ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง
ตอนที่ 65 — ตอนที่ 65 งานเลี้ยงแกะย่างทั้งตัว
ผู้คนเต็มคันรถเบียดเสียดกันอยู่บนเกวียนวัวเทียมแผ่นกระดานกว้าง แล่นออกจากเมืองไปอย่างเชื่องช้าและโคลงเคลง
ทัศนียภาพสารทฤดูนั้น แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นแดนเหนือที่มีสี่ฤดูกาลแจ่มชัดถึงจะงดงามจับตา ทว่าหากเอ่ยถึงความยากง่ายในการผ่านพ้นฤดูหนาว ในยุคต้าซ่งที่ไร้ซึ่งเครื่องทำความร้อน ย่อมเป็นดินแดนทางใต้ที่เอาชีวิตรอดได้ง่ายดายกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
แถบเจียงหนานและหลิ่งหนานนั้นเขียวชอุ่มชุ่มชื่นตลอดสี่ฤดู ในฤดูหนาวยังคงมีมวลบุปผานานาพันธุ์เบ่งบาน อบอุ่นประหนึ่งวสันตฤดู โดยเฉพาะหลิ่งหนาน ในช่วงเวลานี้เกรงว่ายังคงร้อนจนต้องสวมเสื้อตัวเดี่ยวบางๆ ปูเสื่อกก นั่งตบยุง และกินแตงเย็นกันอยู่กระมัง
ย่อมยากที่จะได้สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงประเภทเพียงเห็นใบไม้ร่วงใบเดียวก็รู้ว่าสารทฤดูมาเยือน
เสิ่นเหมี่ยวนั่งอยู่บนเกวียน วัวเทียมเกวียนค่อยๆ ลากตัวรถผ่านช่องประตูเมืองชั้นนอก มุ่งหน้าแล่นสู่เส้นทางหลวงสถานีม้า พลันนั้นสายตาก็กว้างขวางโปร่งโล่งขึ้นมาทันตา
ท้องฟ้าสูงโปร่ง เมฆขาวลอยละล่อง ชนบทเบื้องหน้าเหลืองอร่ามดั่งทอง กิ่งก้านใบไม้ล้วนถูกแต่งแต้มด้วยสีสันแห่งสารทฤดู บนถนนสถานีม้าเกลื่อนกล่นไปด้วยใบไม้สีเหลืองที่ร่วงหล่นปลิดปลิว บนกำแพงลานบ้านของชาวบ้านบางหลัง มีกิ่งต้นพลับสีแดงผลดกย้อยยื่นพ้นออกมาริมรั้ว ผลพลับลูกเล็กๆ แขวนห้อยเป็นพวงอยู่ตามปลายกิ่ง ดูราวกับโคมไฟสีแดงดวงน้อยๆ ชวนมองให้ความรู้สึกน่ารักและเปี่ยมด้วยบรรยากาศมงคลยิ่งนัก
เมื่อเดินทางไกลออกไปอีกหน่อย สองฟากฝั่งของถนนหลวงสถานีม้าก็กลายเป็นทุ่งข้าวสาลีสุดลูกหูลูกตา ภายในท้องทุ่งยังมีชาวนาจำนวนมากกำลังง่วนอยู่กับการหว่านข้าวสาลีฤดูหนาว เดือนแปดเพิ่งจะเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ยามนี้จึงต้องเร่งรีบเพาะปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวต่อทันที ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของรอบปีเช่นนี้ บรรดาครอบครัวชาวไร่ชาวนาไม่ว่าบุรุษหรือสตรีต่างต้องลงแรงทำงานในแปลงนา แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็มิได้ว่างเว้น
เด็กหลายคนวิ่งเท้าเปล่าไปตามคันนาดิน พับร่นขากางเกงและชายเสื้อขึ้น วิ่งควานเก็บสิ่งของไปทั่วท้องทุ่ง ช่วยครอบครัวเก็บก้อนหินและถอนวัชพืช บางคนก็ช่วยบิดามารดาแบกเมล็ดพันธุ์ คอยเดินเคียงข้างช่วยหว่านเมล็ด
ทว่าก็มีเด็กที่ไม่ค่อยเชื่อฟังอยู่บ้างเช่นกัน ในผืนนาที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จและเตรียมพักดินซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ยังคงมีกองฟางที่สุมพูนสูงลิบวางเรียงรายอยู่อีกหนึ่งหรือสองกอง คาดว่าคงเตรียมไว้เผาทำปุ๋ยบำรุงดิน มีเด็กซุกซนคนหนึ่งปีนป่ายขึ้นไปบนนั้นไม่หยุดหย่อน ก่อนจะ ‘ฟิ้ว’ ลื่นไถลตัวลงมา เศษฟางแห้งติดเปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง แม้จะก้นกระแทกพื้นจนเจ็บระบม ทว่าใบหน้ายังคงยิ้มเริงร่าจนปากแทบฉีกถึงรูหู
ผลก็คือ ยังมิทันได้ดีใจได้กี่เพลา ก็ถูกมารดาแท้ๆ ที่ปรี่เข้ามาด้วยท่าทีดุดันดึงหูเข้าอย่างจัง กดคว่ำลงบนตักแล้วกระหน่ำฝ่ามือฟาดลงมาเสียงดังเผียะๆ อย่างไม่ยั้งมือ
“ไอ้ลูกเวรนี่! เห็นอยู่ว่างานยุ่งจนส้นเท้าแทบไม่ติดพื้น เจ้าไม่ช่วยงานดีๆ ยังจะทำตัวเหมือนลิงวิ่งกระโดดโลดเต้นไปทั่ว หากยังรื้อทำลายกองฟางอีก คอยดูเถอะว่าแม่จะตีเจ้าลูกกระต่ายนี่ให้ตาย!”
เด็กน้อยผู้นั้นจึงแผดเสียงร้องโหยหวนปานหมูถูกเชือดขึ้นมาทันที “ท่านแม่จ๋า! แม่แท้ๆ จ๋า! ข้าไม่กล้าแล้วจ้า!”
เสิ่นเหมี่ยวมองดูภาพนั้นแล้วทั้งขบขันทั้งเวทนา อากาศช่วงเช้าค่ำยามนี้เริ่มเย็นลงแล้ว ทว่าผู้ใหญ่และเด็กๆ ที่ทำงานเหล่านี้กลับยังคงสวมเสื้อกั๊กตัวสั้นของฤดูร้อน ทั้งยังไม่ยอมเสียดายเงินใส่รองเท้า นอกจากหญิงสาววัยรุ่นบางส่วนที่สวมรองเท้าฟางแล้ว บรรดาบุรุษ เด็กๆ หรือแม้กระทั่งหญิงชราส่วนใหญ่ล้วนยืนเท้าเปล่าย่ำอยู่บนผืนดินในแปลงนา
ทว่าเมื่อนางเพ่งมองดูให้ละเอียดยิ่งขึ้น ชาวนาคนหนึ่งที่กำลังหว่านข้าวสาลีมีผิวพรรณคล้ำแดดเป็นสีทองแดง ทั่วร่างชุ่มโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อราวกับเพิ่งอาบน้ำมา เมื่อต้องแสงแดดอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ร่วง ร่างกายของเขาก็เปล่งประกายระยิบระยับ
เสิ่นเหมี่ยวจึงได้แต่ปลอบใจตนเอง บางทีการที่พวกเขาสวมเพียงเสื้อตัวเดียวอาจเป็นเพราะตรากตรำทำงานหนัก ยามลงแรงทำงานจนเหงื่อท่วมกายจึงไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นเลยแม้แต่น้อย
เซียงเจี่ยเอ๋อร์เองก็ชะเง้อคอมองซ้ายแลขวาไปตามกัน ครั้นเห็นเด็กผู้นั้นถูกตี นางก็สะดุ้งหดคอพลางพึมพำเสียงเบาด้วยความรู้สึกร่วมว่า ‘เจ็บจัง เจ็บจัง’ เสิ่นเหมี่ยวเห็นแล้วได้แต่ลอบหัวเราะในใจ พฤติกรรมปีนกองฟางเล่นแทนไม้กระดานลื่นอันน่าถูกตีเช่นนี้ หากปล่อยให้เซียงเจี่ยเอ๋อร์มีโอกาสได้ทำบ้าง นางจะต้องเล่นซนแบบนั้นแน่แท้!
เฉินชวนนั่งเบียดอยู่ข้างกายเซียงเจี่ยเอ๋อร์ บนเกวียนแผ่นกระดานที่โยกคลอนไปมา เขายังคงหลับตาพลางท่องจำตัวบทกฎหมาย 《ซ่งสิงถ่ง》 เสียงแผ่วเบา
อันที่จริงเสิ่นเหมี่ยวก็เป็นพวกปากอย่างใจอย่างเช่นกัน หนังสือตำรากฎหมายสองเล่มที่หมอความเติ้งคัดลอกด้วยลายมือนั้น ในที่สุดนางก็ซื้อกลับมาจนได้ ทั้งยังวางแผนตารางการเรียนรู้ให้ตนเองไว้อย่างดิบดี—ทุกคืนก่อนนอนจะต้องท่องจำบทกฎหมายให้ได้สิบมาตรา เช่นนี้แล้วไม่เกินสองเดือนก็คงอ่านจบทั้งเล่ม! ช่างเป็นแผนการที่สมบูรณ์แบบเหลือเกิน ทว่าความจริงก็คือ พอนางเปิดอ่านหน้าแรกได้ไม่ทันถึงหนึ่งเค่อ หนังตาก็เริ่มหนักอึ้ง ความง่วงงุนถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นซัด
ที่สำคัญคือนอนหลับได้สนิทและสบายใจยิ่งนัก
เสิ่นเหมี่ยวเคยวิเคราะห์ตนเองอย่างลึกซึ้งแล้ว เรื่องนี้หาใช่ความผิดของนางไม่ การอ่านตำราอักษรจีนตัวเต็มที่เขียนจากขวาไปซ้าย ตัวอักษรตัวจิ๋วเรียงเป็นแถวแนวตั้งโดยไม่มีเครื่องหมายวรรคตอนใดๆ นั้น นางรู้สึกว่ามันช่างกินแรงและยากลำบากยิ่งนัก แม้จะได้ข้ามภพมาแล้ว ทว่าความเคยชินในการอ่านอักษรตัวย่อแนวนอนจากชาติก่อนยังคงตามมารบกวนจิตใจ ส่งผลให้นางอ่านหนังสือในยามนี้ได้ช้ากว่าคนในยุคต้าซ่งขนานแท้เสียอีก
ยกตัวอย่างเช่น จี้เกอเอ๋อร์ เซียงเจี่ยเอ๋อร์ และเฉินชวน พวกเขาเรียนรู้ตัวอักษรและอ่านหนังสือได้เร็วกว่านางมากโข คนเหล่านั้นเปรียบเสมือนกระดาษขาวบริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลา ‘แปลความหมายกลับไปกลับมาในสมอง’
ยิ่งตำรากฎหมายด้วยแล้ว ย่อมแห้งแล้งน่าเบื่อหน่ายเป็นทวีคูณ
นางพยายามอยู่หลายครา ทว่าทุกครั้งพอประคองหนังสือขึ้นมาก็ผล็อยหลับไปเสียทุกที อ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว แต่ยังคงค้างเติ่งอยู่ที่หน้าแรกมิไปไหน
ช่างน่าชอกช้ำใจนัก
คาดไม่ถึงเลยว่า คนที่ตั้งใจปลูกดอกไม้อย่างนาง ดอกไม้กลับไม่ยอมผลิบาน ทว่าเด็กชายอย่างเฉินชวนที่ไม่ได้จงใจ กลับกลายเป็นกิ่งหลิวที่ปักชำแล้วเติบโตงอกงามได้อย่างน่าอัศจรรย์
มีอยู่คราหนึ่ง เขาเห็นเสิ่นเหมี่ยวทำหน้าตาบิดเบี้ยวเจ็บปวดขณะบังคับตนเองให้อ่านตำรากฎหมาย จึงอยากชะโงกหน้าเข้ามาดูว่ามีสิ่งใดกันหนอที่น่าเกลียดน่ากลัวเพียงนั้น ถึงทำให้ใบหน้าของพี่สาวสกุลเสิ่นย่นยู่ดูเหมือนเส้นผักกาดดองได้ถึงเพียงนี้
ครั้นเขาได้ลองอ่านดู กลับรู้สึกติดอกติดใจเป็นอันมาก ทุกวันจะต้องมาขอยืมเสิ่นเหมี่ยวไปเปิดอ่าน แม้ว่าส่วนใหญ่จะอ่านไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม
เสิ่นเหมี่ยวย่อมยินดีปรีดาเป็นที่สุด รีบยื่นหนังสือให้เขานำไปอ่านทันที
บัดนี้เฉินชวนศึกษาด้วยตนเองมาเป็นเวลานานแล้ว เดิมทีเขารู้จักตัวอักษรไม่มากนัก ในช่วงแรกทำได้เพียงจดจำตัวอักษรที่อ่านไม่ออกเอาไว้ก่อน รอจนเสิ่นเหมี่ยวว่างจึงค่อยมาไต่ถาม หากเป็นอักษรตัวเต็มที่แม้แต่เสิ่นเหมี่ยวก็ยังไม่รู้จัก เขาก็จะวาดลอกเลียนแบบตามตำราลงบนกระดาษอย่างประณีต ทั้งยังจดระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นตัวอักษรในหน้าใดมาตราใด จากนั้นก็รอจนจี้เกอเอ๋อร์กลับมาสอนให้อ่าน แล้วเขาจึงค่อยเขียนคำแปลและคำอ่านกำกับไว้ข้างๆ
เขามีความมุ่งมั่นพากเพียรยิ่งนัก ทั้งยังสงบนิ่งและมีสมาธิมั่นคง
ยกตัวอย่างเช่นคำว่า ‘โต้ว’ (鬭) ในตอนแรกเฉินชวนไม่เข้าใจความหมาย เมื่อจดบันทึกไว้และถามจนกระจ่างแจ้งแล้ว เขาก็จะเขียนกำกับไว้ข้างๆ ว่า ออกเสียงเหมือนคำว่า ‘โต้ว’ (豆) มาจากหมวด ‘ว่าด้วยการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกาย’ หมายถึงการต่อสู้ การวิวาท ดั่งเช่นคำว่า ‘โต้วจี’ (ชนไก่) หรือ ‘เหลียงหู่เซียงโต้ว’ (เสือสองตัวต่อสู้กัน)
เขาเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนที่ขากระดูกหักยังไม่ทันได้ถอดเฝือกไม้ไผ่ ยามที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกจึงเหมาะแก่การอ่านหนังสือที่สุด จนถึงบัดนี้เขามี ‘พจนานุกรมเฉินชวน’ ที่เขียนขึ้นมาด้วยตนเองเล่มหนึ่งแล้ว
เซียงเจี่ยเอ๋อร์เองก็ได้อานิสงส์จากการมีเขาเป็นเพื่อนร่วมเรียนหนังสือ จากเดิมที่เป็นเด็กรักสนุกและอยู่ไม่สุข ยามนี้กลับเรียนรู้ตัวอักษรเพิ่มขึ้นได้อีกหลายตัว
เวลานี้ แม้กระทั่งยามที่เซียงเจี่ยเอ๋อร์อ่านบทกวี 《เชียนจื้อเหวิน》 (พันอักษร) ก็สามารถท่องอ่านได้อย่างลื่นไหลเป็นประโยคแล้ว มิได้ติดขัดตะกุกตะกักเหมือนเมื่อก่อน ที่พอเรียนหนึ่งประโยคก็ต้องวงกลมตัวอักษรที่อ่านไม่ออกไปเสียสามตัว (ทั้งบรรทัดมีเพียงสี่ตัวอักษรเท่านั้น)
เฉินชวนยิ่งก้าวหน้าไปไกล ด้วยความช่วยเหลือของจี้เกอเอ๋อร์ที่ได้หยุดพักกลับบ้านมาเป็นครั้งคราว บัดนี้เขาสามารถค่อยๆ ท่องจำตัวบทกฎหมายได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว
เสิ่นเหมี่ยวเองก็ไม่รู้ว่าความสนใจของเขาในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่นางเคยพาเขาไปศาลว่าการหรือไม่—นับตั้งแต่ขาของเฉินชวนหายดี ขอเพียงเสิ่นเหมี่ยวมีเวลาว่าง นางก็จะพาเขาไปสอบถามความคืบหน้าของคดีที่ศาลว่าการอยู่เสมอ ว่ามีข่าวคราวของพวกลักพาตัวเด็กบ้างหรือไม่ สืบทราบหรือยังว่าเขาพลัดหลงมาจากโจวหรือฟู่แห่งใด มีผู้ใดมาตามหาเขาบ้างหรือไม่ ทว่าทุกครั้งกลับต้องผิดหวังกลับมาเสมอ
ได้ยินหมอความเติ้งแอบกระซิบบอกว่า คดีความที่ศาลว่าการเมืองไคเฟิงฟู่ต้องรับไว้ในแต่ละวันนั้นมีมากมายมหาศาลดั่งขนวัว อย่าว่าแต่คดีลักพาตัวเฉินชวนที่ยังไม่ทันได้เริ่มสืบสวนเลย แม้แต่คดีคนหายหลายรายที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลชมบัว ทางการก็ยังไม่มีกำลังคนพอจะออกไปตามหา เจ้าหน้าที่มือปราบไม่กี่คนออกตรวจตราอย่างรีบร้อนอยู่เพียงสองสามวัน ครั้นควานหาเบาะแสใดไม่พบ เพื่อที่จะปิดคดีและทำให้แผ่นบันทึกผลงานความดีความชอบช่วงสิ้นปีดูดี จึงได้แอบปิดบังผู้บังคับบัญชาและผู้เสียหาย แล้วด่วนตัดสินคดีไปอย่างลวกๆ ว่า ‘จมน้ำเสียชีวิต’ เพื่อปัดสวะให้พ้นตัวไปเท่านั้น
นี่นับเป็นเล่ห์เหลี่ยมกลโกงที่เสมียนเฒ่าเจ้าเล่ห์ระดับล่างมักใช้หลอกลวงเบื้องบนและกดขี่เบื้องล่างอยู่เป็นประจำ
เสิ่นเหมี่ยวได้แต่ทอดถอนหายใจยาวด้วยความเวทนา
ข้างกายเฉินชวนมีเยี่ยนซูที่นั่งเบียดอยู่ เขาฟังเฉินชวนท่องจำตำรากฎหมายจนผล็อยหลับไป ศีรษะเอียงซบลงบนไหล่ของเฉินชวน พลางกรนฟี้ๆ หลับสนิทอย่างแสนสบายอารมณ์
ส่วนจี้เกอเอ๋อร์ที่อยู่ถัดจากเยี่ยนซูกลับชะโงกตัวออกไป สนทนาพาทีกับไป๋เหล่าซานผู้ทำหน้าที่บังคับเกวียนอย่างออกรส
ที่แท้ครอบครัวของไป๋เหล่าซานกลับเป็น ‘มหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง’ ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้น ผู้เฒ่าไป๋ในอดีตสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากเสื่อกกขาดๆ เพียงผืนเดียว อาศัยการสานเสื่อกก สานรองเท้าฟาง ค่อยๆ กัดฟันสู้ชีวิตจนก้าวขึ้นมาเป็นพ่อค้าแพรพรรณผ้าไหมรายใหญ่ในเมืองเปี้ยนจิง เส้นทางชีวิตช่างโลดโผนเปี่ยมด้วยตำนานยิ่งนัก จี้เกอเอ๋อร์ได้ยินเรื่องราวการสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยมือเปล่าเช่นนี้ก็ฟังอย่างมีรสชาติ ถึงขั้นปีนขึ้นไปนั่งเคียงข้างไป๋เหล่าซานบนคานเกวียนด้านหน้าเลยทีเดียว
วันนี้บนเกวียนแผ่นกระดานกว้างคันนี้อัดแน่นไปด้วยผู้ใหญ่สามคน ได้แก่ เสิ่นเหมี่ยว เซี่ยฉี และถังเอ้อร์ พร้อมด้วยเด็กอีกสี่คน คือ เซียงเจี่ยเอ๋อร์ จี้เกอเอ๋อร์ เฉินชวน และเยี่ยนซู เกวียนทั้งคันจึงเบียดเสียดจนแทบไม่มีที่ว่างเหลือ น่าเวทนาคนร่างสูงใหญ่อย่างเซี่ยฉีที่ไม่สามารถเหยียดขาได้เลย ทำได้เพียงคู้เข่าแนบไว้กับแผงอก
ท่านั่งนั้นจึงดูเรียบร้อยว่าง่ายเป็นที่สุด
อาเถา ฝูซิง และโหย่วอวี๋ยังคงอยู่ที่ร้าน เปิดร้านค้าขายตามปกติ เดิมทีเสิ่นเหมี่ยวตั้งใจจะชวนพวกเขามาด้วยกันทั้งหมด แล้วปิดร้านพักผ่อนสักหนึ่งวันก็มิได้เสียหายอันใด
ทว่าอาเถามิยอม นับแต่นางล่วงรู้ว่าเสิ่นเหมี่ยวคำนวณเงินค่าจ้างตามยอดขาย โดยคิด ‘ส่วนแบ่งพิเศษ’ จากจำนวนชามทังปิ่ง จำนวนกาของสุรา และจำนวนตัวของปลาย่างกับเป็ดย่าง นางก็กระตือรือร้นจนหยุดไม่อยู่เสียแล้ว!
จิตใจของนางดำดิ่งลงไปในช่องเงินอีแปะอย่างถอนตัวไม่ขึ้น การจะให้ปิดร้านนั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้เสิ่นเหมี่ยวไม่อยู่ นางก็ยังยืนกรานจะย่างเป็ดขายให้จงได้!
ประจวบเหมาะกับที่ฝูซิงเองก็อยากอยู่เฝ้าร้านเช่นกัน เขาหลงใหลการเฝ้าเตาเป็ดย่างอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาหมุนแกนเหล็กด้วยมือเดียว เพื่อที่ต่อไปจะได้ย่างเป็ดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ยามนี้เคล็ดวิชาดังกล่าวจวนเจียนจะจับทิศทางได้แล้ว ย่อมไม่อาจยอมให้ความพยายามต้องล้มเหลวไปกลางคัน
ในเมื่อพวกเขายืนกรานจะอยู่เฝ้าร้าน โหย่วอวี๋จึงมาทำงานตามปกติด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งช่วยดูแลสุนัขทั้งสองตัวไปด้วย
เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน มิฉะนั้นเกวียนวัวของไป๋เหล่าซานคงไม่อาจบรรทุกผู้คนมากมายเพียงนี้ได้หมด
เสิ่นเหมี่ยวนั่งบนเกวียนอย่างไร้จุดหมายพลางคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย ทันใดนั้นเหลือบไปเห็นว่าเซี่ยฉีนั่งด้วยท่าทางอึดอัดขัดยอก นางจึงค่อยๆ ขยับตัวไปทางด้านข้างอย่างเงียบเชียบ เพื่อเว้นที่ว่างให้แก่บุรุษร่างสูงใหญ่น่าสงสารผู้นี้อีกสักเล็กน้อย
คาดไม่ถึงเลยว่า พอตนเองเพิ่งจะขยับตัวไปด้านข้าง เซี่ยฉีก็ขยับเรียวขาตามมาติดๆ เขยิบกายเข้ามาใกล้จนเติมเต็มช่องว่างนั้นให้แนบสนิทดังเดิม
เสิ่นเหมี่ยวก้มศีรษะลง มองดูมือของตนที่ทอดวางยันไว้ข้างกายชั่วครู่ และมองดูปลายนิ้วเรียวยาวข้อนิ้วได้รูปที่งอคู้ขึ้นเล็กน้อยของเซี่ยฉี ซึ่งอยู่ห่างจากมือนางเพียงหนึ่งชุ่นเท่านั้น
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
เขาหาได้มองมาที่นางไม่ สายตายังคงทอดมองทิวเขาสลับซับซ้อน เงาแมกไม้ และดงดอกตี่ริมลำธารที่ค่อยๆ เคลื่อนถอยหลังไปอย่างช้าๆ ดูราวกับกำลังดื่มด่ำชื่นชมทัศนียภาพสารทฤดูจนเคลิบเคลิ้มหลงใหล
หากมิใช่เพราะร่างกายของเขาเกร็งแข็ง ลำคอตั้งตรงแน่วดั่งคนตกหมอน อีกทั้งใบหูยังแดงก่ำจนแทบจะหยดเลือด เสิ่นเหมี่ยวคงถูกเขาหลอกจนหลงเชื่อไปแล้ว ว่าเขานั่งนานจนขาเหน็บชาจึงต้องขยับกายเปลี่ยนท่าทาง
ในใจของนางยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้ มีความยินดีอยู่บ้าง ทว่าส่วนใหญ่กลับเป็นความประหม่าทำตัวไม่ถูกและความหวั่นไหวสับสน
ตัวนางเป็นสตรีหม้ายแต่งงานรอบสองที่ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ถึงสามคน จิ่วเกอเอ๋อร์เพียบพร้อมไปเสียทุกสิ่ง เหตุใดดวงตาจึงฝ้าฟางจนมาเกิดความรู้สึกบางอย่างต่อนางได้เล่า อันที่จริง… ก่อนหน้านี้เสิ่นเหมี่ยวก็พอจะรับรู้ได้เลาๆ อยู่บ้างแล้ว
ในวันนี้เมื่อทั้งสองต้องมานั่งเบียดชิดกันถึงเพียงนี้ เกวียนวัวโยกคลอนโคลงเคลงไปตามถนนดินลูกรังที่ไม่ราบเรียบ หัวไหล่ของนางกับจิ่วเกอเอ๋อร์จึงมักจะกระทบกันเป็นระยะ แขนเสื้อเสียดสีกัน และข้อศอกสัมผัสโดนกันอยู่เนืองๆ
ยากนักที่จะไม่รู้สึกตัว การเสแสร้งแกล้งทำของจิ่วเกอเอ๋อร์มิได้แยบยลแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเกิดมาพร้อมประสาทสัมผัสที่เฉียบไวละเอียดอ่อนกว่าผู้อื่น
แล้วตัวนางเล่า
เสิ่นเหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะถามใจตนเอง ไม่เคยหวั่นไหวเลยหรือ หรือว่าเริ่มหวั่นไหวเข้าแล้ว
ไต่ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางก็ยังไม่อาจหาคำตอบที่แน่ชัดให้แก่ตนเองได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่กระจ่างแจ้งชัดเจนที่สุดในใจ—นางยังคงอยากหาเงิน อยากเปิดร้าน อยากทุ่มเททำในสิ่งที่ตนรักอย่างเต็มที่ก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
ต่อให้อยู่ในยุคราชวงศ์ซ่ง ความมุ่งมั่นข้อนี้ก็เปรียบเสมือนแสงประทีปที่ยังคงสว่างไสวอยู่ในใจของนางเสมอมา
อันที่จริง… ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุ
เรื่องของการแต่งงานและความรักนั้น หลังจากได้ผ่านการซึมซับความทรงจำของร่างเดิมมาแล้ว มันกลับทำให้เสิ่นเหมี่ยวรู้สึกหวาดผวาและขยาดกลัวจนจับใจ ทำให้นางแม้จะเผลอหวั่นไหวไปชั่ววูบ ทว่าไม่นานก็พลันเย็นเยียบลงอย่างรวดเร็ว และไม่กล้าคาดหวังกับมันอีก
นางมิเพียงรู้ซึ้งว่าเสิ่นต้าเจี่ยเอ๋อร์ต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใดเมื่อยามอยู่ในตระกูลหรง ทว่านางยังรู้ดีอีกด้วยว่า เมื่อครั้งที่หรงต้าหลางเพิ่งเดินทางมาถึงเปี้ยนจิงใหม่ๆ นั้น เขาเคยปฏิบัติต่อต้าเจี่ยเอ๋อร์ด้วยความอ่อนโยนเอาอกเอาใจและใส่ใจในทุกรายละเอียดเพียงใด ยามฝนตกก็คอยกางร่มส่งให้ ยามแดดออกก็นำดอกไม้มามอบ ยามนั่งอยู่ที่โต๊ะยังใช้นิ้วจุ่มน้ำชาบรรจงเขียนชื่อของนางลงบนโต๊ะเพื่อสอนหนังสือให้
ความทรงจำของต้าเจี่ยเอ๋อร์แจ่มชัดอยู่ในสมองของนาง ประดุจเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย
ทว่าหลังจากแต่งเข้าตระกูลหรง หรงต้าเหนียงกลับแสร้งทำเป็นล้มป่วย กลางวันสั่งให้ลูกสะใภ้คอยปรนนิบัติพัดวี กลางคืนหรงต้าหลางก็ไปนอนค้างในห้องของมารดาโดยอ้างว่า ‘ปรนนิบัติยามป่วยไข้’
ต่อมาหลังจากนั้น บิดามารดาสกุลเสิ่นประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหัน ต้าเจี่ยเอ๋อร์หลังจากจัดการงานศพเสร็จสิ้นก็ต้องพลัดพรากจากน้องชายและน้องสาว เดินทางกลับสู่จินหลิงเพียงลำพัง นางโศกเศร้าเสียใจจนแทบล้มป่วยลุกจากเตียงไม่ไหว ร่างกายก็อ่อนแอซ้ำยังต้องไว้ทุกข์ ทว่าหรงต้าหลางในเวลานั้นกลับใช้สินเดิมของต้าเจี่ยเอ๋อร์เป็นใบเบิกทางเปิดประตูสู่สำนักศึกษาหมิงโจวฟู่ แล้วรีบร้อนเดินทางไปร่ำเรียนหนังสือที่หมิงโจวฟู่อย่างกระตือรือร้น
นับแต่นั้นมา เขาก็ได้กิ่งไม้ทองกิ่งใหม่ให้เกาะเกี่ยว และแทบจะไม่เคยกลับบ้านอีกเลย
เรื่องราวหลังจากนั้นยิ่งมิต้องเอ่ยถึง เมื่อตกอยู่ในกำมือของหรงต้าเหนียง ต้าเจี่ยเอ๋อร์เคยได้ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่ใดกัน จากการคอยเอาอกเอาใจประจบประแจงก่อนแต่งงาน พลิกผันกลายเป็นการจงเกลียดจงชังจนอยากจะสาปแช่งให้ตายตกไปตามกันหลังแต่งงาน เมื่อนำสองสิ่งนี้มาเปรียบเทียบกันแล้ว มันช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่น่าเวทนาและโหดเหี้ยมจนทำให้ทั่วทั้งร่างต้องสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ
แน่นอนว่าเสิ่นเหมี่ยวรู้ดีว่าจิ่วเกอเอ๋อร์กับหรงต้าหลางนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนที่ทำให้นางผิดหวังและเจ็บปวดก็หาใช่จิ่วเกอเอ๋อร์ไม่ ทว่าความรู้สึกนี้เปรียบเสมือนรอยประทับตราที่ร่างเดิมทิ้งไว้ในร่างกายของนาง ราวกับคอยส่งเสียงตักเตือนนางอยู่ทุกลมหายใจ ว่าอย่าได้ใช้อารมณ์ชั่ววูบ อย่าได้ก้าวเดินผิดพลาด และห้ามมอบหัวใจให้ผู้ใดโดยง่ายเด็ดขาด
เรื่องนี้มิได้เกี่ยวข้องกับผู้อื่น สิ่งที่นางต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ ก็คือปมในใจที่ต้าเจี่ยเอ๋อร์ทิ้งไว้ให้นางนั่นเอง
เสิ่นเหมี่ยวหลับตาลงพลางสูดลมหายใจเข้าลึก สลัดความทรงจำที่ชวนให้เคียดแค้นชิงชังเหล่านั้นออกไปจากหัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นทอดมองท้องนภากว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดจิตใจก็กลับมาสงบนิ่งได้อีกครา
นางคิดในใจว่า เช่นนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปก่อนเถิด บางทีอาจมีสักวันหนึ่ง ที่นางจะได้พบคำตอบสำหรับตนเองและสำหรับจิ่วเกอเอ๋อร์
เซี่ยฉีหาได้ล่วงรู้ไม่ว่าการแสดงอันเงอะงะงุ่มง่ามของตนถูกมองทะลุปรุโปร่งไปเนิ่นนานแล้ว ใบหูคู่ที่แดงก่ำจนร้อนผ่าวนั้นได้หักหลังเขาอย่างหมดเปลือก
ตัวเขาเองก็ตระหนักได้ว่าติ่งหูของตนร้อนผ่าวราวกับถูกไฟแผดเผา ใจหนึ่งก็อยากจะยกมือขึ้นมากุมปิดใบหูที่ไม่รักดีคู่นั้นเอาไว้ ทว่าอีกใจก็คิดว่าการกระทำเช่นนั้นยิ่งไม่ต่างจากการร้อนตัวเผยพิรุธ เปรียบดั่งสุภาษิต ‘ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง’ ยิ่งปิดบังก็ยิ่งประจาน สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ยืนกรานนับเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวราวกับจะกระดอนหลุดออกมานอกแผงอก พลางลอบก่นด่าหัวใจของตนเองอยู่ในก้นบึ้งว่า ‘เจ้าจงเต้นต่อไปเถิด เต้นให้ดังกว่านี้อีกสิ จะมีหัวใจดวงไหนเต้นสู้เจ้าได้อีกเล่า! ไอ้หัวใจไม่รักดี ไม่อดทน ไร้ความเยือกเย็น ไร้ยางอาย สิ้นคิดเช่นนี้ เหตุใดยังไม่รีบสงบลงอีก!’
เขาอยากจะเอื้อมมือไปกดแผงอกที่กำลังกระเพื่อมไหวอย่างบ้าคลั่งนั้นให้หยุดลงเสียจริง
ในขณะที่เซี่ยฉีกำลังตกอยู่ในภาวะโกลาหลวุ่นวายใจจนแทบอยากให้หัวใจหยุดเต้น เสิ่นเหมี่ยวกลับคิดตกได้อย่างรวดเร็ว นางหันไปพิงขอบเกวียน รับลมสารทฤดูอันเย็นสบาย ก่อนจะเอ่ยถามไป๋เหล่าซานขึ้นว่า
“ท่านไป๋ ทางบ้านของท่านเตรียมแพะชนิดใดไว้หรือ เป็นลูกแพะหรือแพะตัวเต็มวัย แล้วแกะย่างทั้งตัวอยากได้รสชาติแบบดั้งเดิม หรืออยากได้รสหม่าล่า รสซอสเข้มข้น…”
ไป๋เหล่าซานสะบัดแส้ในมือ ตีเบาๆ ลงบนสะโพกของวัวแก่สีเหลืองพลางหัวเราะร่า
“แกะในวันนี้ ข้าเจาะจงไปซื้อแกะทานหยางแห่งซิงชิ่งฟู่ [1] มาจากพ่อค้าชำแหละเนื้อโดยเฉพาะ เป็นแกะที่อายุเพิ่งครบหนึ่งขวบพอดี หนักตัวละห้าสิบจิน นับเป็นแกะชั้นเลิศที่สุด ส่วนเรื่องรสชาตินั้น เสิ่นเหนียงจื่อเห็นสมควรอย่างไรก็จัดการได้ตามสบายเลยขอรับ ท่านพ่อของข้ายอมทุ่มทุนสร้าง ถึงกับควักกระเป๋าซื้อพริกไทยมาหนึ่งตำลึง ประเดี๋ยวจะมอบให้เหนียงจื่อทั้งหมด เพื่อนำไปใช้กับแกะย่างทั้งตัวตัวนี้โดยเฉพาะ!”
เสิ่นเหมี่ยวครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “แกะชั้นดีถึงเพียงนี้ ย่อมต้องทำรสชาติดั้งเดิมถึงจะดีที่สุด เพียงแค่ปรุงรสอย่างเรียบง่ายด้วยเกลือ ยี่หร่า และพริกไทย แล้วย่างหนังให้กรอบเกรียม ก็เอร็ดอร่อยยอดเยี่ยมเพียงพอแล้ว หากใช้เครื่องปรุงรสที่เข้มข้นจัดจ้านจนเกินไป กลับจะกลบรสชาติความสดหวานตามธรรมชาติของเนื้อแกะไปเสียหมด เช่นนั้นก็ทำเป็นรสชาติดั้งเดิมเถิด”
“ข้าเชื่อฟังท่านหมดเลยเสิ่นเหนียงจื่อ! ไม่สิ คนทั้งบ้านข้าล้วนเชื่อฟังท่านทั้งสิ้น!”
ไป๋เหล่าซานนั้นเลื่อมใสในฝีมือทำอาหารของเสิ่นเหนียงจื่ออย่างหมดหัวใจ เขาเป็นลูกค้าเก่าแก่ที่ ‘ตกหลุมรัก’ มาตั้งแต่ยุค ‘แผ่นแป้งโส่วจวาปิ่ง’ หลังจากนั้นไม่ว่าร้านสกุลเสิ่นจะออกอาหารจานใหม่สิ่งใดมา เขาก็ตามชิมจนครบทุกอย่าง ไม่เคยตกหล่นเลยแม้แต่จานเดียว!
มิเพียงเท่านั้น เขายังทยอยซื้อหมั่นโถวแป้งกรอบไส้ถั่วหวาน เสี่ยวหลงเปา ทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูป เพียวโร่ว (เนื้อต้มเคี่ยวแช่เย็น) ปลาย่าง และเป็ดย่าง ส่งกลับมาให้บิดามารดาที่กลับมาใช้ชีวิตวัยชราอย่างสงบสุข ณ บ้านเดิมในหมู่บ้านสกุลไป๋ได้ลิ้มลองของสดใหม่ บิดามารดาของเขาต่างเอ่ยปากชมเปาะไม่ขาดสายในอาหารทุกๆ อย่าง ภายหลังถึงขั้นไหว้วานให้คนรับใช้ในบ้านเทียมเกวียนลาเดินทางเข้าเมืองเปี้ยนจิงไปกว้านซื้อ ซื้อทีหนึ่งก็ขนกลับมาเต็มคันรถ หากมิใช่เพราะปลาย่างและเป็ดย่างเก็บค้างคืนได้ไม่นาน พวกเขาคงอยากซื้อตุนกลับบ้านเป็นกระสอบๆ เหมือนอย่างทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปไปแล้ว
แม้กระทั่งผักกาดดองและหน่อไม้ดองที่เสิ่นเหมี่ยวหมักไว้กินเองที่บ้าน ครอบครัวของเขาก็มิยอมปล่อยให้รอดสายตาไปได้ มีอยู่คราหนึ่งที่ไป๋เหล่าซานนั่งกินทังปิ่งอยู่หน้าร้าน จู่ๆ ก็ได้กลิ่นเปรี้ยวหอมโชยมาจากเรือนด้านหลัง กลิ่นเปรี้ยวจี๊ดนั้นพุ่งตรงเข้าจมูกจนชวนให้น้ำลายสอเต็มปาก พอได้กลิ่นเขาก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ทันที นี่มิใช่ของโปรดที่บิดาของเขาชื่นชอบที่สุดหรอกหรือ เขาจึงบากหน้าหนาๆ ไปขอซื้อจากเสิ่นเหนียงจื่อกลับมาสองโถ เพื่อนำกลับมาให้บิดามารดากินแกล้มข้าวต้ม
บิดามารดาของไป๋เหล่าซานกินเพียงสองวันก็เกลี้ยงโถ ถึงกับทวงถามให้ไป๋เหล่าซานไปซื้อมาให้อีก ทว่าเขาจะไปหาซื้อจากที่ใดได้เล่า นั่นเป็นของที่เขาทำไว้กินเองในบ้าน หากไปรบเร้าขอซื้ออีก คราวหน้าคงมิกล้าเหยียบย่างเข้าไปในร้านอีกแล้ว!
ผู้เฒ่าไป๋ครั้นได้ยินว่าบุตรชายสามารถเชื้อเชิญเสิ่นเหมี่ยวผู้เชี่ยวชาญการทำปลาย่างและเป็ดย่างมาทำแกะย่างทั้งตัวได้ ก็ดีอกดีใจจนช่วงหลายวันมานี้กินข้าวได้อร่อยขึ้น เดินเหินกระฉับกระเฉงมีเรี่ยวแรง ถึงขั้นปีนขึ้นไปตากธัญพืชบนยุ้งฉางได้รวดเดียวโดยไม่ปวดเอวไม่เมื่อยขาอีกต่อไป
ทว่านับแต่นายเฒ่าได้ลิ้มรสอาหารของร้านสกุลเสิ่นเป็นต้นมา ความอยากอาหารก็เปิดกว้าง ขอเพียงเป็นอาหารที่ซื้อมาจากร้านสกุลเสิ่นก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่โปรดปราน ลำพังเพียงแค่เพียวโร่วที่เสิ่นเหมี่ยวทำ ก็สามารถกินแกล้มหมั่นโถวลูกโตได้มื้อละสามลูก หรือยัดข้าวสวยลงท้องได้มื้อละสองถึงสามชาม กินเสร็จแล้วยังสามารถตบท้ายด้วยเป็ดย่างได้อีกเล็กน้อย
จากเดิมที่เป็นตาเฒ่ารูปร่างผอมแห้ง บัดนี้กลับกินจนตัวพองฟูราวกับแป้งหมัก รูปร่างอวบอิ่มกลมกลึงขึ้นมาทันตาเห็น
ตำบลเฉินหลิวอยู่ห่างจากเมืองเปี้ยนจิงราวๆ ยี่สิบลี้ นั่งเกวียนวัวต้องใช้เวลาถึงสองชั่วยาม เมื่อเดินทางมาถึงตำบลก็ล่วงเลยยามอู่ไปแล้ว จากตำบลเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านก็ต้องเสียเวลาไปอีกครึ่งชั่วยาม นั่งจนเสิ่นเหมี่ยวเหน็บชาไปทั้งก้นและขา
ครั้นเดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน มองไปแต่ไกลก็เห็นบ้านของไป๋เหล่าเอ้อร์ที่ประดับประดาตกแต่งอย่างครึกครื้นเปี่ยมด้วยบรรยากาศมงคล บ้านของไป๋เหล่าเอ้อร์เป็นเรือนกระเบื้องหลังใหญ่ห้าห้อง บนกำแพงและประตูรั้วล้วนผูกผ้าแดงไว้โดยรอบ บานประตู หน้าต่าง โต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งด้านในล้วนติดตัวอักษรมงคล ‘ซวงสี่’ ทุกๆ สองสามก้าวจะมีโคมไฟสีแดงลูกใหญ่แขวนประดับไว้
ไป๋เหล่าซานรีบเร่งบังคับเกวียนเข้าไปด้านใน เสิ่นเหมี่ยวและคณะเพิ่งจะก้าวลงจากเกวียน ก็ถูกคนในตระกูลไป๋ที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตกรูเข้ามารุมล้อมต้อนรับ ทั้งยกน้ำชามาให้ ทั้งหยิบยื่นลูกกวาดมงคลและถั่วคั่วมาให้เต็มสองมือ ทำเอาเซียงเจี่ยเอ๋อร์และเยี่ยนซูดีอกดีใจจนเนื้อเต้น!
ทั้งสองคนต่างถูกยัดขนมจนเต็มกระเป๋าเสื้อ ก้มลงสบตากันแล้วต่างยกมือขึ้นปิดปากลอบหัวเราะคิกคัก คราวนี้เจ้าแมวจอมตะกละทั้งสองตัวจะได้กินขนมกินเล่นกันอย่างหนำใจแล้ว
บริเวณลานหน้าเรือนตั้งโต๊ะเลี้ยงฉลองไว้หลายตัว หน้าประตูก็ตั้งโต๊ะไว้อีกหลายแถว ส่วนลานเรือนด้านหลังได้กางเพิงผ้าใบสีเขียวสำหรับทำเป็นครัวชั่วคราว เตาปรุงอาหารดินก่อตั้งเรียงรายเคียงข้างกันหลายเตา ควันไฟลอยกรุ่นพวยพุ่ง มีบรรดาป้าๆ น้าๆ ในหมู่บ้านที่มาร่วมช่วยงานมงคลกำลังพับร่นแขนเสื้อขึ้นง่วนอยู่กับการหั่นผักปรุงอาหาร ลานเรือนด้านหลังเต็มไปด้วยตะกร้าสานใส่ผักสด เนื้อสัตว์ และผลไม้นานาชนิดวางเรียงรายจนแน่นขนัด อีกทั้งยังมีปลาเป็นๆ อีกสิบกว่าตัวแหวกว่ายอยู่ในตุ่มน้ำ ส่งเสียงดิ้นกระโดดตูมตามเป็นระยะ สะบัดหยดน้ำกระเซ็นเปียกชุ่มไปทั่วพื้น ตรงมุมกำแพงยังมีไหสุราตั้งเรียงรายอยู่อีกนับสิบไห กลิ่นสุราหมักอันหอมกรุ่นเข้มข้นที่โชยอบอวลออกมาชวนให้ผู้คนรู้สึกเคลิบเคลิ้มมัวเมายิ่งนัก
ทว่าสิ่งที่สะดุดสายตาที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นแกะทั้งตัวที่ผ่านการชำแหละทำความสะอาดอย่างหมดจด แล้ววางพาดตระหง่านอยู่บนโต๊ะตัวยาวตัวนั้น
ทางด้านเรือนหน้า เจ้าสาวคนงามยังคงนั่งแต่งหน้าหวีผมอยู่ภายในห้อง รอจนถึงยามโพล้เพล้เมื่อขบวนขันหมากเจ้าบ่าวเดินทางมาถึง บรรดาญาติฝ่ายเจ้าสาวก็จะรวมตัวกันกั้นประตู ใช้ไม้พันสำลีไล่ตีเจ้าบ่าวคนใหม่เพื่อหยอกล้อสร้างความสนุกสนานเฮฮา นับเป็นธรรมเนียมที่น่ารื่นเริงบันเทิงใจยิ่งนัก
งานเลี้ยงฉลองของฝ่ายเจ้าสาวในยุคราชวงศ์ซ่งนั้น ต้องรอจนถึงยามโพล้เพล้หลังจากส่งตัวเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวออกจากเรือนไปแล้วจึงจะเริ่มเปิดโต๊ะ เสิ่นเหมี่ยวแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า เห็นว่าช่วงเวลานี้เริ่มลงมือตระเตรียมการก็พอดิบพอดี
ไป๋เหล่าซานกวักมือเรียกเด็กหญิงในตระกูลไป๋สองสามคนให้พาพวกเซียงเจี่ยเอ๋อร์ จี้เกอเอ๋อร์ เฉินชวน และเยี่ยนซู ทั้งสี่คนออกไปเก็บผลทับทิมที่ด้านนอก เด็กๆ ทั้งสี่จึงเปรียบประดุจม้าป่าที่หลุดพ้นจากบังเหียน พากันคว้าตะกร้าสานสะพายขึ้นบ่าแล้ววิ่งกรูออกไปอย่างร่าเริง
เซียงเจี่ยเอ๋อร์ยังคงตบแผงอกคุยโม้โอ้อวดกับบรรดาเด็กหญิงตระกูลไป๋ด้วยความมั่นใจ “ข้าปีนต้นไม้เก่งที่สุดเลยนะ! ประเดี๋ยวข้าจะปีนขึ้นไปเอง พวกเจ้าคอยรอรับอยู่ด้านล่างก็พอ”
จี้เกอเอ๋อร์รีบเอ่ยแฉความจริงทันควัน “พอเถอะน่า คราวก่อนไม่รู้ว่าผู้ใดกันหนอ อยากปีนต้นไม้ไปเก็บดอกกุ้ยฮวา สองมือน้อยๆ เกาะลำต้นไว้แน่น ขาก็ตะเกียกตะกายถีบขึ้นไปไม่หยุด ก้นนี่กระดกขึ้นกระดกหลง ใบหน้าเบ่งจนแดงก่ำแต่ก็ปีนขึ้นไปไม่ได้สักคืบ…”
“นั่นมันหลิวโต้วฮวาต่างหากที่ก้นกระดกแล้วปีนไม่ขึ้น ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย!” เซียงเจี่ยเอ๋อร์หน้าแดงก่ำ รีบเอ่ยแก้ต่างเสียงอ่อย “พี่ชาย ท่านอย่าพูดอีกเลยนะ เดี๋ยว… เดี๋ยวหลิวโต้วฮวาจะอับอายเอาได้”
วาจาเฉไฉนั้นทำเอาจี้เกอเอ๋อร์ขบขันจนสำลักน้ำลายตัวเอง ส่งเสียงไอโขลกๆ ตลอดทาง
ถังเอ้อร์ย่อมอยู่เคียงข้างเสิ่นเหมี่ยวเพื่อคอยเป็นลูกมือช่วยงาน ส่วนไป๋เหล่าซานก็เชื้อเชิญเซี่ยฉีเข้าไปนั่งดื่มน้ำชาในเรือนอย่างกระตือรือร้น ทว่าผ่านไปไม่ทันถึงหนึ่งเค่อ ในขณะที่เสิ่นเหมี่ยวกำลังจัดเตรียมเครื่องเทศจำพวกฮวาเจียว เทียนข้าวเปลือก ยี่หร่า ขิงแห้ง และลูกกระวานอยู่นั้น จู่ๆ เซี่ยฉีก็วิ่งเตลิดหนีออกมาจากในเรือนด้วยสภาพกระเซอะกระเซิงและเสียกิริยายิ่งนัก
นางกะพริบตาปริบๆ มองดูเขาด้วยความงุนงงสงสัย
เซี่ยฉีมีสีหน้ายากจะเอ่ยปาก อธิบายต่อนางอย่างอึกอักว่า “ในห้องนั้นมีแต่พวกป้าๆ น้าๆ เต็มไปหมด พวกนาง… พวกนางรุมล้อมข้า ซักไซ้ไล่เลียงว่าข้าหมั้นหมายหรือยัง ทั้งยังจะยกลูกสาวให้แต่งงานกับข้าให้ได้” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกตกใจอย่างยิ่ง “พวกนาง… ถึงขั้นลูบมือข้าด้วย!”
เสิ่นเหมี่ยวขำจนมือที่ถือมีดทำครัวสั่นระริก วันนี้เซี่ยฉีสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดธรรมดาๆ คนตระกูลไป๋และชาวบ้านในหมู่บ้านที่มาร่วมช่วยงานมงคลย่อมไม่ล่วงรู้ถึงชาติกำเนิดอันสูงส่งของเซี่ยฉี ต่างคิดว่าเขาเป็นเพียงราษฎรสามัญชนคนตลาดเช่นเดียวกับเสิ่นเหมี่ยว อีกทั้งยังเห็นว่าเขามีรูปร่างหน้าตางดงามหมดจดยิ่งนัก ย่อมมองอย่างไรก็ต้องตาต้องใจ คุณชายตระกูลขุนนางผู้สูงส่งดั่งสายลมบริสุทธิ์และดวงจันทรากระจ่างฟ้าเช่นเขา เคยพบเจอกองทัพจับคู่คลุมถุงชนที่ดุดันถึงเพียงนี้ที่ใดกันเล่า
เมื่อตกไปอยู่ในเงื้อมมือของบรรดาป้าๆ ในชนบท หากไม่ถูกกินจนเกลี้ยงเกลาทั้งตัวก็แปลกแล้ว
เซี่ยฉีมองดูเสิ่นเหมี่ยวด้วยแววตาน้อยอกน้อยใจแกมตัดพ้อ เสิ่นเหนียงจื่อผู้นี้หัวเราะจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลออกมาแล้ว มันมีเรื่องอันใดให้น่าขบขันถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
“ขออภัย… ขออภัยด้วย…” เสิ่นเหมี่ยวใช้หลังมือปาดหางตา พยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ “จิ่วเกอเอ๋อร์มาอยู่ข้างกายข้าเพื่อเป็นผู้ช่วยหน้าเตาสักคราเถิด จะได้มิต้องเข้าไปข้างในแล้วถูกพวกป้าๆ จับกิน…” เอ่ยยังมิทันขาดคำ นางก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกระลอก
เซี่ยฉีเม้มริมฝีปากแน่น ทว่ายังคงเอ่ยถามด้วยความน้อยใจ “ผู้ช่วยหน้าเตาต้องทำงานสิ่งใดบ้างหรือ”
คราวนี้กลับเป็นเสิ่นเหมี่ยวที่ถูกย้อนถามจนพูดไม่ออก นางควรจะมอบหมายงานสิ่งใดให้แก่คุณชายเก้าผู้มีนิ้วมือทั้งสิบขาวผ่องสะอาดสะอ้านไม่เคยแตะต้องหยาดน้ำเย็นผู้นี้ดีเล่า นางกวาดสายตามองไปรอบๆ พลันเกิดความคิดปราดเปรื่อง จึงหยิบครกหินใบใหญ่ออกมา ยื่นสากหินให้แก่เขา ก่อนจะชี้ไปยังกองเครื่องเทศที่หั่นซอยไว้บนโต๊ะ เสิ่นเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า
“รบกวนจิ่วเกอเอ๋อร์ช่วยตำสิ่งเหล่านี้ให้ละเอียดเป็นผงด้วยเถิด”
เซี่ยฉียื่นมือออกไปรับมา แล้วเริ่มลงมือตำตามคำบอกแต่โดยดี
เสิ่นเหมี่ยวจึงหันมาจดจ่อมีสมาธิอยู่กับการจัดการแกะตัวนั้น การทำแกะย่างทั้งตัวมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นแล้ว ตำรา 《ฉีหมินเย่าซู่》 เคยบันทึกกรรมวิธีการย่างแกะในสมัยราชวงศ์ฮั่นเอาไว้ว่า ‘การย่างแกะ ให้ล้างเนื้อแกะเสียบไม้ให้สะอาด แช่ในน้ำฮวาเจียว จากนั้นทาเกลือและเครื่องปรุงรส แล้วนำไปย่างเหนือกองไฟ’ ครั้นล่วงเข้าสู่สมัยราชวงศ์ถัง ยิ่งมีงานเลี้ยงเส้าเหว่ย [2] ที่โด่งดังสะท้านยุคสะเทือนสมัย
ด้วยค่านิยมของชาวซ่งที่หลงใหลในรสชาติของเนื้อแกะเป็นชีวิตจิตใจ การใช้แกะย่างทั้งตัวมาเป็นหน้าเป็นตาเพื่อแสดงถึงความมั่งคั่งในการออกเรือนของบุตรสาวย่อมถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่งนัก
เสิ่นเหมี่ยวให้ถังเอ้อร์ช่วยพลิกตัวแกะกลับด้าน นางใช้เกลือเม็ดละเอียด ซอสถั่วเหลืองหมักใส ยี่หร่า และพริกไทยอันล้ำค่าหยิบมือนั้น นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงสอดมือเข้าไปในช่องท้องของแกะ ชโลมซอสเกลือพริกไทยในมือลงไปแล้วนวดเฟ้นอย่างทั่วถึง นางลงมือนวดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนกระทั่งมั่นใจว่ารสชาติเครื่องเทศได้แทรกซึมลึกเข้าไปถึงเนื้อในและกระดูกจึงค่อยรามือ
ขั้นตอนถัดไปคือการเตรียมฟืนไม้ผล ต้องจุดฟืนให้ลุกไหม้อย่างเต็มที่จนมอดเหลือแต่ถ่านแดง ปราศจากควันไฟลอยรบกวน และมีความร้อนที่สม่ำเสมอนุ่มนวล เมื่อนั้นจึงจะสามารถนำแกะมาร้อยเสียบขึ้นบนตะแกรงย่างได้ ถังเอ้อร์รีบนำตะขอเหล็กและเชือกเส้นหนามามัดตรึงตัวแกะไว้กับโครงย่างอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงค่อยๆ หมุนแกนย่างช้าๆ หลักการนี้คล้ายคลึงกับการย่างเป็ด คือต้องให้ความร้อนกระจายอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ
ยามแรกเริ่มย่าง ไขมันแกะชั้นนอกจะค่อยๆ ละลายหยดลงมา ส่งเสียงฉ่าๆ ดังลั่น หยาดน้ำมันหยดติ๋งๆ ลงบนถ่านไฟแดงก่ำ พลันก่อเกิดเป็นเปลวไฟหอมฟุ้งลุกโชติช่วงขึ้นมาไม่ขาดสาย ในยามนี้จำต้องหยิบแปรงด้ามยาวมาชุบน้ำมันผสมน้ำผึ้ง แล้วทาชโลมลงบนผิวชั้นนอกของตัวแกะซ้ำๆ เพื่อให้น้ำมันช่วยเคลือบรักษาความชุ่มฉ่ำของเนื้อแกะ ส่วนน้ำผึ้งนั้นมีไว้เพื่อช่วยแต่งสีสันให้เหลืองทองอร่าม ทั้งยังช่วยป้องกันมิให้หนังไหม้เกรียมอีกด้วย
ค่อยๆ ย่างไปอย่างใจเย็น การย่างแกะจะรีบร้อนมิได้เด็ดขาด ทั้งยังต้องคอยจับตาดูเปลวไฟอยู่ตลอดเวลา ศิลปะที่แท้จริงของการย่างแกะล้วนซ่อนอยู่ในจุดที่มองไม่เห็น อาศัยเพียงสายตาและประสบการณ์อันเชี่ยวชาญเท่านั้น เสิ่นเหมี่ยวส่งเสียงบอกให้ถังเอ้อร์หมุนแกนให้ช้าลงอีกนิด จนกระทั่งย่างจนหนังแกะกลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามอมแดงระเรื่อ เนื้อสุกจนร่อนหลุดจากกระดูก กลิ่นหอมฟุ้งกำจายตลบอบอวลไปทั่วทิศ เช่นนี้จึงนับว่าใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
แกะที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ ดึงดูดให้ผู้คนมากมายพากันเข้ามารุมล้อมชื่นชม
ผงเครื่องเทศที่เซี่ยฉีลงแรงตำไว้ บัดนี้ถึงเวลาได้นำมาใช้ประโยชน์แล้ว นางใช้น้ำมันร้อนๆ ราดลงไปเพื่อปลุกเร้ากลิ่นหอมให้พวยพุ่ง จากนั้นเติมกระเทียมสับละเอียด น้ำส้มสายชูหมัก และต้นหอมซอยลงไป เท่านี้ก็ได้น้ำจิ้มชั้นเลิศพร้อมเสิร์ฟแล้ว เสิ่นเหมี่ยวมิได้โรยผงเครื่องเทศลงไปบนตัวแกะโดยตรง นางคำนึงถึงว่าความชอบในรสชาติของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน การแยกน้ำจิ้มไว้ต่างหากจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ผู้ใดอยากลิ้มรสน้ำจิ้มก็สามารถตักจิ้มเพิ่มได้ ส่วนผู้ใดที่อยากลิ้มลองรสชาติความสดหวานดั้งเดิมของเนื้อแกะ ก็สามารถกินเปล่าๆ ได้เลย เช่นนี้จึงจะนับว่าเหมาะสมที่สุด
ทันทีที่แกะย่างเสร็จ กลิ่นหอมก็โชยฟุ้ง คราวนี้แม้แต่บรรดาป้าๆ น้าๆ ที่กำลังง่วนอยู่กับการผัดกับข้าวยังต้องละมือจากงาน วิ่งมาเดินวนเวียนมองดูแกะย่างสีเหลืองทองมันวาวตัวนั้นไม่วางตา พลางสูดดมกลิ่นหอมเข้าปอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“หอมเหลือเกิน!”
“ย่างได้พอดิบพอดีจริงๆ ดูสิน้ำมันเดือดปุดๆ เชียว!”
“เอ๊ะ นังหนูคนนี้ อายุก็ยังน้อย เหตุใดฝีมือการย่างแกะถึงได้เก่งกาจกาจถึงเพียงนี้เล่า!”
เสิ่นเหมี่ยวถูกพวกนางเอ่ยปากชมตรงๆ เช่นนี้ก็ได้แต่ส่งยิ้มรับด้วยความยินดี
เวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ในขณะที่เสิ่นเหมี่ยวตั้งหน้าตั้งตาย่างแกะอยู่นั้น ลานด้านนอกก็ครึกครื้นอย่างยิ่ง เจ้าบ่าวถูกคนในตระกูลไป๋ไล่ตีจนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน โปรยเงินอีแปะเพื่อเป็น ‘ค่าผ่านทาง’ ไปไม่น้อย ในที่สุดจึงสามารถรับตัวเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวไปได้สำเร็จ
ลำดับถัดไปก็คือ ‘งานเลี้ยงส่งตัวเจ้าสาว’ เพื่อต้อนรับมิตรสหายและญาติสนิทฝ่ายหญิง บรรดาบุรุษร่างกำยำกำยำในตระกูลไป๋หลายคนช่วยกันยกแกะย่างทั้งตัวขึ้นมาวางไว้ตรงกลางลานจัดเลี้ยง เพื่อให้แขกเหรื่อได้ยลโฉมเป็นบุญตา และเพื่ออวดแสดงถึงความมั่งคั่งของครอบครัวฝ่ายเจ้าสาว
ครั้นปล่อยให้ผู้คนชื่นชมจนหนำใจแล้ว ถังเอ้อร์จึงลงมือแล่เนื้อแกะออกเป็นจานๆ ตรงนั้นทันที ฝีมือการแล่เนื้อของเขานับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก นิ้วมือกระชับมีดเล่มเรียวยาวทรงจันทร์เสี้ยว ลงมือปลดกระดูกขาทั้งสี่ออกก่อน จากนั้นจึงค่อยเลาะกระดูกสันหลังและซี่โครง เพียงชั่วพริบตาก็สามารถแล่เนื้อแกะออกมาเป็นแผ่นบางๆ จัดเรียงลงในจานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
พวกเซียงเจี่ยเอ๋อร์เองก็หอบผลทับทิมมาเต็มกระเป๋าเสื้อ กระโดดโลดเต้นกลับมาถึง ครั้นได้ยินว่าเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวไปแล้ว นางก็ทุบอกทุบเข่าด้วยความเสียดาย “รู้อย่างนี้รีบกลับมาเสียก็ดี ข้ายังไม่ได้เห็นหน้าตาของเจ้าสาวเลยสักนิด!”
เสิ่นเหมี่ยวเองก็ยังไม่ได้เห็นเช่นกัน ทว่าการมาที่นี่เดิมทีก็หาได้มีจุดประสงค์เพื่อมาดูเจ้าสาวแต่แรกอยู่แล้วมิใช่หรือ!
ไป๋เหล่าซานจัดโต๊ะให้คณะของเสิ่นเหมี่ยวหนึ่งโต๊ะ ทั้งยังจัดไว้ตรงลานเรือนด้านหน้า เพื่อมิต้องทนลมหนาว เสิ่นเหมี่ยวชักชวนคนในครอบครัวมานั่งล้อมวง แล้วร่วมกินสำรับโต๊ะจีนกลางแจ้งในชนบทยุคราชวงศ์ซ่งอย่างจริงจัง—
อาหารจานเย็นเริ่มต้นด้วยถั่วลิสงคลุกน้ำส้มสายชูและขึ้นฉ่ายดองน้ำส้มสายชู จากนั้นจึงตามด้วยจานแรกอันเป็นมงคล คือเต้าหู้ทอดตุ๋นหน่อไม้เส้นและเห็ดหูหนู (เพื่อถือเคล็ดร่ำรวยมั่งคั่งมีเงินทอง) หัวหมูต้มเปื่อย ไก่ย่าง ปลานึ่ง หมูสามชั้นตุ๋นหน่อไม้แห้ง ต้มผักรวมน้ำข้น และตบท้ายด้วยของว่างกับน้ำแกงหวาน คือขนมฉือปาจิ้มน้ำตาลทรายขาว และน้ำแกงหวานพุทราจีนลำไย
สำรับอาหารในหมู่บ้านย่อมมิได้ประณีตบรรจงเท่ากับร้านอาหารเลิศหรูในเมืองเปี้ยนจิง ทว่าความเรียบง่ายตามธรรมชาติกลับเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันน่าประทับใจไปอีกแบบ
ยกตัวอย่างเช่นน้ำแกงผักรวมนั้น ใช้ผักสดและผักป่านานาชนิดสับละเอียดเคี่ยวรวมกัน จากนั้นเติมแป้งข้าวเจ้าและแป้งสาลีละลายน้ำลงไป น้ำแกงจึงข้นเหนียวกำลังดี ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำมันงาเพียงเล็กน้อย เมื่อซดเข้าปากจึงอบอวลไปด้วยรสชาติหวานสดชื่นของผักตามธรรมชาติ
เสิ่นเหมี่ยวชื่นชอบการดื่มน้ำแกงนี้ยิ่งนัก รู้สึกว่าให้รสสัมผัสคล้ายกับซุปแป้งต้มผักมังสวิรัติที่รสชาติกลมกล่อมสดชื่น คล่องคอยิ่งนัก พอลองคิดดูว่า ผักเหล่านี้ก่อนจะลงหม้อต้มเพียงครึ่งชั่วยามยังคงอยู่ในแปลงดิน เพิ่งเก็บเกี่ยวสดๆ แล้วนำมาต้มทันที ย่อมต้องอวบน้ำ กรอบหวาน และหอมสดชื่นเป็นธรรมดา
ส่วนขนมฉือปาก็ผ่านการตำจนเหนียวนุ่ม ยืดเป็นเส้นยาว ยามใช้ตะเกียบคีบขึ้นมา จิ้มลงในน้ำตาลทรายขาวที่คลุกเคล้าถั่วลิสงบดละเอียดแล้วส่งเข้าปาก รสชาติหอมหวานของข้าวเหนียวผสานกับความหวานละมุนของน้ำตาล ช่างเอร็ดอร่อยจนเกินจะบรรยาย
เนื้อแกะย่างทั้งตัวที่แล่ใส่จานทยอยยกขึ้นมาเสิร์ฟบนโต๊ะ ดึงดูดให้บรรดาแขกเหรื่อต่างพากันชะเง้อคอมอง โต๊ะที่ตั้งอยู่ติดกับโต๊ะของเสิ่นเหมี่ยวพอดิบพอดีก็คือโต๊ะหลัก ซึ่งมีผู้เฒ่าไป๋ ไป๋เหล่าต้า ไป๋เหล่าเอ้อร์ และไป๋เหล่าซาน บรรดาบุรุษในตระกูลไป๋นั่งรวมกันอยู่เต็มโต๊ะ
เดิมทีไป๋เหล่าเอ้อร์ยังคงร่ำไห้สะอึกสะอื้นอาลัยอาวรณ์ที่บุตรสาวต้องออกเรือน ทว่าทันทีที่ได้กลิ่นหอมของแกะย่าง คราบน้ำตายังมิทันจะเหือดแห้ง มือก็ยื่นตะเกียบออกไปตามสัญชาตญาณทันที ประจวบเหมาะกับที่ตะเกียบของเขาพุ่งไปชนกับตะเกียบของผู้เฒ่าไป๋เข้าอย่างจัง
ผู้เฒ่าไป๋ตวาดลั่นด้วยความขัดเคือง “ไอ้ลูกอกตัญญู!”
ไป๋เหล่าเอ้อร์จึงได้แต่ชักตะเกียบกลับมาด้วยความกระดากอาย มโนภาพมองดูบิดาของตนคีบเนื้อน่องแกะส่วนที่หอมกรุ่นที่สุดเข้าปากไปต่อหน้าต่อตา
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ร่ำไห้อีกต่อไป ก้มหน้าก้มตาแย่งชิงเนื้อแกะกินกับบิดาและพี่น้องอย่างเอาเป็นเอาตาย: ทันทีที่แกะย่างของเสิ่นเหนียงจื่อยกขึ้นโต๊ะ อาหารจานอื่นๆ ก็พลันจืดชืดไร้รสชาติไปในพริบตา! บรรดาญาติมิตรคนอื่นๆ ต่างก็มีความคิดเช่นเดียวกับคนตระกูลไป๋ พากันกินจนตาค้างตะลึงลานไปตามๆ กัน
ไป๋เหล่าเอ้อร์ลอบคิดในใจ สมแล้วที่เป็นแม่ครัวที่เจาะจงเชื้อเชิญมาจากเมืองเปี้ยนจิงโดยเฉพาะ ฝีมือนี้ยอดเยี่ยมเหนือกว่าอาจารย์พ่อครัวเก่าแก่หลายคนเสียอีก ช่างเข้าทียิ่งนัก!
มีแขกเหรื่อเดินเข้ามาคารวะสุรา ก็ยังไม่วายต้องเอ่ยชมเปาะว่าเนื้อแกะนี้ยอดเยี่ยมเพียงใด ไป๋เหล่าเอ้อร์ดื่มสุราจนใบหน้าแดงก่ำเป็นวงกลมสองข้าง ยืดอกพองพุงด้วยความภาคภูมิใจเป็นล้นพ้น ครั้นนั่งลงแล้วจึงหันไปกล่าวกับไป๋เหล่าซานว่า
“ยังคงเป็นเจ้าที่เก่งกาจ สามารถเชิญเสิ่นเหนียงจื่อมาได้ คราวนี้คนทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้กันทั่วแล้วว่าบุตรสาวของข้าแต่งออกไปได้ดิบได้ดี แม้แต่สำรับอาหารในงานเลี้ยงส่งตัวก็ยังเลิศหรูที่สุด!”
ไป๋เหล่าซานเคี้ยวเนื้อแกะย่างชุ่มฉ่ำน้ำมันจนเต็มกระพุ้งแก้ม ทำได้เพียงพยักหน้าหงึกๆ รัวๆ ไม่มีเวลาว่างแม้แต่จะเอ่ยปากตอบคำ
แกะย่างตัวนี้เพียงแค่ยกขึ้นมาวางบนโต๊ะ กลิ่นหอมฟุ้งก็ประดุจ ‘ฟิ้ว’ พุ่งวาบมุดเข้าไปในรูจมูก ปลุกเร้าให้ท้องไส้ของทุกคนส่งเสียงร้องประท้วงจ๊อกๆ ยามกัดลงไปคำหนึ่ง โอ้สวรรค์ชั้นฟ้า หนังชั้นนอกกรอบเกรียมหอมกรุ่น คล้ายคลึงกับแป้งทอดกรอบลายใบไม้ ส่งเสียงเคี้ยว ‘กร๊อบ’ ดังสนั่นในปาก ฟังดูช่างสะใจยิ่งนัก พอเคี้ยวลึกเข้าไปถึงเนื้อด้านใน เนื้อแกะนั้นช่างสดนุ่มฉ่ำน้ำ ละมุนลิ้น กัดเพียงคำเดียวน้ำเนื้อก็ทะลักชุ่มฉ่ำ หอมหวานเป็นที่สุด ซ้ำยังไร้กลิ่นสาบเฉพาะตัวแม้แต่น้อยนิด ครั้นนำไปจิ้มกับน้ำจิ้มถ้วยเล็กนั้น รสชาติยิ่งยกระดับความโอชาขึ้นไปอีกขั้น ดื่มด่ำความอร่อยตั้งแต่ปลายลิ้นซึมลึกไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ
ไป๋เหล่าซานเลื่อมใสศรัทธาอยู่ในใจยิ่งนัก เขาเคยยกน้ำชาไปส่งให้เสิ่นเหนียงจื่อที่เรือนด้านหลัง เห็นขั้นตอนการย่างแกะของนางก็มิได้มีสิ่งใดพิสดารเป็นพิเศษ ไฉนย่างออกมาแล้วถึงได้เลิศรสผิดแผกแตกต่างถึงเพียงนี้หนอ ช่างน่าอัศจรรย์ใจแท้ๆ!
รอจนกระทั่งกินเลี้ยงเสร็จสิ้น ไป๋เหล่าซานยังเอ่ยปากจะมอบห่านตัวโตให้เสิ่นเหมี่ยวเพิ่มอีกหนึ่งตัวเพื่อเป็นของกำนัลตอบแทน ส่วนผู้เฒ่าไป๋ก็มอบเงินให้อีกหนึ่งก้วน ทั้งยังพร่ำรำพันไม่หยุดปาก
“เสิ่นเหนียงจื่อไม่ว่าจะทำอาหารสิ่งใด ฝีมือล้วนเป็นเอกหาผู้ใดเปรียบมิได้ ยอดเยี่ยม เข้าทียิ่งนัก”
เสิ่นเหมี่ยวมิได้ปฏิเสธให้เสียมารยาท แย้มยิ้มพลางรับเอาไว้ทั้งหมด
ค่ำมืดดึกดื่นแล้ว ขากลับต้องนั่งเกวียนนานถึงสามชั่วยาม ทุกคนจึงตกลงใจขอพักค้างคืนที่บ้านสกุลไป๋สักหนึ่งคืน
ไป๋เหล่าซานได้จัดเตรียมห้องพักที่สะอาดสะอ้านไว้ให้หลายห้อง พร้อมทั้งปูผ้านวมที่เพิ่งตากแดดจนหอมกรุ่นไว้คอยท่า เสิ่นเหมี่ยวพาเซียงเจี่ยเอ๋อร์นอนพักด้วยกันหนึ่งห้อง เซี่ยฉี เฉินชวน และจี้เกอเอ๋อร์นอนรวมกันในห้องหนึ่ง ส่วนถังเอ้อร์พักร่วมกับเยี่ยนซู
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ไป๋เหล่าซานส่งภรรยาของตนมาเอ่ยถาม “หากเสิ่นเหนียงจื่อมิได้รีบร้อนอันใด ก่อนจะเดินทางกลับ อยากจะไปเดินเที่ยวเล่นรอบๆ หมู่บ้านของเราดูหรือไม่ หมู่บ้านของพวกเรามีสายน้ำไหลผ่านถึงสามสาย มีทั้งบึงน้ำและสระน้ำมากมาย ทิวทัศน์นับว่างดงามมิเลวเลยเจ้าค่ะ”
บึงน้ำหรือ สระน้ำหรือ เสิ่นเหมี่ยวครั้นได้ยินก็พลันเกิดความสนใจ จึงตอบตกลงทันที
ท้องฟ้าด้านนอกเพิ่งจะเริ่มทอแสงสีคราม แสงแดดอ่อนจาง เซียงเจี่ยเอ๋อร์ยังคงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาราวกับแผ่นแป้งจี่พลิกกลับไปกลับมาอยู่บนฟูก นางจึงมิได้ปลุก ปล่อยให้น้องสาวได้นอนต่ออีกสักหน่อย
ตัวนางลุกขึ้นมาเกล้าผมล้างหน้าบ้วนปาก เดินตรงไปที่ริมหน้าต่าง ครั้นใช้ท่อนไม้ค้ำบานหน้าต่างเปิดขึ้นเพียงครึ่งเดียว พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเซี่ยฉีในชุดรัดกุมแขนกระบอกดูสง่าผ่าเผยกำลังฝึกวิทยายุทธ์อยู่กลางลานบ้าน—ดูเหมือนเขากำลังฝึกเพลงกระบอง ทว่ามิได้พกกระบองยาวติดตัวมา ในมือยามนี้จึงถือคานหาบไม้ไผ่เหลาเรียวเล็กของบ้านสกุลไป๋แทน
แรกเห็นนางรู้สึกว่าดูขบขันอยู่บ้าง ทว่าพอมองดูต่อไปจึงได้ประจักษ์ว่าเขามีวิทยายุทธ์ติดตัวอย่างแท้จริง ถึงขั้นกวัดแกว่งคานหาบไม้อันนั้นได้อย่างฉับไวเฉียบคม ก่อเกิดเป็นกระแสลมกรรโชกแรงดังหวืดหวา
จิ่วเกอเอ๋อร์เป็นวรยุทธ์ด้วยหรือนี่! เสิ่นเหมี่ยวเพิ่งจะล่วงรู้ในเวลานี้ นางย่อกายนั่งยองๆ แอบมองดูอยู่ริมหน้าต่างด้วยความประหลาดใจ ยามปกติมักเห็นเขาสวมใส่เสื้อคลุมตัวใหญ่แขนกว้าง วาจาท่าทางเชื่องช้าสุขุมเปี่ยมด้วยบุคลิกของบัณฑิตผู้คงแก่เรียน คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะรอบรู้ทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ถึงเพียงนี้!
เห็นเพียงเขาเยื้องย่างสับเปลี่ยนกระบวนท่า คานหาบไม้ไผ่เคลื่อนคล้อยตามเรือนร่าง ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าตวัด แทง ฟัน หรือปัดป้อง สายลมสารทฤดูพัดกรรโชกมาจนชายเสื้อปลิวไสว ชายเสื้อชุดรัดกุมเลิกเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องท่อนล่างขาวผ่องแน่นตึง
ไอ้หยา
สิ่งใดผิดจารีตมิพึงมอง สิ่งใดผิดจารีตมิพึงมอง
ใบหน้าของเสิ่นเหมี่ยวแดงซ่าน อยากจะย่อตัวหลบลงไปเพื่อไม่มองดูต่อ ทว่าในใจกลับเสียดายยิ่งนัก สุดท้ายจึงเท้าคางเกาะขอบหน้าต่าง สองมือยกขึ้นปิดบังดวงตาไว้ ทว่ากลับแอบถ่างแยกช่องว่างระหว่างนิ้วมือออก แล้วโผล่ดวงตากลมโตคู่หนึ่งออกมา จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตาไม่กะพริบจนจบกระบวนท่า
ในใจยังคงลอบประเมินอย่างเงียบๆ:
ช่วงเอวช่างเพรียวกระชับแข็งแรง ไร้ไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย มัดกล้ามเนื้อแนบกระชับกับสรีระ เส้นสายคมชัดแข็งแกร่ง ยามออกแรงเกร็งก็ปรากฏมัดกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นลอนแน่นหนาชัดเจน ช่างไม่อาจประเมินจิ่วเกอเอ๋อร์ต่ำไปได้จริงๆ!
ทว่าไม่นานนัก เมื่อขยับกระบวนท่าต่อไป ท่อนเอวส่วนนั้นก็ถูกชายเสื้อทิ้งตัวลงมาบดบังไว้ดังเดิม
ลมบ้าตัวนี้ก็กระไร เหตุใดไม่รู้จักพัดให้สูงขึ้นกว่านี้อีกหน่อยเล่า…
ครั้นเห็นเขาฝึกกระบวนท่าเสร็จสิ้น เส้นผมตรงหน้าผากเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ มีสองสามปอยแนบติดอยู่ข้างแก้ม กลับยิ่งดูแตกต่างจากภาพลักษณ์บุรุษผู้เรียบร้อยหมดจดในวันวาน ในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความสดใสอาจหาญและเปี่ยมชีวิตชีวาของบุรุษหนุ่มอย่างเด่นชัด
นางมองดูจนนิ่งอึ้งตาค้างไป
เซี่ยฉียกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ หมุนกายเตรียมจะเรียกให้เยี่ยนซูนำเสื้อผ้ามาผลัดเปลี่ยน เสิ่นเหมี่ยวจึงรีบย่อตัวหลบลงมาด้วยความร้อนตัว
รอจนกระทั่งเซี่ยฉีเดินกลับเข้าห้องไปและด้านนอกไม่มีผู้ใดแล้ว นางจึงค่อยแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินออกไปตักน้ำมาลูบใบหน้าที่กำลังร้อนผ่าวของตนเบาๆ ประจวบเหมาะกับที่ภรรยาของไป๋เหล่าซานยกสำรับมื้อเช้าเข้ามาพอดี
ทว่าเด็กๆ ยังคงไม่ตื่น แม้แต่ถังเอ้อร์ก็ยังคงส่งเสียงกรนฟี้ๆ
เสิ่นเหมี่ยวจึงต้องนั่งกินมื้อเช้าตามลำพังกับเซี่ยฉีก่อนสองคน
เซี่ยฉีหยิบหมั่นโถวสีขาวนวลขึ้นมาลูกหนึ่ง ชำเลืองสายตามองไปทางด้านข้างเล็กน้อย
เหตุใดวันนี้เสิ่นเหนียงจื่อจึงดูเงียบขรึมและประหม่าแปลกๆ อีกทั้งใบหน้าของนางไฉนจึงดูแดงระเรื่อถึงเพียงนั้นเล่า
นอนหลับไม่สบายหรือ
เสิ่นเหมี่ยวรับรู้ได้ว่าเซี่ยฉีกำลังลอบสังเกตตนเองอยู่ จึงรีบยัดหมั่นโถวเข้าปากสองสามคำจนหมด แล้วรีบเอ่ยปากว่าจะออกไปเดินเล่นด้านนอกกับภรรยาบ้านสกุลไป๋ ทว่าเซี่ยฉีกลับลุกขึ้นยืนตามทันที พลางจัดสาบเสื้อให้เข้าที่แล้วกล่าวว่า
“ข้าขอร่วมทางไปกับเสิ่นเหนียงจื่อด้วยก็แล้วกัน”
เสิ่นเหมี่ยว “…” ได้แต่ตอบรับด้วยความร้อนตัว
โชคดีที่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ความคิดเรื่องมัดกล้ามท้องที่วนเวียนอยู่ในหัวของเสิ่นเหมี่ยวก็ถูกดึงดูดไปด้วยทิวทัศน์ท้องทุ่งของหมู่บ้านสกุลไป๋ในที่สุด ความงดงามนับเป็นเรื่องรอง ทว่านางพบว่าในหมู่บ้านสกุลไป๋มีสระน้ำและต้นหม่อนอยู่เป็นจำนวนมากจริงๆ ภูมิประเทศที่นี่ราบเรียบ ตรงจุดที่มีความลาดเอียงเพียงเล็กน้อยก็มักจะเกิดการทับถมของตะกอนจนกลายเป็นสระน้ำ แทบจะตลอดแนวริมฝั่งลำน้ำ เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถพบเห็นสระน้ำได้หนึ่งแห่งแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีสระน้ำอีกหลายแห่งที่เชื่อมต่อกับที่ดินรกร้างผืนใหญ่ที่ไร้เจ้าของ ปล่อยทิ้งร้างไว้อย่างเปล่าประโยชน์ ผิวน้ำในสระมีแหนเขียวหนาทึบลอยฟ่อง ริมสระน้ำเต็มไปด้วยต้นอ้อและต้นชางผูขึ้นรกชัฏ ในแปลงนาก็เต็มไปด้วยวัชพืชรกครึ้ม
ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ที่อยู่เลียบแม่น้ำและเชื่อมต่อกับสระน้ำเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดเข้ามาเพาะปลูกกันเล่า เสิ่นเหมี่ยวบังเกิดความสงสัยขึ้นในใจ จึงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว ยกมือขึ้นป้องเหนือคิ้วเป็นเพิงบังแดด กวาดสายตามองออกไป ดูเหมือนว่าจะมีที่ดินถูกทิ้งร้างไว้หลายหมู่ทีเดียว
ภรรยาของไป๋เหล่าซานเห็นเสิ่นเหมี่ยวกวาดตามองด้วยความสนใจใคร่รู้ ดูท่าทางคล้ายกับถูกอกถูกใจที่ดินผืนนี้ไม่น้อย จึงรีบเอ่ยเตือนว่า
“นี่คือที่ดินที่ทางการเคยมีราชโองการให้สำรวจรังวัดที่ดินทำกินแล้วตรวจยึดออกมาได้เจ้าค่ะ เมื่อก่อนเคยเป็นที่ดินซุกซ่อนเลี่ยงภาษีของกัวต้ากวานเหรินในตำบล บัดนี้ถูกยึดกลับมาเป็นที่ดินหลวงแล้ว ทว่า… พวกเราชาวบ้านหมู่บ้านสกุลไป๋ต่างก็หวาดกลัวกัวต้ากวานเหริน จึงไม่มีผู้ใดกล้าไปติดต่อซื้อจากศาลว่าการมาทำกิน มันจึงถูกทิ้งร้างไว้เช่นนี้ ครอบครัวนั้นทำการสิ่งใดล้วนเผด็จการป่าเถื่อนยิ่งนัก หากเสิ่นเหนียงจื่อคิดจะซื้อที่ดิน ข้าว่าซื้อของบ้านอื่นจะดีกว่าเจ้าค่ะ”
เสิ่นเหมี่ยวประหลาดใจ “เหตุใดหรือ แล้วกัวต้ากวานเหรินผู้นั้นเป็นใครมาจากไหนกัน”
กลับเป็นเซี่ยฉีที่รู้ความเป็นมา เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า
“เป็นตระกูลเดิมของกัวเฟ่ยโฮ่ว [3] สกุลกัวแห่งอิ่งชวน”
เชิงอรรถ
- [1] แกะทานหยางแห่งซิงชิ่งฟู่ (兴庆府滩羊) — แกะสายพันธุ์พื้นเมืองเลื่องชื่อจากแถบซิงชิ่งฟู่ (ปัจจุบันคือแถบหนิงเซี่ย) ซึ่งเลี้ยงตามทุ่งหญ้าธรรมชาติ เนื้อนุ่มฉ่ำ ละมุนลิ้น และปราศจากกลิ่นสาบเฉพาะตัวของเนื้อแกะ
- [2] งานเลี้ยงเส้าเหว่ย (烧尾宴) — ธรรมเนียมงานเลี้ยงฉลองอันยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ถัง จัดขึ้นเมื่อขุนนางได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือบัณฑิตสอบได้ เพื่อเป็นสิริมงคลดั่งปลาหลี่ฮื้อกระโดดข้ามประตูกิเลนแล้วเผาหางกลายร่างเป็นมังกร
- [3] กัวเฟ่ยโฮ่ว (郭废后) — อดีตฮองเฮาสกุลกัวแห่งอิ่งชวน พระอัครมเหสีพระองค์แรกของจักรพรรดิซ่งเหรินจง ซึ่งต่อมาถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งฮองเฮาเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองในราชสำนัก
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/65
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย