Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ตอนที่ 61 — ตอนที่ 61 ลอยไปตามกระแสน้ำ

ริมลำน้ำเปี้ยนสุ่ย กอต้นอ้อเขียวชอุ่มรกครึ้ม สูงท่วมศีรษะคน

หรงต้าหลางสีหน้าเต็มไปด้วยความอับโชคและหงุดหงิดใจ เขาออกแรงแหวกใบหญ้าที่บาดผิวเหล่านี้ ฝีเท้าเหยียบย่ำลงไปในดินโคลนอันอ่อนยวบอย่างหนักหน่วง

เขาพาเจิ้งซื่อเข้าเมืองมาชมโคมไฟ เพิ่งจะเดินมาถึงสะพานจี้หมินตรงเมืองชั้นนอกก็เบียดเสียดจนขยับเขยื้อนไม่ได้แล้ว เขาแสร้งทำเป็นเอาอกเอาใจ ใช้มือข้างหนึ่งโอบปกป้องเจิ้งซื่อ มืออีกข้างก็จูงแม่เฒ่าของตนไว้ ในใจพลันคิดตัดพ้ออย่างขุ่นเคืองว่า ตนเองช่างมีชะตากรรมอาภัพนัก ต้องมาคอยดูแลตัวถ่วงสองคนนี้ เดินก้าวหน้าไปแต่ละก้าวช่างยากลำบากเหลือแสน

หากได้เกิดในตระกูลร่ำรวยสูงศักดิ์ มีหรือจะต้องมาคิดคำนวณวางแผนเล่ห์เหลี่ยมจนสิ้นเปลืองสมองเช่นนี้?

ทันใดนั้น ไม่รู้ว่ามีคนซุ่มซ่ามบุ่มบ่ามจากที่ใด ส่งเสียงร้องโวยวายพลางชูโคมไฟที่กำลังลุกไหม้วิ่งพุ่งชนเข้ามาตรงๆ ทำเอาผู้คนต่างหวีดร้องแตกตื่นหลบหนี ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายนี้ ไม่รู้ว่าท่อนแขนของใครกระแทกมวยผมของเจิ้งซื่อจนหลุดรุ่ย แม้กระทั่งปิ่นทองบนศีรษะก็พลอยถูกชนร่วงหล่นลงไปใต้สะพาน

เจิ้งซื่อพลันร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนดูไม่ได้ ร้องคร่ำครวญจะลงไปหาให้ได้ บอกว่านั่นเป็นสินเดิมที่มารดาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้ หายไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าจะอย่างไรก็ทำหายไม่ได้

นี่มันโง่เง่าสมองทึบมิใช่หรือไร! รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นวันเช่นนี้ ยังจะสวมใส่ของล้ำค่าเช่นนี้ออกมาอีก! ช่างเป็นคนไม่ได้เรื่องไร้ประโยชน์ดั่งไม้ตีผ้าหุ้มฝ้ายเสียนี่กระไร

หรงต้าหลางในใจไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคืนนี้ที่ออกมาชมโคมไฟ หรงต้าหลางเพื่อจะประหยัดเงินค่าน้ำชา จึงไม่ยอมให้บ่าวรับใช้ชราขวางหูขวางตาของสกุลเจิ้งติดตามมาด้วย มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องให้เขาต้องออกโรงไปค้นหาด้วยตนเองแล้ว

ทว่าบนใบหน้าของเขายังคงสะกดกลั้นความไม่สบอารมณ์ไว้ได้ในพริบตา ตบอกผางบอกให้นางวางใจ ย่อมจะต้องตามหาของรักของหวงกลับคืนมาให้เหนียงจื่ออย่างแน่นอน ทั้งช่วยซับน้ำตาและเอ่ยคำปลอบประโลมอ่อนหวานอีกยกใหญ่ จากนั้นจึงให้หรงต้าเหนียงพานางไปนั่งรอที่ร้านค้าเล็กๆ ข้างทางที่ค่อนข้างเงียบสงบ ส่วนตัวเขาจะลงไปค้นหาด้วยตนเอง

หรงต้าหลางคิดในใจแต่แรกแล้วว่า ลงมาแสร้งทำเป็นค้นหาพอเป็นพิธี เด็ดใบหญ้าสองสามใบมาแปะตามตัว ให้เท้าเปื้อนโคลนสักหน่อย ผลาญเวลาไปสักพัก แล้วค่อยกลับไปบอกปัดว่าหาไม่พบจริงๆ พรุ่งนี้ค่อยสั่งให้พวกบ่าวไพร่สกุลเจิ้งมาค้นหาเอาเอง

สายลมพัดผ่านวูบแล้ววูบเล่า พัดพากอต้นอ้อขนาดใหญ่เหล่านี้ให้แกว่งไกวไปมา เงาทะมึนที่ทอดลงมาแลดูราวกับหมอกดำที่พลิ้วไหวตามสายลม ส่งเสียงดังซ่าๆ สวบสาบ

หรงต้าหลางในใจพึมพำว่าช่างวังเวงน่าขนลุกขนพองยิ่งนัก ก้มศีรษะมุดเข้าไปข้างใน

กำลังคิดจะหาก้อนหินสักก้อนนั่งลง รอถ่วงเวลาให้ผ่านไปสักสองเค่อค่อยกลับไป ใครจะคาดคิดว่าด้านหลังพลันมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาจนแทบจับสังเกตไม่ได้ดังแว่วมา

ดั่งสัตว์ป่าที่กำลังล่าเหยื่อ ย่องฝีเท้าเชื่องช้าเข้ามาใกล้ทีละน้อย

"ใครกัน?" หรงต้าหลางใจหายวาบ หันขวับกลับไปมองตามสัญชาตญาณ

เพิ่งจะหันกลับไป ตรงหน้าก็พลันมืดมัว มีกระสอบป่านทั้งเหม็นทั้งสกปรกผืนหนึ่งครอบคลุมศีรษะของเขาลงมาอย่างเหมาะเจาะ มัดคลุมเขาไว้จนมิดชิด เขาพลันดิ้นรนตะโกนร้องโวยวาย ทว่ากลับถูกถีบเข้ากลางอกสองเท้าซ้อนจนล้มคว่ำลงไปกับพื้น ความเจ็บปวดเสียดแทงปานขาดใจจุกแน่นอยู่ที่คอหอย ร้องไม่ออกจนลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า

ตามมาติดๆ ด้วยหมัดและเท้าที่ประเคนลงมาราวกับห่าฝน ซัดเสียจนเขาเวียนศีรษะมึนงง เลือดกำเดาไหลอาบเต็มหน้า ฟันหลุดไปถึงสองซี่ หลังจากนั้นเขาทำได้เพียงนอนขดตัวกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้น ร้องครวญครางพลางอ้อนวอนขอชีวิต "ท่านปู่ พี่ชาย ท่านพ่อ ได้โปรดเมตตาด้วยเถิด…" ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงกำปั้นที่หนักหน่วงและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมของอีกฝ่าย เขาถูกชกจนตาพร่าเห็นดาวระยิบระยับ หงายหลังล้มตึงกับพื้น กระสอบป่านที่คลุมร่างเขาไว้มีรูโหว่อยู่สองสามรู เขาจึงมองเห็นพลุดอกไม้ไฟกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราตรี เบ่งบานดั่งมวลบุปผา สุกสว่างเจิดจ้าราวกับเปลวเพลิงที่ร่วงหล่นลงมาอย่างเลือนราง

รอบทิศล้วนเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวในดงต้นอ้อเลยแม้แต่น้อย ทุกคนต่างแหงนหน้ามองฟ้า เปล่งเสียงอุทานชื่นชมระงมก้อง ไม่มีใครได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาของเขาเลย

ในย่านมหรสพหว่าจื่อ [1] มีเสียงดนตรีขับขานดังก้องกังวาน ช่างเป็นภาพความสุขเกษมเปรมปรีดิ์ที่เปี่ยมล้นแดนมนุษย์โดยแท้

กู้ถูซูซัดเท้าสุดท้าย เหยียบย่ำลงไปยังขาที่สามของมันอย่างเหี้ยมเกรียม เหยียบกระทืบไปสองทีเพราะกลัวว่าจะไม่แหลก ซ้ำยังใช้ปลายเท้าบดขยี้ไปมาซ้ายขวา จนกระทั่งถุงไข่ทั้งสองใบนั้นแหลกละเอียดดั่งไข่ไก่ที่แตกกระจาย และแบนแต๊ดแต๋อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาอย่างสิ้นเชิง

เขาจึงค่อยๆ ปรายตามองดู คนที่เมื่อครู่ยังกลิ้งเกลือกขอความเมตตา บัดนี้เจ็บปวดจนสลบเหมือดไปแล้ว ไม่ขยับเขยื้อนอีก

เตะไปสองที มั่นใจว่าไม่ได้แกล้งทำ เขาจึงกระชากกระสอบป่านออกมา

หรงต้าหลางใบหน้าเขียวช้ำเปรอะเปื้อนคราบเลือดราวกับหัวหมูเน่า นอนปวกเปียกแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น กึ่งกลางกางเกงคล้ายจะถูกของเหลวจากไข่ที่แตกละเอียดซึมเปื้อนจนเป็นรอยสีคล้ำเป็นวงกว้าง

กู้ถูซูถอดเสื้อผ้าของมันออก หักต้นหญ้ามาฟั่นเป็นเชือกอย่างลวกๆ ผูกมัดไว้กับร่างของมัน รออยู่ครู่หนึ่ง เล็งจังหวะที่เรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งแล่นผ่านมาแต่ไกล จึงลากร่างของมันลงน้ำไปด้วยกัน ดำดิ่งไปถึงท้ายเรืออย่างเงียบเชียบ แล้วมัดแขนทั้งสองข้างของร่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อนนั้นไว้กับตาข่ายแขวนท้ายเรือ

เช่นนี้ร่างของมันจะเอียงเฉียง หากไม่เจอลมระลอกคลื่นใหญ่ ปากและจมูกส่วนใหญ่จะลอยอยู่เหนือน้ำ ไม่ตายแน่นอน

ไม่นานนัก ร่างของมันก็ถูกเรือบรรทุกสินค้าท้องแบนพาลอยล่องไปตามกระแสน้ำ ผลุบๆ โผล่ๆ ชั่วพริบตาก็พ้นประตูกั้นทางน้ำของเมืองชั้นนอกแห่งเปี้ยนจิงไปแล้ว เกรงว่าพอฟ้าสางมีคนสังเกตพบเข้า เรือลำนั้นก็ไม่รู้แล่นไปถึงท่าเรือของโจวหรือฝู่ใดแล้ว

กู้ถูซูรู้ดีว่ายามนี้มันเพียงแค่สลบไปด้วยความเจ็บปวด ยังมีลมหายใจอยู่อีกมาก ก็ให้ดูเถิดว่าสวรรค์จะยินดีให้คนชั่วช้าผู้นี้รอดชีวิตหรือไม่

ร่างของเขาเกือบทั้งหมดจมอยู่ในแม่น้ำยามค่ำคืนอันมืดมิด โผล่พ้นน้ำมาเพียงดวงตาและจมูก ยืนมองเรือลำนั้นแหวกระลอกคลื่นแล่นห่างออกไปอย่างเย็นชา

ยามที่กู้ถูซูเอากระสอบคลุมหัวมัน เดิมทีคิดเพียงว่าจะต่อยสั่งสอนแทนต้าเจี่ยเอ๋อร์สักสองสามหมัดเพื่อระบายโทสะก็พอแล้ว ยามนี้ต้าเจี่ยเอ๋อร์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี นับว่าสั่งสมบุญบารมีให้นาง ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อกำปั้นของเขาซัดลงบนร่างของหรงต้าหลางอย่างหนักหน่วง กลางอกกลับพลันบังเกิดความเจ็บปวดรวดร้าวสายหนึ่งที่เกือบจะโค่นล้มเขาลง

ราวกับมีมีดเล่มหนึ่งแทงทะลุเข้าไปในหัวใจ ทิ่มแทงจนเลือดสาดทะลุหน้าหลัง

เขาคล้ายจะมองเห็นดวงตาคู่งามเป็นประกายของต้าเจี่ยเอ๋อร์ในยามออกเรือนอีกครา นางมองเขาด้วยดวงตาโค้งเป็นประกาย กล่าวคำอำลากับเขาอย่างอ่อนโยน นางเคยเฝ้ารอคอยด้วยความปีติยินดีถึงเพียงนั้น นางฝากฝังชีวิตที่เหลือทั้งหมดไว้กับเจ้าอันธพาลสวะผู้นี้ ทว่า… กลับมิได้รับสิ่งดีงามใดๆ ตอบแทนกลับมาเลยแม้แต่น้อย

เขาถึงกับเจ็บปวดจนเกิดภาพหลอนอันแตกสลาย เขาคล้ายจะแลเห็นต้าเจี่ยเอ๋อร์แบกชะลอมใส่ผ้าสกปรกที่สูงยิ่งกว่าตัวคน ย่างก้าวซวนเซโอนเอน ในช่วงฤดูหนาวเหน็บอันเยือกแข็งเดือนสิบสองต้องนั่งขยี้ซักเสื้อผ้าอยู่ริมแม่น้ำ มือถูกความเย็นกัดจนเป็นหนองไหลเยิ้ม เขาเห็นนางถูกแม่สามีปลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อให้เทถังอุจจาระ ซ้ำยังชี้หน้าด่ากราดว่านางขี้เกียจ จิกทึ้งเส้นผมของนางโขกกระแทกกับกำแพง เขายังเห็นนางซูบผอมจนบางราวกับกระดาษแผ่นหนึ่ง นอนขดตัวอยู่บนพื้นในห้องเก็บฟืน ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย เงยดวงตาที่ลึกโหลกลวงเปล่าคู่นั้น ทอดมองไปยังทิศเหนือ…

นางอยากกลับบ้าน ทว่ากลับไม่ได้

หัวใจของกู้ถูซูราวกับถูกค้อนทุบ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ลงมือครานี้จึงไม่ยั้งแรงอีกต่อไปแล้ว

รอจนกระทั่งมองไม่เห็นเรือบรรทุกสินค้าแล้ว กู้ถูซูจึงขึ้นฝั่ง เขาเอาเสื้อผ้าของหรงต้าหลางและฟันที่หลุดร่วงห่อก้อนหินโยนทิ้งลงแม่น้ำ จากนั้นถอดเสื้อตัวสั้นและกางเกงที่เปียกชุ่มของตนเองออกมาบิดให้แห้ง แล้วสวมกลับเข้าไปใหม่ ในฤดูร้อนเขาสวมเพียงเสื้อตัวสั้นผ้าป่านบางๆ กับกางเกงขาสั้น บนเท้าก็สวมรองเท้าฟาง ลมพัดเพียงประเดี๋ยวเดียวก็แห้งสนิทแล้ว

เขายืนรับลมอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความที่ผิวกายคล้ำเข้มยิ่งนัก ร่างของเขาจึงแทบจะกลืนหายไปในความมืดมิด ต่อให้มีคนบนสะพานก้มมองลงมา ก็มองเห็นเพียงเงาทะมึนซับซ้อนทอดทับของดงต้นอ้อที่ขึ้นหนาทึบดั่งม่านเขียว เมื่อดอกไม้ไฟดับวูบลง ด้านล่างก็ยิ่งมืดสนิทจนมองเห็นเพียงระลอกคลื่นแผ่วเบาบนผิวน้ำเท่านั้น

กู้ถูซูปีนขึ้นเขื่อนริมแม่น้ำอย่างเงียบเชียบ กลับไปเข็นเกวียนล้อเดียวที่ซ่อนไว้ใต้เงาสะพาน แล้วกลืนหายเข้าไปในกระแสธารผู้คน

พอกลับถึงบ้าน คนในครอบครัวต่างหลับใหลกันหมดแล้ว เหลือไว้เพียงตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งให้เขา เขาจึงตักน้ำมาราดตัวอาบน้ำลวกๆ ทั้งยังล้างโคลนบนรองเท้าฟางและโคลนบนล้อเกวียนจนสะอาดหมดจด จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนบนเตียง

เขาหนุนแขนทั้งสองข้าง เหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย แม้แต่ตนเองก็ไม่รู้ว่ากำลังมองสิ่งใดอยู่ บนขื่อคานมีแมงมุมตัวหนึ่งกำลังชักใยอาศัยแสงจันทร์ ชักใยวาระแล้ววาระเล่า พ่นเส้นใยออกมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

เดิมทีเขาคิดว่าคืนนี้ตนเองคงนอนไม่หลับ นึกไม่ถึงว่าจะผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

ในความฝัน แม้แต่แสงตะวันก็ยังดูเลือนราง เสียงจั๊กจั่นกรีดร้องระงม ต้นหลิวใหญ่ตรงปากตรอกทอดกิ่งก้านเขียวขจีห้อยระย้าดั่งเปียผมเส้นเล็กๆ คล้ายกับว่าเขาได้ย้อนเวลากลับไปในวัยเยาว์อีกครั้ง ลูกกวาดของต้าเจี่ยเอ๋อร์ถูกเจ้าเด็กเกเรคนอื่นในตรอกแย่งชิงไป เขาจึงสาวเท้าพุ่งพรวดเข้าไปทันที ชกต่อยจนแย่งกลับมาได้ รองเท้าก็หลุดหายไปข้างหนึ่ง เขากระโดดหย็องแหย็ง กระย่องกระแย่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าต้าเจี่ยเอ๋อร์ที่คราบน้ำตายังเปรอะเปื้อนใบหน้า ยื่นมือออกไป แล้วฉีกยิ้มกว้าง

ในฝ่ามือมีลูกกวาดที่เขาแย่งกลับมาได้ นอนนิ่งอยู่ ถูกเขากำแน่นจนละลายไปบ้าง เหนียวเหนอะหนะ

ต้าเจี่ยเอ๋อร์พลันเปลี่ยนจากร้องไห้เป็นหัวเราะ ดึงมือน้อยอันเหนียวเหนอะของเขามาจับไว้ เอ่ยเสียงใสแจ๋ว:

"พี่รองกู้ ขอบใจเจ้านะ"

หัวใจของเขาก็พลอยเหมือนลูกกวาดเม็ดนั้น หลอมละลายอย่างอ่อนยวบ

ทว่าเพียงพริบตาเดียว เงาร่างและสุ้มเสียงของต้าเจี่ยเอ๋อร์ในวัยเด็กกลับถูกลมกระโชกแรงพัดสลายจนพร่าเลือน เพียงแค่ชั่วเวลาขยี้ตา พวกเขาที่ยืนอยู่ในตรอกก็คล้ายถูกลมพัดจนเติบใหญ่สูงขึ้นในทันใด ครานี้ คนที่ยืนต้านลมอยู่ตรงหน้าเขา กลับกลายเป็นต้าเจี่ยเอ๋อร์ผู้อ่อนหวานงดงามยามที่ยังมิได้ออกเรือน

นางคลี่ยิ้มให้เขา ยังคงเป็นภาพลักษณ์อันอ่อนโยน คิ้วและดวงตาโค้งรับกันดังที่อยู่ในความทรงจำของเขาไม่ผิดเพี้ยน

ข้างหูยังคงเป็นภาพการพบกันครั้งสุดท้าย และถ้อยคำประโยคสุดท้ายระหว่างนางกับเขาในอดีต

—— พี่รองกู้ ขอบคุณเจ้านะ

—— พี่รองกู้ ข้าไปแล้วนะ เจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี

ทั้งที่เป็นความฝันอันแสนวิเศษที่หาได้ยากยิ่งถึงเพียงนี้ ทว่าในใจกลับขมขื่นปวดร้าวนัก กู้ถูซูจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา ทว่ากลับมีหยดน้ำตาหยดหนึ่งค่อยๆ หลั่งรินลงมาจากหางตาที่ปิดสนิท ซึมลึกเข้าไปในผ้าปูหมอน ย้อมเป็นรอยคราบน้ำตาที่ยากจะลบเลือน

ในตอนแรกเจิ้งซื่อกับหรงต้าเหนียงยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ นั่งทนรอหรงต้าหลางอยู่ในร้านน้ำชาอยู่นานถึงหนึ่งชั่วยาม ต่อมาพอยิ่งดึกดื่นเข้า ทั้งสองคนจึงเริ่มได้สติกลับมา จากนั้นจึงพากันออกตระเวนตามหาอย่างยากลำบากไปทั่วตลอดทั้งคืน ทว่ากลับไม่พบแม้แต่ร่องรอยของหรงต้าหลางเลย พวกนางกับบ่าวไพร่ไล่ถามคนเดินถนนไปทั่ว แต่ไม่มีใครพบเห็น ทุกคนต่างพากันบอกว่าคงหาไม่เจอแล้วเป็นแน่ เมื่อคืนผู้คนเนืองแน่นถึงเพียงนั้น คนที่ถูกเบียดเสียดจนพลัดตกน้ำจมหายเสียชีวิตไปก็มีไม่น้อย

หรงต้าเหนียงพลันทรุดก้นลงไปนั่งร้องไห้คร่ำครวญเรียกหาพ่อแม่กับพื้น ซ้ำยังปรี่เข้าจิกทึ้งยื้อยุดเจิ้งซื่อราวกับคนบ้าคลั่ง ด่าทอว่านางเป็นตัวกาลกิณี หากมิใช่เพราะนางใช้ให้หรงต้าหลางไปงมหาปิ่น มีหรือจะเกิดเคราะห์ภัยร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นได้?

คราวนี้เรื่องราวบานปลาย เจิ้งซื่อตกใจกับอาการคุ้มคลั่งที่เผยธาตุแท้ออกมาของหรงต้าเหนียงจนปล่อยโฮ เคราะห์ดีที่ข้างกายนางยังมีบ่าวรับใช้ชราผู้ซื่อสัตย์ที่มารดาแท้ๆ ทิ้งไว้ให้ รีบคว้าไม้พลองกรูเข้ามาล้อมวงปกป้องเจิ้งซื่อไว้แน่นหนา พลางตวาดใส่ "ท่านเป็นแม่สามีภาษาอะไรช่างไร้เหตุผลสิ้นดี! บัดนี้เรื่องราวยังไม่มีข้อสรุป ไฉนจึงมาทำลายชื่อเสียงลูกสะใภ้ตนเองเช่นนี้ คิดจะบีบให้ลูกสะใภ้ต้องไปตายหรืออย่างไร! หยุดพ่นคำพูดเหลวไหลไร้สาระได้แล้ว คิดว่าสกุลเจิ้งของพวกเราจะรังแกได้ง่ายๆ หรือ!"

หลังจากชุลมุนวุ่นวาย หรงต้าเหนียงไม่อาจเอาเปรียบได้ ทำได้เพียงส่งสายตาราวกับอาบยาพิษจ้องเขม็งใส่เจิ้งซื่อ ปากก็ยังก่นด่าแช่งชักหักกระดูกไม่หยุดหย่อน

เจิ้งซื่อขวัญหนีดีฝ่อ ไม่เคยพบเจอคนพรรค์นี้มาก่อน นางหวาดกลัวหรงต้าเหนียงจับใจ รู้สึกเพียงว่าฟ้าดินหมุนคว้าง ชั่วพริบตาเดียวแม่สามีแสนดีกลับกลายเป็นนางยักษ์ขมูขี สามีแสนประเสริฐกลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย โลกอันงดงามใบนี้คล้ายจะเปลี่ยนเป็นใบหน้าอันดุร้ายน่าสะพรึงกลัวไปหมดสิ้น

ข้างกายนางมีบ่าวเฒ่าคนหนึ่งเป็นคนรู้ความ มองดูท่าทางของหรงต้าเหนียงแล้ว ก็พลันเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อคำบอกเล่าก่อนหน้านี้ของสกุลหรงในทันที จึงด้านหนึ่งไปแจ้งความกับทางการเรื่องหรงต้าหลางหายตัวไป อีกด้านหนึ่งก็ส่งคนเข้าไปในเมืองชั้นในเพื่อสืบถามเรื่องอดีตลูกสะใภ้ที่ถูกสกุลหรงหย่าร้าง หวังจะนำเรื่องราวสองฝ่ายมาเทียบเคียงพิสูจน์ความจริง

บ่าวสกุลเจิ้งที่ออกไปสืบความผู้นี้ช่างประจวบเหมาะนัก บังเอิญไปพบกับป้าสะใภ้หลี่ที่กำลังเข็นรถไปซื้อเป็ดให้สกุลเสิ่นเข้าพอดี

ป้าสะใภ้หลี่พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันใด ปล่อยวาจาน้ำไหลไฟดับเล่าอยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม

ช่วงก่อนหน้านี้เสิ่นเหมี่ยวจัดกิจกรรมจับเซียมซีฝากปลา มักจะให้โก่วเอ๋อร์ไปช่วยดูตัวอักษรบนไม้ติ้ว ทั้งยังจ่ายเงินทองแดงและมอบปลาย่างให้โก่วเอ๋อร์กิน หลายวันมานี้พอเริ่มขายเป็ดย่าง ก็ไม่ลืมที่จะเกื้อกูลเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง ไม่เพียงรับซื้อเป็ดที่ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนในตรอกเลี้ยงไว้เองจนหมดเป็นอันดับแรก ต่อมายังไหว้วานป้าสะใภ้หลี่ผู้ช่ำชองการคัดเลือกสัตว์ปีกให้ช่วยไปตระเวนหาซื้อเป็ดชั้นดีจากเล้าเป็ดใหญ่ๆ อีกด้วย ป้าสะใภ้หลี่จึงกลายมาเป็นป้าสะใภ้ที่ดีและเพื่อนบ้านที่ดีของเสิ่นเหมี่ยวในทันตา ตั้งแต่นั้นมา ปากเปราะช่างนินทาของนางก็ไม่เคยมีคำพูดว่าร้ายเสิ่นเหมี่ยวแม้แต่คำเดียวอีกเลย

คำเรียกขานเสิ่นเหมี่ยว ก็เปลี่ยนจาก "เจ้าต้าเจี่ยเอ๋อร์สกุลเสิ่นคนนั้น" กลายมาเป็น "ต้าเจี่ยเอ๋อร์บ้านเรา" เสียแล้ว

ครั้นเห็นคนสกุลเจิ้งดั้นด้นมาสืบความแต่ไกล ป้าสะใภ้หลี่ก็เปิดศึกทางวาจาเต็มเหนี่ยว ใส่สีตีไข่พรรณนาเรื่องที่แม่สามีใจโฉดข่มเหงรังแกเสิ่นซื่ออย่างไรราวกับเห็นมากับตา ซ้ำยังแต่งเรื่องว่าหรงต้าหลางไร้ยางอายถึงขั้นสมสู่กับมารดาตนเองทุกเมื่อเชื่อวันอย่างออกรสออกชาติ ราวกับตอนนั้นนางไปยืนเฝ้าดูอยู่ข้างเตียงกระนั้น

ทำเอาบ่าวสกุลเจิ้งผู้นั้นฟังจนแทบจะเป็นลมล้มพับไป

เมื่อสืบรู้เบื้องหลังการหย่าภรรยาของสกุลหรงแล้ว บ่าวสกุลเจิ้งก็หน้าถอดสีกลับมาที่โรงเตี๊ยม เขารู้ดีว่าคุณหนูของตนมีนิสัยอ่อนแอ จึงสะกดกลั้นเรื่องไว้ก่อน เพียงเกลี้ยกล่อมให้เจิ้งซื่ออย่ารั้งรออยู่ในเปี้ยนจิงอีก รีบเดินทางกลับหมิงโจวโดยเร็ว "หยวนเหนียง ท่านรั้งอยู่ที่นี่ในถิ่นที่ทั้งคนทั้งสถานที่ล้วนไม่คุ้นเคย ย่อมช่วยอะไรไม่ได้ แม่สามีของท่านคนนั้นก็ทั้งคลุ้มคลั่งเสียสติ ผิดแผกไปจากเมื่อก่อนหน้าราวกับเป็นคนละคน ไว้ใจไม่ได้เลยแม้แต่น้อย! บ่าวไม่สนคนอื่น สนเพียงแต่ว่ากลัวหยวนเหนียงจะมีอันเป็นไปเท่านั้น อย่างไรเสียก็แจ้งความกับทางการแล้ว ทางการย่อมจะสืบหาร่องรอยของคุณชายหรงเอง จะเป็นหรือตายย่อมต้องมีคำตอบ ไม่ใช่ว่าหาไม่พบหนึ่งวันก็ต้องผลาญเวลาอยู่ที่นี่หนึ่งวัน หาไม่พบหนึ่งปีก็ต้องผลาญเวลาหนึ่งปีหรอกนะขอรับ? กลับไปรอที่บ้าน ย่อมเหมือนกันทุกประการ"

เจิ้งซื่อเป็นคนไร้จุดยืนหลักยึด ทว่านางรู้ว่าบ่าวไพร่ที่คอยปกป้องนางเติบโตมาภายใต้น้ำมือของแม่เลี้ยงย่อมหวังดีต่อนาง ทั้งเห็นหรงต้าเหนียงพ่นวาจาหยาบคายต่ำทรามทุกเมื่อเชื่อวันก็รู้สึกหวาดระแวงไม่สบายใจยิ่งนัก จึงเชื่อฟังคำพูดของบ่าวเฒ่า คิดจะว่าจ้างรถและว่าจ้างเรือเดินทางกลับหมิงโจวในทันที

หรงต้าเหนียงย่อมไม่ยินยอม ทว่าต่อให้นางจะเต้นแร้งเต้นกาเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานบ่าวรับใช้ร่างใหญ่กำยำหลายคนของสกุลเจิ้งได้ ทางนั้นทิ้งท้ายไว้ว่า นางจะอยู่รอก็อยู่รอไป เชิญตามสบาย ทว่าคนสกุลเจิ้งจะไม่มีทางรั้งอยู่ที่เปี้ยนจิงอีกต่อไปแล้ว

แต่เดิมที หรงต้าหลางใคร่ครวญว่าชื่อเสียงที่หรงต้าเหนียงทารุณกรรมลูกสะใภ้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองจินหลิงแล้ว เพื่อที่จะได้แต่งงานกับเจิ้งซื่อ จึงให้หรงต้าเหนียงขายบ้านช่องเรือนชานและที่ดินในจินหลิงทิ้ง ย้ายไปตั้งรกรากซื้อเรือนเล็กๆ ขึ้นใหม่ที่หมิงโจว การซื้อเรือนผลาญทรัพย์สมบัติเงินทองจนเกลี้ยง สองแม่ลูกคู่นี้จึงทำเหมือนเมื่อคราวกินสินเดิมของต้าเจี่ยเอ๋อร์สกุลเสิ่นในกาลก่อน ยามนี้อาหารการกิน เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายล้วนพึ่งพิงสกุลเจิ้งทั้งสิ้น คราวนี้ดีละ ไร้ซึ่งบุตรชาย ยายแก่ตัวคนเดียวอย่างนางข้างกายไม่มีเงินทองติดตัวมากนัก มีหรือจะกล้าอยู่เปี้ยนจิงเพียงลำพัง?

สุดท้ายจึงทำได้เพียงร้องห่มร้องไห้ก่นด่าไม่ขาดสาย ยอมตามกลับไปยังหมิงโจว

คนสกุลเจิ้งกับหรงต้าเหนียงทะเลาะด่าทอกันตลอดทางจนถึงหมิงโจว พอบ่าวไพร่กลับถึงบ้านก็แฉเบื้องลึกเบื้องหลังการหย่าภรรยาของสกุลหรงออกมา สกุลเจิ้งยังส่งคนไปสืบความที่จินหลิงอีกรอบ ทั้งสองตระกูลจึงเปิดศึกฟ้องหย่าร้างกันขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว หรงต้าเหนียงน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ซ้ำยังถูกคนสกุลเจิ้งใช้ไม้พลองตีขับไล่ออกมา นี่ก็เป็นเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น

ส่วนทางด้านหรงต้าหลาง… เรือบรรทุกสินค้าลำนั้นแล่นฉิวอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดก็เทียบท่าเรือแห่งหนึ่งในเจิ้งโจว ยามจอดเทียบเรือ กรมการค้าทางเรือซื่อปั๋วซือมาตรวจตราเรือและตรวจสินค้า นายท้ายเรือจึงตกใจเมื่อพบว่าที่ท้ายเรือของตนไม่รู้ว่ามีร่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อนของคนผู้หนึ่งห้อยต่องแต่งอยู่ตั้งแต่เมื่อใด! มองดูแล้วหน้าอกยังคงกระเพื่อมไหว ในปากพึมพำอู้อี้ฟังไม่ได้ความ ช่วงล่างแหลกเหลวเป็นเลือดเนื้อปนเป ทั้งยังถูกน้ำแช่จนขาวซีดบวมเป่ง

"ซวยจริงๆ! ไฉนถึงได้มีผีพรายในน้ำมาเกาะแกะได้วะเนี่ย?" เขารีบสั่งให้ลูกเรือปลดร่างลงมา ในเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ก็ไม่โยนทิ้งลงน้ำ เขาโยนคนทิ้งไว้ตรงมุมท่าเรือที่มีกองท่อนไม้ผุและแหอวนเก่าๆ ขาดๆ กองสุมอยู่เป็นอันเสร็จเรื่อง เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ทางการสังเกตเห็นแล้วเข้ามาไต่สวนจนเสียการค้าขายของตน

หลังจากนั้นก็ค้อมหัวคำนับประจบประแจงจ่ายเงินภาษีให้แก่ข้าหลวงซื่อปั๋วสื่อ ทั้งยังมอบซองอั่งเปาหนาเตอะให้อีกซอง เติมฟืน ถ่าน ข้าวสาร และเสบียงบนเรือเรียบร้อย ก็รีบแล่นเรือจากไป

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ร่องรอยของหรงต้าหลางอีกเลย

ค่ำคืนเทศกาลชมบัวอันน่าตื่นตระหนกตกใจนี้ เสิ่นเหมี่ยวไม่ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย

นางนอนหลับเต็มอิ่มตื่นขึ้นมา ป้าสะใภ้หลี่ก็เข็นรถนำเป็ดมีชีวิตสามสิบตัวที่ส่งเสียงร้องก้าบๆ ระงมมาส่งตั้งแต่เช้าตรู่ ถังเอ้อร์กับฝูซิงนั่งยองๆ อยู่กับพื้นช่วยกันเชือดเป็ดรีดเลือด ในห้องครัวเตาไฟถูกจุดขึ้นแล้ว กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปเนื้อแพะและกระดูกหมูอบอวลลอยละล่องไปจนถึงหน้าร้าน

อาเถาเดินออกไปพลางคาบสายรัดผมเกล้ามวย รวบเป็นมวยกลมง่ายๆ แล้วเริ่มถอดแผ่นกระดานประตูเปิดร้าน

ครู่ต่อมา ลูกค้ารายแรกของยามเช้าตรู่ก็ก้าวเข้ามา นั่งดื่มซุปเนื้อแพะร้อนกรุ่นอยู่ริมหน้าต่าง

เฉินชวนกับเซียงเจี่ยเอ๋อร์ยังคงหลับใหล เด็กทั้งสองคนห่มผ้าห่มบาง มองเผินๆ ท่าทางการนอนแลดูเรียบร้อยดี ทว่าพอเดินเข้าไปในห้องเปิดผ้าห่มออกดู ลำตัวกับขาของเซียงเจี่ยเอ๋อร์บิดเป็นเกลียวดั่งขนมเกลียวทอด ส่วนเฉินชวนก็นอนเอียงกะเท่เร่ขวางแนวทแยงมุม

นอนท่านี้มันไม่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวบ้างหรือไร?

เสิ่นเหมี่ยวจับขาของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ออกจากใต้รักแร้ อดทอดถอนใจไม่ได้ เด็กนี่ตัวอ่อนจริงๆ เส้นเอ็นช่างยืดหยุ่นดีเหลือเกิน

ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ เสิ่นเหมี่ยวก็เริ่มดำเนินกิจการค้าขายตามปกติเฉกเช่นทุกวัน

ในสำนักศึกษาปี้หยง เสิ่นจี้ตีหน้าเศร้าปั้นหน้ายาก ขูดเอาก้นโถผักดองส่วนสุดท้ายออกมา

ของดีๆ ที่พี่สาวนำมาให้เขา พอเพิ่งก้าวเข้าหอพัก ก็ถูกฝูงหมาป่าหิวโซตาเขียวปั๊ดที่พักห้องเดียวกันรุมแย่งชิงไปแบ่งกันกินจนเหี้ยน ลูกท้อแห้งกับขนมชวีชวีปิ่งสละชีพไปตั้งแต่วันแรก ทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปผ่านไปสองสามวันก็ถูกฟาดจนเกลี้ยงเกลา หลังจากนั้นเสบียงที่เพื่อนร่วมสำนักพกติดตัวมาจากบ้านแต่ละคนก็เริ่มร่อยหรอวิกฤตตามกันไป

เขาทำได้เพียงใช้เตาเล็กๆ ต้มโจ๊กข้าวต้มกินเอง แกล้มกับหน่อไม้ดองและเนื้อรมควัน

เคราะห์ดีที่ใกล้จะทนรอจนถึงวันหยุดพักแล้ว

เสิ่นจี้กินข้าวต้มแกล้มผักดอง บนใบหน้าเขียนไว้ชัดเจนว่าใจลอยละลิ่วอยากกลับบ้านเต็มแก่

คนที่เฝ้ารอวันหยุดพักอย่างใจจดใจจ่อเฉกเช่นเดียวกับเขายังมีหนิงอี้กับเซี่ยฉีในหอพักของเจี้ยนเซิง

เสียงจั๊กจั่นกรีดร้องระงม ใบกล้วยพัดพลิ้วไหว เป็นช่วงเวลาอันเงียบสงบยามบ่าย ซ่างอ้านและศิษย์คนอื่นๆ ในหอพักต่างกำลังงีบหลับกลางวัน มีเพียงหนิงอี้ผู้ตะกละอยากกินของอร่อย กับเซี่ยฉีที่อุ้มแมวนอนหลับทั้งชุดไปครู่หนึ่งแล้วตื่นขึ้นมาเท่านั้นที่ยังคงตื่นอยู่

เซี่ยฉีตื่นขึ้นมาก็หยิบตำรามาอ่านอย่างเงียบๆ ส่วนหนิงอี้… หนิงอี้นอนกลิ้งเกลือกไปมาอยู่บนตั่งเตียงของตนเอง

นับตั้งแต่แย่งเนื้อเป็ดย่างจากมือของเซี่ยฉีมากินได้สองสามชิ้นเมื่อหลายวันก่อน หนิงอี้ก็คล้ายกับโดนยาพิษ เฝ้าละเมอเพ้อพกถึงเป็ดย่างจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่แล้ว

กลิ้งไปได้หลายรอบ เขาก็นอนระทวยหมดเรี่ยวแรงอยู่บนตั่งเตียง ปรายตามองไปยังใต้หน้าต่าง เซี่ยฉีนั่งอยู่ข้างโต๊ะหนังสือริมหน้าต่าง ด้านซ้ายของโต๊ะมีตำราวางซ้อนกันหลายเล่ม บนตำราเล่มบนสุดมีตะกร้าสานทรงกลมตื้นวางอยู่ ฉีหลินนอนขดตัวอยู่ในนั้น หางห้อยตกลงมา แกว่งไกวไปมาเป็นจังหวะ

อีกด้านหนึ่งของโต๊ะหนังสือวางกระถางกำยานดินเผารูปปล้องไผ่อันประณีต กลิ่นกำยานไม้หยาไป่ถูกจุดไว้ ควันเบาบางลอยอ้อยอิ่ง ส่งกลิ่นหอมละมุนจางๆ เซี่ยฉีถือตำราครึ่งม้วนไว้ในมืออ่านอย่างจดจ่อ ม่านไม้ไผ่ถูกม้วนขึ้นครึ่งหนึ่ง ผสานเข้ากับบรรยากาศอันสดใสของฤดูร้อนนอกหน้าต่าง แลดูประดุจดอกกล้วยไม้หอมที่เบ่งบานผลิกลิ่นอยู่ภายในห้องกระนั้น

หนิงอี้มองเซี่ยฉีครู่หนึ่ง มองหางแมวแกว่งไกวครู่หนึ่ง แล้วก็นั่งนับนิ้วเล่นอย่างเบื่อหน่าย—ยังเหลืออีกสองชั่วยามจึงจะได้ออกจากสำนักศึกษา

เขาตัดสินใจแล้ว วันหยุดพักนี้จะไม่กลับบ้านก่อนเป็นอันขาด ทว่าต้องมุ่งหน้าไปสั่งเป็ดที่ร้านสกุลเสิ่นสักตัวก่อนเป็นอย่างแรก!

เขากำลังนับนิ้วเสร็จ ก็เห็นฉีหลินพลันลุกขึ้นยืนจากรังที่นอน เหยียดอุ้งเท้าหน้าบิดขี้เกียจ จากนั้นกระโดดลงมาจากกองตำราอย่างแผ่วเบาคล่องแคล่ว เบิกดวงตากลมโตคู่นั้นแอบชำเลืองมองเซี่ยฉี พอเห็นว่ามนุษย์ผู้นั้นมิได้สังเกตเห็นมัน มันก็มุดหัวแมวผลุบเข้าไปดื่มน้ำในถ้วยน้ำชาเครื่องเคลือบจวินฉือของเซี่ยฉีอย่างรวดเร็วปานสายแลบ

หนิงอี้เห็นเข้าเต็มสองตา กำลังจะอ้าปากเอ่ยเตือนเซี่ยฉี ทว่ากลับเห็นเซี่ยฉีไม่กล้าแม้แต่จะหันศีรษะไป เพราะกลัวว่าจะทำให้แมวตกใจตื่น เพียงส่ายหน้าส่งสัญญาณให้เขาเบาๆ เขาจึงต้องหุบปากฉับ ครู่เดียวฉีหลินก็ดื่มน้ำจนหนำใจ กระโดดลงจากโต๊ะเดินทอดน่องไปมาในห้อง ทั้งยังแวะลับเล็บกับขาเก้าอี้ที่เซี่ยฉีเอาเชือกป่านพันไว้ให้อีกด้วย

เซี่ยฉีจึงค่อยหันกลับมา เอ่ยอย่างจนใจว่า "ฉีหลินไม่ชอบดื่มน้ำ ถ้วยใบนั้นยามนี้ข้ายกให้มันไปแล้ว วันนี้ตั้งใจวางไว้ตรงนั้นเพื่อให้มันดื่มโดยเฉพาะ"

ก็น่าประหลาดนัก รินน้ำสะอาดใส่ไว้ในอ่างน้ำของมันดีๆ มันกลับดื้อดึงไม่ยอมดื่ม จะปรายตามองสักแวบก็ยังขี้เกียจ ทว่าขอเพียงเซี่ยฉีวางถ้วยน้ำชาไว้บนโต๊ะ ต่อให้มันเพียงแค่เดินผ่าน ก็จะต้องมุดหัวลงไปจิบสักอึกให้ได้

"จิตใจของแมวยากแท้หยั่งถึงจริงๆ" หนิงอี้ส่ายหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง "แต่เจ้าก็หมดทางเยียวยาแล้วเช่นกัน บัดนี้ถือว่ากลายเป็นทาสของแมวไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว"

"เป็นทาสแมว ข้าย่อมยินดีปรีดา!" เซี่ยฉีโต้แย้งกลับอย่างหนักแน่นมีเหตุผล ไม่สนใจเขาอีก ยื่นมือไปกวักเรียกฉีหลินเข้ามา โอบกอดแมวเหมียวขนฟูนุ่มไว้ เกาคางให้มันเบาๆ ก่อนจะหยิบหวีไม้จันทน์มาหวีสางขนลายด่างเกล็ดทองทั่วทั้งตัวของมัน หวีเอาขนร่วงกระจุกใหญ่ออกมา ทว่ามิได้ทิ้ง นำมาปั้นเป็นก้อนกลม แล้วเก็บใส่ถุงผ้าไว้

คิดว่าพอกลับไปถึงบ้าน จะลองถามช่างปักผ้าในจวนดูว่าสามารถนำขนของฉีหลินไปปั่นเป็นเส้นด้ายได้หรือไม่ หากนำขนแมวนี้มาปักเป็นฉากกั้นบานเล็กรูปหัวแมวได้สักสองชุดย่อมประเสริฐที่สุด จะได้เก็บภาพลักษณ์อันน่ารักไร้เดียงสาในวัยเยาว์ของฉีหลินไว้ตราบนานเท่านาน

เมื่อทำเสร็จแล้ว ชุดหนึ่งจะตั้งไว้ในห้องหนังสือของตน ส่วนอีกชุดหนึ่งจะส่งไปให้ที่บ้านของเสิ่นเหนียงจื่อ…

เสิ่นเหนียงจื่อ

ชิวหาวบอกว่าเสิ่นเหนียงจื่อได้รับภาพวาดเป็ดย่างแล้วเบิกบานใจยิ่งนัก ทั้งยังกล่าวขอบคุณไม่ขาดสาย ทว่าไฉนนางจึงไม่ส่งจดหมายตอบกลับมาบ้างเลยเล่า แม้จะมีเพียงไม่กี่คำก็ยังดี… ไม่รู้ว่าหลายวันมานี้เสิ่นเหนียงจื่อจะสุขสบายดีหรือไม่ เมื่อวานนี้ได้ออกไปชมโคมไฟหรือเปล่านะ?

เซี่ยฉีลูบไล้ขนหลังอันเป็นมันเงาเนียนนุ่มของฉีหลินไปทีละนิด ทว่าจิตใจกลับลอยละลิ่วไม่ได้อยู่กับแมวเสียนานแล้ว ฉีหลินหรี่ตาเคลิบเคลิ้มอย่างมีความสุข ทว่าในหัวของเขากลับเต็มไปด้วย "เสิ่นเหนียงจื่อจะเป็นเช่นไร เสิ่นเหนียงจื่อทำสิ่งใดอยู่…"

หนิงอี้เห็นเขาอุ้มแมวเหม่อลอย นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจากับตน ในใจยิ่งรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย จึงตัดใจยันกายลุกขึ้นมา ร้องสั่งให้เด็กรับใช้ประจำห้องหนังสือมาฝนหมึกเป็นพัลวัน "ทนไม่ไหวแล้ว! ข้าจะเขียนบทสรรเสริญเป็ดย่าง! วันหน้าข้าจะต้องรวบรวมบันทึกอาหารการกินขึ้นมาสักเล่ม บันทึกอาหารเลิศรสทั้งหมดที่เคยกินลงไป แล้วตีพิมพ์สลักแผ่นไม้เป็นเล่ม ตะกละอยากกินคนเดียว สู้ชวนให้ทุกคนตะกละอยากกินด้วยกันไม่ได้!"

โอ้โห ช่างเป็นปณิธานอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหลือเกิน หากปล่อยให้นายท่านที่บ้านล่วงรู้เข้า เกรงว่าคงได้โมโหจนเป็นลมล้มพับไปอีกครา

เด็กรับใช้สกุลหนิงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กางแผ่นกระดาษอย่างเงียบๆ หยดน้ำลงไปแล้วลงมือฝนหมึก

รอจนกระทั่งเสียงระฆังเข้าเรียนในสำนักศึกษาดังกังวานขึ้น ทุกคนต่างเดินเอื่อยเฉื่อยไปเข้าเรียนสองคาบสุดท้ายในห้องเรียน ในที่สุดก็ทนรอจนถึงเวลาเลิกเรียนเพื่อหยุดพักผ่อน ท่ามกลางเสียงระฆังอันยาวนาน เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างราวกับนกที่ถูกปล่อยออกจากกรง พากันกระพือปีกบินกลับบ้านของตนอย่างกระตือรือร้น

เสิ่นจี้เดินออกจากประตู บังเอิญพบกับรถม้าของสกุลเซี่ยเข้าพอดี เซี่ยฉีจึงเอ่ยชักชวนให้เขานั่งไปด้วยกัน เพื่อพากลับเข้าเมืองชั้นใน จะได้ไม่ต้องไปเบียดเสียดแย่งเกวียนโดยสารตรงประตูเมือง

รถม้าของสกุลเซี่ยทั้งกว้างขวางและสูงโปร่ง เสิ่นจี้ก้าวเข้าไปแล้วถึงได้พบว่าด้วยรูปร่างของเขา เพียงแค่ก้มศีรษะลงเล็กน้อยก็เดินได้แล้ว ตรงกลางมีโต๊ะตัวหนึ่ง สองฝั่งล้วนนั่งได้ทั้งสิ้น เขากล่าวขอบคุณแล้วนั่งลง ถึงได้สังเกตเห็นว่าฝั่งตรงข้ามยังมี "ที่นั่งแมว" อยู่ด้วย—ชั้นไม้เล็กๆ ที่แต่เดิมเซี่ยฉีเคยใช้วางตำราโบราณ บัดนี้ตำราอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย กลายมาเป็นพันด้วยเชือกป่าน ปูเบาะนวมนุ่มที่ทำจากผ้าต่วนทอ ทั้งยังมีผ้าห่มบางผ้าไหมผืนเล็กๆ อีกผืน บนชั้นยังแขวนม่านผ้าผืนเล็กวาดลวดลายแมวน้อยตะปบผีเสื้อ แขวนป้ายไม้เคลือบรักสลักอักษรสองคำว่า "ฉีหลิน" ไว้ เจ้าแมวเหมียวกำลังนอนเอกเขนกอยู่ด้านใน พลางหาวหวอดออกมาอย่างเกียจคร้าน

แมวบนผ้าม่านผืนนั้นถอดแบบมาจากฉีหลินไม่มีผิดเพี้ยน… ดูจากลายเส้นพู่กันแล้ว เกรงว่าคงจะเป็นฝีมือของจิ่วเกอเอ๋อร์วาดด้วยตนเองเป็นแน่

เซี่ยฉีชงชาให้เขา เอ่ยแลกเปลี่ยนเรื่องบทเรียนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ตลอดการเดินทางเสิ่นจี้จึงได้รับความรู้ไม่น้อย ก่อนจะได้ยินเขาเอ่ยถามขึ้นมาว่า "ปีก่อนๆ การสอบเซี่ยนซื่อจัดขึ้นในเดือนสอง การสอบฝูซื่อจัดขึ้นในเดือนสี่ ทว่าปีนี้กวนเจียมีพระราชโองการสั่ง 'เปิดสอบกรณีพิเศษ' ให้เลื่อนการสอบเซี่ยนซื่อมาเป็นเดือนแปด และการสอบฝูซื่อเป็นเดือนสิบ เจ้าคิดจะไปลองสอบดูหรือไม่?"

คำถามนี้ทำเอาเสิ่นจี้ชะงักงันไป

ในเวลานี้ การจะสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้ จำต้องผ่านการสอบเซี่ยนซื่อก่อน แล้วจึงไปสอบฝูซื่อ จึงจะนับว่าได้รับคุณวุฒิเป็นถงเซิง จากนั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบย่วนซื่อ และเมื่อสอบผ่านย่วนซื่อแล้วจึงจะสามารถขนานนามว่าซิ่วไฉได้ แม้การสอบเป็นซิ่วไฉจะเป็นเพียงบันไดขั้นเล็กที่สุดบนเส้นทางการสอบจอหงวน ทว่าสำหรับสามัญชนคนธรรมดาที่ปรารถนาจะกระโดดข้ามประตูมังกรแล้ว ก็นับว่าเป็นด่านที่ยากเย็นแสนเข็ญด่านหนึ่งเลยทีเดียว

เสิ่นจี้ก้มศีรษะลงเล็กน้อย "ข้าเพิ่งจะเล่าเรียนตำรามาได้ไม่กี่วัน จะกล้าไปเข้าร่วมได้อย่างไรขอรับ?"

ทว่าเซี่ยฉีกลับกล่าวว่า "แต่ข้ากลับเห็นว่าเจ้าควรไป การไปสอบครานี้ มิได้หวังผลว่าจะต้องสอบติด หากแต่เพื่อไปดูระเบียบแบบแผนในห้องสอบ ได้สัมผัสกับกิจการการสอบขุนนางด้วยตนเอง แม้จะกล่าวว่ายามนี้ภูมิความรู้ยังศึกษาได้ไม่ลึกซึ้งพอ ทว่าไม่อาจตื่นเวที ผ่านการสอบสักหนึ่งครา เจ้าถึงจะรู้ว่าการสอบเคอจวี่นั้นแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร เมื่อผ่านการสอบสักครั้ง วันหน้ายามอ่านคัมภีร์สี่ตำราห้าปกรณ์อย่างลึกซึ้ง จะได้ไม่หลงทิศทางและไม่วิตกกังวล นี่เป็นความคิดเห็นของข้า พอกลับไปแล้วเจ้าจงปรึกษาหารือกับ… พี่สาวของเจ้าให้รอบคอบเถิด"

เสิ่นจี้ฟังจนซาบซึ้งจับใจ พยักหน้าอย่างครุ่นคิด โดยมิได้สังเกตเห็นเลยว่า ยามที่เซี่ยฉีเอ่ยถึง "พี่สาวของเจ้า" นั้น มีน้ำเสียงที่ชะงักไปเล็กน้อย รวมถึงสายตาที่เบือนหลบไปด้านข้าง

เซี่ยฉีกล่าวจบก็มิได้เอ่ยสิ่งใดต่ออีก ความจริงแล้วไม่เพียงแต่การสอบเซี่ยนซื่อและการสอบฝูซื่อเท่านั้น เมื่อวันก่อนในวังหลวงเพิ่งจะประกาศพระราชโองการด่วนสามร้อยหลี่ บรรดาโจว ฝู่ และลู่ต่างๆ แม้กระทั่งการสอบย่วนซื่อก็ยังต้องเร่งรีบจัดขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว การจัดสอบสามระดับรวดเร็วบีบกระชั้นในหนึ่งปีเช่นนี้ ในอดีตไม่เคยปรากฏมาก่อนอย่างแน่นอน

กวนเจียขยายโควตาผู้สอบผ่านและเพิ่มการสอบเป็นกรณีพิเศษ เห็นได้ชัดว่าพระทัยที่ต้องการส่งเสริมบัณฑิตจากตระกูลยากไร้ของกวนเจียนั้นทวีความเร่งด่วนยิ่งขึ้นทุกที

เซี่ยฉีผ่านการสอบเซี่ยนซื่อและการสอบฝูซื่อมานานแล้ว เพียงแต่ต้องติดหล่มอยู่ที่การสอบย่วนซื่อเพราะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซี่ยฉีคิดอย่างสงบนิ่งว่า สามปีก่อนเขียนบทความสอบจบลงหนึ่งหน้ากระดาษ จู่ๆ ด้ามพู่กันก็หักสะบั้น หมึกเปรอะเปื้อนเต็มแผ่นกระดาษจนเขียนใหม่ไม่ทัน สองปีก่อนทหารเซียงจวินที่มาส่งถ่านหกล้ม กระถางถ่านคว่ำลงบนโต๊ะเผากระดาษข้อสอบของเขาวอดวาย ปีที่แล้วเพิงสอบพังครืนถล่มลงมา ปีนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีความซวยแบบแปลกใหม่ประการใดมาเยือนอีก?

ขณะที่เขากับเสิ่นจี้ต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง รถม้าก็ค่อยๆ หยุดลง

เสิ่นจี้ได้สติกลับมา คิดว่าคงจะถึงหน้าประตูจวนสกุลเซี่ยแล้ว จึงรีบลงจากรถ ในใจคิดว่าประเดี๋ยวเดินไปอีกหนึ่งถนนก็ถึงบ้านแล้ว

ทว่าพอกล่าวขอบคุณเซี่ยฉีแล้วรีบร้อนก้าวลงจากรถ ถึงได้พบว่ารถม้าจอดอยู่บนถนนในตลาด เงยหน้ามองขึ้นไป คำว่า "ร้านทังปิ่งสกุลเสิ่น" ตัวโตๆ กำลังแขวนเด่นอยู่บนป้ายหน้าร้าน เขาตกใจ หันหลังกลับไปคิดจะกล่าวขอบคุณ แต่ปรากฏว่าเซี่ยฉีก็อุ้มแมวก้าวลงจากรถม้าตามมาด้วย

ชั่วขณะที่เขากำลังยืนอึ้งอยู่นั้น พี่สาวก็แย้มยิ้มเต็มดวงหน้าก้าวออกมาต้อนรับแล้ว "จี้เกอเอ๋อร์ เจ้ากลับมาแล้วหรือ! วันนี้กลับมาแต่หัววันเชียว… อ้าว จิ่วเกอเอ๋อร์ก็อยู่ด้วยหรือ กลับมาด้วยกันหรือเจ้าคะ? ฉีหลิน! โตป่านนี้แล้วหรือเนี่ย! หัวกลมดิกน่าเอ็นดูจริงเชียว มามะ ให้ข้าอุ้มหน่อยสิ อัยหยา ทำไมพุงเจ้าถึงได้ใหญ่โตปานนี้เล่า?"

คิ้วและดวงตาของเซี่ยฉีพลันอ่อนโยนลงทันใด เขาทอดมองเสิ่นเหมี่ยวที่กำลังอุ้มแมว ก้าวเท้าข้ามผ่านเสิ่นจี้ไปยืนอยู่ข้างกายนาง ยื่นมือออกไปลูบแมวเช่นกัน พลางอธิบายอย่างละเอียด "ข้าก็สังเกตเห็นแล้วเหมือนกัน ถึงขั้นพามันไปตรวจดูที่ร้านยาสัตว์ของเหวินสิบเจ็ดเหนียงตรงถนนหม่าสิงเจีย หมอหมาแมวบอกว่ามันไม่มีโรคภัยอันใดเลย บนท้องล้วนเป็นชั้นไขมันที่กินเข้าไปจนอ้วนกลม จึงดูพุงโตเช่นนี้"

เสิ่นจี้ถูกเบียดให้ถอยฉากไปอยู่อีกด้านอย่างงุนงง กำลังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดแผกไป พี่สาวก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มจนตาหยีเอ่ยกับเซี่ยฉีว่า "จิ่วเกอเอ๋อร์มาได้จังหวะพอดีเชียว พวกเรากำลังปรึกษากันว่าจะทำป๋อโป๋จี กินกัน จิ่วเกอเอ๋อร์กินเผ็ดได้หรือไม่เจ้าคะ? จะอยู่ร่วมกินมื้อเย็นกับพวกเราหรือไม่?"

"ป๋อโป๋จีหรือ?"

"อ้อ… ความจริงแล้ว… คล้ายกับ 'ปัวเสียก้ง' [2] แบบแช่เย็นคลุกเคล้าผักจิปาถะน่ะเจ้าค่ะ ป๋อโป๋จีเป็นชื่อที่ข้าตั้งขึ้นมาส่งเดชเอง"

"ไม่หรอก ชื่อนี้ฟังดูน่าสนใจยิ่ง"

"เช่นนั้นจิ่วเกอเอ๋อร์ก็อยู่กินด้วยกันเถิดเจ้าค่ะ? ลำบากท่านต้องอ้อมทางมาส่งจี้เกอเอ๋อร์ถึงที่นี่ ว่าแต่ท่านต้องแวะกลับบ้านก่อนสักรอบหรือไม่เจ้าคะ?"

"มิต้องหรอก ชิวหาว เจ้ากลับไปเรียนท่านแม่สักคำก็พอ"

"เช่นนั้นก็วิเศษเลยเจ้าค่ะ จิ่วเกอเอ๋อร์เชิญข้างในเถิด พวกเรากำลังหั่นผักเสียบไม้อยู่พอดี! ท่านเข้ามาดูสิว่าจะถูกปากหรือไม่ ข้าทำน้ำซุปเย็นน้ำมันหวายเจียวกับน้ำมันพริกแดงไว้ ในฤดูร้อนกินสิ่งนี้สบายตัวที่สุด ทั้งเผ็ดหอมทั้งสดชื่น"

"ดี ข้าจะมาช่วยด้วย"

เสิ่นจี้ได้แต่ยืนอ้าปากค้างอยู่อีกด้าน มองดูคนทั้งสองเอ่ยตอบโต้กันคนละประโยค พูดคุยพลางลูบคลำแมวเดินเคียงคู่กันเข้าไปข้างใน

เดี๋ยวสิ… เกิด… เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? หรือว่าเขาจะถูกลืมเลือนไปอย่างกะทันหันเสียแล้ว?

เขาค่อยๆ หันศีรษะกลับไป ชิวหาวสะพายกล่องหนังสือยิ้มให้เขา พลางประสานมือคารวะ "คุณชายเสิ่น บ่าวขอตัวกลับก่อนขอรับ" ว่าแล้วก็ก้าวขึ้นรถม้าไป

โจวต้าคนขับรถม้ากลั้นหัวเราะพลางตบบ่าของเขาเบาๆ แม้แต่ม้าสีพุทราแดงของสกุลเซี่ยก็ยังพ่นลมหายใจฟืดฟาดใส่เขาด้วย

รอจนรถม้าสกุลเซี่ยแล่นจากไปแล้ว พี่สาวที่ในอ้อมแขนกอดกะละมังใส่ผักอยู่ จึงพลันนึกถึงเขาขึ้นมาได้ ชะโงกหน้าออกมาจากประตูด้านหลังที่เชื่อมต่อระหว่างลานหลังร้านกับหน้าร้าน เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ "จี้เกอเอ๋อร์ เจ้ายังยืนเซ่อทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ? รีบเข้ามาสิ!"

เซียงเจี่ยเอ๋อร์ก็มุดหัวออกมาจากใต้แขนของเสิ่นเหมี่ยวตามมาติดๆ "พี่ชาย รีบเข้ามาเร็ว!"

"มาแล้ว!" เสิ่นจี้พลันโยนความรู้สึกพิลึกกึกกือเมื่อครู่ทิ้งไปไว้เบื้องหลัง สะพายกล่องหนังสือสาวเท้าวิ่งกรูเข้าประตูบ้านอย่างรวดเร็ว

เปิดม่านออก วิ่งเข้าไปในลานหลังร้านที่กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมมาก ทั่วทั้งร่างของเขาก็จมดิ่งเข้าไปในกลิ่นหอมอบอวลเข้มข้นของอาหารในทันที

มีทั้งกลิ่นหอมของเป็ดย่าง กลิ่นหอมของทังปิ่ง และยังมีกลิ่นหอมเผ็ดร้อนเข้มข้นของฮวาเจียว

กลิ่นอายอันคุ้นเคยและงดงามนี้ทำให้จิตใจและร่างกายของเขาผ่อนคลายลงทันตา เขาวางกล่องหนังสือลง ล้างมือเรียบร้อย ก็ยกม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งลงข้างกายเฉินชวน เลียนแบบคนอื่นหยิบไม้ไผ่เหลาเรียวเล็กมาหนึ่งก้านเพื่อช่วยเสียบไม้ผัก พี่สาวก็ยกผักเข้ามาอีกกะละมัง เอ่ยแนะนำให้เขารู้จักทีละคนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คนที่เวลาหั่นผักชอบคุยกับผักไปด้วยผู้นี้คือถังเอ้อร์ คนที่ก้มหน้าก้มตาเคี่ยวน้ำซุปคือฝูซิง ส่วนคนที่กำลังขัดเกลาไม้เสียบคืออาเถา…

เป็นเวลาพลบค่ำพอดี แสงเงาใต้ชายคาพาดผ่านเป็นริ้วระยิบระยับ กระดิ่งลมไม้ไผ่ที่แขวนอยู่ตรงมุมชายคาส่งเสียงดังกุ๊งกิ๊งกรุ๊งกริ๊งตามสายลม

เขาเอ่ยทักทายกับทุกคนด้วยความเบิกบานใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถังเอ้อร์ที่ดึงตัวเขาไปชวนคุยไม่หยุดปาก หลังจากนั้นเซียงเจี่ยเอ๋อร์ก็ราวกับจะแข่งขันประชันดึงตัวเขาไปคุยด้วยเช่นกัน ทำเอาเขารับมือแทบไม่ทันเลยทีเดียว

ดังนั้น เขาจึงมิได้สังเกตเห็น

ทุกคนต่างนั่งล้อมวงกันอยู่ในลานเรือน ตรงกลางวางผักหลากหลายชนิดที่หั่นเตรียมไว้พร้อมไม้ไผ่เสียบ พี่สาววางกะละมังใส่ผักและเนื้อสัตว์ที่เพิ่งล้างเสร็จลง หมุนตัวเดินเข้าไปยกม้านั่งตัวหนึ่งออกมา เซี่ยฉีก็ทำทีเป็นไม่ตั้งใจ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขอรบกวนให้ฝูซิงขยับไปด้านข้างเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปขอรบกวนถังเอ้อร์ที่กำลังพูดจ้อไม่หยุดให้ขยับไปอีกหน่อย ชั่วพริบตาก็เปิดเป็นที่ว่างขึ้นมาหนึ่งที่

ในช่วงเวลาที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นนั้น พี่สาวจึงได้นั่งลงเคียงข้างเซี่ยฉีอย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะเจาะลงตัว

เขายิ่งมิได้สังเกตเห็นเลยว่า เมื่อครู่ตอนที่พี่สาวเดินไปล้างผัก เซี่ยฉีเพียงแค่ปรายตามองดูคนอื่นเสียบไม้ผักเพียงแวบเดียว ก็ลงมือเสียบไม้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวแท้ๆ ทว่ายามนี้จู่ๆ กลับเสียบไม้ไม่เป็นขึ้นมาเสียดื้อๆ ถึงขั้นกลายมาเป็นคนเงอะงะเก้งก้าง เดี๋ยวก็เผลอทิ่มมือตนเอง เดี๋ยวก็ทำผักหลุดร่วงจากไม้ เมื่อพี่สาวเหลือบเห็นเข้า จึงโน้มตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย แย่งเอาไม้เสียบในมือของเขามาถือไว้ เอ่ยสอนเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล "จิ่วเกอเอ๋อร์ การเสียบอาหาร ต้องเริ่มเสียบวัตถุดิบที่แข็งหน่อยก่อนเจ้าค่ะ อย่างเช่น หากเป็นไม้ที่ผสมระหว่างผักกับเนื้อสัตว์ ให้เสียบเผือกก่อนหนึ่งชิ้น แล้วค่อยเสียบเนื้อสัตว์หนึ่งชิ้น จากนั้นจึงเสียบใบผักหนึ่งใบ… แล้วก็อย่าเสียบแน่นจนเกินไปนะเจ้าคะ ต้องเว้นช่องว่างไว้บ้าง เวลาแช่ลงในน้ำซอส จะได้ซึมซาบเข้าเนื้อได้เร็ว…"

คนทั้งสองนั่งชิดติดกัน แขนเสื้อเสียดสีสัมผัสกัน หัวเข่าสัมผัสชนกันเป็นครั้งคราว

ใบหูของเซี่ยฉีแดงก่ำร้อนผ่าว เขาก้มหน้าลง ใต้หางตาที่แอบชำเลืองมอง ปอยผมเส้นหนึ่งข้างขมับของนางถูกสายลมพัดพลิ้วไหว ปลิวลงมาทอดสัมผัสอยู่บนหัวไหล่ของเขาเบาๆ

เชิงอรรถ

  • [1] หว่าจื่อ — ย่านสถานบันเทิงและศูนย์รวมมหรสพการแสดงในสมัยราชวงศ์ซ่ง
  • [2] ปัวเสียก้ง — อาหารประเภทต้มลวกในหม้อไฟโบราณสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยนำเนื้อสัตว์บางๆ มาลวกในน้ำซุปเดือดจนเนื้อเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อดั่งเมฆาสีชาด

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/61

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย