Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ตอนที่ 78 — ตอนที่ 78 ก่อนวันขึ้นปีใหม่

เสิ่นเหมี่ยวรีบก้าวไปข้างหน้า ประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น

ชุยหว่านเหนียงยืดตัวตรงขึ้น สบสายตากับเสิ่นเหมี่ยว ต่างฝ่ายต่างคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

"ทังเหนียงจื่อ สบายดีหรือไม่" รอยยิ้มของเสิ่นเหมี่ยวยังคงประดับบนใบหน้า นางกะพริบตาพลางผายมือไปยังโต๊ะริมหน้าต่างที่อยู่ใกล้ๆ "เดินทางรอนแรมมาเหน็ดเหนื่อย เชิญทังเหนียงจื่อมานั่งพักคุยกันเถิด"

"ตกลง เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจเสิ่นเหนียงจื่อแล้ว" ชุยหว่านเหนียงพยักหน้ารับ ครั้นนั่งลงแล้วจึงหันไปสั่งความกับผู้ติดตามทั้งสอง ให้พวกเขาไปหาโรงเตี๊ยมพักแรม นำรถม้าไปเก็บให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยขนของพื้นเมืองจากโยวโจวที่นำมาฝากเสิ่นเหมี่ยวตามเข้ามา

นางถอดหมวกสักหลาดชาวหูบนศีรษะออก ใช้มือสางมวยผมที่ยุ่งเหยิงอย่างไม่ถือสา ทั้งยังฉวยโอกาสดึงหนวดเคราปลอมบนใบหน้าออกจนหมด สิ้นคราบนั้นแล้ว เสิ่นเหมี่ยวจึงพอจะมองเห็นเค้าโครงเดิมของนางขึ้นมาได้บ้าง

ชุยเหนียงจื่อผู้อ่อนแอบอบบางในวันวาน เคยผอมแห้งจนแก้มตอบ ใบหน้าขาวซีดราวกับภูตผี ทว่ายามนี้ใบหน้าของนางกลับมาอิ่มเอิบ เรือนร่างสมส่วน ผิวพรรณเป็นสีทองแดงระเรื่อแลดูสุขภาพดี สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือดวงตาคู่นั้น ยามกวาดมองเปี่ยมไปด้วยประกายเจิดจ้าสดใส ราวกับได้เกิดใหม่อีกครา

"หยวนเหนียง ร่างกายหายดีแล้วหรือ โยวโจวคงหนาวมากกระมัง ลำบากเจ้าแล้วที่ต้องคอยจัดการดูแลข้างนอกเพียงลำพัง" เสิ่นเหมี่ยวละแซ่เดิมของนางไว้ หยิบกาน้ำชาบนโต๊ะมารินชาร้อนที่ยังอุ่นกรุ่นลงในถ้วยส่งให้ "ข้าเองก็ได้ยินเจิ้งเน่ยจือกล่าวอยู่หลายคราว่ากิจการโรงงานดำเนินไปด้วยดี ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ"

ชุยหว่านเหนียงแย้มยิ้มอย่างเปิดเผยจริงใจ เอ่ยเล่าทีละเรื่อง "พอได้ออกจากเรือนหลังนั้น โรคภัยของข้าก็หายเป็นปลิดทิ้งโดยไม่ต้องพึ่งยาเลยเจ้าค่ะ โยวโจวหนาวเย็นยิ่งนัก ปีนี้พ้นเทศกาลจงชิวมาได้ไม่นานหิมะก็เริ่มตกแล้ว ยามที่ข้าออกเดินทาง หิมะท่วมสูงมิดกีบเท้าม้าทีเดียว ทว่ายิ่งมุ่งหน้าลงมาทางเปี้ยนจิง อากาศก็ยิ่งอบอุ่นขึ้น ส่วนเรื่องโรงงานนั้น เสิ่นเหนียงจื่ออย่าได้เอ่ยคำขอบคุณเป็นอันขาด ผู้ที่สมควรกล่าวคำขอบคุณคือตัวข้าต่างหาก"

หากจะว่าไป วันนี้นับเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้พบหน้าพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ทว่าหลังจากทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันไม่กี่ประโยค ทั้งคู่กลับสนทนากันได้อย่างสนิทสนมราวกับสหายที่รู้จักมักคุ้นกันมาเนิ่นนาน ชุยหว่านเหนียงเล่าเรื่องทัศนียภาพของโยวโจวให้เสิ่นเหมี่ยวฟัง ทั้งเรื่องป้อมปราการและหอส่งสัญญาณควันบนด่านภูเขาที่เชื่อมต่อกับทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ทอดยาวคดเคี้ยวนับร้อยลี้ ดั่งมังกรโบราณที่หลับใหลขดกายอยู่เหนือทิวเขาสลับซับซ้อน

นางเล่าว่ายามวสันต์ ดอกซิ่งป่าจะผลิบานสะพรั่งละลานตาไปทั่วทั้งหุบเขา ลำธารน้ำพุใสสะอาดไหลรินผ่านทุ่งหญ้าส่งเสียงดังกังวานใส ยามคิมหันต์ อากาศที่โยวโจวก็ร้อนอบอ้าวไม่แพ้กัน ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ทอดตัวอยู่ไกลลิบแลดูราวกับผืนทะเลคราม หญ้าขึ้นหนาทึบและสูงตระหง่าน ยามทอดกายนอนลงไปให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนอนหนุนอยู่บนหมู่เมฆ ยามสารท ลมพัดแรงและพัดสูง เมื่อปีนขึ้นสู่ที่สูงทอดสายตามองออกไป ทิวเขาสายน้ำช่างงามสง่าตระการตายิ่ง ฝูงห่านป่าบินเรียงแถวพาดผ่านท้องนภา ขยับปีกมุ่งหน้าอพยพลงสู่แดนใต้ ส่วนยามเหมันต์ แม้จะหนาวเหน็บทุกข์ยาก ทว่าผืนฟ้าปฐพีกลับกลายเป็นสีขาวโพลน ผืนทรายกว้างใหญ่สุดสายตาล้วนถูกห่อหุ้มด้วยหิมะบริสุทธิ์ ก่อเกิดเป็นความงามอันโดดเดี่ยวเงียบสงบอีกแบบหนึ่ง

เสิ่นเหมี่ยวได้ยินแล้วถึงกับเคลิบเคลิ้ม นึกอยากไปเห็นด้วยตาตนเองยิ่งนัก

"ข้าควบม้าไปทั่วทุกคอกม้าในโยวโจว ทั้งยังได้เห็นภาพทะเลทรายกว้างควันโดดเดี่ยวพุ่งตรง แม่น้ำยาวไกลอาทิตย์อัสดงกลมโต [1] ของจริง ที่แท้บทกวีของหวังเหวยช่างพรรณนาได้มีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้" เมื่อชุยหว่านเหนียงเอ่ยถึงช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในโยวโจว แววตามีรอยน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่านางกลับแย้มยิ้มอย่างสดใส "มีอยู่คราหนึ่ง ข้าได้ปีนขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ของกำแพงหมื่นลี้ ในที่สุดข้าจึงได้รู้แจ้งว่า ทัศนียภาพที่อยู่นอกขุนเขาสูงใหญ่เหล่านั้นเป็นเช่นไร"

พ้นขุนเขาไปก็ยังมีขุนเขาลูกอื่น มีเนินทราย มีฝูงวัวแกะ มีสุนัขเฝ้าฝูงสัตว์ มีฝูงม้าที่ควบตะบึงผ่านไป มีกองคาราวานอูฐแบกสัมภาระเดินทางออกนอกด่าน และมีควันไฟจากกระโจมลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

"ข้าสุขสบายดี ขอบพระคุณเสิ่นเหนียงจื่อมากเจ้าค่ะ" ขอบตาของชุยหว่านเหนียงแดงเรื่อ "ท่านน้าเคยบอกกับข้าว่า แม้คราแรกจะเป็นนางที่เสนอให้ข้าไปดูแลจัดการโรงงานที่โยวโจว แต่ในใจของท่านน้าเองก็ยังไม่มีความมั่นใจในตัวข้าเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นเหนียงจื่อมิได้รู้จักมักจี่กับข้า ยามที่พบหน้ากัน ข้าก็ยังมีสภาพน่าเวทนาไร้ประโยชน์ถึงเพียงนั้น ทว่าเสิ่นเหนียงจื่อกลับตอบตกลงในทันที ยินดีให้โอกาสข้าได้ลองไปทำดู"

เสิ่นเหนียงจื่อไม่รู้ความตื้นลึกหนาบางสิ่งใดเลย แต่นางกลับใจกว้างถึงเพียงนี้ บางทีอาจเป็นเพราะตัวนางเองก็ต้องดิ้นรนฟันฝ่าอยู่ในตลาดร้านรวง เป็นสตรีที่ต้องยืนหยัดค้ำจุนครอบครัวด้วยลำแข้งของตนเองเช่นกัน นางจึงไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียวที่จะหยิบยื่นโอกาสเช่นนี้ให้แก่ผู้อื่น

ช่วงแรกที่เดินทางไปถึงโยวโจว ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับคำนินทาว่าร้ายและสายตาดูแคลน ทว่าครานี้ชุยหว่านเหนียงกล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจ ตั้งมั่นในใจว่าจะต้องทำโรงงานนี้ให้สำเร็จจงได้ นางไม่มีหนทางให้ถอยกลับไปอีกแล้ว และจะทำให้ความปรารถนาดีของท่านน้ากับเสิ่นเหนียงจื่อต้องสูญเปล่าไม่ได้เป็นอันขาด นางจึงกัดฟันสู้ ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว จนกระทั่งบุกเบิกเส้นทางชีวิตของตนเองขึ้นมาได้ในที่สุด

"นี่คือสมุดบัญชีตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาของโรงงานเจ้าค่ะ ข้าคัดลอกไว้สองฉบับ ฉบับนี้มอบให้เสิ่นเหนียงจื่อเก็บไว้ ส่วนอีกฉบับ พรุ่งนี้ข้ากลับเฉินโจวแล้วจะหาทางส่งมอบให้ท่านน้า" ชุยหว่านเหนียงหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายหนังวัว ยื่นส่งให้เสิ่นเหมี่ยวพลางคลี่ยิ้ม "ปีนี้พวกเราหาเงินจนคืนทุนค่าก่อสร้างโรงงาน ค่าแรงคนงาน และค่าวัตถุดิบทั้งหมดได้แล้ว ทั้งยังมีเงินเหลือสุทธิอีกด้วย อีกสองสามวันข้ากับท่านน้าจะเชิญนักบัญชีที่ไว้ใจได้มาช่วยกันตรวจนับบัญชีอีกรอบ ถึงเวลานั้นก็จะแบ่งเงินปันผลให้เสิ่นเหนียงจื่อได้แล้วเจ้าค่ะ"

เสิ่นเหมี่ยวเปิดสมุดบัญชีออกตรวจดูอย่างละเอียด ในยุคราชวงศ์ถังและซ่ง การทำบัญชีล้วนใช้วิธี 'การชำระบัญชีสี่เสา' คำว่า 'สี่เสา' หมายถึง จิ้วก่วน (ยอดยกมาจากงวดก่อน) ซินโชว (รายรับในงวดนี้) ไคฉู (รายจ่ายในงวดนี้) และสือไจ้ (ยอดคงเหลือสุทธิของงวดนี้) ดังนั้นนักบัญชีในยุคนี้จึงสรุปบัญชีเป็นรายเดือน โดยใช้สูตร 'จิ้วก่วน + ซินโชว = ไคฉู + สือไจ้' แล้วแปรสูตรเป็น 'ซินโชว — ไคฉู = สือไจ้ — จิ้วก่วน' ซึ่งผลลัพธ์ของ 'ซินโชว — ไคฉู' ก็คือกำไรสุทธิประจำงวดนั่นเอง

คราแรกเสิ่นเหมี่ยวกวาดสายตามองผ่านๆ อย่างคร่าวๆ ทว่าต่อมาจึงหยิบลูกคิดขึ้นมา แล้วลงมือดีดคำนวณกำไรสุทธิของแต่ละเดือนรวมเข้าด้วยกันเพื่อดูยอดกำไรรวมทั้งหมด ครั้นดีดลูกคิดเสร็จสิ้น ปลายนิ้วของนางก็ชะงักค้างอยู่บนลูกคิดด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชุยเหนียงจื่อ

ชุยหว่านเหนียงแย้มยิ้มอย่างสำรวม ทว่าก็มิอาจซ่อนประกายแห่งความภาคภูมิใจและความกระหยิ่มใจเอาไว้ได้

นิ้วมือขยับดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว เสิ่นเหมี่ยวคำนวณซ้ำอีกรอบ ทว่าตัวเลขที่ได้ก็ยังคงเป็นยอดเดิม นางสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่วายคำนวณซ้ำอีกครั้ง คราวนี้จึงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่ามิได้ผิดพลาดแน่นอน

นางโน้มตัวลงต่ำ กวักมือเรียกชุยหว่านเหนียงให้ขยับเข้ามาใกล้ จนหน้าผากของทั้งสองแทบจะชนกัน เสิ่นเหมี่ยวจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "โรงงานเปิดได้เพียงครึ่งปีกว่า ทำกำไรได้ถึงสองหมื่นสองพันแปดร้อยห้าสิบเจ็ดก้วนเชียวหรือ"

ชุยหว่านเหนียงเห็นท่าทางตาลุกวาวเป็นประกายดั่งเหรียญทองแดงของเสิ่นเหนียงจื่อก็อดขำไม่ได้ ทว่าก็ยังคงให้ความร่วมมือ ตอบกลับด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาเช่นกัน "ถูกต้องเจ้าค่ะ"

"ข้าเห็นในบัญชียังกันเงินก้อนหนึ่งไว้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับโรงงานในปีหน้าด้วย…" เพียงครึ่งปีทำกำไรได้กว่าสองหมื่นก้วน ซ้ำยังเป็นเมืองชายแดนห่างไกลอย่างโยวโจว ช่างมิใช่เรื่องง่ายดายเลยจริงๆ

"ถูกต้องเจ้าค่ะ" ชุยหว่านเหนียงยิ้มแย้มเต็มใบหน้า

เสิ่นเหมี่ยวคำนวณในใจอย่างรวดเร็วว่าส่วนแบ่งกำไรสามส่วนของตนจะได้เงินราวเท่าใด จากนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะอุทาน 'ว้าว' ออกมาแผ่วเบา นี่มันต่างอะไรกับการนอนรอรับเงินเล่า ช่างมีความสุขเกินไปแล้ว!

หลังจากเอ่ยถึงข่าวดีไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องชวนปวดหัวอยู่อีกบ้าง

ชุยหว่านเหนียงบอกเล่าสถานการณ์ตามตรงกับเสิ่นเหมี่ยว "ตอนนี้ร้านทังปิ่งบางแห่งในโยวโจวเริ่มล่วงรู้แล้วว่าทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปทำขึ้นมาอย่างไร แม้พวกเขาจะปรุงรสชาติน้ำซุปออกมาให้เหมือนกับของเสิ่นเหนียงจื่อไม่ได้ร้อยส่วน แต่ก็เริ่มทำทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปของตนเองออกมาขายกันแล้วเจ้าค่ะ"

เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้ารับ เรื่องนี้อยู่ในความคาดหมายของนางอยู่แล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมิใช่สิ่งที่จะลอกเลียนแบบได้ยากเย็นอันใด ทว่านางมีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผ่านการคัดสรรจากผู้คนนับร้อยล้านคนในโลกยุคหลัง ทั้งยังชิงยึดครองตลาดไว้ได้ก่อน ย่อมยังคงได้เปรียบอยู่มาก นางช้อนสายตามองชุยหว่านเหนียง "แล้วหยวนเหนียงคิดเห็นอย่างไร"

"ยามนี้ร้านที่ลอกเลียนแบบเป็นเพียงร้านค้าเล็กๆ ที่ทำเพียงลำพัง ข้าส่งคนไปสืบดูเบื้องลึกเบื้องหลังมาแล้ว ด้วยทุนรอนอันน้อยนิดของเถ้าแก่ผู้นั้น ไม่มีทางเปิดโรงงานผลิตได้แน่นอน ทว่าเถ้าแก่คนนั้นก็นับว่ามีสายตายาวไกล ไปทาบทามพ่อค้าคหบดีที่มีทรัพย์สินมหาศาลหลายรายเพื่อหวังจะร่วมทุนเปิดโรงงาน แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาทั้งหมด"

แววตาของชุยหว่านเหนียงเยือกเย็นลงเล็กน้อย "ในโยวโจว พ่อค้ารายใหญ่ที่มีชื่อเสียงล้วนคุ้นเคยสนิทสนมกับสกุลซี พวกเขารู้ดีว่าเบื้องหลังของข้ามีผู้ใดคอยหนุนหลัง ย่อมไม่คิดจะมาตั้งตนเป็นคู่แข่งหักหน้าข้าอย่างแน่นอน ทว่าโยวโจวก็คือโยวโจว เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป ย่อมต้องมีผู้คนล่วงรู้วิธีทำทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องที่ทำไม่ได้ในโยวโจว หากเป็นที่เมืองหรือมณฑลอื่นก็คงไม่แน่แล้ว"

สุขุมรอบคอบ และวิเคราะห์ได้ตรงจุด เสิ่นเหมี่ยวเริ่มชื่นชมในตัวนางมากขึ้นทุกที "ดังนั้นเล่า"

"นี่คือเหตุผลที่ข้าต้องเดินทางกลับมาด้วยตนเองเจ้าค่ะ" แววตาของชุยหว่านเหนียงเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน "ข้าอยากจะเปิดโรงงานทังปิ่งขึ้นในมณฑลข้างเคียงอีกสักสองสามแห่ง เพื่อชิงฮุบก้อนเนื้อชิ้นใหญ่นี้ไว้ในกำมือก่อนผู้อื่น"

กรรมวิธีและสูตรของอาหารบางอย่างถูกผู้อื่นล่วงรู้ก็มิเป็นไร บนโลกนี้มีคนที่ทำอาหารจานเดียวกันได้ถมเถไป หอฝานโหลวมีชื่อเสียงเกริกเกียรติเพียงใด แต่ขนมเปี๊ยะย่างเนื้อแพะที่ประตูหนานซวินก็ยังคงเป็นขนมเปี๊ยะย่างเนื้อแพะที่ดีที่สุดในเปี้ยนจิงอยู่ดี

ขอเพียงมีรสชาติ มีคุณภาพ และชิงยึดความได้เปรียบไว้ก่อน เช่นนั้นผู้ที่จะได้ 'กินเนื้อ' ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดย่อมเป็นตนเองอย่างแน่นอน

"พวกเราได้กินเนื้อ ก็ต้องยอมให้ผู้อื่นได้ซดน้ำแกงบ้าง" ชุยหว่านเหนียงค่อนข้างปล่อยวางในจุดนี้ นางบอกเล่าแผนการของตนให้เสิ่นเหมี่ยวฟังอย่างละเอียด นางต้องการให้เสิ่นเหมี่ยวคิดค้นรสชาติใหม่ของทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปออกมาอีกสองรสชาติ การคิดค้นสิ่งใหม่เพื่อแทนที่สิ่งเก่าเป็นวิธีขยายกิจการที่ดีเยี่ยม ประการที่สอง นางยังอยากจะสร้างโรงงานให้ใหญ่โตและกว้างขวางยิ่งขึ้น ใช้คนงานมากขึ้นเพื่อผลิตทังปิ่งออกมาให้ได้ปริมาณมหาศาล ด้วยวิธีนี้ โรงงานเล็กๆ ที่ผลิตตามความเร็วในการส่งสินค้าของนางไม่ทัน ก็จะถูกนางกลืนกินไปจนหมดสิ้น

เสิ่นเหมี่ยวพยักหน้าเห็นพ้อง ทั้งสองข้อนี้ถือว่าจับจุดได้ถูกต้องตรงเผง คังซือฟู่ในโลกยุคหลังก็สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยวิธีนี้เช่นกัน ในปีนั้นคังซือฟู่เปิดตัวบะหมี่รสเนื้อตุ๋นน้ำแดงเป็นรสชาติแรก ก็โด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วทั้งแผ่นดิน หลังจากนั้นเพียงสามปีสั้นๆ ก็ขยายสาขาไปทั่วประเทศ และในปีที่สี่ก็เริ่มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

"นอกจากรสชาติใหม่แล้ว ข้าคิดว่าโรงงานและทังปิ่งของเราควรจะต้องตั้งชื่อให้ติดหูและเรียกง่ายด้วยเจ้าค่ะ" ชุยหว่านเหนียงเอ่ยต่อ "เหมือนอย่างพวก 'เนื้อต้มสุกหน้าพระราชวังโซ่วฉือ' 'แกงปลากรอบท่านป้าซ่งนอกประตูเฉียนถัง' หรือ 'พุทราเชื่อมตระกูลเกอ' ในเปี้ยนจิง เราเองก็ต้องมีชื่อเสียงเรียงนามที่ชัดเจน วันข้างหน้ายามโรงงานเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะได้ไม่ถูกผู้อื่นปลอมแปลงได้ง่าย ทั้งยังดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาหาได้ดีกว่าเดิม"

เสิ่นเหมี่ยวนึกถึงคังซือฟู่ขึ้นมาพอดี จึงชี้นิ้วไปที่นางพลางเอ่ยถามหยั่งเชิง "ทังซือฟู่ทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูป อร่อยจนมองเห็นได้ เป็นอย่างไร"

ชื่อนี้จำง่ายดี ชุยหว่านเหนียงท่องซ้ำอยู่สองสามรอบ ก่อนจะหัวเราะร่าออกมาทันที "ดียิ่ง ทั้งไพเราะและเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ทุกชนชั้น!"

เสิ่นเหมี่ยวยังช่วยแนะคำโฆษณาให้อีกเป็นกระบุง เช่น กวนเจียเสวยแล้วยังตรัสชม, ทังปิ่งซุปกระดูก หอมกรุ่นถึงใจ, หิวเมื่อใดก็กิน นึกถึงทังปิ่งต้องทังซือฟู่ และอื่นๆ อีกมากมาย…

ชุยหว่านเหนียงถูกถ้อยคำ 'ร้องเรียกลูกค้า' ที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อนของเสิ่นเหมี่ยวทำให้หัวเราะจนตัวงอ ทว่าไม่นานนางก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ คิ้วเรียวขมวดมุ่นพลางเอ่ย "ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ากลัดกลุ้มใจยิ่งนัก สมควรบอกเล่าให้เสิ่นเหนียงจื่อได้รับรู้ด้วย"

นางถอนหายใจยาว สีหน้าวิตกกังวล "มีข้าราชการชั้นผู้น้อยในคอกม้าหลายคนมาเปรยกับข้าว่า ทังปิ่งที่ส่งไปให้ รสชาติของรุ่นก่อนกับรุ่นหลังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เดี๋ยวดีเดี๋ยวแย่ ทำให้พวกเขาเริ่มไม่พอใจ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด สูตรที่เสิ่นเหนียงจื่อให้มา ระบุไว้อย่างชัดเจนกระทั่งน้ำมัน เกลือ น้ำตาล เครื่องเทศต้องใช้กี่จู กี่เฉียน แม้แต่น้ำต้องใส่กี่เหลี่ยง ทว่าพ่อครัวหลายสิบคนที่ทำทังปิ่งอยู่ในโรงงาน กลับปรุงรสชาติน้ำซุปออกมาลักลั่นไม่เสมอกัน ไม่เพียงแต่จะแตกต่างจากฝีมือของเสิ่นเหนียงจื่อเท่านั้น แม้แต่รสชาติที่พวกเขาทำกันเองก็ยังไม่เหมือนกันสักคน ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก ทั้งที่ทำตามสูตรเดียวกันแท้ๆ แป้งหมี่ก็ใช้เหมือนกัน น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชูก็ชนิดเดียวกัน…"

เพราะสิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุดก็คือคนนั่นเอง บางคราแม้แต่พ่อครัวคนเดิม อาหารที่ทำในวันนี้กับวันพรุ่งนี้ก็ยังมีรสชาติแตกต่างกันเล็กน้อยเลยมิใช่หรือ

เสิ่นเหมี่ยวครุ่นคิดครู่หนึ่ง พลันคลี่ยิ้มออกมาแล้วเอ่ยถาม "ในโรงงานนั้น พ่อครัวคนหนึ่งต้องทำคนเดียวตั้งแต่เริ่มนวดแป้ง ทอดเส้น ไปจนถึงปรุงเครื่อง ปรุงเสร็จสรรพตั้งแต่ต้นจนจบด้วยตัวคนเดียวเลยหรือ"

"เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ" ชุยหว่านเหนียงพยักหน้ารับด้วยความฉงนใจ เรื่องนี้มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือ โรงงานทุกหนแห่งล้วนทำเช่นนี้ทั้งสิ้น อาจารย์ผู้ชำนาญการถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกศิษย์ สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น โรงงานทังปิ่งของพวกนางก็เป็นเช่นนี้ พ่อครัวหนึ่งคนมีเขียงหนึ่งแผ่นและกระทะหนึ่งใบ ลูกศิษย์ที่เข้ามาใหม่ต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่การนวดแป้ง ทำเสร็จหนึ่งชุดก็นับเป็นหนึ่งชุด

เสิ่นเหมี่ยวครุ่นคิดชั่วครู่ จึงเอ่ยขึ้น "ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง อยากจะเล่าให้เจ้าฟัง มีบัณฑิตขุนนางผู้หนึ่ง ซื้ออนุภรรยาเข้ามาไว้ในจวนที่เมืองหลวง เดิมทีอนุภรรยาผู้นี้เคยทำงานอยู่ในครัวทำซาลาเปาของจวนขุนนางใหญ่ วันหนึ่ง ขุนนางผู้นั้นเกิดอยากกินของอร่อย จึงสั่งให้อนุภรรยาผู้นี้ไปทำซาลาเปามาให้ชิมสักหน่อย ใครจะไปรู้ อนุภรรยากลับเอ่ยว่า 'นายท่าน ตัวข้าน้อยมีหน้าที่เพียงแค่ซอยต้นหอมอยู่ในห้องครัวเท่านั้น เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้ข้าน้อยไม่รู้เรื่องเลยสักนิดเจ้าค่ะ' ที่แท้ ในห้องครัวด้านหลังของจวนขุนนางใหญ่แห่งนั้น มีการแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดประณีตถึงเพียงนั้น! มีคนรับผิดชอบสับเนื้อโดยเฉพาะ มีคนรับผิดชอบคลุกเคล้าไส้ มีคนนวดแป้ง และมีคนคอยดูแลเรื่องขิง น้ำส้มสายชู เกลือ น้ำตาล สุรา และพริกไทย แม้กระทั่งการปิดฝาซึ้งนึ่ง ก็ยังมีคนคอยเฝ้าดูโดยเฉพาะ แม้ว่าเรื่องนี้จะเล่าขานขึ้นเพื่อประชดประชันความฟุ่มเฟือยของขุนนางใหญ่ผู้นั้น ทว่าในความคิดของข้า หยวนเหนียงน่าจะลองนำเอาวิธีนี้ไปปรับใช้ในโรงงานทังปิ่งดูบ้าง"

เสิ่นเหมี่ยวใช้นิ้วจุ่มน้ำชาแล้ววาดเส้นลงบนโต๊ะ ใจความสำคัญคือตั้งแต่เริ่มขนย้ายแป้งสาลีมา ทุกกระบวนการตามลำดับสายการผลิตอันยาวเหยียด จะต้องมีคนรับผิดชอบงานในส่วนของตนโดยเฉพาะ

"ให้แต่ละคนทำเฉพาะงานที่ตนเองถนัดที่สุด หากใครนวดแป้งเก่ง ก็นวดแป้งไปอย่างเดียวตลอดทั้งวัน ใครทอดเส้นได้ดี ก็มอบหมายให้ทอดเส้นอย่างเดียว มองให้คนทุกคนเปรียบเสมือนฟันเฟืองและเดือยไม้ที่สอดประสานเข้าหากัน ทำงานประสานกันเป็นทอดๆ แสดงความสามารถเฉพาะด้านออกมาอย่างเต็มที่ การแบ่งงานอย่างละเอียดประณีตเช่นนี้ ข้าเชื่อว่าสินค้าที่ทำออกมาจะต้องดียิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแบ่งงานกันแล้ว ยังต้องหาวิธีกำหนดมาตรฐานและขั้นตอนการทำงานให้เป็นระเบียบแบบแผนเดียวกันด้วย ยกตัวอย่างเช่นการนวดแป้ง ต้องนวดกี่ครั้ง แป้งที่นวดออกมาจึงจะมีความเหนียวนุ่มกำลังดี เส้นแป้งต้องมีความหนาหรือกว้างขนาดเท่าใดจึงจะเหมาะสม ยามคนคลุกเคล้าหัวเชื้อน้ำซุป ต้องกวนกี่รอบ ใช้เวลากี่เค่อ ต้องคนจากซ้ายไปขวา หรือคนจากขวาไปซ้าย กำหนดรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ให้ชัดเจน แล้วปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ทังปิ่งที่ผลิตออกมาจากโรงงานย่อมจะมีประสิทธิภาพและมั่นคงสม่ำเสมอขึ้น ทั้งยังยากที่จะเกิดปัญหารสชาติลักลั่นไม่เท่ากันขึ้นมาอีก"

ชุยหว่านเหนียงฟังยังไม่ทันจบก็ผุดลุกขึ้นยืนในทันที นางรู้สึกราวกับถูกไม้ฟาดเข้าที่ศีรษะจนตื่นจากภวังค์ ก้าวเดินไปมาภายในร้านพลางพึมพำกับตนเอง "จริงด้วยสิ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน ทำงานตามลำดับขั้นตอน หลักการง่ายดายถึงเพียงนี้ เหตุใดข้าถึงคิดไม่ถึงกันนะ"

นางหมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว กอบกุมมือของเสิ่นเหมี่ยวไว้แน่น "เสิ่นเหนียงจื่อ ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าจะรีบออกเดินทางไปเฉินโจวทันที เพื่อนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปบอกเล่าให้ท่านน้าฟัง! พ้นเทศกาลปีใหม่ไปแล้ว ข้าจะรีบกลับไปยังโยวโจว เพื่อนำการปฏิรูปครั้งใหญ่นี้ของเสิ่นเหนียงจื่อไปบังคับใช้ทั้งหมด!"

"ประเดี๋ยวก่อน หยวนเหนียง!" เสิ่นเหมี่ยวรีบดึงตัวนางไว้ แล้วกระซิบบอกเรื่องที่กวนเจียมีพระประสงค์จะเปิดโรงงานทังปิ่งสำหรับเสบียงทหารให้นางรับรู้ ชุยหว่านเหนียงได้ยินแล้วดวงตาพลันเปล่งประกายเจิดจ้า "ยามง่วงเหงาก็มีคนส่งหมอนมาให้พอดี! ช่างเข้าทางพวกเราเสียจริง! เสิ่นเหนียงจื่อ ขอบพระคุณที่บอกข้า ข้ารู้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป! ข้าขอตัวลาไปก่อนแล้วเจ้าค่ะ!"

เอ่ยจบ นางก็ไม่รอให้เสิ่นเหมี่ยวได้ทันตอบคำใด รีบพาผู้ติดตามที่เหลือกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบตะบึงจากไปอย่างเร่งรีบ

ชั่วพริบตาเดียว เสียงกีบเท้าม้าดังก้องไกลออกไป ร่างคนก็อันตรธานหายไปจนลับตา

เสิ่นเหมี่ยวส่ายหน้าเบาๆ ชุยเหนียงจื่อผู้นี้ช่างใจร้อนเสียจริง นางลุกขึ้นเตรียมจะเดินกลับเข้าไปในลานเรือนด้านหลัง ทว่ากลับไม่นึกฝันว่าผู้ติดตามสองคนที่ถูกชุยเหนียงจื่อสั่งให้ไปขนของพื้นเมืองและหาโรงเตี๊ยมจะเดินกลับเข้ามา ทั้งสองคนจูงแกะตัวอ้วนพีที่กำลังร้อง 'แบะ แบะ แบะ' มาสองตัว แล้วยื่นเชือกผูกแกะส่งให้เสิ่นเหมี่ยวอย่างคล่องมือ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านที่ว่างเปล่า "เสิ่นเหนียงจื่อ นายท่านของพวกข้าเล่าขอรับ"

เสียงแกะร้องอยู่ข้างกาย เสิ่นเหมี่ยวถึงกับยืนตะลึงตาค้าง "นี่คือของพื้นเมืองที่นำมาฝากข้าหรือเนี่ย"

เมื่อเสิ่นเหมี่ยวหวนนึกมาถึงตรงนี้ สายตาก็เหลือบไปมองแผ่นหนังแกะสองผืนที่ตากอยู่ในลานเรือน ของฝากพื้นเมืองที่ชุยเหนียงจื่อนำมาให้ ในวันรุ่งขึ้นก็กลายเป็นของพื้นเมืองที่แท้จริงภายใต้คมมีดของถังเอ้อร์ไปเสียแล้ว

แกะกินหญ้าจุเกินไป ในลานเรือนเลี้ยงไว้ไม่ไหว เสิ่นเหมี่ยวจึงสั่งให้ถังเอ้อร์เชือดเสียเลย

ห้วงความคิดของนางลอยกลับมายังลานเรือนอันเงียบสงบของสกุลเสิ่นอีกครา

จิ่วเกอเอ๋อร์กับพวกเยี่ยนซูเดินทางกลับเฉินโจวไปแล้ว ถังเอ้อร์กับฝูซิงถูกส่งไปรับจี้เกอเอ๋อร์ อาเถาไปแลกเงินที่ร้านแลกเงิน เซียงเจี่ยเอ๋อร์กับเฉินชวนยังคงเล่นอยู่ที่บ้านของหลิวโต้วฮวา ส่วนโหย่วอวี๋ก็ได้หยุดกลับบ้านไปฉลองปีใหม่

เสิ่นเหมี่ยวนับนิ้วดูรอบหนึ่งจึงพบว่า ในบ้านเหลือเพียงนางคนเดียวเสียแล้ว โอ้ ไม่ใช่แค่นางคนเดียว แต่ยังมีหนังแกะอีกสองผืนด้วย

นางครุ่นคิดดูแล้ว จึงพกพากระดาษสีแดงของที่บ้าน เดินไปตัดกระดาษประดับหน้าต่างที่บ้านเสี่ยวมี่ วันนี้เหมยซานเหนียงมาส่งเสียงร้องเรียกนางตั้งแต่เช้าตรู่ไปสามสี่รอบแล้ว แต่นางพะวงว่าจิ่วเกอเอ๋อร์จะกลับบ้านจึงมิได้ไป ยามนี้กำลังว่างพอดี

เมื่อเดินไปถึง เหมยซานเหนียงกับหมี่เสี่ยวเหนียงจื่อก็ตัดกระดาษวางเรียงรายไว้เต็มโต๊ะแล้ว เสิ่นเหมี่ยวเข้าไปลองหัดทำด้วยท่าทางงุ่มง่าม มือของนางยามจับมีดหั่นผักนั้นคล่องแคล่วยิ่งนัก ทว่ายามจับกรรไกรตัดกระดาษกลับดูเงอะงะราวกับตีนไก่ ไม่ยอมฟังคำสั่งเอาเสียเลย

ตัดเสียไปหลายแผ่น จนเหมยซานเหนียงต้องรีบเอ่ยห้าม "พระโพธิสัตว์คุ้มครองเถิด รีบเก็บอิทธิฤทธิ์ของเจ้ากลับไปเสียที! ประเดี๋ยวอยากได้ลายไหน เจ้าก็เลือกหยิบจากบนโต๊ะกลับไปสักสองสามแผ่นเถิด รีบส่งกรรไกรมาให้ข้า แล้วเจ้าก็นั่งดื่มชาไปดีกว่า"

เสิ่นเหมี่ยวหัวเราะแหะๆ วางกรรไกรลง แล้วนั่งดูคนทั้งสองตัดกระดาษอย่างตั้งใจ เสี่ยวมี่เป็นคนที่ตัดกระดาษได้งดงามที่สุด มือของนางนิ่งยิ่งนัก นางพับกระดาษประกบกันอย่างประณีต รอยพับตรงแน่วเป็นระเบียบ จากนั้นจึงถือครองกรรไกรเงิน กรีดปลายกรรไกรลงบนแผ่นกระดาษอย่างว่องไวราวกับบิน

นางเริ่มกรีดกรรไกรเบาๆ จากริมกระดาษ ตัดเป็นลวดลายกลีบดอกไม้อันอวบอิ่มโค้งมน กลีบดอกซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ลดหลั่นกันอย่างมีจังหวะจะโคน ทุกครั้งที่กรรไกรขยับลง เศษกระดาษก็ร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ครั้นตัดถึงเกสรดอกไม้ ก็ใช้ปลายกรรไกรสะกิดแต่งเป็นรูปร่างเกสรดอกไม้อันละเอียดอ่อน เมื่อคลี่แผ่นกระดาษออกในขั้นตอนสุดท้าย ก็กลายเป็นดอกโบตั๋นอันมีชีวิตชีวาราวกับของจริง

ส่วนเหมยซานเหนียงตัดเป็นรูปปลาสองตัว เกล็ดปลาบนลำตัวใช้เทคนิคการตัดเป็นรอยหยักฟันปลาอันละเอียดถี่ ตัดฉลุทีละเกล็ดจนมองเห็นช่องว่างได้อย่างแจ่มชัด เสิ่นเหมี่ยวยิ่งมองก็ยิ่งทึ่ง ฝีมือช่างร้ายกาจยิ่งนัก! ส่วนทักษะการตัดกระดาษของนางนั้นอยู่ในระดับเด็กเล็ก ทำได้เพียงพับทบ พับทบ แล้วก็พับทบอีกรอบ สิ่งที่ตัดออกมาแม้แต่ตนเองก็ยังดูไม่ออกว่าคือตัวอะไร

ในที่สุดนางจึงหน้าด้านกอบเอากระดาษตัดลายเหล่านั้นกลับบ้านมาเป็นกระตัก แล้วลงมือติดกระดาษประดับหน้าต่างเหล่านั้นด้วยตนเองเพียงลำพัง แม้กระทั่งเล้าไก่และคอกสุนัขก็ไม่ยอมเว้น ทั้งสีแดงสีเขียว ทั้งรูปดอกไม้และตัวอักษรมงคล พลันทำให้บานประตูและหน้าต่างแลดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาในพริบตา แสงตะวันที่สาดส่องลอดเข้ามา ก็ถูกแต่งแต้มด้วยบรรยากาศแห่งเทศกาลปีใหม่อันอบอุ่นเข้มข้น

ตัดกระดาษประดับหน้าต่างสะท้อนไออุ่นแห่งวสันต์ วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็ย่างเข้าสู่วันส่งท้ายปีเก่าแล้ว

หนึ่งวันก่อนหน้าวันส่งท้ายปีเก่า ทั่วทั้งเมืองเปี้ยนจิงเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ออกมาร่วมพิธี 'ต๋าเหย่หู' ขอทานยากไร้ตามท้องถนนรวมตัวกันกลุ่มละสามถึงห้าคน แต่งกายปลอมแปลงเป็นภูตผี ยมบาล และเทพจงขุย ตีฆ้องตีกลองเดินขอเงินไปตามประตูบ้านเรือน เพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและอัปมงคล

เสิ่นเหมี่ยวแจกเงินตั้งแต่เช้าจรดค่ำไปนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าพวกเขาล้วนเป็นคนยากจนไร้ที่อยู่อาศัย มอบให้ไปแล้วก็แล้วกันไป หวังเพียงให้พวกเขาได้มีปีใหม่ที่ดีบ้าง บางทีอาจมีเพียงวันนี้เท่านั้นที่การเคาะประตูขอทานจะไม่ถูกคนขับไล่ไสส่ง

ครั้นถึงยามค่ำคืน จะต้องทำพิธี 'ส่องขับไล่ความสูญสิ้น' ถือโคมไฟส่องสว่างไปตามทุกซอกทุกมุมภายในบ้าน เพื่อขับไล่ผีร้ายแห่งความสูญสิ้น ขจัดเภทภัยและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายให้หมดสิ้นไป

จนกระทั่งถึงวันส่งท้ายปีเก่า เสิ่นเหมี่ยวเปิดประตูร้านค้า นำแผ่นไม้ท้อที่แขวนอยู่บนบานประตูเปลี่ยนเป็นแผ่นใหม่ ทั้งยังติดภาพเทพทวารบาลรูปใหม่ จากนั้นจึงเปิดประตูร้านทิ้งไว้ตลอดเวลา มิใช่เพื่อรอคอยต้อนรับลูกค้า ทว่าเป็นการ 'เปิดประตูรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภ' ต้องรอจนกระทั่งพ้นยามสามในค่ำคืนนี้ หลังจากจุดประทัดและเผากำยานแล้วจึงจะปิดประตูลงได้!

หลังจากนั้นนางจึงกลับเข้าไปในห้องครัว ถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมทำมื้อค่ำส่งท้ายปีเก่าของวันนี้

สองสามวันก่อนหน้านี้มีหลายครอบครัวมาเชื้อเชิญให้นางไปทำอาหารมื้อส่งท้ายปีเก่าให้ ทว่าเสิ่นเหมี่ยวปฏิเสธไปทั้งหมดอย่างสุภาพ นี่เป็นปีแรกที่นางได้มาใช้ชีวิตอยู่ในโลกยุคนี้ นางยังคงอยากร่วมฉลองปีใหม่กับคนในครอบครัวมากกว่า ทว่าสำหรับ 'งานเลี้ยงต้อนรับลูกเขย' ในวันที่สองของปีใหม่นั้น นางได้รับการเชื้อเชิญจากจวนสกุลเฝิงให้ไปปรุงอาหารที่นั่นอีกคำรบหนึ่ง

สกุลเฝิงเอ่ยปากเชื้อเชิญ เสิ่นเหมี่ยวปฏิเสธได้ยากยิ่ง ใครเล่าจะปฏิเสธทองคำได้เล่า

นางหยิบเนื้อหมูสามชั้นเส้นหนึ่งขึ้นมา เอ่ยสั่งความอย่างเป็นธรรมชาติ "จี้เกอเอ๋อร์ เร่งไฟให้แรงขึ้นอีกนิด"

เสิ่นจี้ขานรับ นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก ตั้งหน้าตั้งตาช่วยพี่สาวคุมเตาไฟ

โหย่วอวี๋กลับบ้านไปแล้ว งานเฝ้าเตาไฟจึงตกมาอยู่บนบ่าของเขาอีกครา ช่วงปีใหม่ถังเอ้อร์ยุ่งจนหัวหมุน ในมือมีสัตว์ที่ต้องชำแหละไม่หวาดไม่ไหว มีเนื้อที่ต้องหั่นไม่รู้จบ สาเหตุสำคัญคือเหลียงเน่ยกวนส่งคนมาสั่งเป็ดย่างถึงสามสิบตัว เขาต้องแล่เนื้อตลอดทั้งเช้ากว่าจะเสร็จสิ้น แล้วรีบขนขึ้นเกวียนส่งตรงเข้าไปในวังหลวง พอสะสางงานชิ้นใหญ่ชิ้นนี้เสร็จจึงจะมีเวลาไปทำสิ่งอื่น

ฝูซิงและอาเถาพาพวกเด็กซนออกไปเดินซื้อของฉลองปีใหม่ตามท้องถนน และไปดู หมอผีกัว คั่วข้าวโพดเสี่ยงทายอยู่กลางถนน "คั่วข้าวเหนียวเพื่อทำนาย เรียกว่า ปั๋วโหลว" [2] ในยุคนี้ข้าวคั่วแตกเม็ดทำจากข้าวเหนียว มิได้มีไว้เพื่อกินเป็นอาหาร ทว่าใช้สำหรับเสี่ยงทายความมงคลและเคราะห์ภัยตลอดทั้งปี

คล้ายคลึงกับสมุดตอบปัญหาคำทำนายในโลกยุคหลัง บรรดาหญิงสาวจะพากันมารวมกลุ่มซักถาม เพื่อเสี่ยงทายดูเรื่องการครองคู่ของตนเอง

ได้ยินมาว่าในวันสองค่ำเดือนสอง วันมังกรเงยหน้า ยังจะต้องคั่วข้าวเหนียวเช่นนี้อีกครา เรียกว่า 'ทอดหนวดมังกร' เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล เมล็ดข้าวเต็มยุ้งฉางธัญญาหารเปี่ยมล้น นอกจากการทอดหนวดมังกรแล้ว ในวันสองค่ำเดือนสองยังต้องโกนศีรษะมังกรอีกด้วย

เสิ่นเหมี่ยวลงมีดหั่นเนื้อพลางครุ่นคิดในใจ ยามนี้กวนเจียนับว่าใจกว้างยิ่งนัก หากเป็นยุคสมัยหลังจากนี้ที่อำนาจกษัตริย์เข้มงวดเด็ดขาดและสังคมศักดินาเคร่งครัดยิ่งขึ้น นอกจากสมาชิกพรรคฟ้าดินแล้ว ผู้ใดจะกล้าเอ่ยคำว่า 'ทอดหนวดมังกร' หรือ 'โกนศีรษะมังกร' กันเล่า มิเช่นนั้นคงได้ถูกลากตัวไปลงทัณฑ์ด้วยคดีอาญาจากตัวอักษรเป็นแน่แท้

คิดไปไกลเสียแล้ว วันนี้เสิ่นเหมี่ยวตั้งใจจะทำสำรับชามคว่ำ

มื้อค่ำส่งท้ายปีเก่าของชาวซ่ง ขาดไม่ได้คือสำรับแปดชามคว่ำ (ปาต้าโค่วหว่าน) [3] เล่าขานกันว่าตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ก็มีธรรมเนียมการจัดเลี้ยงด้วยสำรับชามคว่ำแล้ว ยามถึงเทศกาลขึ้นปีใหม่ บนโต๊ะอาหารยิ่งไม่อาจขาดเงาของสำรับชามคว่ำไปได้เลย

สืบทอดกันมานับพันปี ดินแดนเหอหนานในโลกยุคหลังดูเหมือนจะยังคงรักษาประเพณีนี้สืบต่อมา

แต่ก่อนเสิ่นเหมี่ยวเคยได้ลิ้มลองหมูสามชั้นหมักเต้าหู้ยี้ชามคว่ำและหมูกรอบชุบแป้งทอดชามคว่ำของเหอหนาน ทั้งสองอย่างล้วนเลิศรสเป็นเอกลักษณ์ มื้อค่ำส่งท้ายปีเก่าสำรับชามคว่ำที่นางจะทำในวันนี้ย่อมมีสองสิ่งนี้ นอกจากนี้ยังมีปลาตุ๋นซอสเต้าเจี้ยวรสชาติเค็มกลมกล่อมหอมกรุ่น ไก่ขอทาน หมูสามชั้นตุ๋นผักกาดแห้ง (เถียวจื่อโร่ว) ซี่โครงหมูนึ่งชามคว่ำ ไก่ตุ๋นชามคว่ำ ลูกชิ้นหมูนึ่งชามคว่ำ และขาหมูตุ๋นชามคว่ำ ส่วนอาหารหลักคือข้าวแปดเซียนและเกี๊ยวไส้ผักกาดดองชิ้นโต

ปิดท้ายด้วยการผสานรสชาติแดนเหนือและแดนใต้เข้าด้วยกัน ด้วยการเพิ่มอาหารจานผักอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ ผักคะน้าลวกราดน้ำมัน รายการอาหารก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเนื้อสัตว์ทั้งสิ้น อย่างไรเสียก็ต้องมีผักรสชาติสดชื่นเบาลิ้นไว้ล้างคอเสียหน่อย

เพิ่งจะลงมือทำสำรับชามคว่ำไปได้เพียงสองอย่าง ด้านนอกก็มีเสียงดังซู่ซ่า หิมะโปรยปรายลงมาอีกระลอกแล้ว

เสิ่นเหมี่ยวกำลังง่วนอยู่กับงานในห้องครัวจนตัวเป็นเกลียว ทันใดนั้นด้านนอกร้านก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วเข้ามา ผู้มาเยือนย่ำเหยียบหิมะเข้ามา พื้นรองเท้าบู้ตเปรอะเปื้อนเกล็ดหิมะ ยามก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาจึงส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะ

เดิมทีเสิ่นเหมี่ยวมิได้ใส่ใจ กระทั่งโต๊ะหน้าร้านถูกเคาะเบาๆ สองสามครา นางจึงเงยหน้าขึ้นมอง

ภายในร้านมีชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าคุ้นตาอยู่บ้างสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งสวมชุดคลุมนักรบแขนแคบทำจากผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด คิ้วกระบี่ตาเสือ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรมผึ่งผาย อีกคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมยาวขนจิ้งจอก ด้านในสวมชุดคลุมยาวผ้าไหมปักเซียงซิ่ว ด้านหลังยังมีผู้ติดตามรูปร่างกำยำล่ำสันผิวดำดั่งถ่านอีกสองคนยืนคุมเชิงอยู่

นางหรี่ตามองฝ่าไอควันสีขาวที่ลอยอบอวลอยู่ในห้องครัวอยู่นานทีเดียว

ครู่ใหญ่จึงจำได้ ที่แท้คือสองท่านที่เคยพบในสวนยวี่จินหยวนนั่นเอง!

เสิ่นเหมี่ยวรีบวางมีดลงในทันที ล้างมือจนสะอาดหมดจดแล้วก้าวออกมารับรอง ชำเลืองมองการแต่งกายของคนทั้งสอง แล้วจึงเอ่ยทักทายอย่างระมัดระวัง "นายท่านทั้งสอง สุขสันต์วันปีใหม่เจ้าค่ะ วันนี้มาที่ร้านเล็กๆ ของข้า มีสิ่งใดให้รับใช้หรือเจ้าคะ"

ซีเฟยจิ่งกวาดสายตามองสำรวจสตรีตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ แววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มพลางเอ่ย "มาที่ร้านอาหาร ย่อมต้องมากินข้าว มารบกวนแล้ว เสิ่นเหนียงจื่อ"

ส่วนเยวี่ยเถิงเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ "เจ้าคือเสิ่นเหนียงจื่อใช่หรือไม่"

เสิ่นเหมี่ยวกลืนถ้อยคำที่เตรียมจะบอกว่าร้านปิดทำการลงคอไปทันที นางยอบกายคารวะเยวี่ยเถิง "ใช่เจ้าค่ะ"

เยวี่ยเถิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก คราวนี้ในที่สุดก็ตามตัวเจอเสียที!

เขารีบเอ่ยขึ้น "ต้มซุปหัวปลาเต้าหู้ที่เสิ่นเหนียงจื่อเคยทำไว้ที่สวนยวี่จินหยวนคราวนั้น เยวี่ยผู้นี้เฝ้าคะนึงหาอยากจะลิ้มลองให้สมอยากอีกสักครามาโดยตลอด ทว่าไร้วาสนา ก่อนหน้านี้แวะเวียนมาหลายครั้ง เสิ่นเหนียงจื่อล้วนไม่อยู่ วันนี้จึงต้องขอเสียมารยาทแล้ว…"

เสิ่นเหมี่ยวถึงบางอ้อ จึงคลี่ยิ้มออกมา "เรื่องนี้มิได้ยากเย็นอันใด เพียงแต่น้ำซุปปลาหากจะต้มสดใหม่ต้องใช้เวลาสักหน่อย นายท่านทั้งสองพอจะมีเวลารอคอยหรือไม่เจ้าคะ หรือจะรับประทานสิ่งอื่นรองท้องไปพลางๆ ก่อน ที่บ้านยังมีเกี๊ยวไส้ผักกาดดองที่เพิ่งห่อเสร็จใหม่อยู่พอดี…"

นางยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ซีเฟยจิ่งก็หัวเราะร่าขึ้นมาก่อน "เสิ่นเหนียงจื่อเกาได้ถูกที่คันของเยวี่ยเอ้อร์เข้าอย่างจังแล้ว ชั่วชีวิตของเขาไม่โปรดปรานอาหารสิ่งใด มีเพียงเต้าหู้กับเกี๊ยวไส้ผักกาดดองเท่านั้น เพียงลำพังคนเดียวก็สามารถกินได้หมดทั้งหม้อ"

เยวี่ยเถิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ทว่าก็จนปัญญาเพราะสิ่งที่ซีเฟยจิ่งกล่าวนั้นถูกต้องตรงเผง ความอยากอาหารอันน้อยนิดในชีวิตของเขารวมศูนย์อยู่ที่อาหารสองจานนี้จริงๆ เขาจึงยอมรับแต่โดยดี เลิกชายเสื้อคลุมขึ้นนั่งลงพลางพยักหน้า "รบกวนเจ้าแล้ว"

"ไม่รบกวนเลยเจ้าค่ะ ทั้งสองท่านเชิญนั่งก่อน ข้าจะไปจัดแจงเดี๋ยวนี้"

เสิ่นเหมี่ยวเดินกลับเข้าไปในห้องครัว ต้มเกี๊ยวจนสุกได้ที่ รินน้ำส้มสายชูใส่จานเล็ก ยกออกไปให้แม่ทัพทั้งสองกินรองท้องก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงหยิบปลาที่ถังเอ้อร์ชำแหละไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ออกมาหนึ่งตัว ยกมีดขึ้นฟันสับหัวปลาลงมาอย่างแม่นยำ

ในเมื่อมีลูกค้ามาเยือนถึงเรือนชาน นางย่อมต้องทำหน้าที่ส่งท้ายปีเก่าให้สมบูรณ์แบบที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น แม่ทัพซีผู้นี้แปดในสิบส่วนย่อมเป็นท่านน้าของจิ่วเกอเอ๋อร์ ส่วนแม่ทัพเยวี่ย… แม้จะรู้ดีว่าคงมิใช่ท่านแม่ทัพเยวี่ยในความทรงจำของนาง ทว่าเมื่อได้ยินว่าแม่ทัพเยวี่ยผู้นี้ก็ชอบกินเต้าหู้เช่นกัน ในใจของนางก็ยิ่งบังเกิดความรู้สึกซาบซึ้งและเคารพเลื่อมใสอย่างบอกไม่ถูก

นางจะตั้งใจปรุงต้มซุปหัวปลาเต้าหู้หม้อนี้ให้อร่อยที่สุด

ภายในร้าน บริเวณโต๊ะเล็กริมหน้าต่าง ท่ามกลางทิวทัศน์หิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ซีเฟยจิ่งและเยวี่ยเถิงนั่งรับประทานเกี๊ยวไส้ผักกาดดองที่อวบอิ่มโค้งมน แป้งบางไส้แน่นเต็มคำ พลางสนทนากันไปเรื่อยๆ

"เกี๊ยวนี้ห่อเป็นรูปแท่งทองหยวนเป่า ช่างแตกต่างจากที่ร้านอื่นขายยิ่งนัก" ซีเฟยจิ่งรู้สึกแปลกใหม่ ใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวขึ้นมาพิจารณาดูอยู่นานสองนาน ก่อนจะส่งเข้าปาก เคี้ยวเบาๆ เพียงคำเดียวก็ต้องส่งเสียง "เอ๊ะ?" ออกมาด้วยความประหลาดใจ พลางเอ่ย "เกี๊ยวนี้รสชาติดียิ่ง ไส้เนื้อหอมกรุ่นเหลือเกิน"

"ยอดเยี่ยมยิ่ง" เยวี่ยเถิงพยักหน้าเห็นพ้อง เขากินเข้าไปเป็นชิ้นที่สามแล้ว

รสมือของเสิ่นเหนียงจื่อผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ไม่เพียงแต่จะเคี่ยวน้ำซุปเต้าหู้ได้ยอดเยี่ยม แม้แต่เกี๊ยวนี้ก็ยังห่อได้ไร้ที่ติ ผักกาดดองหมักได้ที่กำลังพอเหมาะ เปรี้ยวกลมกล่อมสดชื่น ซาบซ่านไปด้วยกลิ่นหอมของการหมักอย่างลงตัว

เนื้อหมูที่คลุกเคล้าอยู่ในผักกาดดองนั้น ทั้งนุ่มสดและรสชาติซึมลึกเข้าเนื้อ ทุกเส้นใยของเนื้อหมูถูกน้ำผักกาดดองแทรกซึมจนชุ่มฉ่ำ สามารถผสานกลิ่นหอมเปรี้ยวสดชื่นเข้ากับความหอมมันของเนื้อหมูได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่างอร่อยล้ำเหลือเกิน!

"เจ้าอย่ามัวแต่ก้มหน้าก้มตากิน ข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาเจ้า" ซีเฟยจิ่งเห็นเยวี่ยเถิงคีบกินชิ้นแล้วชิ้นเล่า เพียงชั่วครู่ก็กินเข้าไปเป็นชิ้นที่หกแล้ว ทว่ายังไม่ยอมปริปากพูดสักคำ จึงรีบเอาข้อศอกกระทุ้งแขนเขาเบาๆ

"องค์ชายหลู่หวางทรงก่อเรื่อง รบเร้าจะติดตามพวกเราสองคนไปหาประสบการณ์ที่ชายแดนให้จงได้ ทรงอยากจะไปเห็นกองทหารม้าของเหลียวและจินด้วยพระเนตรตนเอง ได้ยินว่าพระพันปีถูกพระองค์รบกวนจนพระอาการปวดพระเศียรแทบจะกำเริบ เกือบจะทรงยินยอมตามพระทัยอยู่แล้ว เจ้าว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไรดี"

เยวี่ยเถิงยังคงก้มหน้าก้มตากินเกี๊ยว กัดหนึ่งคำแล้วจิ้มน้ำส้มสายชูอีกนิด กินอย่างใจจดใจจ่อจนไม่มีเวลาว่างจะตอบคำ

ซีเฟยจิ่งมองดูแล้วถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "เยวี่ยเถิง! อีกประเดี๋ยวก็ต้องเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงหลวงแล้ว เจ้าช่วยให้คำตอบที่แน่ชัดแก่ข้าเสียทีสิ ประเดี๋ยวในงานเลี้ยง ข้าจะได้ร่วมมือกับเจ้าเป็นแนวร่วมเดียวกันคัดค้านได้อย่างพร้อมเพรียง"

"คำเดียว ยื้อ" เยวี่ยเถิงกลืนเกี๊ยวลงคอ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่พูดคุยกันไม่กี่ประโยคนี้ เกี๊ยวในจานตรงหน้าของเขาก็เกือบจะเกลี้ยงแล้ว เขาจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "สองคำ แอบหนี พ้นปีใหม่ไปแล้วพวกเราต้องออกเดินทาง อย่าให้องค์ชายหลู่หวางล่วงรู้เป็นอันขาด อาศัยช่วงเวลาที่ฟ้ายังไม่สว่าง รีบควบม้าออกเดินทางไปอย่างเงียบๆ ก็สิ้นเรื่อง"

"มีเหตุผล มีเหตุผลยิ่ง" ซีเฟยจิ่งคิดในใจ พอกินเกี๊ยวไส้ผักกาดดองเข้าไป เยวี่ยเอ้อร์ผู้นี้ก็ดูเฉลียวฉลาดขึ้นมาทันตาเห็น เขารีบยื่นตะเกียบไปคีบกินอีกสองชิ้น หากไม่รีบลงมือ ตะเกียบช้าไปเพียงนิดเดียว เกี๊ยวคงถูกเยวี่ยเถิงกวาดกินจนเกลี้ยงจานเป็นแน่แท้

อืม อร่อยเหลือเกินจริงๆ เดิมทีซีเฟยจิ่งมิได้ชอบกินเกี๊ยวไส้ผักกาดดองมากมายอันใด แต่วันนี้ได้ลิ้มลองกลับกลายเป็นความสุขใจที่เหนือความคาดหมาย ไส้ที่เสิ่นเหนียงจื่อคลุกเคล้า คล้ายกับมีกากหมูทอดกรุบกรอบหอมมันซ่อนอยู่ด้วย หอมเหลือเกิน เหตุใดนางจึงทำออกมาได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้นะ

เชิงอรรถ

  • [1] ทะเลทรายกว้างควันโดดเดี่ยวพุ่งตรง แม่น้ำยาวไกลอาทิตย์อัสดงกลมโต (大漠孤烟直,长河落日圆) : วรรคทองจากบทกวี "สู่ชายแดน" (使至塞上) ของหวังเหวย กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง พรรณนาทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่และเวิ้งว้างของดินแดนประชิดชายแดน
  • [2] คั่วข้าวเหนียวเพื่อทำนาย เรียกว่า ปั๋วโหลว (炒糯谷以卜,谷名勃娄) : ประเพณีโบราณในวันส่งท้ายปีเก่า นิยมนำเมล็ดข้าวเหนียวทั้งเปลือกมาคั่วในกระทะ เมล็ดข้าวที่แตกพองออกเป็นดอกสีขาวเรียกว่า 'ปั๋วโหลว' ใช้ทำนายความอุดมสมบูรณ์และเคราะห์ภัยในปีใหม่
  • [3] แปดชามคว่ำ (八大扣碗 — ปาต้าโค่วหว่าน) : สำรับอาหารมงคลดั้งเดิมของชาวจีนแถบจงหยวน นิยมนำเนื้อสัตว์ ผัก และเครื่องปรุงต่างๆ มาจัดเรียงลงในชามกระเบื้องแล้วนำไปนึ่งจนเปื่อยนุ่มเข้าเนื้อ เมื่อจะเสิร์ฟจึงคว่ำชามลงบนจาน ก่อเกิดเป็นอาหารจานเนื้อที่มันวาวสวยงามและส่งกลิ่นหอมกรุ่น

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/78

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย