดย่างจนถึงขั้นต้องก่อเตาใหม่แต่โดยดี นางแทบจะอดรนทนไม่ไหวที่จะรีบกลับไปบอกให้ช่างเฮ่อช่วยก่อเตาอบทรงกลมขนาดใหญ่หลังใหม่ขึ้นมา ไม่รู้ว่าในมือเขามีอิฐทนไฟคุณภาพดีหรือไม่ มิเช่นนั้นคงไม่อาจก่อเตาเช่นนี้ขึ้นมาได้
ชีวิตความเป็นอยู่ของนางดำเนินไปอย่างเจริญรุ่งเรืองสดใส เปี่ยมด้วยความหวังและอาหารเลิศรส ทว่าครอบครัวของหรงต้าหลางที่แวะพักชั่วคราวอยู่ในโรงเตี๊ยม ณ ตำบลเฉินเฉียว ชานเมืองเปี้ยนจิงซึ่งห่างออกไปยี่สิบลี้ กลับกำลังเผชิญหน้ากับความล้มเหลวอย่างจัง
ตำบลเฉินเฉียวแห่งนี้ ก็คือถิ่นกำเนิดอำนาจและดินแดนแห่งมังกรผงาด ที่ซ่งไท่จู่ จ้าวควงอิ้น ทรงก่อ “การแปรพักตร์ที่ตำบลเฉินเฉียว” [2] จนนำไปสู่เหตุการณ์ “สวมฉลองพระองค์มังกรสีเหลือง” สถาปนาราชวงศ์ซ่ง ด้วยเหตุนี้ ตำบลแห่งนี้จึงเจริญรุ่งเรืองกว่าบริเวณโดยรอบ ขุนนางจำนวนมากต่างก็นิยมมาซื้อเรือนพักตากอากาศไว้ที่นี่ เพื่อหวังจะได้รับไอพลังมังกรของกวนเจียพระองค์ก่อนบ้าง!
ทว่าเรื่องราวเหล่านี้ล้วนมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับหรงต้าหลางเลยแม้แต่น้อย
เขาตีสีหน้าบึ้งตึงทะมึน แอบซุกซ่อนบทกวีและบทความนโยบายการปกครองที่เพิ่งถูกคนโยนทิ้งลงพื้นและเหยียบซ้ำอยู่หลายทีไว้แนบอก ก้าวเดินออกจากประตูด้านข้างของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านสกุลเจิ้งแห่งตำบลเฉินเฉียว เขาจูงลาที่ผูกไว้ข้างประตู เดินเลียบคันนาอย่างเงียบงันมุ่งหน้ากลับสู่ตัวตำบล ในหูคล้ายยังแว่วเสียงเย้ยหยันถากถางของท่านผู้เฒ่าเจิ้งผู้เป็นลุงแซ่เดียวกันสายห่างๆ ของเจิ้งซื่อดังสะท้อนก้องอยู่:
“บทความของเจ้าช่างไร้จิตวิญญาณสิ้นดี แม้แต่การหยิบยกบทกวีและคัมภีร์โบราณมาอ้างอิงก็ยังใช้ไม่เป็น ยังจะหวังสอบผ่านการสอบเจี่ยซื่อได้เป็นจวี่เหรินอีกรึ? เจ้าสอบติดซิ่วไฉมาได้ ผู้เฒ่าอย่างข้ายังรู้สึกประหลาดใจนัก! แม้ข้าจะเกษียณอายุละทิ้งวงราชการมานานหลายปี แต่ก็ยังทนมองคนประจบสอพลอแสวงหาผลประโยชน์อย่างไร้ยางอายเช่นเจ้าไม่ได้ เจ้าดูสิว่าเจ้าเขียนสิ่งบัดซบอันใดออกมา? บทกวีและบทความย่อมสะท้อนจิตใจของผู้เขียน เจ้า… เจ้ามีแต่ความโลภในลาภยศสรรเสริญเต็มสมอง ร่ำเรียนตำรามิได้ทำเพื่อราษฎร มิได้ทำเพื่อคุณธรรมความถูกต้อง! เจ้าทำเพียงเพื่อหมวกขุนนางใบเดียวเท่านั้น เจ้ายังคู่ควรที่จะเรียกตนเองว่าผู้คงแก่เรียนอยู่อีกรึ? ไสหัวไป! ออกไปให้พ้น! อย่าได้มาทำให้ผืนดินของข้าต้องแปดเปื้อน!”
เจิ้งเสวียอวี้แม้จะเป็นเพียงขุนนางฝ่ายการศึกษาระดับแปดอยู่ที่หมิงโจว ทว่าคนในตระกูลจำนวนไม่น้อยต่างรับราชการอยู่ในเมืองหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุงที่นับญาติต่างสายกันคนหนึ่ง เคยดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสาม ทว่าด้วยความเจ็บป่วยจึงได้ทูลขอเกษียณอายุราชการ กลับมาพำนักอย่างสันโดษอยู่ที่ตำบลเฉินเฉียว
ทว่าเขามีศิษย์และข้าราชบริพารเก่าแก่มากมาย ในการสอบรอบฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ผู้ว่าการเมืองหมิงโจวที่ทำหน้าที่ควบคุมการสอบเจี่ยซื่อ ก็เคยเป็นลูกศิษย์ของเขามาก่อน หรงต้าหลางจึงคิดพึ่งพาบารมีโดยพาเจิ้งซื่อผู้เป็นภรรยาเดินทางมาหาช่องทาง หากสามารถให้ท่านผู้เฒ่าผู้นี้ส่งจดหมายฝากฝังไปสักหนึ่งฉบับ เขายังจะต้องตรากตรำอ่านหนังสือถึงเพียงนี้อยู่อีกหรือ? ขอเพียงผ่านการสอบเจี่ยซื่อไปได้ ก็จะมีสิทธิ์เข้าสอบเสิ่งซื่อในเมืองหลวง เท่ากับได้ก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในชั่วพริบตาเดียว!
ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า เฒ่าชราขี้โรคผู้นั้นอ้าปากหุบปากก็มีแต่อุดมการณ์และคุณธรรมอันสูงส่ง ช่างไม่รู้ประสีประสาถึงความทุกข์ยากของมนุษย์เอาเสียเลย! สีหน้าของหรงต้าหลางยิ่งทวีความอำมหิต ในใจก่นด่าแช่งชักหักกระดูกให้ผู้เฒ่าเจิ้งผู้นั้นรีบๆ ป่วยตายไปเสียเร็วๆ! แม้แต่สามีของคนในตระกูลตนเองก็ยังไม่ยอมเกื้อหนุน ช่างตระหนี่ถี่เหนียวเป็นที่สุด!
เขาเดินดุ่มๆ ด้วยความเดือดดาล เตะต้นไม้เตะก้อนหินระบายอารมณ์ไปตลอดทาง จนกระทั่งย่างเท้าเข้าสู่ตัวตำบลเฉินเฉียว จึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาดูสุภาพนุ่มนวลและมีมารยาทอีกครั้ง พอพบเด็กน้อยขายดอกไม้ป่าคนหนึ่ง จึงซื้อดอกไม้สดที่มีหยดน้ำค้างเกาะพราวมาหนึ่งตะกร้า ครั้นคิดดูอีกนิด ก็เลี้ยวไปที่ร้านขนม ซื้อขนมข้าวเหนียวหลงจิ่งมาอีกหนึ่งกล่อง
เจิ้งซื่อภรรยาใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้ามาผู้นี้ ก็เป็นคนประเภทที่ไม่รู้จักความยากลำบากของชีวิต ไม่รู้ว่าฟืนและข้าวนั้นมีราคาแพง นางไม่ชอบขนมที่มันเยิ้มเลี่ยน ทว่าโปรดปรานขนมที่นำผงชาหลงจิ่งมาบดละเอียดแล้วคลุกเคล้าทำร่วมกับแป้งข้าวเหนียวเช่นนี้ที่สุด บอกว่ายามกินจะให้ความรู้สึกสูงส่งบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอมสะอาด
ของที่ต้องกินกลืนลงกระเพาะ ยังจะมาเสแสร้งว่าสูงส่งบริสุทธิ์อันใดกัน? หรงต้าหลางเหยียดหยามอยู่ในใจ ทว่าเบื้องหน้ากลับแสร้งทำเป็นเอาอกเอาใจเป็นอย่างดี
เมื่อก้าวเข้าสู่โรงเตี๊ยม ก่อนอื่นเขาแวะไปยังห้องข้างๆ เพื่อคารวะไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของมารดา หรงต้าเหนียงผู้เป็นมารดามีสีหน้าบึ้งตึงบ่นพึมพำไม่หยุดหย่อน หรงต้าหลางต้องเอ่ยปลอบประโลมอยู่นานสองนาน ทั้งยังสาบานเป็นมั่นเหมาะว่าหากวันหน้าสอบติด จะปล่อยให้มารดาตั้งกฎเกณฑ์อบรมสั่งสอนลูกสะใภ้อย่างไรก็ได้ตามใจชอบ ทว่าบัดนี้ต้องอดทนอดกลั้นเอาไว้ก่อนเป็นอันขาด อย่าให้เสียการใหญ่ของเขา
“ท่านแม่ เจิ้งซื่อผู้นี้ไม่เหมือนกับนังเสิ่นซื่อ ในอดีตนังเสิ่นซื่อเป็นฝ่ายปีนป่ายขึ้นมาเกาะพวกเรา ทว่าบัดนี้เป็นพวกเราที่ต้องพึ่งพาบารมีของตระกูลพวกนาง ย่อมต้องอดทนอดกลั้นเอาไว้บ้างขอรับ” หรงต้าหลางโอบไหล่หรงต้าเหนียงพลางเอ่ยเกลี้ยกล่อมเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่อย่าได้ชักสีหน้าใส่เจิ้งซื่อเลย อดทนอีกสักนิดเถิด รอให้ลูกสอบติด ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางเมื่อใด วันหน้านางก็ยังคงต้องเป็นลูกสะใภ้คอยก้มหัวรับใช้ท่านแม่อยู่ดี”
หลังจากปลอบประโลมมารดาจนสงบลงแล้ว เขาก็รีบผละออกไป ผลักบานประตูห้องข้างๆ เข้าไป ก็แลเห็นเจิ้งซื่อนั่งอยู่ข้างขอบเตียง กำลังก้มหน้าก้มตาปักผ้าอยู่ ครั้นเห็นเขากลับมา นางจึงรีบวางสะดึงปักผ้าลง เอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านได้พบท่านผู้เฒ่าหรือไม่? ท่านพ่อบอกว่าท่านผู้เฒ่าอารมณ์ร้าย ซ้ำยังไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปี ไม่รู้ว่ายังจำครอบครัวพวกเราได้อยู่หรือไม่”
“เจ้ากังวลเกินไปแล้ว ท่านผู้เฒ่าเจิ้งสุขภาพแข็งแรงดี ซ้ำยังชื่นชมข้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเอ่ยชมว่าบทความของข้าเขียนได้ยอดเยี่ยม บอกว่าการสอบได้จวี่เหรินนั้นข้ามีความหวังอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องเขียนจดหมายฝากฝังอันใดเลย ทั้งยังช่วยชี้แนะข้าอีกหลายเรื่อง” หรงต้าหลางยิ้มอย่างอ่อนโยนเอาใจใส่ นำดอกไม้สดและกล่องขนมยื่นให้ “เจ้ารักชอบดอกไม้ใบหญ้า ระหว่างทางข้าบังเอิญพบเข้า จึงเก็บมาให้เจ้าด้วยตนเอง ลองดูสิว่าชอบหรือไม่ และนี่ก็คือของที่เจ้าชอบกินเช่นกัน”
เจิ้งซื่อรับตะกร้าดอกไม้มาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี สูดดมกลิ่นหอมฟุ้งเข้าไปหนึ่งครา รู้สึกราวกับหัวใจอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ ครั้นเห็นขนมข้าวเหนียวหลงจิ่ง ในใจยิ่งอ่อนยวบยาบ นางอดไม่ได้ที่จะซบอิงแนบกับแผงอกของหรงต้าหลาง พลางรำพึงด้วยความซาบซึ้ง “ได้แต่งงานกับคุณชาย นับเป็นวาสนาของข้าแท้ๆ เจ้าค่ะ” แม้ครอบครัวของหรงต้าหลางจะยากจน ทว่ายามร่ำเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาประจำเมืองหมิงโจวกลับขยันหมั่นเพียรเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำเขายังมีหน้าตาหมดจดสง่างาม คิ้วตาหล่อเหลา บ้านของเจิ้งซื่อพักอาศัยอยู่ในสำนักศึกษา บังเอิญพบพานกันอยู่สองสามครั้ง นางก็มอบหัวใจให้เขาอย่างรวดเร็ว
เจิ้งซื่อสูญเสียมารดาแท้ๆ ไปตั้งแต่ยังเล็ก แม่เลี้ยงมิได้ใส่ใจดูแลนางเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสังคม การผูกสัมพันธ์ หรือมารยาทในการใช้ชีวิต ล้วนไม่เคยสั่งสอนนางแม้แต่น้อย สั่งสอนแต่น้องสาวที่เป็นลูกแท้ๆ ของตนเท่านั้น เจิ้งเสวียอวี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงมองเห็นคุณค่าในตัวหรงต้าหลางเป็นพิเศษ พอเอ่ยปากเปรยๆ ว่าอยากจะผูกสัมพันธ์แต่งงาน แม่เลี้ยงก็รีบผลักไสส่งนางออกไปทันที
ทว่าเจิ้งซื่อมีความรู้สึกดีๆ ต่อหรงต้าหลางอยู่แล้ว จึงมิได้คิดต่อต้านอันใด
นางเองก็รู้ว่าเดิมทีหรงต้าหลางเคยมีภรรยามาก่อน ทว่าได้ยินแม่สามีบอกเล่าว่าเป็นบุตรสาวของพ่อค้า เป็นคนหยาบคายไร้การศึกษาเป็นที่สุด นอกจากจะไม่มีลูกแล้ว ยังมักจะอาละวาดทุบทำลายข้าวของในบ้านจนแหลกละเอียด ซ้ำร้ายยังกล้าก้าวร้าวต่อต้านแม่สามี ไร้ทายาทสืบสกุลทั้งยังอกตัญญู ด้วยเหตุนี้จึงจำต้องขับไล่และหย่าร้างไป
ความจริงแล้ว เจิ้งซื่อก็ไม่ใคร่พอใจกิริยาวาจาอันหยาบคายและคำสบถด่าตลาดล่างของแม่สามีเท่าใดนัก ทว่าแม่สามีปฏิบัติต่อนางนับว่าไม่เลว นอกจากจะไม่เคยให้นางต้องคอยปรนนิบัติจัดเตรียมอาหารสามมื้อแล้ว ยังมักจะบอกให้หรงต้าหลางคอยดูแลเอาใจใส่นางให้มาก ด้วยเหตุนี้เจิ้งซื่อจึงปักใจเชื่อคำพูดเหล่านั้น ทั้งยังคิดในใจว่า หากอดีตภรรยาผู้นั้นมีอุปนิสัยร้ายกาจเช่นนั้นจริง ก็มิอาจโทษที่หรงต้าหลางต้องขับไล่หย่าร้างนางได้
“ในเมื่อได้พบท่านผู้เฒ่าแล้ว เช่นนั้นพวกเราจะต้องเดินทางกลับกันแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?” เจิ้งซื่อเอ่ยถามด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เดินทางไกล และเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนเมืองเปี้ยนจิง ทว่าแม้แต่ประตูกำแพงเมืองก็ยังไม่มีโอกาสได้ย่างกรายเข้าไป ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน
หรงต้าหลางอ่านความคิดในใจของนางออก ซ้ำร้ายเป้าหมายของตนเองก็ยังไม่บรรลุผล ย่อมไม่ยินยอมที่จะเดินทางกลับไปมือเปล่าเช่นนี้ จึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าอีกไม่กี่วันในเมืองเปี้ยนจิงจะมีเทศกาลชมบัว [3] จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักยิ่งนัก ในเมื่อเหนียงจื่อมีโอกาสได้ออกมาเปิดหูเปิดตาทั้งที พวกเราก็รั้งอยู่ต่ออีกสองสามวันเถิด ถึงเวลานั้นค่อยเข้าเมืองไปเที่ยวชมโคมไฟแล้วค่อยกลับกัน”
เจิ้งซื่อดีใจจนเนื้อเต้น ซบหน้าลงกับแผงอกของหรงต้าหลาง “คุณชายปฏิบัติต่อข้าดียิ่งนักเจ้าค่ะ”
“เจ้าเป็นภรรยาของข้า ข้าจะไม่ดีต่อเจ้าได้อย่างไร?” หรงต้าหลางอ้าแขนโอบกอดนางไว้ น้ำเสียงอ่อนโยนถึงที่สุด ทว่าในมุมที่เจิ้งซื่อมองไม่เห็น แววตาของเขากลับเยียบเย็นชา ไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังเหยียดหยามเย้ยหยัน
เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงฤดูร้อนของเมืองเปี้ยนจิง เทศกาลชมบัว มาถึงในชั่วพริบตาเดียว
ทั้งภายในและภายนอกวังหลวง เพื่อต้อนรับเทศกาลมงคลนี้ จึงได้จัดงานเลี้ยงใหญ่ติดต่อกันถึงสามวัน พระราชทานรางวัลแก่ขุนนางทั้งหลาย ทั้งยังทรงวาดภาพดอกบัวพระราชทานเป็นสมบัติล้ำค่าแก่อภิมหาเสนาบดีและขุนนางคนสนิทด้วยพระองค์เอง ส่วนในย่านตลาดร้านค้า ประชาชนและเหล่าบัณฑิตต่างก็คึกคักตื่นตัวไปทั่วทุกหนแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใกล้เคียงสระจินหมิงฉือและลำน้ำเปี้ยนสุ่ย แสงประทีปโคมไฟสว่างไสวระยิบระยับ นานๆ ครั้งจะมีพลุดอกไม้ไฟพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราตรี
ผู้คนสัญจรหลั่งไหลไปมาไม่ขาดสาย บรรยากาศครึกครื้นรื่นเริงดำเนินไปตลอดทั้งค่ำคืนจนแทบไม่ได้หลับใหล
ร้านค้าใหญ่ของเสิ่นเหมี่ยวก็เสร็จทันเปิดโฉมใหม่ก่อนเทศกาลพอดี หน้าร้านขยายกว้างขึ้นหนึ่งเท่าตัว ด้านในกว้างขวางโอ่โถงขึ้นมาก ปูแผ่นกระเบื้องหินทั่วทั้งพื้น ทาสีตกแต่งใหม่หมดจด โคมไฟแก้วหลิวหลีที่ซื้อมาใหม่ส่องแสงสว่างไสวเจิดจ้าราวกับเวลากลางวัน
นางจุดประทัดส่งเสียงดังกึกก้องเปรี้ยงปร้าง ท่ามกลางความคึกคักรื่นเริง ก็ได้ต้อนรับคลื่นลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างเนืองแน่น
หวังเหนียงจื่อถือโคมไฟดอกบัวของตนเอง นางกับนายท่านของตนเพิ่งจะลอยกระทงและจุดโคมขงเบ้ง ทั้งยังแวะชมการแสดงกายกรรมจนท้องเริ่มหิว จึงได้ลากตัวหวังยงที่ปลอมตัวเป็นสามัญชนออกมาหาอาหารมื้อดึกกินด้วยความกระตือรือร้น—นางยังฝากปลาไว้ที่ร้านตั้งยี่สิบตัว บัดนี้ยังเหลืออยู่อีกหกตัวเชียวนะ!
วันนี้สบโอกาสพอดี จะได้กินคนละตัวกับสามีให้หนำใจไปเลย
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในร้านสกุลเสิ่น ท่ามกลางกลิ่นหอมนานาชนิด นางกลับได้กลิ่นหอมอันเย้ายวนใจเป็นพิเศษกลิ่นหนึ่ง… กลิ่นเป็ดย่าง!
ทว่ากลิ่นเป็ดย่างนี้ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แตกต่างจากกลิ่นเป็ดย่างทั่วไปตามท้องตลาดอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมของเป็ดย่างนี้เจือไปด้วยความหวานละมุนอันเป็นเอกลักษณ์ของไม้ผล ผสมผสานกับกลิ่นหอมเกรียมของการรมควันด้วยถ่านไม้ แทรกซึมผ่านเข้าสู่โพรงจมูกเป็นระลอกๆ
นางเดินตามกลิ่นหอม เบียดเสียดผ่านฝูงชนที่ยืนมุงดูอยู่เข้าไป จึงได้เห็นว่าบนผนังด้านหนึ่งของร้าน มีตะขอเงินเรียงรายเป็นแถว แขวนเป็ดย่างสีแดงพุทราไว้เป็นทิวแถว เป็ดแต่ละตัวมีผิวเป็นมันวาวเยิ้ม ย่างออกมาได้ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ลูกจ้างหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ สวมหมวกผ้าสีน้ำเงินทรงสูง มือถือมีดเล่มเล็กทรงใบหลิว ปลดเป็ดลงมาหนึ่งตัว พอเริ่มลงมีด หนังเป็ดที่ย่างจนกรอบเกรียมชุ่มน้ำมันก็ส่งเสียง “ซี่” ปริแยกออกจากกันเป็นอันดับแรก ก่อนจะถูกแล่ออกมาอย่างประณีตแผ่วเบา แต่ละชิ้นมีขนาดเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ ชั้นไขมันใต้ผิวหนังยังคงสั่นระริกเบาๆ ลูกจ้างผู้นั้นมีฝีมือมีดอันช่ำชอง กรีดมีดแล่ไปตามแนวริ้วเนื้อเป็ด ทำให้เนื้อเป็ดทุกชิ้นติดหนังเป็ดในสัดส่วนที่พอดิบพอดี ทั้งเนื้อและไขมันประสานกลมกลืน รูปร่างของชิ้นเนื้อเรียวสวยราวกับใบหลิว
เพียงชั่วครู่ เป็ดย่างทั้งตัวก็ถูกแล่จนเสร็จสรรพ จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบงดงามบนจานใบใหญ่
หวังเหนียงจื่อจ้องมองจนตาค้างแทบไม่กะพริบ
หวังยงเองก็มองดูด้วยความสนใจ เขายังสังเกตเห็นว่าบนผนังมีภาพวาดเป็ดย่างที่เพิ่งวาดขึ้นใหม่ ด้านบนยังเขียนอธิบายวิธีรับประทาน “เป็ดย่างเยี่ยนโจวสูตรโบราณ” นี้ไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน—ที่แท้ต้องใช้แผ่นแป้งใบบัวที่บางเฉียบราวกับปีกจักจั่นห่อชิ้นเนื้อเป็ด วางเส้นต้นหอมและแตงกวาซอยลงไป แล้วราดด้วยซอสหวานก่อนรับประทาน
ภาพวาดนี้วาดได้งดงามยิ่งนัก ดึงเอากระดูกอ่อน หนังกรอบ และเนื้อหอมนุ่มของเป็ดย่างออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา ชวนให้น้ำลายสอจนแทบอดใจไม่ไหวจริงๆ
หวังเหนียงจื่อตัดสินใจได้ทันทีในเพลานั้น
ไม่กินปลาแล้ว ค่ำคืนนี้นางจะต้องกินเป็ดตัวนี้ให้จงได้!
เชิงอรรถ
- [1] ท่านซวิ่น — หมายถึง หลู่ซวิ่น (Lu Xun) นักประพันธ์เอกของจีนยุคปัจจุบัน เจ้าของประโยคเปิดวรรณกรรมอันโด่งดังเรื่องการปลูกต้นพุทราจีนสองต้นในลานบ้าน
- [2] การแปรพักตร์ที่ตำบลเฉินเฉียว (เฉินเฉียวปิงเปี้ยน) — เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 960 ที่เหล่าแม่ทัพนายกองนำฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองมาสวมให้แก่จ้าวควงอิ้น และยกย่องขึ้นเป็นปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซ่ง (ซ่งไท่จู่)
- [3] เทศกาลชมบัว (กวนเหลียนเจี๋ย) — เทศกาลสำคัญในฤดูร้อนของชาวเมืองเปี้ยนจิง จัดขึ้นในเดือนหก มีการเฉลิมฉลอง ชมดอกบัว ลอยประทีป จุดพลุ และเที่ยวชมรอบสระจินหมิงฉือ
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/59
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย