Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ตอนที่ 74 — ตอนที่ 74 ห่านตุ๋นหม้อเหล็ก

เยวี่ยเถิงมองดูนางไปยกกาน้ำร้อนมาใบหนึ่ง อีกทั้งยังประคองชามดินเผาใบใหญ่ทรงงอบใส่ทังปิ่งมาวางลงบนโต๊ะ

เมื่อหลุบตาลงมอง ในชามดินเผามีก้อนทังปิ่งแห้งทรงกลมวางนอนอยู่ ดูเหมือนจะผ่านการทอดน้ำมันมาแล้ว เส้นทังปิ่งแต่ละเส้นขดม้วนเป็นวง ทุกเส้นล้วนเหลืองทองอร่าม เหนือก้อนทังปิ่งมีก้อนซอสข้นสีน้ำตาลผสมผักกาดดองสับก้อนหนึ่ง ด้านข้างมีไข่ยางมะตูมผ่าครึ่งฟอง ผักสับกำมือหนึ่ง และเนื้อหั่นเต๋าชิ้นเล็กๆ สับละเอียดอีกหยิบมือหนึ่ง

“นายท่าน ดูให้ดีนะเจ้าคะ!” อาเถาชอบการชงทังปิ่งให้พ่อค้าเร่ที่ไม่เคยลิ้มลองทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปมากที่สุด นางใช้มือข้างหนึ่งจับกาดินเผาสีขาวพุงโตที่มีพวยกายาวเรียว มืออีกข้างยกฝาไม้ไผ่ของชามทังปิ่งขึ้นมาตั้งฉาก บดบังตรงหน้าเยวี่ยเถิงไว้เล็กน้อย เพื่อป้องกันมิให้น้ำร้อนกระเด็นไปเปื้อนเสื้อผ้าของเขา

น้ำเดือดพล่านไหลรินประหนึ่งมังกรน้ำ ปลุกให้กลุ่มควันและไอความร้อนสีขาวลอยพวยพุ่งขึ้นมาเป็นระลอก ก้อนทังปิ่งแห้งถูกลวกจนส่งเสียงดังซู่ๆ ก้อนซอสเข้มข้นสีน้ำตาลละลายลงในพริบตา ผักกาดดองที่ห่อหุ้มอยู่ในก้อนซอสลอยกระจายขึ้นมาเป็นชิ้นๆ ในน้ำซุปที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมันวาว

เยวี่ยเถิงเอียงศีรษะ ชะโงกมองดูให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ครั้นรินน้ำพอดีแล้ว เหนียงจื่อน้อยผู้นั้นก็นำฝาไม้ไผ่ใบเล็กในมือปิดทับลงบนชามดินเผาตรงหน้าเขา ยกกาน้ำขึ้นมาใหม่ พลางยิ้มแย้มกล่าวว่า “นายท่านรอสักครู่ก็เปิดฝารับประทานได้แล้วเจ้าค่ะ เมื่อเปิดฝาเห็นเส้นทังปิ่งคลายตัวออกจากกันแล้ว ท่านก็ใช้ตะเกียบคนให้เข้ากันก็กินได้เลยเจ้าค่ะ”

สักครู่หรือ? เยวี่ยเถิงนับจังหวะกลองในใจอย่างจริงจัง คะเนดูจนนับได้ราวสองร้อยจังหวะ ตรงช่องหน้าต่างที่เชื่อมต่อระหว่างโต๊ะคิดเงินกับห้องครัว เหนียงจื่อน้อยตาหงส์ผู้นั้นพลันใช้แขนเลิกม่านขึ้นครึ่งหนึ่ง ยื่นศีรษะออกมาเอ่ยเตือนว่า “นายท่าน กินได้แล้วเจ้าค่ะ หากแช่นานกว่านี้ทังปิ่งจะนิ่มเกินไป จะไม่อร่อยเหนียวนุ่มนะเจ้าคะ”

เยวี่ยเถิงทำตามคำบอก เลิกฝาไม้ไผ่ออก ครั้นไอความร้อนจางหายไป กลับกลายเป็นทังปิ่งชามหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้นเตะจมูกขึ้นมาจริงๆ! เส้นทังปิ่ง ผัก และเนื้อหั่นเต๋า คล้ายกับฟื้นคืนชีพขึ้นมาเมื่อได้พบกับน้ำ ผักอบแห้งที่หดตัวคลี่ขยายออกอีกครั้ง ชิ้นเนื้อพองโต เส้นทังปิ่งดูดซับน้ำแกงจนอิ่มตัว นุ่มละมุนราวกับเพิ่งรีดแป้งออกมาสดๆ อย่างไรอย่างนั้น

เขาข่มคำทักทายซีเฟยจิ่งที่อัดแน่นเต็มท้องเอาไว้ ใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาคำหนึ่ง พอคำแรกกลืนลงท้อง คิ้วก็เลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ ทังปิ่งที่ชงด้วยน้ำร้อนเช่นนี้ ไม่ด้อยไปกว่าบะหมี่ที่นวดแป้งต้มสดๆ เลยจริงๆ ซ้ำยังหอมกว่าด้วยซ้ำ!

เขากินไปพลางขบคิดอย่างละเอียดไปพลาง ทังปิ่งและน้ำซุปนี้มีน้ำมันอยู่ไม่น้อย เส้นทังปิ่งผ่านการทอดน้ำมัน ในก้อนซอสก็มีน้ำมันมาก ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือน้ำพริกซอสนี้เคี่ยวได้หอมเข้มข้น ผักกาดดองเปรี้ยวอมเผ็ดเล็กน้อย กินแล้วจึงได้หอมอร่อยถึงเพียงนี้ เศษผักและเนื้อแห้งรสสัมผัสย่อมสู้ผักสดเนื้อสดไม่ได้ หากอยู่ในเมืองเปี้ยนจิงคงไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าใดนัก ทว่าหากอยู่บนป้อมจุดไฟสัญญาณด่านชายแดน ในฤดูหนาวขอเพียงได้กินผักสักคำ ไม่ว่าจะเป็นผักอบแห้งหรือไม่ ขอเพียงมี ย่อมแย่งกันจนหัวร้างข้างแตกแล้ว!

หิมะตกหนักปิดเส้นทาง ทุกคราที่ถึงฤดูหนาว เหล่าทหารหาญที่ชายแดนต้องทนทุกข์ทรมานกับความหนาวเหน็บ หิวโหยอดมื้อกินมื้อ ก็หาใช่ว่ากวนเจียจงใจยักยอกตัดทอนเสบียงกองทัพไม่ แต่เป็นเพราะในฤดูหนาวการขนส่งทางน้ำถูกตัดขาด ต้องพึ่งพาแต่กำลังคน ม้า และอูฐ ขนส่งไปทีละเกวียนเล่ม ทีละขบวน จากยุ้งฉางตามท้องที่ต่างๆ ขนส่งไปยังเมืองโยวโจวและเมืองเหยี่ยนโจวยังพอกระทำได้ ทว่าหากจะส่งต่อไปยังแนวกำแพงเมืองจีนเฟิงโจวกว่าหนึ่งร้อยป้อมสัญญาณที่สร้างเลียบทะเลทรายอันห่างไกลออกไป ย่อมไม่อาจขนส่งไปถึงได้อย่างแท้จริง

ในฤดูหนาว บางคราพายุหิมะตกกระหน่ำติดต่อกันครึ่งเดือน หากเผชิญกับปีที่หนาวจัด หิมะทับถมสูงถึงระดับท้องคน ผู้คุ้มกันเสบียงหลงทางระหว่างทางได้ง่าย คนและม้าหนาวตายก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

เสบียงทหารส่วนใหญ่ที่จะต้องขนส่งไปยังป้อมสัญญาณ เหล่าเสมียนคลังพลาธิการต้องกักตุนให้เสร็จสิ้นล่วงหน้าราวครึ่งปีก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเป็นเสบียงที่เก็บรักษาได้ง่ายและมีน้ำหนักเบา บรรดาขนมเปี๊ยะหนางแบบแห้งที่แข็งจนฟันแทบหักและฝืดคอจนแทบสำลักตาย จึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับแรก

ในฤดูหนาวแต่ไหนแต่ไรมา ย่อมรับประกันได้เพียงแค่การเอาชีวิตรอด ไม่อาจหวังสิ่งอื่นใดได้

ดังนั้น ที่ชายแดนจึงมีทหารหนีทัพมากมาย ในใจเยวี่ยเถิงย่อมรู้ดี ไม่อาจโทษพวกเขาได้ เพราะมันยากลำบากเกินไป ลำบากจนถึงขั้นยอมสูญเสียสำมะโนครัวกลายเป็นคนเถื่อนไร้สัญชาติ ยอมตกเป็นทาส ก็ยังต้องการจะหลบหนีไปจากดินแดนอันหนาวเหน็บทุรกันดารแห่งนี้ ครั้นชายแดนย่างเข้าสู่ปลายสารท ทหารเหลียวและทหารจินก็มักจะเสี่ยงภัยเข้าปล้นสะดมต้าซ่ง ก็เพราะดินแดนที่เหลียวและจินครอบครองอยู่นั้น ส่วนใหญ่ก็หนาวเหน็บและขาดแคลนเสบียงเช่นกัน เพื่อความอยู่รอด พวกเขาจึงไม่มีวันละทิ้งการกลืนกินดินแดนของต้าซ่ง

เขาอยู่ที่เหยี่ยนโจวมานานหลายปี ทหารที่จะต้องไปประจำการเฝ้าระวังที่กำแพงเมืองจีนต้องผลัดเปลี่ยนเวรทุกปี เช่นนี้ทหารใต้บังคับบัญชาจึงพอจะมีความหวังอยู่บ้าง อดทนผ่านพ้นไปหนึ่งปี ปีที่สองก็สามารถกลับบ้านไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว หากปล่อยให้ผู้ใดต้องอยู่แต่ในป้อมค่ายบนแนวป้อมสัญญาณตลอดเวลา ลืมตาก็เห็นแต่ทะเลทรายเวิ้งว้าง หลับตาก็ได้ยินแต่เสียงหมาป่าเห่าหอนโหยหวน ไม่ว่าใครก็ต้องเสียสติเป็นแน่

ทนแทะแป้งแห้งดื่มน้ำหิมะมานานหลายปี บัดนี้กลับมาบอกเขาว่า แท้จริงแล้วสามารถมีทังปิ่งร้อนๆ ให้กินได้! เยวี่ยเถิงยกชามบะหมี่ขึ้นมา แหงนหน้าซดน้ำแกงหยดสุดท้ายจนเกลี้ยง ใบหน้าอันเที่ยงธรรมผึ่งผายโกรธจนดำคล้ำ: ดีนักนะเจ้าซีเฟยจิ่ง มีของดีปานนี้ กลับอุบเงียบซุกซ่อนไม่ยอมบอกเขาสักคำ!

ทหารโยวโจวในมือของมัน ต้องได้กินไปตั้งนานแล้วเป็นแน่!

เยวี่ยเถิงปรายตามองรายการอาหารบนฝาผนัง เห็นตัวอักษรระบุว่าทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปชามละสิบหกอีแปะ จึงล้วงเหรียญทองแดงออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ

เขาส่งเสียงเรียกเก็บเงิน เหนียงจื่อน้อยตาหงส์ผู้นั้นขานรับและปราดตัวออกมาทันที ยิ้มแป้นเก็บเงิน พลางเช็ดโต๊ะไปพลางบอกให้เขาเดินระวังๆ และแวะมาอุดหนุนใหม่

ภายนอกหิมะเริ่มซาลงแล้ว เมฆหมอกมืดครึ้มที่สะสมอยู่บนท้องฟ้ามาตลอดทั้งคืนก็ค่อยๆ สลายตัว ช่องว่างระหว่างมวลเมฆทอแสงแดดรำไรที่บางเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น ตลาดร้านรวงเริ่มกลับมาคึกคักอีกครา พ่อค้าหาบเร่จำนวนไม่น้อยสวมเสื้อนวมซอมซ่อ เข็นรถเข็นแผงลอยมีร่มกางของตนออกมาตั้งเรียงรายสองข้างทางใหม่อีกครั้ง โรงน้ำชาและร้านสุราริมถนนเปิดหน้าต่างรับลมอีกหน นางคณิกานักดนตรีดีดผีผาขับขานบทเพลงท่วงทำนองทอดยาว

ภาพความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงเหล่านี้ เยวี่ยเถิงหาได้ชายตามองไม่ เขาเดินฮึดฮัดข้ามสะพานจินเหลียงมุ่งหน้าไปยังถนนหลวงอวี้เจีย เตรียมตัวเข้าวังไปฟ้องร้อง—เรื่องนี้ทนได้ก็บ้าแล้ว! เขาจะให้กวนเจียช่วยตัดสินความเป็นธรรม ซีเฟยจิ่งมีสิทธิ์อันใดพาพวกทหารโยวโจวกินอิ่มหมีพีมันอยู่คนเดียวเล่า! เดิมทีทุกคนต่างก็กินแกลบกินผักป่ามาด้วยกัน เหตุใดเจ้าหมอนั่นถึงได้ไปกินโต๊ะจีนงานเลี้ยงระดับแผ่นดินคนเดียวเล่า?

ไม่ได้ ทัพเหยี่ยนโจวของเขาก็ต้องได้กินของดีๆ เช่นกัน

ยามที่เขาเดินข้ามสะพานจินเหลียง ก็สวนทางกับคนกลุ่มหนึ่งพอดี

“คุณชายน้อย หากท่านรังเกียจว่าเรือนติดถนนทางเหนือของสะพานจินเหลียงนั้นไกลเกินไป เช่นนั้นก็ทำได้เพียงไปดูเรือนเก่าในตรอกหยางหลิ่วซีแล้วขอรับ แต่ว่าเรือนหลังนั้นมีอายุกว่ายี่สิบปีแล้ว ทั้งยังไม่มีบ่อน้ำ เกรงว่าท่านจะไม่ถูกใจนะขอรับ!”

เย่าหลัวเก๋อสวมหมวกฮุยหู สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายชาวหูคอแบะแขนแคบ สวมรองเท้าบูทหนังพื้นหนาปลายงอน ที่สายรัดเอวส่งเสียงดังกริ๋งกรั๋ง ห้อยถุงผ้าและพวงกุญแจไว้หลายพวง ถึงขั้นมีพวงกุญแจไม้แกะสลักรูปปลาหลี่ฮื้อ ‘โชคลาภวาสนาพุ่งทะยาน’ สลักอักษรสองคำว่า ‘เสิ่นจี้’ ไว้อีกด้วย

“ลองไปดูก่อนเถิด” เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งผึ่งผายที่อยู่ข้างกายเขาเอ่ยเสียงเบา ด้านหลังของเขามีเด็กรับใช้ติดตามสองคน คนโตดูสุขุมพึ่งพาได้ สะพายกระเป๋าหนังใบเล็กเฉียงที่ลำตัว มือหนึ่งจูงม้า ส่วนคนเล็กอายุน้อย รูปร่างกลมป้อมเหมือนต้นหญ้ากลิ้ง มือยังถือถังหูลู่กินอยู่อย่างเอร็ดอร่อย

ยามที่เดินสวนกัน เยวี่ยเถิงปรายตามองม้าศึกตัวสูงใหญ่ รูปร่างกำยำล่ำสัน มัดกล้ามแน่นตึง ขนทั่วร่างเป็นสีแดงพุทราจีน ไม่มีขนสีอื่นแซมแม้แต่เส้นเดียว ช่างเป็นยอดม้าจริงๆ ในใจเขาอดคิดไม่ได้ว่า ม้าดีเช่นนี้พบเห็นได้ยากยิ่งในเมืองเปี้ยนจิง

เมื่อปีก่อน ม้าหนี่ว์เจินที่เขาชิงมาจากพวกทหารจิน ก็ส่งไปยังคอกม้าของสกุลซีเพื่อแลกเอาม้าเหลียวตัวสูงใหญ่กลับไปยังเหยี่ยนโจวชุดหนึ่ง

สกุลซีชำนาญการเลี้ยงม้าเป็นเลิศ ด้วยเหตุนี้นี่เองกวนเจียจึงได้สร้างคอกม้าศึกของต้าซ่งกว่าครึ่งหนึ่งไว้ใกล้กับเมืองโยวโจว ประการแรกคือทุ่งหญ้าแถบนั้นอุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศอบอุ่นกว่าเล็กน้อย ประการที่สองคือความสัมพันธ์ระหว่างต้าซ่งกับแคว้นเหลียวยังนับว่าประนีประนอมกว่าแคว้นจิน ราชสำนักชาวเหลียวส่วนใหญ่ต่างเรียนรู้อักษรฮั่นและตั้งชื่อแบบฮั่น ยังพอนับว่าแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างกันได้ ประการที่สามคือสกุลซีมีครอบครัวทาสเลี้ยงม้าที่สืบทอดวิชาต่อกันมารุ่นสู่รุ่นอยู่หลายครัวเรือน มีความชำนาญในการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ม้าชั้นยอดเป็นพิเศษ

ความลึกซึ้งหยั่งรากฝังลึกของตระกูลใหญ่ผู้ดีเก่าหนอ บางคราก็น่าชิงชัง ทว่าบางคราก็จำต้องเลื่อมใสพวกเขา

แต่งตำราสร้างทฤษฎี ถ่ายทอดวิชาความรู้ แทบทุกตระกูลล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น สกุลซีเจนศึกเก่งกล้า ชำนาญการเลี้ยงม้า คิดค้นเพลงพลอง สกุลเซี่ยเชี่ยวชาญลายมือและบทประพันธ์ ชำนาญการทอผ้าและสาวไหม สกุลเฝิงใช้ตำรา ‘จั่วจ้วน’ เล่มเดียวเลื่องลือใต้หล้า ทั้งยังเชี่ยวชาญพงศาวดารทุกราชวงศ์ มั่งคั่งร่ำรวยจนเทียบเคียงแผ่นดิน สกุลกัวบรรพบุรุษเคยเป็นขุนนางโหรหลวง คนในตระกูลแทบทุกรุ่นล้วนสืบทอดดาราศาสตร์ ปฏิทินดารา คอยสังเกตดวงดาวและสายน้ำ

ทว่าหากไม่อาจนำมาใช้ประโยชน์เพื่อกวนเจียได้ คมกระบี่หันเข้าหาตัว ต่อให้ดีเลิศเพียงใดก็ต้องทำลายทิ้ง

เยวี่ยเถิงภายนอกดูเป็นคนหยาบกระด้างตรงไปตรงมา ทว่าในใจกลับกระจ่างแจ้งดั่งกระจกเงา

พอลองคิดดูเช่นนี้ สกุลซีคล้ายจะมองทะลุและเลือกข้างกวนเจียมาตั้งแต่แรกแล้ว ก่อนจะเดินทางไกลไปยังด่านภูผา ยามที่ซีเฟยจิ่งยังเยาว์วัยก็เคยรับตำแหน่งไท่จื่อเซ่อเหริน [1] ในช่วงสั้นๆ ประทับตราขุนนางในสังกัดตำหนักบูรพาไว้ตั้งแต่ต้น ทว่าสกุลซีกลับเลือกผูกสัมพันธ์แต่งงานกับสกุลเซี่ยผู้สูงศักดิ์บริสุทธิ์และมีระเบียบวงศ์ตระกูลเคร่งครัดที่สุด เป็นการเอาใจทั้งสองฝ่ายระหว่างราชวงศ์กับตระกูลขุนนางใหญ่ ในตอนนั้นไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ตระกูลของพวกเขาก็ดูเหมือนจะยืนหยัดอยู่บนจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้

สกุลซีช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายตามสายเลือดแท้ๆ มิน่าเล่าซีเฟยจิ่งถึงได้เป็นเช่นนี้ด้วย!

เยวี่ยเถิงเดินมาถึงประตูตงหัวเหมิน ล้วงป้ายทองพระราชทานสีเหลืองทองอร่ามแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ป้ายทองที่กวนเจียพระราชทานให้เขาลงมานั้น เขาเก็บเหลือไว้หนึ่งแผ่นโดยมิได้นำไปหลอม ใช้เฉพาะสำหรับเข้าออกเขตพระราชฐาน ซึ่งสะดวกสบายกว่าการถือแผ่นป้ายฮู่ป่านขนาดยาวเป็นไหนๆ

“คารวะท่านแม่ทัพเยวี่ย!” ทหารองครักษ์รักษาการประสานมือทำความเคารพ เชิญเขาเข้าไปนั่งรอในห้องเวรหลังประตูเมือง อีกคนหนึ่งรีบสาวเท้าวิ่งเข้าไปรายงานในเขตพระราชฐานชั้นในทันที

เงาร่างของเยวี่ยเถิงลับหายเข้าไปในบานประตูหมุดทองแดงอันหนาหนัก เซี่ยฉีพร้อมพวกพ้องทั้งสามคนเดินตามเย่าหลัวเก๋อมาจนถึงตรอกฝั่งทิศตะวันตกของตรอกหยางหลิ่ว เซี่ยฉีถึงเพิ่งได้ล่วงรู้ว่า ตรอกหยางหลิ่วแห่งนี้ถูกคั่นด้วยโรงส่งน้ำพอดี จึงแบ่งออกเป็นสองตรอกคือฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก

ทางตะวันออกของโรงส่งน้ำ คือตรอกหยางหลิ่วตงที่เสิ่นเหนียงจื่อพำนักอยู่ ส่วนทางตะวันตกของโรงส่งน้ำ ก็คือตรอกหยางหลิ่วซี

ตรอกหยางหลิ่วซีก็เป็นแบบหน้าร้านหลังเรือนเช่นกัน เพียงแต่ร้านค้าตั้งอยู่บนถนนที่ค่อนข้างห่างไกล มิได้ติดสะพานจินเหลียง ทั้งยังมิได้ติดลำน้ำเปี้ยนสุ่ย หน้าถนนก็ค่อนข้างแคบกว่า ด้วยเหตุนี้โดยรวมของตรอกหยางหลิ่วซีจึงมิได้เจริญรุ่งเรืองและคึกคักเท่ากับตรอกหยางหลิ่วตง

เซี่ยฉีก้าวเข้ามาในตรอก รู้สึกเพียงว่าร่มเงาไม้หนาทึบ มีเพียงผู้เฒ่าสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายสองสามคนรวมกลุ่มกันเล่นพนันทายถั่วและเดินหมากรุก กระเบื้องหลังคาเรือนทั้งสองฝั่งมีต้นหญ้าขึ้นแซม ซอกกำแพงมีตะไคร่น้ำเกาะกุม พื้นดินอัดแน่นด้วยเศษหินและโคลนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำหิมะ เหยียบลงไปแล้วลื่นเล็กน้อย กวาดสายตามองไป ทั่วทั้งสายตามีแต่ความเก่าทรุดโทรมและเงียบสงัด

“ตรอกหยางหลิ่วซีสร้างขึ้นก่อนตรอกหยางหลิ่วตงขอรับ เพราะฉะนั้นท่านดูสิขอรับ เรือนแถวนี้ล้วนเก่าแก่กว่า ถนนหินบนพื้นก็ทรุดโทรมจนดูไม่ได้ อีกทั้งผู้คนยังย้ายออกไปไม่น้อย บัดนี้ตรอกหยางหลิ่วซีเหลือคนอาศัยอยู่เพียงห้าครอบครัว ล้วนเป็นตาเฒ่ายายเฒ่าทั้งสิ้น บุตรหลานของพวกเขาส่วนใหญ่ต่างออกไปค้าขายต่างถิ่น แทบไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ที่นี่จึงค่อนข้างเงียบเหงาไปสักหน่อย”

เย่าหลัวเก๋อเดินนำทางอยู่ด้านหน้า พลางหันกลับมาอธิบายให้เซี่ยฉีฟังอย่างละเอียด “เรือนในตรอกหยางหลิ่วซีที่ติดป้ายประกาศจำนองขายขาดมีอยู่สองหลัง ล้วนไม่ใหญ่โตนัก หลังหนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสามห้อง อีกหลังหนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือมีสี่ห้อง เจ้าของบ้านทั้งสองหลังต่างย้ายไปอยู่เมืองชั้นนอก ต้องการจะขายขาดที่นี่เพื่อนำเงินไปซื้อเรือนหลังใหญ่ในเมืองชั้นนอก ทว่าแม้เรือนจะเก่า แต่ทั้งสองบ้านต่างก็ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดเรียบร้อยดีแล้ว จึงค่อยมอบกุญแจให้ข้าดูแล หากคุณชายน้อยเซี่ยไม่รังเกียจความเก่าทรุดโทรมของที่นี่ ก็ตามข้าไปดูเถิดขอรับ”

“ไม่รังเกียจ ไปดูหลังที่ใกล้กับตรอกหยางหลิ่วตงก่อนเถิด” เซี่ยฉีเดินไปพลางแหงนหน้ามอง ท้องฟ้าถูกลำไม้ไผ่ที่แต่ละบ้านพาดออกไปจากแนวกำแพงตัดแบ่งออกเป็นช่องเล็กช่องใหญ่ไม่เท่ากัน เพราะหิมะตก เสื้อผ้าที่เคยตากไว้บนลำไม้ไผ่จึงถูกเก็บเข้าไปหมดแล้ว เหลือเพียงลำไม้ไผ่โล้นๆ ที่แบกรับหิมะซึ่งยังไม่ละลายไว้เล็กน้อย ค้ำยันระเกะระกะไปมา

“เช่นนั้นก็ไปหลังที่อยู่ข้างโรงส่งน้ำ หลังนั้นก็นับว่าดี ห่างจากโรงส่งน้ำเพียงไม่กี่สิบก้าว แม้จะไม่มีบ่อน้ำก็ไม่เป็นไร ตักน้ำได้สะดวกสบายยิ่งนัก” เย่าหลัวเก๋อปลดพวงกุญแจที่แขวนอยู่ข้างเอวลงมาพวงหนึ่ง นำทางเซี่ยฉีเอี้ยวตัวเบียดแทรกผ่านโต๊ะหมากรุกของพวกคนเฒ่าคนแก่ ชายชราคนหนึ่งที่ยืนมุงดูหมากรุกหันมามองพวกเขา ดูเหมือนจะรู้จักเย่าหลัวเก๋อ จึงเอ่ยทักทายอย่างคุ้นเคยว่า “เย่าหลัวเก๋อ พาลูกค้ามาดูเรือนอีกแล้วรึ”

“ก็ใช่น่ะสิขอรับ ไว้วันหลังข้าจะไปดื่มสุรากับท่าน ไปก่อนนะขอรับ!” เย่าหลัวเก๋อยิ้มพลางหันไปโบกมือ จากนั้นก็ตบอกคุยโวกับเซี่ยฉีว่า “นั่นคือหมอผีกัว เดิมทีเคยเป็นนักพรตเต๋า บัดนี้สึกออกมาแล้ว เลี้ยงชีพด้วยการเขียนยันต์ ดูดวง ต้มน้ำมนต์ ทำพิธีกรรม เรือนของเขาก็เป็นข้าที่ช่วยหาให้ การซื้อเรือนพักอาศัยเป็นเรื่องใหญ่ชั่วชีวิต ข้าทำงานเที่ยงธรรม ไม่เคยหลอกลวงใคร ท่านดูสิขอรับ ตรอกซอกซอยใหญ่ๆ ในเมืองชั้นในนี้ ไม่มีใครที่ข้าไม่รู้จัก ท่านมาหาข้า นับว่าหาถูกคนแล้ว!”

เซี่ยฉียิ้มบางๆ มิได้เอ่ยคำใด เขาได้ยินเยี่ยนซูบอกว่า เสิ่นเหนียงจื่อซื้อร้านค้าก็มาหาเย่าหลัวเก๋อผู้นี้ เขาจึงได้ตามมาหาเช่นกัน เขาไม่คุ้นเคยกับพวกนายหน้าคนกลาง แต่สายตาของเสิ่นเหนียงจื่อย่อมไม่มีวันผิดพลาด

บัดนี้สกุลเซี่ยเริ่มย้ายบ้านแล้ว จวนสกุลเซี่ยใหญ่โตเกินไป ชั่วครู่ชั่วยามยังขายต่อไม่ออก แต่นั่นก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อท่านแม่และท่านพ่อที่เก็บสัมภาระเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้จะร่วมเดินทางไปกับท่านลุง พาคุณทวดและน้องสาวเดินทางกลับเฉินโจวพร้อมกัน ส่วนสิ่งของอื่นๆ ในจวน ก็ค่อยๆ ทยอยย้ายออกไปเป็นระลอก

เมื่อคนออกเดินทางล่วงหน้าไปแล้ว จึงจะสามารถตัดความคิดเพ้อเจ้อละโมบของท่านอาสองและท่านอาสามได้

ดังนั้น ทั่วทั้งบนล่างของสกุลเซี่ยจึงไม่มีผู้ใดไม่ยุ่ง ซีซื่อเหน็ดเหนื่อยตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่อาจปลีกเวลามาจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการซื้อเรือนของบุตรชายได้ ประจวบเหมาะกับที่เขาเองก็มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเรือนพักอยู่แล้ว นางจึงเอ่ยอย่างรวบรัดว่า “ประเดี๋ยวแม่จะให้หมัวมัวสี่ไปเบิกเงินสองพันก้วนจากบัญชีมาให้เจ้า เจ้าจงไปเลือกซื้อด้วยตนเองเถิด ส่วนเรื่องคนรับใช้นั้น… เยี่ยนซูกับชิวหาวต้องติดตามเจ้าไปอย่างแน่นอน แล้วแม่จะยกครอบครัวของโจวต้าให้ไปเป็นคนเฝ้าประตูเรือนของเจ้า เช่นนี้ก็ครบถ้วนรอบคอบแล้ว”

โจวต้ากับภรรยาของโจวต้ามีบุตรชายคนหนึ่งชื่อโจวชูอี ซีซื่อคิดคำนวณไว้เสร็จสรรพแล้ว ยามที่คุณชายเก้าไปสถานศึกษาก็มีชิวหาวคอยติดตาม วันธรรมดาโจวต้าก็ขับเกวียน ภรรยาโจวต้าทำอาหาร ส่วนโจวชูอีก็ช่วยดูแลประตูเรือนและปัดกวาดเช็ดถู

ส่วนเยี่ยนซูนั้น ซีซื่อหาได้คาดหวังสิ่งใดจากเขาไม่ เขาหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เดิมทีเห็นว่าเขาน่าสงสาร จึงไม่อยากเข้มงวดกวดขันจนเกินไป นิสัยจึงกลายเป็นเช่นนี้ ภายหลังพบว่า หลายครั้งที่คุณชายเก้าอารมณ์หม่นหมองเพราะความซวยเกินพอดี ก็ล้วนเป็นเยี่ยนซูที่คอยเล่นตลกหยอกเย้าอยู่ข้างกาย มีเขาอยู่ ในเรือนจึงคึกคักรื่นเริง คุณชายเก้าก็มีความสุขขึ้นบ้าง

ด้วยเหตุนี้ นางจึงยิ่งไม่เข้าไปเข้มงวดกวดขัน ปล่อยให้เขาเติบโตไปตามใจปรารถนา

บิดามารดา ท่านลุง คุณทวด และน้องสาวต่างกลับเฉินโจวกันหมดแล้ว สกุลเซี่ยจึงเหลือเพียงคนของบ้านรองและบ้านสาม เซี่ยฉีเพิ่งสอบระดับย่วนซื่อเสร็จสิ้น พำนักอยู่ในจวนก็ไร้ความรื่นรมย์ ซ้ำยังต้องทนฟังคำพูดประชดประชันแดกดันของพวกอาและอาสะใภ้ วันนี้จึงอดรนทนไม่ไหว รีบไปหานายหน้าแล้วเดินทางมาดูเรือนในตรอกหยางหลิ่วซี

ตลอดทางเดินมาจนถึงบริเวณใกล้เคียงโรงส่งน้ำ เย่าหลัวเก๋อล้วงกุญแจออกมาเปิดประตูเรือน ครั้นก้าวผ่านประตูเรือนด้านหลังเข้าไป สิ่งแรกที่สะดุดตาก็คือลานเรือนสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทิศตะวันออกจรดตะวันตกกว้างราวสิบจั้ง ทิศเหนือจรดใต้กว้างราวหกจั้ง (หนึ่งจั้งในสมัยราชวงศ์ซ่งยาวประมาณ 3.072 เมตร ลานเรือนจึงมีขนาดราว 180.4 ตารางเมตร) เยี่ยนซูถือถังหูลู่กระโดดข้ามธรณีประตูเข้ามาพลางมองซ้ายมองขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ดูเหมือนจะใหญ่กว่าลานเรือนหลังเล็กของเสิ่นเหนียงจื่อก่อนขยายร้านเสียอีก”

ชิวหาวผูกม้าเรียบร้อยแล้วจึงค่อยเดินตามเข้ามา เอ่ยแย้งไปตามเรื่องตามราวว่า “บ้านเสิ่นเหนียงจื่อมีคนอาศัยอยู่ ข้าวของมีมาก ถึงได้ดูหลังเล็ก ที่นี่ว่างเปล่าย่อมแลดูกว้างขวางเป็นธรรมดา”

ในลานเรือนว่างเปล่าจริงๆ มีเพียงวัชพืชขึ้นรกอยู่บ้าง ฝั่งตรงข้ามมีห้องอยู่สี่ห้อง ตัวห้องยังนับว่ากว้างขวาง เย่าหลัวเก๋อเปิดประตูแต่ละห้อง กลิ่นอับชื้นพลันพวยพุ่งออกมา เขาโบกมือปัดตรงจมูกแล้วเอ่ยว่า “แต่ละห้องมีความยาวจากทิศใต้จรดทิศเหนือประมาณยี่สิบแปดฉื่อ จากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตกสิบเจ็ดฉื่อ (พื้นที่ราว 43 ตารางเมตร)”

ถัดจากนั้นก็มีเพียงทางเดินแคบๆ สายหนึ่งทอดตรงไปยังประตูด้านซ้าย ด้านหน้าเป็นร้านค้าเล็กๆ ติดถนน ร้านค้ายิ่งเล็กกว่า แต่โชคดีที่ยังได้รูปทรงสี่เหลี่ยมสมส่วน มีความยาวราวหกจั้ง กว้างราวหกจั้ง ประตูและหน้าต่างในร้านปิดสนิท ฝุ่นละอองจึงยิ่งหนาทึบ เซี่ยฉีชะโงกหน้ามองดูตรงหน้าประตู ก็ถูกฝุ่นรมจนจามติดๆ กันถึงสามครั้ง

เย่าหลัวเก๋อเองก็กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เกาศีรษะแกรกๆ “ราคาเรือนในเมืองชั้นในแพงลิบลิ่ว เรือนเก่าเช่นนี้ทำเลไม่ค่อยดี จึงจำนองขายขาดได้ค่อนข้างยาก ไม่ปิดบังท่านตามตรง ที่นี่ว่างมาร่วมปีหนึ่งแล้วจริงๆ แต่เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้ ยามนี้เรือนในเมืองชั้นนอกกลับเป็นที่ต้องการมากกว่า ราคาที่ดินไม่แพง ส่วนใหญ่เป็นเรือนสร้างใหม่ ต่อให้เปลี่ยนมือมาแล้วหลายครา เวลานำมาจำนองขายขาดก็ยังเป็นที่แย่งชิงกันอยู่ดีขอรับ”

เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “เพราะเรือนนี้เก่า ข้าถึงไม่อยากพาท่านมาดู สู้หลังที่อยู่ทางเหนือของสะพานจินเหลียงมิได้ เรือนหลังนั้นอายุเพิ่งจะสิบปี นับว่าเป็นเรือนที่ใหม่ที่สุดในละแวกสะพานจินเหลียงแล้ว”

เซี่ยฉีส่ายหน้า “ทางเหนือของสะพานจินเหลียงไกลเกินไป”

เย่าหลัวเก๋อไม่เข้าใจ “ไกลจากที่ใดหรือขอรับ จากทางเหนือของสะพานจินเหลียงไปยังถนนหลวงอวี้เจีย สะพานโจวเฉียว ถนนหม่าสิงเจีย วัดต้าเซี่ยงกั๋วซื่อ ล้วนไม่ไกลเลยนะขอรับ”

เยี่ยนซูกัดน้ำตาลเคลือบผิวถังหูลู่ออกมาอมไว้ในปาก พอได้ยินน้ำเสียงฉงนสงสัยของเย่าหลัวเก๋อ ก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “บ่าวก็ว่าไกล หากไปอยู่ที่นั่น เดินมากินข้าวที่บ้านเสิ่นเหนียงจื่อยังต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) ไกลเกินไปขอรับ”

เซี่ยฉีเอียงหน้าไปอีกทาง แสร้งกระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง

เขาเดินสำรวจอีกรอบหนึ่ง เรือนหลังนี้แม้จะเก่า แต่ขื่อคานยังคงแข็งแรง ทาย้ำด้วยน้ำมันตังอิ๊วผสมผงหรดาล แม้จะผ่านมาถึงยี่สิบปีแล้ว แต่ก็ไม่มีร่องรอยถูกมอดหรือปลวกกัดแทะเลย

ส่วนอื่นๆ เพียงแค่ทาสีผนังใหม่ เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาและบานประตูหน้าต่างใหม่ก็ใช้ได้แล้ว ในใจเซี่ยฉีตัดสินใจว่าจะซื้อเรือนแห่งนี้ จึงเอ่ยถามราคาขึ้นมา

นัยน์ตาของเย่าหลัวเก๋อกลอกไปมา วาจาที่เอ่ยออกมาคล้ายกับจริงใจยิ่งนัก “เดิมทีเจ้าของเรือนหลังนี้เรียกราคาหนึ่งพันห้าร้อยก้วน ข้าได้เจรจากับเขาแล้ว เห็นว่าเรือนค่อนข้างเก่า ร้านค้าก็เล็ก ซ้ำทำเลยังสู้ฝั่งนู้นของตรอกหยางหลิ่วซีไม่ได้ ก็เลยเอาแค่หนึ่งพันสามร้อยก้วนก็พอ ข้าช่วยฟันราคาลงมาให้แล้ว นี่คือราคาต่ำสุดแล้วจริงๆ คุณชายน้อยคิดเห็นเช่นไรขอรับ”

ถูกถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ท่านแม่ยังให้เงินมาเกินเสียด้วยซ้ำ

เดิมทีเซี่ยฉีตั้งใจจะตอบตกลง ทว่าชายเสื้อกลับถูกเยี่ยนซูกระตุกดึงเบาๆ เขาจึงก้มหน้าลงมอง คิดว่าเยี่ยนซูกินถังหูลู่หมดแล้วอยากกินของอย่างอื่นอีก กำลังจะบอกให้ชิวหาวเปิดกระเป๋าใบเล็กที่สะพายอยู่ ในนั้นยังมีขนมเปี๊ยะไข่เค็มอยู่อีกสามลูก พอดีคนละลูก

แต่ปรากฏว่าเยี่ยนซูกะพริบตาโตปริบๆ เอาแต่มองเขาโดยไม่พูดไม่จา

เซี่ยฉีพลันเข้าใจความหมาย จึงกลืนคำพูดนั้นกลับลงคอไป แล้วเอ่ยกับเย่าหลัวเก๋อว่า “ไปดูอีกหลังหนึ่งด้วยเถิด”

ดังนั้นทุกคนจึงเดินทางไปยังเรือนอีกหลังที่อยู่ไกลออกไปอีกหน่อย เรือนหลังนั้นเก่าพอกัน ซ้ำยังมีห้องน้อยกว่าหนึ่งห้อง แต่ราคาลดลงไปเพียงหนึ่งร้อยก้วนเท่านั้น

เซี่ยฉีจึงแสร้งทำเป็นลังเลตัดสินใจไม่ได้พลางเอ่ยว่า “วันพรุ่งนี้เวลานี้ ข้ากับท่านค่อยมาพบกันที่ตรอกหยางหลิ่วซีอีกครา ขอข้ากลับไปไตร่ตรองดูอีกสักคืนเถิด”

เย่าหลัวเก๋อย่อมตอบตกลงเป็นธรรมดา การซื้อเรือนพักอาศัยเป็นเรื่องใหญ่ น้อยคนนักที่จะตัดสินใจได้ในทันที บางคราต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะตกลงซื้อขายกันได้ ความสำเร็จย่อมต้องผ่านอุปสรรค ดังนั้นเขาจึงตอบรับอย่างเคยชิน

หลังจากแยกย้ายกับเย่าหลัวเก๋อ นายบ่าวทั้งสามคนก็จูงม้าเดินผ่านโรงส่งน้ำตรงมายังตรอกหยางหลิ่วตง เยี่ยนซูจึงค่อยเลียไม้เสียบถังหูลู่ที่กินหมดแล้วพลางเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายเก้าซื้อเรือน เหตุใดจึงไม่ไปถามเสิ่นเหนียงจื่อเล่าขอรับ เสิ่นเหนียงจื่อเพิ่งจะซื้อร้านค้าไป ย่อมรู้ดีว่าราคานายหน้าคนนี้เรียกนั้นถูกหรือแพง”

ชิวหาวเบิกตากว้างอย่างเกินจริง “นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนซูก็มีสมองกับเขาด้วยเหมือนกัน”

เยี่ยนซูโกรธจนยกไม้ไผ่ขึ้นมาวิ่งไล่ตีเขา

เด็กรับใช้ทั้งสองคนวิ่งไล่กวดกันไปข้างหน้า เซี่ยฉีจูงม้าเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่เบื้องหลังเพียงลำพัง อดที่จะสงสัยในใจไม่ได้ว่า เหตุใดม้าตัวนี้ถึงกลายมาเป็นเขาที่ต้องจูงกันเล่า? ตกลงแล้วผู้ใดเป็นเจ้านายกันแน่?

“อ้าว นี่มิใช่เยี่ยนซูหรอกหรือ แล้วยังมีชิวหาวอีก… เช่นนั้น…”

เซี่ยฉีเงยหน้าขึ้นมาทันที ไม่นึกว่าจะประจวบเหมาะเช่นนี้ เสิ่นเหนียงจื่อกำลังนั่งเกวียนล่อกลับมาจากข้างนอกพอดี นางกระโดดลงมาจากเกวียน มองเห็นเยี่ยนซูกำลังหยอกล้อเล่นกับชิวหาวอยู่ในตรอก

เยี่ยนซูกับชิวหาวล้วนอยู่ที่นี่ เช่นนั้น… ย่อมเป็นไปตามคาด นางจึงเอียงหน้ามองลึกเข้าไปในตรอก ทอดสายตาผ่านตรอกแผ่นหิน ก็มองเห็นเซี่ยฉีที่กำลังจูงม้าศึกตัวใหญ่สีแดงพุทราจีนอยู่จริงๆ

ม้าสีแดงพุทราจีนตัวสูงกำยำเดินเคียงข้างเขาอย่างสงบเงียบ เขาคลุมเสื้อคลุมขนลิงซ์กันหิมะ ด้านในเสื้อคลุมเป็นชุดชาวหูผ้าไหมแขนแคบสีน้ำเงินเข้ม ท่อนล่างเป็นกางเกงชาวหูสีเทาอมฟ้า ขากางเกงสอดรัดเข้าไปในรองเท้าบูท รองเท้าบูทหนังวัวทรงสูงกระชับรัดเรียวขาท่อนล่างไว้แน่น ขับเน้นให้รูปร่างของเขาดูสูงโปร่งยาวสง่างาม ผึ่งผายดั่งต้นไป๋หยางน้อยที่ยืนตระหง่านอยู่กลางทุ่งหิมะ

หิมะตกแล้ว คิดว่าคุณชายเก้าคงต้องขี่ม้า จึงได้แต่งกายเช่นนี้ ช่างหาดูได้ยากนักที่เขาจะแต่งตัวเช่นนี้… เช่นนี้…

เขาเดินก้าวออกมาจากแสงเงาที่ทอดสลับซับซ้อนในส่วนลึกของตรอกเช่นนี้เอง ด้วยเพราะหิมะแรกเพิ่งจะหยุดตก ทั่วทั้งตรอกจึงชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำ แสงตะวันที่ลอดผ่านตรอกซอกซอยลงมาตกกระทบกับหิมะที่เหลือค้างอยู่บนพื้น คล้ายกับมีประกายระลอกน้ำ แผ่ซ่านไอชุ่มชื้น ดลบันดาลให้เด็กหนุ่มที่เดินตรงเข้ามาแต่ไกลผู้นั้น ตลอดจนม้าศึกของเขา คล้ายกับกำลังก้าวเดินอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ทอประกายระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น

หนาวเหน็บพิสุทธิ์ สะอาดสะอ้าน อีกทั้งยัง… ดูดีเหลือเกิน

เสิ่นเหมี่ยวเผลอมองจนตะลึงงันไปชั่วขณะ จนกระทั่งเขาเดินเข้ามาใกล้เบื้องหน้าห่างกันเพียงสิบกว่าก้าว นางจึงค่อยได้สติกลับคืนมา เอ่ยถามอย่างลนลานอยู่บ้างว่า “จิ่ว… คุณชายเก้า เหตุใดจึงเดินมาจากตรอกหยางหลิ่วซีเล่า”

“ข้า… ข้าต้องย้ายบ้านแล้ว” ใบหูของเซี่ยฉีไม่รู้ว่าเพราะถูกความหนาวกัดหรืออย่างไร จึงแดงระเรื่อขึ้นมา เขาเอ่ยสรุปเรื่องราวในบ้านอย่างรวบรัดกระชับความ “…ก็เป็นเช่นนี้แล ต่อไปข้าต้องย้ายออกมาพำนักอยู่คนเดียว ทางสถานศึกษาให้วันหยุดสามวันแก่นักเรียนที่เข้าสอบย่วนซื่อ ข้าถึงได้มีเวลามาดูเรือน เมื่อครู่นี้ข้าถูกใจเรือนหลังหนึ่งในตรอกหยางหลิ่วซี แม้จะเก่าไปสักหน่อยแต่ก็เงียบสงบยิ่ง นายหน้าผู้นั้นเรียกราคาหนึ่งพันสามร้อยก้วน ข้า…”

เซี่ยฉีเพิ่งจะคิดจะบอกว่าไม่แพงเท่าใดนักและตนเตรียมจะซื้อแล้ว ทว่าใครจะคาด เสิ่นเหนียงจื่อที่เดิมทียืนฟังพลางพยักหน้าหงึกๆ กลับยกมือขึ้นมาตัดบทคำพูดของเขาทันที ทั้งโกรธทั้งตกตะลึงว่า “หนึ่งพันสามร้อยก้วนรึ ช่างเป็นคนชั่วเจ้าเล่ห์นัก กล้าอ้าปากกว้างดั่งสิงโตเรียกราคาเช่นนี้ นี่มิใช่กำลังหลอกตบทรัพย์เอาเงินของเจ้าหรอกหรือ! เรือนแถบนั้นขายแปดร้อยก้วนก็ชนเพดานแล้ว! ไป ข้าจะไปทวงความเป็นธรรมกับเจ้า!”

เสิ่นเหมี่ยวโกรธยิ่งกว่าตัวเองถูกหลอกลวงเสียอีก คราวนั้นที่นางขยายร้านซื้อร้านค้ายังไม่ถึงหนึ่งพันสามร้อยก้วนด้วยซ้ำ ร้านค้าในตรอกหยางหลิ่วซีทำเลห่างไกลถึงเพียงนั้น เรือนก็เก่า กล้าดียังไงถึงอ้าปากเรียกราคาสูงปานนี้ จ้องจะรังแกคุณชายเก้าที่ซื่อบื้อเงินหนา… ไม่ใช่สิ จ้องจะรังแกคุณชายเก้าที่ไม่รู้ประสีประสาในวงการการค้าชัดๆ!

นางมิได้ก้าวเข้าประตูบ้านตนเองด้วยซ้ำ ให้ชิวหาวกับเยี่ยนซูเข้าไปรอในลานเรือนสกุลเสิ่น ส่วนนางก็จูงแขนเสื้อคุณชายเก้า เม้มริมฝีปากแน่นตลอดทาง เดินดุ่มๆ ข้ามถนนข้ามสะพานด้วยท่าทีขึงขังเอาเรื่อง มุ่งหน้าตรงไปยังสำนักนายหน้าของสำนักโหลวเตี้ยนอู้ [2] เพื่อคิดบัญชีกับเย่าหลัวเก๋อ

ในหัวของเซี่ยฉีมึนงงหมุนคว้าง ปล่อยให้เสิ่นเหมี่ยวจูงพาเดินไปตามใจชอบ ในหัวของเขาหาได้สนใจเรื่องเงินค่าเรือนหลังนั้นอีกต่อไปแล้ว สายตามองตรงไปยังมือของเสิ่นเหนียงจื่อที่ดึงแขนเสื้อของเขาไว้ตาไม่กะพริบ อดมิได้ที่จะยกมุมปากขึ้น

ทว่ายามที่เสิ่นเหมี่ยวหันหน้ากลับมาพูดคุยกับเขา เขาก็รีบหุบมุมปากลง แสร้งทำสีหน้าเหม่อลอยและน้อยเนื้อต่ำใจ ยิ่งทำให้เสิ่นเหมี่ยวทวีความโกรธแค้นเย่าหลัวเก๋อยิ่งขึ้น—หมอนั่นกล้าดียังไงมารังแกคนจิตใจบริสุทธิ์ซื่อตรงอย่างคุณชายเก้าได้ลงคอ?

คุณชายเก้าถือกำเนิดในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวย จะไปล่วงรู้ได้อย่างไรว่าจิตใจคนภายนอกชั่วร้ายอันตรายเพียงใด โชคดีที่นางบังเอิญมาพบเข้าเสียก่อน มิเช่นนั้นคุณชายเก้าไม่ขาดทุนไปถึงห้าร้อยก้วนหรอกหรือ นั่นมันตั้งห้าร้อยก้วนเชียวนะ!

เสิ่นเหมี่ยวพร่ำบ่นกรอกหูเขาไม่หยุดหย่อน บอกว่าเขาไม่ควรหลงเชื่อนายหน้า คนพวกนั้นปากเดียวพูดจนคนตายฟื้นคืนชีพได้ “วันหน้าหากต้องเผชิญหน้ากับพวกจิ้งจอกเฒ่าพันปีเช่นนี้ คุณชายเก้าต้องเพิ่มความระแวดระวังให้รอบคอบกว่านี้นะ”

เซี่ยฉีพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

พูดไปได้สักพัก เสิ่นเหมี่ยวก็เริ่มหันกลับมาโมโหใส่เย่าหลัวเก๋ออีกครา “เรื่องนี้จะโทษเจ้าก็ไม่ได้ เป็นเพราะเจ้าโจรใจดำลิ้นการเวกตัวนั้น ปั่นราคาเรือนจนสูงลิ่ว ชิ! ซ้ำยังกล้ามาต้มตุ๋นถึงบนหัวคุณชายเก้าของเราอีก!”

เซี่ยฉีแอบชำเลืองมองพวงแก้มของนางที่แดงระเรื่อด้วยความโกรธ ทั้งยังเป็นเพราะประโยคที่ว่า “คุณชายเก้าของเรา” คำนั้น ทำให้เขากลายเป็นกุ้งต้มสุกไปโดยสิ้นเชิง ทั่วทั้งใบหน้าแดงก่ำ ในแววตาคล้ายกับมีไอความร้อนพวยพุ่งออกมา

ในใจของเขาเหมือนหม้อเคี่ยวน้ำตาล ที่กำลังเดือดผุดๆ ส่งกลิ่นหอมหวานซาบซ่าน

มีเสิ่นเหนียงจื่อคอยปกป้อง ช่างดีเหลือเกิน

อีกด้านหนึ่ง เยวี่ยเถิงนั่งอยู่ในตำหนักรองของพระตำหนักฝูหนิง เอ่ยถึงเรื่องทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปกับกวนเจียที่กำลังเสวยเป็ดย่างอยู่ “เหตุใดทหารโยวโจวได้กินทังปิ่ง ทว่าทหารเหยี่ยนโจวของข้าพระองค์กลับต้องกินแป้งแห้งประทังความหิวเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวป๋ออวิ๋นโบกมือ รีบกลืนเนื้อเป็ดลงคอ ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ขันทีถวายขึ้นมาซับริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะอธิบายให้เยวี่ยเถิงฟังอย่างใจเย็นว่า “หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ แม่ทัพน้อยซีเคยส่งฎีกาลับขึ้นมายังเจิ้นก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อกราบทูลเรื่องนี้ บอกว่ามีวาณิชใหญ่ผู้หนึ่ง หลังจากได้ลิ้มลองทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปที่เปี้ยนจิงแล้ว มองเห็นลู่ทางทำการค้า จึงเดินทางไปยังโยวโจวเพื่อเปิดโรงงานทำทังปิ่ง ประจวบเหมาะกับที่แม่ทัพน้อยซีปล้นชิง… ไม่ใช่สิ เก็บม้าศึกจากเงื้อมมือพวกชาวเหลียวมาได้โดยเปล่าประโยชน์จำนวนหนึ่ง จึงคิดจะนำเงินก้อนนี้ไปจัดซื้อทังปิ่งมาชุดหนึ่งเพื่อทดลองใช้เป็นเสบียงกองทัพ และทูลถามเจิ้นว่ากระทำได้หรือไม่ เจิ้นใคร่ครวญดูแล้วจึงอนุญาตไป ให้เขาลองทำดูได้อย่างเต็มที่ เพื่อดูว่าทังปิ่งนี้จะดีเลิศสมดั่งคำเล่าลือจริงหรือไม่”

พอเยวี่ยเถิงได้ยินถึงตรงนี้ สีหน้าก็ค่อยผ่อนคลายลง

“และก็เป็นเจิ้นเองที่กำชับแม่ทัพน้อยซีมิให้เอิกเกริกเรื่องนี้ มิใช่เพียงแค่ไม่บอกกล่าวแก่ท่านแม่ทัพเยวี่ยเท่านั้น แม้แต่เหล่าข้าหลวงตรวจการประจำหัวเมืองชายแดนแห่งอื่นๆ ก็หาได้รับรู้ไม่ ราคาของทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปนี้แพงกว่าขนมเปี๊ยะหนางตั้งสี่ถึงห้าเท่าเชียวนะ! เงินที่ใช้ซื้อทังปิ่งให้พวกทหารหนึ่งส่วน สามารถแลกขนมเปี๊ยะหนางได้ถึงห้าก้อน สมุหพระคลังคัดค้านการเผยแพร่ทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปในกองทัพอย่างหัวชนฝา ยืนกรานหนักแน่นว่าสิ้นเปลืองเงินทองเกินไป นับเป็นความสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย”

จ้าวป๋ออวิ๋นเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็มีสีหน้าจนใจ แบสองมือออก พลางห่อเนื้อเป็ดให้ตนเองอีกชิ้นหนึ่ง จิ้มลงในซอสเต้าเจี้ยวหวาน แล้วยัดเข้าปากไปในคำเดียว จากนั้นจึงเอ่ยต่อว่า

“ประการที่สอง ทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปนี้เกี่ยวข้องกับเสบียงศึก เจิ้นจำต้องรอบคอบระมัดระวังเป็นพิเศษ หากคิดจะผลักดันนำไปใช้ทั่วทั้งสิบหกมณฑลเยียนอวิ๋น ราชสำนักจะมีเงินทองเพียงพอมาค้ำจุนได้อย่างไร ท่านแม่ทัพเยวี่ยย่อมรู้แก่ใจดี ก่อนเข้าฤดูหนาว ท้องพระคลังในของเจิ้นแทบจะมีหนูวิ่งเพ่นพ่านอยู่แล้ว จะกล้าเอ่ยปากรับประกันสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร ทว่าท่านอย่าได้กังวลไปเลย ยามนี้มือของเจิ้นคล่องตัวขึ้นมากแล้ว รอให้แม่ทัพน้อยซีกลับมาจากการเยี่ยมญาติ เจิ้นจะเชิญแม่ทัพทั้งสองท่านเข้าวังมาอีกครา ไต่ถามต่อหน้าเขาให้ชัดเจนว่าเหล่าทหารกินทังปิ่งแล้วเป็นอย่างไรบ้าง อร่อยและสะดวกสบายจริงๆ หรือไม่ หากเป็นความจริง ต่อให้เจิ้นต้องเจียดเงินทองในท้องพระคลังในออกมาครึ่งหนึ่ง ซื้อทังปิ่งและสร้างโรงงานให้เหล่าทหารหาญ จะเป็นไรไปเล่า”

เยวี่ยเถิงรีบค้อมกายทำความเคารพ เอ่ยว่า “กระหม่อมขอเป็นตัวแทนของเหล่าทหารหาญตามแนวชายแดน ขอบพระทัยกวนเจียในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นพ่ะย่ะค่ะ!”

“มิต้องมากพิธีไป เหล่าทหารหาญเปรียบเสมือนรั้วและดาบโล่ของต้าซ่งเรา ย่อมสมควรได้รับการดูแลปรนนิบัติเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น…” นับตั้งแต่จ้าวป๋ออวิ๋นได้ริบทรัพย์บรรดาขุนนางโฉดเป็นต้นมา ความฮึกเหิมมั่งคั่งก็พุ่งทะยานสู่ท้องนภากาศ—เขาไม่ต้องไปขออาศัยใช้บัตรกุ้ยปินของท่านราชครูหวังอีกต่อไปแล้ว สั่งการให้เหลียงต้าตังไปทำบัตรใบใหม่เรียบร้อยแล้ว ยามนี้เขาซื้อเป็ดย่างวันละสองตัวทุกวัน ไม่เคยปวดใจกับเศษเงินเพียงแค่นั้นอีกต่อไป!

เขาโบกมือใหญ่สะบัดอย่างมาดมั่น “เจิ้นไม่ขัดสนเงินทอง!”

พอฟ้ามืดลง หิมะบางเบาก็เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครา

หลังจากกลับมาจากสำนักโหลวเตี้ยนอู้ เซี่ยฉีก็เดินตามเสิ่นเหมี่ยวกลับมายังบ้านสกุลเสิ่นอย่างเป็นธรรมชาติ เรือนหลังนั้นถูกเสิ่นเหนียงจื่อใช้ฝีปากเจรจาต่อรองจนลดลงมาเหลือแปดร้อยก้วนได้สำเร็จจริงๆ

วันพรุ่งนี้ก็สามารถลงนามในหนังสือสัญญาได้แล้ว เสิ่นเหนียงจื่อช่างเก่งกาจเหลือเกิน!

เมื่อหวนนึกถึงภาพอันสง่างามเด็ดเดี่ยวของเสิ่นเหนียงจื่อที่ยืนหยัดสู้เหตุผล ไม่ยอมถอยให้แก่เย่าหลัวเก๋อแม้แต่ก้าวเดียวเพื่อเขา ใบหูของเขาก็แดงระเรื่อ สองมือประคองถ้วยน้ำขิงร้อนกุหลาบน้ำตาลอ้อย นั่งอยู่ในโต๊ะเตาอุ่นเป่ยหลูอันแสนอบอุ่น

ฉีหลินมุดปราดเข้ามานอนหมอบอยู่บนตักของเขาทันที

เสิ่นเหนียงจื่อเข้าไปในห้องครัวเพื่อตุ๋นห่านตัวใหญ่แล้ว น้ำชานี้ถังเอ้อร์เป็นคนรินให้เขา โดยบอกว่าทุกช่วงเวลาราวๆ กลางเดือน เสิ่นเหนียงจื่อมักจะต้มน้ำชานี้ดื่มเป็นประจำ คิดว่าคงจะโปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง

ในเมื่อเป็นของที่เสิ่นเหนียงจื่อโปรดปราน เซี่ยฉีย่อมต้องลิ้มลองดูอย่างแน่นอน ถังเอ้อร์ยกกาดินเผาลงมาจากเตาไฟแล้วรินให้เขาถ้วยหนึ่ง พอเขาดื่มเข้าไปคำแรก ความเผ็ดร้อนก็แล่นพล่านตั้งแต่ลำคอลงไปจนร้อนวูบวาบถึงท้อง

เสิ่นเหนียงจื่อตำน้ำคั้นขิงใส่ลงไปในน้ำชานี้มากเพียงใดกันหนอ แต่หลังจากผ่านพ้นความรู้สึกไม่คุ้นเคยในคราแรกไปแล้ว เขากลับยิ่งดื่มก็ยิ่งติดใจ

ยอดเยี่ยมจริงๆ รสชาติเผ็ดร้อนหอมหวาน กลิ่นหอมของดอกไม้ตลบอบอวล ดื่มเสร็จแล้วความหนาวเย็นทั่วร่างพลันสลายหายไปสิ้น ดื่มในฤดูหนาวช่างสบายตัวยิ่งนัก

เพียงแต่เหตุใดจึงต้องดื่มในช่วงกลางเดือนเล่า? หรือว่าน้ำชานี้มีเคล็ดลับความเป็นมาอันใดเป็นพิเศษ? เซี่ยฉีคิดในใจว่า ไว้วันหลังเขาต้องจำไว้ถามเสิ่นเหนียงจื่อเสียหน่อย…

พอดื่มไปได้ครึ่งถ้วย เยี่ยนซูกับชิวหาวก็อุ้มชามและตะเกียบออกมาแจกจ่าย จัดวางลงบนโต๊ะตามจำนวนคน ทั้งยังวิ่งวุ่นเข้าๆ ออกๆ ช่วยยกสำรับอาหาร จนในที่สุดเสิ่นเหนียงจื่อก็ยกหม้อเหล็กใบใหญ่ที่พูนล้นจนยอดแหลมเดินออกมา

“ห่านตุ๋นหม้อเหล็กได้แล้วจ้า!”

ตรงกลางโต๊ะเตาอุ่นเป่ยหลูมีแผ่นฝาเหล็กปิดอยู่ เมื่อเปิดฝาออก จะเผยให้เห็นช่องกลมช่องหนึ่ง ถ่านไฟสีแดงชาดด้านในกำลังลุกโชนอย่างคึกคัก ปากช่องมีขนาดพอดีที่จะวางหม้อใบนั้นลงไป ขัดหม้อไว้ด้านบนอย่างมั่นคงไม่โอนเอน

ห่านตัวใหญ่ในวันนี้ก็ทำแป้งแนบขอบหม้อด้วยเช่นกัน แป้งสาลีสีเหลืองทองอร่ามแปะเรียงล้อมรอบขอบหม้อไว้หนึ่งวง ด้านล่างแช่อยู่ในน้ำแกงเล็กน้อย ส่วนที่ถูกล้อมรอบอยู่ตรงกลางก็คือเนื้อห่านตัวใหญ่ที่ต้มจนเปื่อยนุ่มชุ่มน้ำมันหอมกรุ่น ตลอดจนถั่วฝักยาว เต้าหู้ทอด หมี่สั่ว ผักกาดขาว เลือดเป็ด ฟองเต้าหู้ เห็ดหูหนู…

กลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลเกินไปแล้ว กลิ่นหอมที่เดือดพล่านต่อเนื่องคล้ายกับถูกกลั่นกรองเคี่ยวกรำด้วยไฟถ่านจนยิ่งเข้มข้นกลมกล่อม

เซี่ยฉีอดรนทนไม่ไหว ลูกกระเดือกขยับกลืนน้ำลายลงคอไปหลายเอื้อก

เยี่ยนซูทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน น้ำลายเพิ่งจะไหลย้อยตรงมุมปากก็รีบสูดกลับเข้าไป สองตาจ้องเขม็งไปยังหม้อเหล็กใบนั้นตาไม่กะพริบ

เสิ่นเหมี่ยวกลับไปที่ห้องครัวยกสุราข้าวสาลีอุ่นร้อนออกมา นางกวาดสายตามองไปรอบด้าน พวกเด็กๆ นั่งเบียดเสียดรวมกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ถังเอ้อร์ ฝูซิง และอาเถา ต่างก็ไม่กล้านั่งข้างกายเซี่ยฉี จึงเบียดรวมกันอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง

เช่น… เช่นนั้น… ก็เหลือเพียงนางที่ต้องนั่งข้างเขาแล้วหรือ?

เมื่อเห็นข้างกายของคุณชายเก้าว่างเปล่า นางจึงได้แต่ทำใจกล้าหน้าหนานั่งลงไป ครั้นนั่งลงแล้วเห็นทุกคนเอาแต่มองตาปริบๆ ไม่ยอมขยับ จึงรีบเอ่ยว่า “มัวยืนเหม่ออันใดกันเล่า หยิบตะเกียบสิ รีบกินเร็วเข้า!”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเสิ่นเหมี่ยว ทุกคนจึงค่อยผลัดกันคีบกับข้าวให้กันคนละชิ้น รินสุราให้กันคนละถ้วย แล้วลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อยเบิกบานใจ

“อร่อยจริงๆ เลยเจ้าค่ะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเนื้อห่านจะหอมถึงเพียงนี้ รสชาติซึมลึกเข้าไปกระทั่งในกระดูกเลย” อาเถากินไปพลางดูดแทะกระดูกไปพลาง

“แผ่นแป้งอร่อยมากขอรับ ครึ่งบนย่างจนหอมเกรียม ครึ่งล่างชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำแกง แป้งนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ” ถังเอ้อร์กินแผ่นแป้งรวดเดียวไปถึงสองชิ้น

เซี่ยฉีมองผ่านไอความร้อน ก้มหน้ากัดเนื้อห่านเข้าไปคำหนึ่ง เนื้อที่อยู่ในปากถูกเคี่ยวตุ๋นจนเค็มมันหอมกรุ่นเปื่อยยุ่ย ตั้งแต่ในปากจรดกระเพาะอาหารกระทั่งซึมลึกไปถึงหัวใจ คล้ายกับถูกชโลมจนชุ่มฉ่ำด้วยรสชาติอันเข้มข้นนี้ เขากลับหันศีรษะไป คิดอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างกับเสิ่นเหนียงจื่อ ทว่ากลับพบว่าเสิ่นเหนียงจื่อก็หันหน้ามามองเขาในเวลาเดียวกันพอดี

สายตาสบประสานกันอย่างกะทันหัน ทั้งสองคนพลันชะงักแข็งค้าง จู่ๆ ก็ลืมเลือนไปเสียสนิทว่าเมื่อครู่นี้ตนหันมาด้วยเหตุใด ด้วยความลนลาน ทั้งคู่จึงเบือนสายตาหลบพร้อมๆ กัน

คนหนึ่งแสร้งทำเป็นก้มหน้าก้มตากินเนื้ออย่างขะมักเขม้น อีกคนหนึ่งยกจอกสุราขึ้นมาจิบคำหนึ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท้ายที่สุดยังคงเป็นเซี่ยฉีที่เอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า

“เช่นนี้ ช่างดีเหลือเกิน”

“นั่นสิ” เสิ่นเหมี่ยวมองดูเงาหิมะใต้แสงตะเกียง พลางแย้มยิ้มบางๆ

ในฤดูหนาวที่หิมะโปรยปรายอย่างเงียบงัน ได้นั่งล้อมวงพร้อมหน้ากับญาติสนิทมิตรสหาย ได้กินห่านตุ๋นหม้อใหญ่ที่เดือดปุดๆ ร้อนกรุ่นควันฉุยเช่นนี้สักหม้อ

ช่างดียิ่งนัก ณ ช่วงเวลานี้ มีทั้งกลิ่นอายไออุ่นแห่งชีวิตสามัญและมนต์เสน่ห์แห่งบทกวีอยู่พร้อมพรั่ง

เชิงอรรถ

  • [1] ไท่จื่อเซ่อเหริน (太子舍人) : ตำแหน่งข้าราชบริพารฝ่ายในผู้มีหน้าที่ถวายงานรับใช้และดูแลกิจการส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาทในราชสำนักจีนโบราณ
  • [2] สำนักโหลวเตี้ยนอู้ (楼店务) : หน่วยงานราชการในสมัยราชวงศ์ซ่ง มีหน้าที่กำกับดูแล จัดเก็บค่าเช่า และบริหารจัดการอาคาร ร้านค้า และที่ดินของรัฐ รวมถึงควบคุมดูแลการซื้อขายและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองหลวง

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/74

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย