ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง
ตอนที่ 7 — ตอนที่ 7 เสิ่นจี้และเสิ่นเซียง
ถ้อยคำเหล่านี้ทำเอาเสิ่นเหมี่ยวฟังแล้วใจหายวาบ ไม่นึกเลยว่าสภาพความเป็นอยู่ของน้องชายและน้องสาวของร่างเดิมจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่นางคาดคิดไว้เสียอีก! ครานี้ยามเสิ่นเหมี่ยวมองไปยังป้าสะใภ้ทั้งสามคนจึงยิ่งเปี่ยมด้วยความจริงใจ นางกุมมือป้าสะใภ้ทั้งสามไว้ เอ่ยขอบคุณจากใจจริงว่า “ขอบพระคุณท่านป้าสะใภ้ทุกท่านที่ช่วยดูแลน้องชายและน้องสาวของข้าเจ้าค่ะ รอให้ข้าตั้งหลักปักฐานได้เรียบร้อย จะต้องเดินสายไปคารวะขอบคุณพวกท่านป้าสะใภ้ถึงเรือนอย่างแน่นอน!”
ป้าสะใภ้กู้เป็นคนกระตือรือร้นมีน้ำใจที่สุด เรือนของนางอยู่ตรงข้ามกับบ้านสกุลเสิ่น จึงเอ่ยว่า “เป็นเพื่อนบ้านกันมานานปี ไฉนต้องเกรงอกเกรงใจเอ่ยขอบคุณอันใดกันเล่า? เจ้ารีบไปดูจี้เกอเอ๋อร์กับเซียงเจี่ยเอ๋อร์เถิด หีบสัมภาระสองใบนี้เดี๋ยวป้าจะให้พี่รองกู้ของเจ้ายกตามไปให้ เจ้ามิต้องเป็นกังวลแล้ว”
เสิ่นเหมี่ยวเอ่ยขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝากฝังหีบสัมภาระไว้กับนางจริงๆ แล้วจึงสาวเท้าก้าวเร็วผ่านตรอกซอยแคบๆ ที่ระเกะระกะไปด้วยสิ่งของสารพัด
ตรอกหยางหลิ่วตง แท้จริงแล้วเป็นตรอกด้านหลังของถนนสายใต้ในฟางเหยียนชิวของเมืองหลวงเปี้ยนจิง เรือนพักของแต่ละครัวเรือนที่นี่ล้วนสร้างหันหลังชนกับตรอก มีประตูหน้าหลังสองบาน ประตูหน้าหันออกสู่ย่านตลาดค้าขาย ส่วนใหญ่จะดัดแปลงร่วมกับโถงด้านหน้าเป็นหน้าร้านสารพัดรูปแบบ ส่วนเรือนด้านหลังและประตูด้านหลังในตรอกนั้น ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทางเข้าออกในชีวิตประจำวัน
เสิ่นเหมี่ยวเดินมาได้เพียงครึ่งทางก็จำบ้านสกุลเสิ่นได้ทันที—บ้านที่ถูกควันไฟรมจนดำมะเมื่อม ขื่อคานหลังคาพังถล่มลงมาครึ่งหนึ่ง กำแพงรั้วหายไปครึ่งแถบ และเกลื่อนกลาดไปด้วยเศษอิฐเศษกระเบื้องนั่นเอง
ในจดหมายของป้าสะใภ้ใหญ่ของร่างเดิมยังบอกว่าไฟไม่ได้ไหม้รุนแรงเท่าใดนัก นี่เผาวอดไปเกือบหมดแล้วยังเรียกว่าไม่ใหญ่อีกหรือ?
เคราะห์ดีที่เมืองเปี้ยนจิงมีประชากรหนาแน่น ระบบป้องกันอัคคีภัยจึงนับว่ารัดกุมเข้มงวดยิ่ง ในความทรงจำของเสิ่นเหมี่ยว ทุกตรอกซอยในแต่ละฟางของเปี้ยนจิง ห่างกันราวสามร้อยก้าวจะมีป้อมตรวจการทหารหนึ่งแห่ง มีทหารยามประจำป้อมห้านายคอยตรวจตราลาดตระเวนในยามค่ำคืน ด้านหน้าและด้านหลังของถนนแต่ละสายยังมี ‘หอสังเกตเพลิง’* [1] ก่อด้วยอิฐตั้งอยู่อย่างละหนึ่งหอ มีเวรยามคอยเฝ้าระวังตลอดเวลา ใต้หอสังเกตเพลิงยังมีกองทหารเซียงจวินประจำการอยู่นับร้อยนาย ยามใดที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ทหารเซียงจวินจะพากันหิ้วถังน้ำใบเล็กใหญ่ บันได ขวาน เลื่อย คราดเหล็กดับไฟ และอุปกรณ์ต่างๆ รุดมาช่วยดับไฟทันท่วงที
คาดว่าเพลิงไหม้บ้านสกุลเสิ่นในครานั้น คงเป็นเพราะทหารยามตรวจพบได้ทันท่วงที จึงมิได้ลุกลามสร้างความเสียหายให้แก่เพื่อนบ้านข้างเคียง มิเช่นนั้นหากต้องชดใช้ค่าเสียหายของบ้านเรือนเพื่อนบ้านอีก ก็คงยิ่งซ้ำเติมเคราะห์กรรมให้หนักหนาสาหัสกว่าเดิม
บัดนี้ถูกเผาผลาญจนมีสภาพเช่นนี้แล้ว มองดูต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ในใจของเสิ่นเหมี่ยวเป็นห่วงน้องชายและน้องสาวของร่างเดิม นางจึงย่ำผ่านซากปรักหักพัง ก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปอย่างทุลักทุเล
ไม่รู้ว่าเปี้ยนจิงเพิ่งจะมีฝนตกไปหรือไม่ เศษไม้และซากกระเบื้องบนพื้นจึงเปียกชื้นไปหมด ยามย่ำเดินเข้าไป กลิ่นไหม้เกรียมฉุนแสบจมูกยังคงลอยโชยมาให้ได้กลิ่นจางๆ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศเวิ้งว้างวังเวงขึ้นอีกหลายส่วน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็ได้ยินเสียงไอแหบต่ำที่พยายามสะกดกลั้นไว้ ปนกับเสียงสะอื้นไห้กระซิกๆ ของเด็กหญิงตัวน้อย
เมื่อผลักบานประตูที่ถูกไฟเผาจนเหลือเพียงกรอบไม้ดำเกรียมออก เสิ่นเหมี่ยวก็ก้าวเข้าไปในลานโล่งที่ดูเหมือนไว้ใช้เก็บของ ใต้แนวกำแพงมีไหเหล้าแตกเกลื่อนกลาด วางเรียงรายเป็นแถวอยู่ในลานหลังบ้าน เมื่อข้ามแถวไหเหล้าเหล่านี้ไป ในที่สุดก็แลเห็นเรือนหลังหนึ่งที่มีหลังคาค่อนข้างสมบูรณ์ เสิ่นเหมี่ยวใคร่ครวญนึกทบทวนดู ที่นี่น่าจะเป็นห้องครัว
บ้านสกุลเสิ่นเปิดร้านขายทังปิ่ง ห้องครัวจึงกลับสร้างได้กว้างขวางและแข็งแรงมั่นคงที่สุด ก่อกำแพงด้วยอิฐและหิน มีโต๊ะยาววางเรียบไปตามแนวผนัง และเตาไฟใหญ่สี่ช่อง แม้จะถูกไฟไหม้จนดูแทบไม่ได้ ทว่ากลับกลายเป็นเรือนหลังเดียวในเขตเรือนหลังของบ้านสกุลเสิ่นที่มิได้ถูกเพลิงเผาวอดไปจนหมดสิ้น
จากทางขวาของห้องครัวยังแลเห็นประตูด้านข้างบานเล็กที่เชื่อมต่อไปยังหน้าร้าน ซึ่งน่าจะถูกไฟไหม้ไปแล้วเช่นกัน เสิ่นเหมี่ยวชะเง้อคอมองแวบหนึ่ง ตู้ที่พังกระจาย โต๊ะเก้าอี้ที่หักพังขาขาดแขนกุด วางกองระเกะระกะเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
ไว้ค่อยกลับมาเก็บกวาดแล้วกัน นางก้าวข้ามธรณีประตูดำเป็นตอตะโกของห้องครัวตามเสียงที่ได้ยินไป
สายตาพลันปรับเข้าสู่ความมืดสลัว กลิ่นเหม็นเขียวของหญ้าแห้งจางๆ คละเคล้าปนเปไปกับกลิ่นต้มยา ทว่าเมื่อสายตาปรับเข้ากับแสงสลัวได้แล้ว สภาพภายในห้องกลับดีกว่าที่เสิ่นเหมี่ยวจินตนาการไว้เล็กน้อย
ในห้องครัวมีเพียงกระเบื้องหลังคาที่ถูกไฟเผาจนทะลุเป็นโพรงใหญ่ ส่วนผนังและเตาไฟกลับยังคงสภาพดีไม่บุบสลาย เพียงแต่ถูกควันไฟรมจนดำมะเมื่อมและเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมสีน้ำตาลไหม้จากเปลวเพลิงที่ลุกโหม
หลังเตาไฟเผยให้เห็นเสื่อกกครึ่งผืน รวมถึงฟูกที่นอนและหมอนหนึ่งชุด เครื่องนอนชุดนี้เกรงว่าคงเป็นเพื่อนบ้านคนใดนำมาเจือจานช่วยเหลือ แม้จะดูเก่าไปบ้าง ทว่ากลับผ่านการซักรีดมาอย่างสะอาดสะอ้านยิ่ง
ใต้ผ้าห่มโป่งพองขึ้นมา เสียงสะอื้นไห้อย่างเก็บกดดังแว่วออกมาจากข้างในนั้น
เสิ่นเหมี่ยวอ้อมไปดู ก็พบเด็กชายวัยราวสิบขวบนั่งพิงฝาผนัง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเสื่อกก เด็กชายมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับร่างนี้ของเสิ่นเหมี่ยวถึงเจ็ดแปดส่วน นัยน์ตาดอกท้อเฉกเช่นเดียวกัน แม้แต่องศาความโค้งเชิดขึ้นเล็กน้อยของโหนกคิ้วก็แทบจะเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
เขาคล้ายว่ายังคงมีไข้ ริมฝีปากซีดขาว ทว่าสองแก้มกลับแดงระเรื่อ แม้ตนเองจะล้มป่วย ทว่ายังคงต้องฝืนเค้นเรี่ยวแรงค่อยๆ ตบปลอบเด็กหญิงตัวน้อยที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกเบาๆ เด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นหลับไปแล้ว ทว่ายังคงร่ำไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้วงนิทรา ดวงตาหลับพริ้มแน่น น้ำตายังคงรินไหลหยดแหมะๆ ออกจากหางตา นองชุ่มไปทั่วใบหน้า
เสิ่นเหมี่ยวชะงักงันไป ฝีเท้าหนักอึ้งจนแทบก้าวไม่ออก
กลับเป็นเด็กชายที่ป่วยจนสะลึมสะลือเป็นฝ่ายสังเกตเห็นนางก่อน เขาช้อนดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำขึ้นมา อาจเพราะพิษไข้รุมเร้าจนสติเลอะเลือน เขาขมวดคิ้วแน่นจ้องมองเสิ่นเหมี่ยวตาค้างอยู่นานสองนาน คล้ายว่าจะจำนางได้แล้ว ทว่ากลับเพียงเม้มริมฝีปากแน่น แล้วก้มหน้าลงไปตามเดิม
เสิ่นเหมี่ยวสาวเท้าเข้าไปเงียบๆ ยื่นมือหมายจะแตะวัดไข้ที่หน้าผากของเด็กชาย ทว่ากลับถูกเขาสะบัดศีรษะเบี่ยงหลบไป เด็กชายพลันตวัดสายตาดุดันจ้องมองนางเขม็ง “เจ้ายังจะกลับมาทำไมอีก?”
เสิ่นเหมี่ยวมิได้ตอบคำ เพียงแต่ไม่นำพาต่อการหลบเลี่ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขา ยังคงดึงดันแนบฝ่ามือลงบนหน้าผากของเขาจนได้ ความร้อนผ่าวที่ส่งผ่านฝ่ามือเข้ามา ประหนึ่งเปลวไฟที่เผารนอยู่ในอกของนาง นางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง “จี้เกอเอ๋อร์ เจ้าลำบากแล้ว”
“พี่สาวกลับมาแล้ว จะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
เพียงเพราะประโยคนี้ ความดุดันที่เสิ่นจี้ฝืนปั้นขึ้นมาพลันพังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นสู่โพรงจมูก ในดวงตาของเขารื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะร่วงหล่น ทว่าเขากลับดื้อดึงเบิกตากว้าง ไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมา กลั้นเอาไว้จนขอบตาทั้งสองข้างยิ่งแดงก่ำ
เสิ่นเหมี่ยวทอดถอนใจในอกอีกครา
ในส่วนลึกสุดของความทรงจำของร่างเดิม ยังคงก้องกังวานไปด้วยเสียงร่ำไห้โฮของน้องชายและน้องสาวกำพร้าทั้งสองคน นางเพราะความขลาดเขลาไม่กล้าขัดขืนแม่สามี จึงจำใจตัดใจทอดทิ้งเด็กทั้งสองไว้ที่บ้านลุงใหญ่ ยามที่ต้องขึ้นรถม้าจากไป เซียงเจี่ยเอ๋อร์ที่อายุเพิ่งจะสี่ขวบดื้อดึงไม่ยอมท่าเดียว ตัวก็ยังสวมชุดไว้ทุกข์ผ้าป่านดิบ ร่างเล็กกระจิริดเพียงนั้นกลับเกาะชายกระโปรงของร่างเดิมไว้แน่น ร่ำไห้ตะโกนว่า “พี่สาวอย่าไปนะ พี่สาวอย่าไป”
สุดท้ายเซียงเจี่ยเอ๋อร์จึงถูกลุงใหญ่เสิ่นแกะนิ้วมือออกทีละนิ้วแล้วอุ้มตัวไป ในอ้อมอกของลุงใหญ่เสิ่น นางยังคงดิ้นรนเตะแข้งเตะขา พยายามจะกระโดดลงมาโผกอดนางให้ได้ ร่ำไห้จนแทบหมดลมหายใจเสียงแหบแห้ง ส่วนเสิ่นจี้ในตอนแรกมิได้ร้องไห้ ทว่าพอร่างเดิมก้าวขึ้นรถม้า เขาก็สะบัดหลุดจากมือลุงใหญ่อย่างแรง แล้วออกวิ่งกวดไล่ตามอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาไม่ตะโกนร้องเรียก เหมือนดั่งเช่นวันนี้ ขอบตาเอ่อล้นด้วยน้ำตา ตาแดงก่ำ ดื้อดึงวิ่งตามไปเรื่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวิ่งตามไม่ทันอีกต่อไป ในสายลมจึงแว่วเสียงกรีดร้องแทบขาดใจว่า “พี่สาว!”
ร่างเดิมไม่กล้าหันกลับไปมอง ได้แต่นั่งหลั่งน้ำตานองหน้าอยู่ในรถม้า
เสียงร่ำไห้นั้นคอยเหนี่ยวรั้งเกาะกุมจิตใจนาง ทำให้นางยามอยู่ในบ้านสกุลหรงแทบจะไม่มีวันใดได้อยู่อย่างสงบสุข ไม่มีวันใดได้ยิ้มแย้ม แม้จะคอยส่งจดหมายและส่งข้าวของกลับมายังเปี้ยนจิงอยู่เป็นเนืองนิตย์ ทว่าก็ไม่อาจคลายความรู้สึกผิดในก้นบึ้งหัวใจลงได้เลย
บัดนี้เสิ่นเหมี่ยวได้ก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าเด็กทั้งสองคนแทนร่างเดิมแล้ว ความเสียใจและความรู้สึกผิดที่มิใช่ของตน ทว่ากลับฝังแน่นไม่ยอมจางหายไปในใจ จึงคล้ายดั่งมลายหายไปในอากาศราวกับกลุ่มควัน
เสิ่นเหมี่ยวโน้มตัวลง ค่อยๆ ช้อนตัวเซียงเจี่ยเอ๋อร์จากอ้อมอกของเสิ่นจี้ขึ้นมาแบกไว้บนหลัง เด็กน้อยผู้นี้ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่ในฝัน แปลกนักที่ยังไม่ตื่น พอทาบตัวลงบนแผ่นหลังของเสิ่นเหมี่ยว กลับไม่ร้องไห้อีก ซ้ำยังหลับลึกอย่างสงบสุขยิ่งขึ้น
เสิ่นจี้เพียงแต่จ้องมองนาง มิได้ส่งเสียงใด
“ยังพอเดินไหวหรือไม่? พี่สาวจะพาเจ้าไปร้านหมอยาจวนจ้าวไท่เฉิงเพื่อเทียบยามาเพิ่มอีกสักหน่อย” เสิ่นเหมี่ยวใช้มือข้างหนึ่งช้อนประคองเซียงเจี่ยเอ๋อร์ อีกมือหนึ่งหันกลับไปจูงมือเขา
เสิ่นจี้ทำตามคำ ฝืนยันผนังลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ร่างกายยังคงโงนเงนซวนเซ เสิ่นเหมี่ยวตาไว มือไวรีบยื่นไปหมายจะประคอง ทว่ากลับถูกเขาเบี่ยงตัวหลบอีกครา เขากอบโกยลมหายใจสองเฮือก แล้วเอ่ยถามอีกว่า “ไฉนเจ้าจึงกลับมาเล่า?”
เสิ่นเหมี่ยวอยู่มาสองชาติภพไม่เคยพบเห็นเด็กที่ดื้อรั้นหัวแข็งเช่นนี้มาก่อน อายุก็ยังน้อยแท้ๆ แต่กลับสุขุมแก่แดดและเฉียบไวเป็นเลิศ เรื่องที่นางถูกขับออกจากตระกูลก็ไม่อาจปิดบังได้ นางจึงเล่าเรื่องราวความเป็นไปอย่างรวบรัดกระชับความ เอ่ยเรียบๆ ว่า “บ้านสกุลหรงมีนิสัยละโมบโลภมาก ถูกขับออกมาก็ช่างปะไร หลายปีมานี้ พี่สาวเสียใจภายหลังที่ทำลงไป บัดนี้ก็ดีแล้ว พี่สาวกับพวกเขาตัดขาดไม่ข้องเกี่ยวกันอีก จะได้กลับมาดูแลพวกเจ้าทั้งสองคน…”
ไม่นึกเลยว่า เสิ่นจี้ที่เดิมทีคิดว่าจะมีความเคียดแค้นชิงชังตนอยู่ไม่น้อย ครั้นได้ฟังจบกลับโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ ถึงกับสบถคำหยาบโลนตามประสาชาวบ้านตลาดออกมาคำหนึ่ง “บ้านสกุลหรงกล้ารังแกพี่สาวหรือ? เจ้าพวกเดรัจฉานโสมมไร้ลูกอัณฑะ!”
เขาโกรธจนถึงขั้นไอโขลกออกมาอย่างรุนแรง กว่าจะค่อยๆ ผ่อนคลายลงได้ น้ำเสียงก็เย็นเยียบ ราวกับอยากจะกลืนกินบ้านสกุลหรงลงท้องทั้งเป็น “พวกมันคำนวณไว้เสร็จสรรพว่าพี่สาวไม่มีพ่อแม่แล้ว ส่วนข้าก็ยังเยาว์วัย ไม่มีผู้ใดออกหน้าแทนพี่สาวได้! เจ็บใจนักที่ข้าเกิดช้าไป มิเช่นนั้นข้าจะต้องบุกไปถึงจินหลิง แล้วหักขาสุนัขทั้งสามข้างของไอ้หรงต้าหลางนั่นเสียให้สิ้นซาก!”
เสิ่นเหมี่ยวเพียงแต่หัวเราะ “ในที่สุดก็ยอมรับข้าเป็นพี่สาวแล้วหรือ?”
เสิ่นจี้หน้าแข็งค้าง ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ แล้วกลับมาทำท่าทางกระฟัดกระเฟียดแง่งอนเหมือนเมื่อครู่อีกครั้ง
“ไปเถิด พี่สาวจะพาเจ้าไปเทียบยา”
เสิ่นเหมี่ยวแบกเซียงเจี่ยเอ๋อร์ขึ้นหลัง ดึงดันจูงมือเสิ่นจี้ไว้ ทั้งสามคนเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่เชื่อมโยงถึงกันทะลุปรุโปร่ง ลัดเลาะมาจนถึงร้านหมอยาจวนจ้าวไท่เฉิง* [2] จวนจ้าวไท่เฉิงเป็นทายาทสืบทอดของอดีตหมอหลวง ป้ายแผ่นไม้ที่แขวนอยู่หน้าประตูสลักคำว่า ‘ซิ่งหลินชุนหม่าน’ (ป่าซิ่งเปี่ยมวสันต์) เป็นป้ายพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชและนรีเวชเป็นที่สุด มีภูมิหลังหยั่งรากลึก นับเป็นสำนักแพทย์โอสถศาลาชื่อดังเลื่องลือทั้งใกล้และไกลในเมืองเปี้ยนจิง
ทว่าด้วยค่ารักษาค่ายาแพงกว่าที่อื่น ชาวบ้านส่วนใหญ่หากไม่ถึงคราวเจ็บป่วยฉุกเฉินหรืออาการหนักหนาสาหัส ย่อมไม่ก้าวเท้าเข้าประตูจวนจ้าวไท่เฉิงเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ยามที่เสิ่นเหมี่ยวพาเสิ่นจี้และเซียงเจี่ยเอ๋อร์ก้าวข้ามประตูเข้าไป เมื่อเทียบกับโรงหมอราคาย่อมเยา ‘หยางเจียอิ้งเจิ้ง’ ที่อยู่ไม่ไกลซึ่งมีผู้คนแออัดยัดเยียดแล้ว จวนจ้าวไท่เฉิงจึงมีเพียงสตรีอุ้มเด็กอยู่ประปรายสองสามคนที่กำลังรอให้เสมียนร้านเทียบยาให้
ท่านหมอเคราขาวที่นั่งตรวจอยู่เอามือเท้าคาง ถูกแสงแดดอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องจนแทบจะสัปหงกหลับไปอยู่รอมร่อ
แนวคิดของเสิ่นเหมี่ยวแตกต่างจากผู้คนในยุคนี้ โรคภัยเล็กน้อยหากไม่รีบรักษาให้หายดี ปล่อยลากยาวจนกลายเป็นโรคร้ายแรงแล้วค่อยมารักษา ค่าตอบแทนที่ต้องสูญเสียไปย่อมสูงลิบลิ่ว โดยเฉพาะเด็ก ยิ่งไม่อาจฝืนทนแบกรับโรคภัยเอาไว้ได้
เคราะห์ดีที่เสิ่นจี้เพียงแค่ต้องลมหนาวชั่วคราว หลังท่านหมอเคราขาวตรวจดูอาการตามขั้นตอนทั้งดู ดม ซัก ถาม และแมะจับชีพจรอย่างละเอียดแล้ว จึงบอกว่าไม่เป็นไร เขียนเทียบยาให้ต้มกินห้าวัน ทั้งยังจัดยาต้มชะเอมเทศกิกแก้ (กานเฉาเจี๋ยเกิงอิ่น) สำหรับแก้ไอละลายเสมหะอีกสามวัน ซึ่งเป็นยาสำเร็จรูปที่เคี่ยวสกัดเรียบร้อยแล้ว บรรจุอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ ดูไปแล้วคล้ายยาน้ำเชื่อมแก้ไอในยุคหลังอย่างยิ่ง รวมถึงยาแผ่นแปะลดไข้สามแผ่นสำหรับปิดประคบที่จุดหย่งเฉวียน* [3] ใต้ฝ่าเท้า จึงทำให้เสิ่นเหมี่ยวรู้สึกโล่งใจขึ้นมาในทันที
ท่านหมอแปะยาแผ่นลงบนฝ่าเท้าทั้งสองข้างให้เขาทันทีตรงนั้น เสิ่นเหมี่ยวจึงถือโอกาสเรียนรู้วิธีสังเกตตำแหน่งของจุดหย่งเฉวียนไปด้วย ยาแผ่นนี้ต้องเปลี่ยนวันละหนึ่งครั้ง หากเรียนรู้จนเข้าใจแล้ว พอกลับไปจะได้แปะเองได้ มิต้องเสียเวลาเทียวไปเทียวมาทุกวัน
เมื่อเทียบยาเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนก็เดินย้อนกลับทางเดิม หลังผ่านการเดินทางรอบนี้ เซียงเจี่ยเอ๋อร์บนแผ่นหลังกลับยิ่งหลับลึกขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับกรนเบาๆ ออกมาแล้ว
เสิ่นเหมี่ยวเอ่ยถาม “เซียงเจี่ยเอ๋อร์หลับลึกขนาดนี้ จะมีอันใดผิดปกติหรือไม่?”
เสิ่นจี้ได้ยินเช่นนั้นก็ก้มหน้าลง แววตาหม่นหมองลงพลางเอ่ยว่า “เมื่อวานข้ามีไข้สูงตัวร้อนจัด เซียงเจี่ยเอ๋อร์ร้องไห้คอยดูแลข้าอยู่ทั้งคืน นางไม่กล้าข่มตานอน เพราะกลัวว่าข้าจะตายจากไปอีกคน”
เสิ่นเหมี่ยวนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นางช้อนตัวเซียงเจี่ยเอ๋อร์บนหลังให้กระชับขึ้น อดไม่ได้ที่จะกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง “รอให้เจ้าหายดีก่อนเถิด พี่สาวจะต้องไปทวงความเป็นธรรมที่บ้านลุงใหญ่ให้จงได้!”
เสิ่นจี้กลับเผยอารมณ์ดั่งเด็กน้อยออกมาอย่างหาได้ยาก เอ่ยอย่างแง่งอนตัดพ้อว่า “ข้าไม่อยากก้าวเท้าเข้าประตูบ้านลุงใหญ่อีกแล้ว ตั้งแต่พี่สาวกลับไปจินหลิง ท่านลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ก็คอยยุแยงจะให้โอนร้านค้าของบ้านเราไปเป็นชื่อของพวกเขา อ้างว่าข้ายังเล็กนัก วันหน้าต้องเล่าเรียนหนังสือ ค่าใช้จ่ายมากมายมหาศาล ร้านค้านี้ทิ้งไว้ให้ข้าก็ไร้ประโยชน์ สู้ยกให้พวกเขาไปเสียดีกว่า พวกเขาจะได้ตั้งหน้าตั้งตาค้าขาย แล้วคอยเลี้ยงดูข้ากับเซียงเจี่ยเอ๋อร์ไปชั่วชีวิต ข้าไม่ยอม พวกเขาก็โมโหโกรธาเป็นฟืนเป็นไฟ ภายหลังพอบ้านถูกไฟไหม้ ป้าสะใภ้ใหญ่เก็บค่าเช่าไม่ได้ ก็ยิ่งมองข้ากับเซียงเจี่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นชาและเหน็บแนมถากถาง เดิมทีข้าก็ไม่อยากอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว”
เสิ่นเหมี่ยวคิดในใจว่า เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย
ร่างเดิมได้รับจดหมายเร่งรัดทวงเงินจากบ้านลุงใหญ่ แม้จะถูกหรงต้าเหนียงด่าทออย่างไรก็ไม่เปลี่ยนใจ ดึงดันจะรับสองพี่น้องไปอยู่ที่จินหลิงด้วยให้ได้ เกรงว่าคงจะมองเห็นเงื่อนงำอะไรบางอย่างเข้าแล้วเป็นแน่ เพียงแต่น่าเสียดายที่ร่างเดิมยังไม่ทันได้ลงมือทำ ก็ถูกบ้านสกุลหรงบีบคั้นจนล้มป่วยลุกไม่ขึ้นเสียก่อน
ร้านทังปิ่งของสกุลเสิ่นแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านเจริญรุ่งเรืองของเมืองชั้นใน แม้จะไม่คึกคักเทียบเท่าสะพานสายรุ้งหงเฉียว ทว่าอยู่ห่างจากเขตพระราชฐานชั้นในของกวนเจียเพียงสองช่วงถนนเท่านั้น บริเวณใกล้สะพานจินเหลียงยังมีบ้านเรือนของเหล่าขุนนางอาศัยอยู่ไม่น้อย ทั้งยังห่างจากวัดต้าเซียงกั๋วซื่อเพียงถนนสายเดียว หากเทียบเป็นยุคหลัง ก็เทียบเท่ากับตึกแถวหน้าร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนฉางอันในปักกิ่ง จะไม่ให้มีราคาสูงลิบลิ่วได้อย่างไร?
บรรพบุรุษสกุลเสิ่นเคยร่ำรวยมาก่อน ท่านปู่สกุลเสิ่นสร้างเนื้อสร้างตัวจากมือเปล่าจนสะสมร้านค้าไว้ได้ถึงสี่ห้อง หลังท่านปู่ล่วงลับ ลุงใหญ่เสิ่นในฐานะบุตรชายคนโต จึงได้แบ่งร้านค้าในเมืองชั้นในหนึ่งห้อง เมืองชั้นนอกหนึ่งห้อง ที่ดินในชนบท รวมถึงเงินสดในบ้านอีกสองหีบ บิดาของเสิ่นเหมี่ยวในฐานะบุตรชายคนรอง ก็ได้ร้านค้าในเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอกอย่างละหนึ่งห้องเช่นกัน ทว่าล้วนมีขนาดเล็กกว่าของลุงใหญ่เสิ่น โดยหนึ่งในนั้นก็คือร้านทังปิ่งที่ถูกไฟไหม้ในยามนี้ ส่วนอีกร้านหนึ่งในเมืองชั้นนอก ในครานั้นเพื่อรวบรวมสินเดิมให้เสิ่นเหมี่ยว จึงได้จำนองขายออกไปแล้ว
ก่อนหน้านี้เมื่อบิดามารดาของเสิ่นเหมี่ยวยังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวลุงใหญ่เสิ่นก็มิได้อิจฉาตาร้อนครอบครัวของน้องชาย ด้วยเพราะพวกเขามีชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวยกว่า ได้รับค่าเช่าที่ดินจากชนบท ทั้งยังเปิดร้านขายธัญพืชที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชั้นนอก หากไม่เรียกว่ากอบโกยเงินทองวันละถัง ก็มีเงินทองไหลมาเทมาวันละครึ่งถังแล้ว ทว่ายามนี้บิดามารดาของเสิ่นเหมี่ยวต่างลาลับไปหมดแล้ว บุตรสาวสองคนย่อมไม่นับว่ามีสิทธิ์สืบทอด เหลือเพียงบุตรชายที่ยังไม่ถึงวัยฉกรรจ์เพียงคนเดียวไว้รับมรดก ความละโมบโลภมากในใจย่อมพลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นธรรมดา
ตามกฎหมายของราชวงศ์ซ่ง หากจี้เกอเอ๋อร์เป็นอะไรไป ร้านค้านี้ย่อมตกเป็นของครอบครัวลุงใหญ่เสิ่นโดยปริยาย
ใครจะล่วงรู้ว่าจี้เกอเอ๋อร์แม้อายุยังน้อย ทว่าโดยเนื้อแท้กลับเฉลียวฉลาด ซ้ำยังมิได้มีนิสัยอ่อนแอยอมคนและชักจูงง่ายเหมือนดั่งร่างเดิม คาดว่าครอบครัวลุงใหญ่เสิ่นคงเป็นเพราะเหตุนี้ จึงได้เกิดโทสะจนกลายเป็นความอับอายและขับไล่ไสส่งเด็กทั้งสองออกจากบ้าน
จี้เกอเอ๋อร์เล่าให้นางฟังอย่างผิวเผิน คำว่า ‘สายตาเย็นชาและเหน็บแนมถากถาง’ ได้รวบยอดความทุกข์ตลอดสามปีนี้ไว้ ทว่าการอาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ย่อมมีสารพัดวิธีที่ทำให้คนต้องกลืนความขมขื่นจนพูดไม่ออก พวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานมาไม่น้อยเป็นแน่
“อย่ากลัวไปเลย พี่สาวผ่านเคราะห์กรรมครานี้มา สมองตาสว่างแล้ว จะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกพวกเจ้าได้อีก” เสิ่นเหมี่ยวกุมมือเสิ่นจี้แน่นขึ้น “ไปเถิด พี่สาวจะกลับไปทำซุปเกี๊ยวน้ำแป้งต้ม (เกอตาทัง) ให้พวกเจ้ากิน แม้เจ้าจะยังป่วยอยู่ ทว่าการดื่มเพียงข้าวต้มรสชาติจืดชืดไร้เรี่ยวแรง สารอาหารก็ไม่เพียงพอ ซุปแป้งต้มเกอตาเกิงช่วยให้อบอุ่นร่างกายและบำรุงกระเพาะ เหมาะเจาะพอดีทีเดียว”
เสิ่นจี้มิได้กล่าวสิ่งใด เขาใช้หางตาเหลือบมองสำรวจเสิ่นเหมี่ยวอย่างเงียบๆ อุปนิสัยของพี่สาวตั้งแต่เล็กจนโตเป็นเช่นไร ไฉนเขาจะไม่รู้? หากมิใช่เพราะมีพี่สาวที่จิตใจดีงามทว่าขลาดเขลาเช่นนี้ เขาก็คงมิได้ถูกบีบให้สร้างเกราะนิสัยเช่นนี้ขึ้นมา ทว่าการกลับมาของพี่สาวในครานี้ แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความลังเลไม่มั่นคงคู่นั้นคล้ายว่าจะเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนเป็นกระจ่างใสและเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ จนทำให้เขารู้สึกอยากจะพึ่งพิงขึ้นมาบ้างแล้ว
ทว่าเพียงชั่วพริบตา เขาก็ปัดเป่าความอ่อนแอนี้ทิ้งไปจากก้นบึ้งหัวใจ พลางลอบตั้งปณิธานในใจอย่างแน่วแน่: พี่สาวกลับมาจากบ้านสกุลหรง วันหน้าย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนนินทาว่าร้าย ตนยิ่งต้องเป็นเสาหลักค้ำจุนครอบครัวให้จงได้
เสิ่นเหมี่ยวมิได้สังเกตเห็นสีหน้าท่าทางที่ดูแก่แดดเกินวัยของจี้เกอเอ๋อร์ ยังคงเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลต่อไปว่า “ก่อนหน้านี้ตอนพี่สาวเดินทางผ่านเมืองไช่โจว ได้ซื้อมันเทศสีม่วงมาหัวหนึ่งยังกินไม่หมด พอดีนำมาใช้ได้… ทว่าหีบสัมภาระยังอยู่ที่บ้านป้าสะใภ้กู้อยู่เลย จริงสิ ประเดี๋ยวต้องไปหาซื้อฟืนกับเครื่องครัวมาก่อน การทำซุปแป้งต้มเกอตาเกิง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือระดับไฟนี่แหละ…”
“อะไรนะ… ซุปแป้งต้มหรือ?”
บริเวณต้นคอด้านหลังพลันมีความชื้นแฉะหยดลงมาเล็กน้อย เสิ่นเหมี่ยวหันขวับกลับไปด้วยความประหลาดใจ ก็แลเห็นเซียงเจี่ยเอ๋อร์ที่เดิมทีหลับสนิท ผงกศีรษะกลมป้อมขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทั้งยังยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยออกมาจากมุมปากด้วยท่าทางสะลึมสะลือ
เสิ่นเหมี่ยวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา: น้องสาวของนางคนนี้ หรือว่าจะเป็นพวกสายกินตัวยงกันนะ?
หมายเหตุ
- * [1] หอสังเกตเพลิง (วังฮั่วโหลว / 望火楼)— หอคอยก่ออิฐทรงสูงสำหรับตรวจการณ์และป้องกันอัคคีภัยในเมืองหลวงเปี้ยนจิงสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ มีทหารยามประจำการคอยตรวจดูควันไฟตลอด 24 ชั่วโมง และมีกองทหารเซียงจวิน (廂軍) พร้อมอุปกรณ์ดับเพลิงครบครันเตรียมพร้อมระงับเหตุทันที
** * [2] จวนจ้าวไท่เฉิง (赵太丞家)— ร้านขายยาและสำนักแพทย์ชื่อดังที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่งเหนือ ปรากฏในภาพม้วน《ชิงหมิงซ่างเหอถู》 ‘ไท่เฉิง’ (太丞) เป็นตำแหน่งขุนนางแพทย์หลวงในอดีต เชี่ยวชาญโรคสตรีและกุมารเวช
*** * [3] จุดหย่งเฉวียน (涌泉穴)— จุดลมปราณสำคัญของการแพทย์แผนจีน ตั้งอยู่บริเวณรอยบุ๋มกึ่งกลางส่วนหน้าของฝ่าเท้า นิยมใช้แปะสมุนไพรเพื่อช่วยลดไข้ ดึงความร้อนลงสู่เบื้องล่าง และปรับสมดุลอินหยางในร่างกาย
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/7
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย