ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง
ตอนที่ 82 — ตอนที่ 82 ความลับของการเลียนแบบ
พริบตาเดียวก็ล่วงเลยพ้นวันที่สิบเดือนอ้ายมาแล้ว
ฟ้าเพิ่งจะสาง แผ่นประตูกระดานของร้านทังปิ่งสกุลคังก็ถูกปลดลง ลมหนาวพัดกรรโชกปะทะใบหน้า หลงจู๊คังอดไม่ได้ที่จะกระชับเสื้อคลุมนวมหนาบนกายให้แน่นขึ้น เขาพิงขอบประตู ทอดสายตามองไปยังตลาดบนท้องถนนที่เริ่มมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาด้วยความหม่นหมองใจ
เทศกาลโคมไฟหยวนเซียวใกล้จะมาถึง ตลาดและถนนหนทางทั่วทั้งเมืองหลวงเปี้ยนจิงเริ่มแขวนโคมไฟพาดข้ามถนน บนถนนหลวงอวี้เจียก็เริ่มขนส่งท่อนไม้ไผ่ บรรดาช่างฝีมือต่างจุดตะเกียงเร่งทำงานทั้งวันทั้งคืน กำลังจะสร้างโคมไฟภูเขาอ๋าวซาน [1] ที่สูงถึงสิบหกจั้ง กว้างสามร้อยหกสิบห้าก้าว เมื่อถึงเวลานั้น บนภูเขาโคมไฟจะผูกประดับด้วยผ้าไหมหลากสี แขวนโคมไฟดอกไม้นับร้อยนับพันดวง แสงสีทองและเขียวมรกตส่องประกายสอดประสานกัน ตระการตายิ่งนัก
ทว่าปีนี้หลงจู๊คังกลับไม่มีอารมณ์จะไปชมโคมไฟเลยแม้แต่น้อย
เขาเดินไปหยิบที่โกยผงกับไม้กวาดจากเรือนด้านหลัง ค่อยๆ กวาดหิมะที่ทับถมอยู่บนขั้นบันไดหน้าร้าน ยามนี้บนท้องถนนมีพ่อค้าหาบเร่ที่แขวนโคมไฟดอกไม้เต็มตัว แบกคานหาบเดินลัดเลาะไปมาแล้ว ยังมีเด็กซุกซนอีกไม่น้อยที่ตื่นแต่เช้าตรู่มาจุดประทัด ขว้างปาประทัดดอกไม้ไฟลูกเล็กๆ ที่ตกลงพื้นแล้วส่งเสียงดังเปรี้ยงปร้าง
ทุกครั้งที่เขากวาดไม้กวาดลงไป ข้างหูก็จะได้ยินเสียงประกายไฟพุ่งวาบ "ซ่า" ตามด้วยเสียงระเบิด "ปัง" ดังสะท้อนกังวาน เด็กๆ วิ่งไล่กวดหยอกล้อกันประดุจฝูงลูกแกะตัวน้อย วิ่งตัดผ่านหน้าเขาไปเป็นระลอก
หลงจู๊คังกวาดพื้นไปรอบหนึ่ง ก่อนจะยืดหลังตรง เดินกลับเข้าไปในร้านที่แสนจะเงียบเหงาวังเวง เขายืนอยู่นิ่งๆ ครู่หนึ่ง แล้วจึงเช็ดโต๊ะบัญชีหน้าร้านรวมถึงโต๊ะเก้าอี้ เทศกาลหยวนเซียวยังไม่พ้นผ่าน บรรดาลูกจ้างและพ่อครัวในร้านล้วนไม่อยากกลับมาเริ่มทำงาน ดังนั้นเรื่องหยุมหยิมพวกนี้จึงทำได้เพียงลงมือทำด้วยตนเอง
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พ่อครัววังผู้พาดกระเป๋าผ้าพื้นเมืองย้อมครามไว้บนบ่า ก็กำลังหาวหวอดๆ เดินเลี้ยวมาจากหัวมุมถนน พอเห็นว่าประตูร้านสกุลคังเปิดออกแล้ว จึงรีบสาวเท้าให้เร็วขึ้น ครั้นก้าวเข้าไปข้างใน ก็เห็นเพียงหลงจู๊คังกำลังง่วนอยู่คนเดียวในร้าน
แผ่นหลังหนาใหญ่ที่ห่อหุ้มอยู่ใต้ผืนผ้าไหมดูเปล่าเปลี่ยวและเงียบเหงาอยู่บ้าง
พ่อครัววังรีบปรี่เข้าไปแย่งผ้าขี้ริ้วในมือของหลงจู๊คังมาถือไว้ ชำเลืองมองสีหน้าอมทุกข์ของอีกฝ่าย อดถามไม่ได้ว่า "หลงจู๊ เหตุใดปีนี้ท่านถึงเรียกข้ากลับมาทำงานเร็วเช่นนี้เล่า เทศกาลซ่างหยวนยังไม่ทันพ้นไปเลยนะขอรับ"
ปีก่อนๆ ต้องรอให้พ้นเทศกาลซ่างหยวนไปแล้ว จึงจะถือเป็นเวลาเปิดร้านทำงานอย่างเป็นทางการ
กระทั่งยังมีร้านค้าอีกไม่น้อยที่แม้จะพ้นเทศกาลซ่างหยวนไปหลายวันก็ยังไม่เปิดทำงาน พ่อครัววังนับเป็นคนที่อาศัยอยู่ใกล้ที่สุดในบรรดาพ่อครัวทั้งห้าคนของร้านสกุลคัง บ้านของเขาอยู่ในเมืองชั้นใน ดังนั้นพอหลงจู๊คังไปตามหา เขาใคร่ครวญดูว่าที่บ้านยังไม่มีธุระอันใด ทั้งยังสามารถหาเงินเพิ่มได้อีก จึงได้รับปากตกลงมา
ทว่าในใจเขากลับสงสัยยิ่งนัก การเปิดร้านทำงานเร็วย่อมเป็นผลดีต่อตัวเขา ไม่ว่าจะทำมากหรือน้อยก็ได้ค่าแรงคิดเป็นวันเท่าเดิม ทว่ายามนี้กำลังอยู่ในช่วงเทศกาลที่ผู้คนต่างไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนญาติมิตร จะมีลูกค้าที่ไหนแวะเวียนมาอุดหนุนเล่า
หลงจู๊คังทำได้เพียงทอดถอนใจ "เจ้าคิดว่าข้าอยากทำเช่นนี้หรือ"
เขาก็ไม่อยากทำเช่นกัน!
คำพูดนี้ทำเอาพ่อครัววังงุนงงไปหมด
"หลงจู๊ ท่านเอ่ยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน พูดจาชวนให้คนฟังไม่เข้าใจ ในเมื่อไม่อยากเปิดร้านทำการค้าเร็วเช่นนี้ ก็หยุดพักผ่อนต่ออีกสักสองสามวันสิขอรับ นี่เป็นร้านของท่านเอง อยากเปิดกี่วันก็ย่อมทำได้ ไม่มีใครเอาดาบมาจ่อคอบังคับให้ท่านเปิดร้านเสียหน่อยมิใช่หรือ"
หลงจู๊คังกลอกตาสองข้างขึ้นด้านบน ชี้นิ้วไปที่ใบหู "ใครบอกว่าไม่มี เจ้าฟังดูสิ"
พ่อครัววังหุบปาก เลียนแบบหลงจู๊คังโดยการเอียงหูตั้งใจฟัง
ท้องฟ้าสว่างโร่แล้ว หิมะก็หยุดตก ตลาดบนท้องถนนเริ่มคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นเรื่อยๆ เสียงเล่านิทานและเสียงขับร้องเพลงจากย่านหว่าจื่อแว่วลอยมา พ่อครัววังฟังแล้วกลับไม่ได้ยินสิ่งผิดปกติอันใด "เสียงอะไรหรือขอรับ"
"เจ้าฟังให้ละเอียดสิ ได้ยินเสียงกระดิ่งหรือไม่" หลงจู๊คังเอ่ยพลางเดินไปที่ริมประตู
พ่อครัววังเดินตามไป ข่มความใจร้อนเงี่ยหูฟังต่อไป
คราวนี้ได้ยินแล้วจริงๆ มีเสียงกระดิ่งดังแว่วมาเบาๆ ลอยเข้าหู เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่าเสียงกระดิ่งแล้วอย่างไร ทว่ากลับเห็นหลงจู๊คังเชิดคางชี้ไปด้านนอก เอ่ยด้วยน้ำเสียงระโหยโรยแรงว่า "โน่นแน่ะ มาแล้ว เจ้าดูเอาเองเถิดจะได้รู้"
ท่ามกลางเสียงกระดิ่งใสกังวาน ชายคนหนึ่งที่แต่งกายคล้ายลูกจ้างร้านค้าก็ขับเกวียนลาหน้าตาประหลาดคันหนึ่งแล่นมา
ลูกจ้างคนนั้นไม่มีอะไรแปลก แต่งกายอย่างคนธรรมดาทั่วไป หน้าตาก็เรียบๆ ธรรมดา
ลาที่ลากเกวียนก็เป็นลาขนสีน้ำตาลเกาลัดอย่างถูกต้องตามแบบแผน ทว่าเจ้าของลาตัวนี้นี่สิ เกรงว่าจะไม่ค่อยถูกต้องตามแบบแผนเท่าใดนัก… บนหัวของลาตัวนั้นสวมหมวกผ้าสีน้ำตาลที่ตัดเย็บขึ้นเป็นพิเศษ ด้านบนยังใช้ด้ายไหมสีเหลืองดอกแอปริคอตปักเป็นลวดลายเป่าเซียงฮวา ตรงมุมยังปักตัวอักษร 'สืออี' เอาไว้สองตัว
ที่คอของลาก็ผูกผ้าพันคอสามเหลี่ยมที่ทำจากผ้าชนิดเดียวกันและปักลวดลายแบบเดียวกัน ใต้ผ้าพันคอยังมีกระดิ่งใบใหญ่ที่มีป้ายชื่อห้อยอยู่ และเสียงกระดิ่งที่ดังกริ๋งกรั๋งตลอดทางก็ดังขึ้นตามจังหวะก้าวเดินของเจ้าลาตัวนี้นี่เอง
ส่งผลให้เจ้าลาตัวนี้ถูกแต่งองค์ทรงเครื่องคล้ายกับคุณชายผู้มีหน้ามีตา ดูภูมิฐานโก้หรูประหนึ่งคนในคราบลาอย่างแท้จริง
เจ้าของลานี่ช่างว่างจนไร้เรื่องทำจริงๆ พ่อครัววังมองดูจนหางตากระตุกยิกๆ
ไม่เพียงเท่านั้น เกวียนที่ลาลากอยู่นั้นคล้ายกับลากหีบใบใหญ่ใบหนึ่ง ตัวเกวียนพื้นราบสองล้อ ด้านบนมีแผ่นไม้ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ตอกลิ่มไม้เข้าสลักกันสนิทไร้รอยต่อ ด้านบนมีฝาปิดและมีที่จับสำหรับเปิดออกได้
ด้านหลังหีบยังมีที่สำหรับเสียบร่มกระโจมคันใหญ่และป้ายผ้าหน้าร้าน บนผืนร่มกระโจมวาดภาพชามกระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กาลายก้นหอยเป็นวงกลม ภายในชามบรรจุอาหารคาวหวานพูนชามหลากหลายสีสัน ข้างๆ มีป้ายผ้าหน้าร้านที่โบกสะบัดพะเยิบพะยาบท้าสายลม เขียนอักษรตัวใหญ่ไว้หลายตัวว่า "ร้านอาหารจานด่วนสกุลเสิ่น"
บนตัวหีบไม้ของเกวียนยังสลักตัวอักษรไว้ว่า "อร่อยเลิศล้ำ คุ้มค่าราคาสบายกระเป๋า ทั้งหมดนี้อยู่ที่อาหารจานด่วนสกุลเสิ่น" แต้มทาด้วยสีชาดสดใส เมื่อบวกกับเสียงกระดิ่งของลา ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจส่งเสียงนำมาก่อน ทั้งยังดึงดูดสายตาผู้คนด้วยลาประหลาด ป้ายผ้าหน้าร้านแปลกตา และเกวียนอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นเช่นนั้นจริงๆ… พ่อครัววังยืนตะลึงลานจ้องมองอยู่กับที่ครู่ใหญ่ ไม่อาจละสายตาไปได้เลย
กระทั่งเกวียนลาคันนั้นแล่นผ่านหน้าไป เขาจึงหันกลับมาอย่างเลื่อนลอย มองดูสีหน้าของหลงจู๊คังที่เผือดซีดราวกับขี้เถ้า ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า "นี่คือเกวียนลาของร้านทังปิ่งสกุลเสิ่นหรือขอรับ"
หลงจู๊คังพยักหน้าเงียบๆ
พ่อครัววังพอจะรู้หนังสืออยู่บ้าง จึงเอ่ยถามอย่างข้องใจ "ร้านอาหารจานด่วนคือสิ่งใดกัน"
หลงจู๊คังทอดถอนใจยาว "เรื่องมันยาวนัก…" เขาหันตัวกลับมาด้วยสีหน้าเปี่ยมความรันทดระคนชอกช้ำ โบกมือเรียกพ่อครัววัง "เจ้าเข้ามาข้างในก่อนเถิด ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังอย่างละเอียด"
พ่อครัววังเดินตามเข้ามาแต่โดยดี เห็นเพียงหลงจู๊คังลากม้านั่งยาวมาสองตัว พอทั้งคู่นั่งลงเรียบร้อย ประโยคแรกที่หลงจู๊คังเอ่ยออกมา ก็ทำเอาพ่อครัววังสะท้านสะเทือนไปทั้งตัว
"เสิ่นเหนียงจื่อผู้นั้น นับแต่วันชิวอิกต้นปีเป็นต้นมา ไม่เคยหยุดพักเลยแม้แต่วันเดียว จนถึงวันนี้ นางยังคงง่วนอยู่กับกิจการใหม่ที่เรียกว่าอาหารจานด่วนและสำรับอาหารรวมกลุ่มสั่งนั่นไม่หยุดหย่อน"
ไม่หยุดพักเลยหรือ! พ่อครัววังตกตะลึงอย่างยิ่ง
เทศกาลปีใหม่เชียวนะ! วันที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในรอบปี นางกลับไม่ยอมหยุดพักการค้าเลยงั้นหรือ
"ความจริงแล้วสำรับอาหารรวมกลุ่มสั่งนั่น นางก็แค่ทำกับข้าวผัดง่ายๆ ขึ้นมา ไม่ได้มีอะไรแปลกพิสดาร เพียงแต่อาหารพวกนี้เริ่มแรกทำขึ้นส่งให้พวกทหารเซียงจวินกิน ราคาก็ย่อมเยาคุมได้ สบายกระเป๋ากว่าร้านอาหารข้างนอกตั้งหลายอีแปะ นางเริ่มส่งให้แถวหอสังเกตการณ์สะพานเหนือก่อน ทั้งทำทั้งส่ง กวาดเอาการค้าของพวกอันธพาลรับจ้างส่งของไปเสียสิ้น ไม่นึกเลยว่าจะทำจนมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาได้ ต่อมาครูฝึกที่ดูแลแถบสะพานโจวเฉียวก็มาตามหานาง นางจึงต้องวิ่งวุ่นส่งถึงสองแห่ง จากนั้นข้ายังได้ยินมาว่า ตลอดทั้งเดือนอ้ายนี้นางตระเวนจ้างพ่อครัวและลูกจ้างไปทั่ว แม้ยังจ้างพ่อครัวไม่ได้ แต่ก็ยังอุตส่าห์ว่าจ้างเด็กหนุ่มกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่ชั่วคราวมาสองคนคอยช่วยส่งอาหาร ยามนี้ยิ่งร้ายกาจขึ้นไปอีก เมื่อสองสามวันก่อน พอสำนักงานนายหน้าเช่าอสังหาริมทรัพย์เปิดทำการ นางก็รีบไปหาเย่าหลัวเก๋อทันที คิดจะเช่าร้านใหม่อีกแห่งแล้ว"
พ่อครัววังในที่สุดก็เข้าใจกระจ่าง กิจการนี้ฟังดูเข้าทีไม่เลวทีเดียว ผู้คนมากมายยามงานยุ่งมักต้องไปว่าจ้างพวกอันธพาลว่างงานให้ช่วยส่งอาหาร ทั้งยุ่งยากทั้งสิ้นเปลืองเงินทอง เสิ่นเหนียงจื่อผู้นี้เล่า… พ่อครัววังเลื่อมใสจากก้นบึ้งของหัวใจ นับตั้งแต่เรื่องปลาย่างเมื่อคิมหันตฤดูเป็นต้นมา นางก็ช่างสรรหาวิธีพลิกแพลงทำสิ่งใหม่ๆ ไม่หยุดหย่อน
คราวนั้น หลงจู๊คังยังคิดจะเล่นงานสั่งสอนนาง ใครจะคาดคิดว่าตนเองกลับต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ภายหลังร้านสกุลคังก็อยากจะเลียนแบบลูกเล่นของร้านสกุลเสิ่นบ้าง ทว่าสุดท้ายกลับต้องปิดฉากลงอย่างซบเซาและเร่งรีบ กลายเป็นเรื่องน่าขันของการลอกเลียนแบบคนอื่น ยามนี้ร้านสกุลคังก็มีบัตรลูกค้าคนสำคัญเช่นกัน ทว่าคนทำบัตรกลับมีเพียงหยิบมือ คนที่ฝากกับข้าวยิ่งน้อยลงไปอีก หากสาวไปถึงต้นตอ ก็ยังคงเป็นเพราะร้านสกุลคังไม่มีฝีมือปลายจวักอันไร้ผู้เทียมทานเหมือนเช่นเสิ่นเหนียงจื่อ ทั้งยังไม่มีกับข้าวเอกประจำร้านที่ผู้คนกินแล้วติดอกติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นหรือโด่งดังเป็นพลุแตก ดังนั้นเมื่อจัดกิจกรรมเหล่านี้ขึ้นมา จึงยากที่จะบรรลุผลลัพธ์ได้อย่างร้านสกุลเสิ่น
แม้ฤดูหนาวจะไม่มีปลาย่างแล้ว ทว่าเสิ่นเหนียงจื่อก็รังสรรค์เป็ดย่างขึ้นมา ทุกวันยังคงขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ยามนี้เกรงว่าคนที่มาฝากเป็ดจะมีมากกว่าคนที่เคยฝากปลาเสียอีก ด้วยว่าเป็ดในแต่ละวันมีจำนวนจำกัด หากวันไหนกินไม่ทัน ก็ยอมจ่ายเงินฝากเอาไว้ วันพรุ่งนี้มาแต่เช้าย่อมได้กินแน่นอน ทั้งนี้เป็นเพราะเสิ่นเหนียงจื่อมักจะพูดจาหว่านล้อมมอมเมาผู้คนจนเคลิบเคลิ้ม นางมักกล่าวว่า "ท่านคือสมาชิกระดับแพลทินัมผู้ทรงเกียรติของร้านสกุลเสิ่น ย่อมต้องได้รับสิทธิพิเศษก่อนอยู่แล้ว"
วาจาเช่นนี้ทำให้บรรดาลูกค้าที่ถือบัตรมากินเป็ด รู้สึกว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้อื่นขึ้นมาหนึ่งขั้น ยามก้าวเดินล้วนยืดอกเชิดหน้า ก้าวย่างอย่างสง่าผ่าเผย
ได้ยินว่านางยังควักเงินซื้อที่ดินบึงน้ำแถบชานเมืองไปสิบหมู่ เตรียมการจะเลี้ยงเป็ดด้วยตนเองอีกด้วย
ยามนี้ฟาร์มเป็ดยังสร้างไม่ทันเสร็จ นางก็สาละวนกับการเปิดสาขาใหม่ ทำอาหารจานด่วนเสียแล้ว พ่อครัววังส่ายหน้า ไม่รู้จริงๆ ว่าสมองของนางเติบโตมาอย่างไร เหตุใดจึงไม่เหมือนกับคนธรรมดาสามัญอย่างพวกตน ความคิดสดใหม่ผุดขึ้นมาทีละเรื่อง และยังสามารถทำให้สำเร็จได้ทั้งหมดอีกด้วย
ทว่าเรื่องที่เสิ่นเหนียงจื่อจะทำอาหารจานด่วนนั้น พอพ่อครัววังครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วกลับไม่ประหลาดใจเท่าใดนัก… บางทีตั้งแต่ตอนที่นางทำทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปออกมา นางอาจจะคิดวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำอาหารจานด่วนในวันข้างหน้ากระมัง การใช้ทังปิ่งกึ่งสำเร็จรูปหยั่งเชิงดูว่าเมืองหลวงเปี้ยนจิงมีความต้องการอาหารที่สะดวกรวดเร็วเช่นนี้หรือไม่ นางต้องสังเกตเห็นว่าตลาดมีความต้องการสูง อีกทั้งยังสะสมเงินทองได้ก้อนหนึ่ง จึงลงมือทำทันที ยามนี้ร้านอาหารจานด่วนเปิดตัวขึ้นมา ก็ดูคล้ายกับเป็นหนึ่งในก้าวของการวางแผนระยะยาว
เมื่อคิดจนกระจ่างแจ้ง ทั้งพ่อครัววังและหลงจู๊คังต่างทอดถอนใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
หลงจู๊คังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความเสียดายและอาลัยอาวรณ์ "ข้ามีญาติมิตรคนหนึ่งเป็นเสมียนอยู่ในที่ว่าการ เป็นลูกพี่ลูกน้องของสามีหลานสาวข้า เมื่อวันก่อนเขามากินข้าวที่ร้าน บอกว่าอาหารจานด่วนของเสิ่นเหนียงจื่อส่งเข้าไปถึงในที่ว่าการแล้ว อีกทั้งพวกเขายังเล่าว่า หวังฝูอิ่นมักจะซื้อเป็ดย่างร้านสกุลเสิ่นไปแบ่งให้ทุกคนในที่ว่าการกินอยู่บ่อยครั้ง ถึงขั้นมีคนร่ำลือกันว่า ในงานเลี้ยงพระราชทานคืนส่งท้ายปีเก่าของวังหลวงปีนี้ บนโต๊ะเสวยก็ยังมีเป็ดย่างของร้านสกุลเสิ่นด้วย เสิ่นเหนียงจื่อผู้นี้เข้าตาของกวนเจียและบรรดาขุนนางชั้นสูงแล้ว สามัญชนตัวเล็กๆ อย่างพวกเรา ยากจะไปสั่นคลอนนางได้จริงๆ วันข้างหน้า กิจการของร้านสกุลคังเกรงว่าจะยิ่งทำได้ยากขึ้น ร้านนี้ข้าก็เช่าเขามา หากไปไม่ไหวจริงๆ ถึงตอนนั้นคงต้องปิดร้านแล้วกลับบ้านเกิดกระมัง"
พ่อครัววังตกใจอย่างยิ่ง "เหตุใดจึงถึงขั้นนั้นได้เล่าขอรับ ก่อนสิ้นปีลูกค้าในร้านเราก็ยังคึกคักอยู่มิใช่หรือ" แม้ว่าเมื่อเทียบกับก่อนที่ร้านสกุลเสิ่นจะเปิด ลูกค้าจะลดน้อยลงไปเกินครึ่งก็ตาม
หลงจู๊คังกลับมองโลกในแง่ร้าย "ร้านสกุลเสิ่นไม่เหมือนหอฟ่านโหลว หอฟ่านโหลวนั้นสูงส่งเกินเอื้อม เป็นสถานที่เข้าออกของเหล่าตระกูลร่ำรวยสูงศักดิ์ ส่วนร้านสกุลเสิ่นกับพวกเราต่างทำมาหากินอยู่ในตลาดชาวบ้าน อยู่ใกล้กัน ทั้งยังทำมาค้าขายกับชาวบ้านตาดำๆ เหมือนกัน ร้านเรากับร้านสกุลเสิ่นยังเป็นร้านทังปิ่งเหมือนกันอีก ในเมื่อยามนี้ทำสู้เขาไม่ได้ ย่อมต้องค่อยๆ เสื่อมถอยไปเป็นธรรมดา เจ้าไม่ได้ตรวจสมุดบัญชีย่อมไม่รู้ ข้าตรวจบัญชีรอบครึ่งปีหลังมาแล้ว หักลบค่าเช่า ค่าจ้างลูกจ้าง และค่าน้ำพักน้ำแรงซื้อผักซื้อเสบียง แทบจะไม่เหลืออะไรเลย ด้วยเหตุนี้ข้าจึงรู้สึกสะท้อนใจ วันนี้ประจวบเหมาะกับที่เจ้ารับคำเชิญของข้ามาแต่เช้า ข้าจึงเปิดอกพูดคุยกับเจ้าจากใจจริง เห็นลูกค้าลดน้อยถอยลงทุกวัน วันข้างหน้าข้าก็คงไม่ต้องใช้พ่อครัวมากมายถึงเพียงนี้ พ้นเทศกาลหยวนเซียวไปแล้ว ข้าคงต้องปลดพ่อครัวและลูกจ้างออกสักสองคนเป็นแน่"
พ่อครัววังพลอยรู้สึกใจหายและเศร้าสลดไปด้วย แม้ว่าหลงจู๊คังจะเอ่ยคำนี้ต่อหน้า ย่อมหมายความว่าคงไม่ปลดตนเองออก ทว่าในใจเขากลับยังคงกระวนกระวายใจอยู่บ้าง หากร้านสกุลคังยิ่งทรุดโทรมเงียบเหงาลงไปเรื่อยๆ วันข้างหน้าตนเองก็คงต้องหาเถ้าแก่คนใหม่
ในใจของเขาพลันหนักอึ้งขึ้นมาในทันที
"สู้ไม่ได้ก็จนปัญญา หากเสิ่นเหนียงจื่อมิใช่คู่แข่งของร้านสกุลคัง ข้าคงชื่นชมนางจากใจจริง สตรีเพียงคนเดียว ทั้งยังเป็นภรรยาที่ถูกหย่าร้าง กลับสามารถสร้างความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น รสมือของนางยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ทว่ากลับไม่เคยพึงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ทั้งยังขยันขันแข็งจนผู้คนต้องอ้าปากค้าง เจ้าว่าข้าจะทำอย่างไรได้เล่า"
เทียบฝีมือก็สู้ไม่ได้ เทียบความขยันยิ่งสู้ไม่ติด
เขายอมแพ้แล้ว!
หลงจู๊คังตบไหล่พ่อครัววังเบาๆ พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "ไม่พูดแล้ว เจ้าไปเตรียมผักในครัวหลังร้านเถิด หวังเพียงว่าจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาจริงๆ"
ทว่าพ่อครัววังกลับไม่ขยับตัว เขาครุ่นคิดดูแล้ว หลงจู๊คังมีบุญคุณชุบเลี้ยงเขา ยามมองดูท่าทางซึมเซาหดหู่ของหลงจู๊คัง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะดึงชายแขนเสื้อของหลงจู๊คังไว้ "หลงจู๊ โปรดช้าก่อนขอรับ"
หลงจู๊คังเอี้ยวตัวกลับมา "มีเรื่องอันใดหรือ"
"หลงจู๊เคยคิดหรือไม่ขอรับ ว่าพวกเราจะทำอาหารจานด่วนเลียนแบบร้านสกุลเสิ่นดูบ้าง" พ่อครัววังเสนอแนะอย่างตรงจุด "กิจการในร้านไม่สู้ดี พวกเรามีทั้งพ่อครัวและลูกจ้าง มิสู้หันมาทำอาหารจานด่วนดูเล่า หลงจู๊เองก็รู้จักคนตามโรงงานช่างฝีมืออยู่ไม่น้อยมิใช่หรือขอรับ ท่านบอกว่าเสิ่นเหนียงจื่อผูกขาดการค้าของพวกเซียงจวินและที่ว่าการไปแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ไปแย่งชิงกับนาง ร้านอาหารจานด่วนของนางต่อให้ทำได้ดีเพียงใด ก็ไม่มีทางส่งอาหารได้ทั่วทั้งเมืองหลวงเปี้ยนจิง นางรับผิดชอบบริเวณแถบนี้ ร้านอาหารจานด่วนของพวกเรารับผิดชอบบริเวณแถบอื่น เพียงเท่านี้พวกเราก็ไม่จำต้องปิดร้านแล้ว"
หลงจู๊คังชะงักไป "ทำเช่นนี้จะเหมาะหรือ จะถูกเสิ่นเหนียงจื่อบุกมาด่าทอทุบตีถึงร้านหรือไม่"
พ่อครัววังกลับคิดว่าไม่เป็นไร "เรื่องนี้มิใช่การลักขโมยตำรับอาหารหรือสูตรลับประจำตระกูลของผู้อื่นเสียหน่อย แม้ว่าพวกเราจะเลียนแบบตามหลังเขาอยู่ร่ำไป ดูต่ำชั้นไปบ้าง ชื่อเสียงไม่ค่อยน่าฟัง ทว่าวันข้างหน้าย่อมต้องมีร้านอื่นเลียนแบบเสิ่นเหนียงจื่ออยู่วันยังค่ำ ไม่ใช่พวกเรา ก็ต้องเป็นคนอื่นอยู่ดี แล้วเหตุใดพวกเราต้องกอดศักดิ์ศรีเอาไว้แล้วยอมทนหิวโหยเล่าขอรับ ฉวยโอกาสตอนที่เสิ่นเหนียงจื่อเพิ่งจะเริ่มต้น พวกเราก็ขอแบ่งน้ำแกงสักถ้วยเถิด รอจนเสิ่นเหนียงจื่อเปิดร้านใหม่และว่าจ้างพ่อครัวได้แล้ว ถึงตอนนั้นเกรงว่าพวกเราคิดจะสอดมือเข้าไปก็คงไม่มีโอกาสแล้ว"
หลงจู๊คังคิดตามแล้วเห็นว่ามีเหตุผลยิ่งนัก จึงคว้ามือพ่อครัววังด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ "เจ้าช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก โชคดีจริงๆ ที่มีเจ้า! เช่นนั้นวันนี้ข้าจะไปสอบถามเรื่องนี้ที่โรงสาวไหมที่คุ้นเคยกันดูสักหน่อย"
กล่าวจบ หลงจู๊คังก็เดินกลับเข้าห้องไปหยิบหมวก เปลี่ยนเสื้อผ้าตัวดีสำหรับพบปะผู้คน แล้วรีบร้อนออกไปในทันที
พ่อครัววังมองตามแผ่นหลังของเขาพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก หวังว่าการดิ้นรนสู้ครั้งสุดท้ายของหลงจู๊คังจะราบรื่นสมปรารถนา เขาทำงานอยู่ที่ร้านสกุลคังมาเนิ่นนานจนเคยชินแล้ว ไม่อยากเปลี่ยนไปหาเถ้าแก่คนใหม่เลยจริงๆ
เสิ่นเหมี่ยวไม่รู้เลยว่ามีคนเริ่มเลียนแบบตามรอยนางเสียแล้ว ยามนี้นางกำลังเดินตามเย่าหลัวเก๋อไปดูทำเลร้านค้า
คราวนี้ทำเลร้านเลือกไว้บนถนนเส้นตรงกลางระหว่างถนนหลวงอวี้เจียกับสะพานจินเหลียง มุ่งหน้าขึ้นเหนือสามารถไปถึงที่ว่าการเมืองไคเฟิง มุ่งหน้าลงใต้ก็สะดวกต่อการส่งกับข้าวไปยังหอสังเกตการณ์ของพวกเซียงจวิน
ทว่าสำหรับเรื่องที่มีคนเลียนแบบนั้น นางมีลางสังหรณ์อยู่แต่แรกแล้ว
อาหารจานด่วนไม่อาจผูกขาดได้ ย่อมต้องกลายมาเป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง ยิ่งเป็นยุคสมัยที่การค้าเจริญรุ่งเรืองก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น ดังนั้นนางจึงไม่เคยวิตกกังวลในเรื่องนี้ เพราะการจะทำสำรับอาหารรวมกลุ่มสั่งให้ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย
สำรับอาหารรวมกลุ่มสั่งดูผิวเผินเหมือนทำอาหารจานด่วน คล้ายกับไม่ต้องใช้ฝีมือเทคนิคชั้นสูงอันใด ทว่าแท้จริงแล้วหัวใจสำคัญอยู่ที่การให้บริการอันละเอียดประณีตและใส่ใจ คุณค่าที่แท้จริงมิได้อยู่ที่ว่ากับข้าวต้องอร่อยเลิศล้ำเพียงใด แน่นอนว่ารสชาติของกับข้าวก็ย่อมต้องไม่แย่ ทว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้า' นั้นยิ่งเป็นกุญแจสำคัญกว่า
เนื่องจากตลาดของสำรับอาหารรวมกลุ่มสั่งนั้นค่อนข้างแคบ เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่ชัดเจน
การทำอาหารให้อร่อย ย่อมสามารถมัดใจกระเพาะของคนกลุ่มนี้ได้ แต่การใส่ใจในรายละเอียด ยิ่งสามารถมัดใจพวกเขาได้อย่างแท้จริง!
คนภายนอกที่มองดูนางทำสิ่งนี้ อาจเห็นเป็นเพียงแค่การจ้างคนมาคนหนึ่ง ผัดกับข้าวสักอย่าง แล้วนำอาหารไปส่ง ดูเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ทว่าในทุกย่างก้าวนั้น นางกลับดำเนินไปอย่างระมัดระวังรอบคอบยิ่งนัก มุ่งมั่นทำให้ดีในทุกรายละเอียด
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่นางเองก็เพิ่งจะเริ่มต้น ยังคงต้องคลำก้อนหินข้ามแม่น้ำ [2] ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร นางเคยผ่านประสบการณ์และบทเรียนในชาติก่อนมาแล้ว หากทำสำรับอาหารรวมกลุ่มสั่งได้ไม่ดี ยามขาดทุนก็ย่อมขาดทุนอย่างมหาศาล ไม่แน่อาจจะฉุดดึงตนเองให้ตกลงไปในหลุมพรางลึกได้ในพริบตา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดทันทีที่เสิ่นเหมี่ยวสังเกตเห็นปัญหาเรื่องภาชนะใส่อาหาร นางจึงต้องรีบหาหนทางปรับเปลี่ยนแก้ไขในทันที
กล่องใส่อาหารประณีตงดงามหรือไม่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออาหารจานด่วน หลังจากสร้างชื่อเสียงในหมู่ทหารเซียงจวินในช่วงนี้ได้แล้ว นางก็ร่วมมือกับหมอความเติ้ง นำของขวัญไปมอบให้แก่ขุนนางฝ่ายปกครองคนสำคัญในที่ว่าการเมืองไคเฟิงหลายคน จนได้รับความเห็นชอบอย่างราบรื่น ขุนนางฝ่ายปกครองผู้นั้นวางท่าสูงส่ง ทอดสายตามองเสิ่นเหมี่ยวอย่างเหยียดหยาม ทั้งยังลูบเคราย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า "นี่เห็นแก่หน้าของท่านเติ้งหรอกนะ แม้ข้าจะเคยได้ยินชื่อเสียงของเสิ่นเหนียงจื่อมาบ้าง ทว่าบางวาจาข้าก็ต้องขอเตือนไว้ก่อน อาหารของเจ้าต้องสะอาดสะอ้าน หากสกปรกเลอะเทอะล่ะก็ จะไม่อนุญาตให้นำเข้ามาส่งอีกเป็นอันขาด"
เสิ่นเหมี่ยวยิ้มพลางย่อกายคารวะ ขอให้เขาโปรดวางใจ
นางถือโอกาสนี้พัฒนายกระดับจานกระเบื้องเคลือบดินเผาสำหรับใส่อาหารกล่องไปสู่รุ่นที่สอง โดยทำจานให้ลึกขึ้น ด้านซ้ายสุดออกแบบเป็นช่องสำหรับวางช้อนและตะเกียบ ถัดมาเป็นช่องทรงกลมและช่องสี่เหลี่ยม ช่องหนึ่งใส่ไข่ อีกช่องหนึ่งใส่เนื้อสัตว์ ตรงกลางเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเป็นพิเศษ สำหรับใส่น้ำจิ้ม หรือผักเคียงจำพวกจ้าไช่หรือผักกาดดอง ถัดจากนั้นเป็นช่องขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับใส่ข้าว เหนือช่องใส่ข้าวขึ้นไปเป็นช่องใส่กับข้าวเจขนาดเท่ากันสองช่อง
นอกจากนี้นางยังกำชับให้เตาเผาเครื่องเคลือบใช้ดินขาวในการปั้นทำ จานที่ทำออกมาเช่นนี้จึงแลดูสะอาดสะอ้านและประณีตงดงาม จานรุ่นที่สองนี้นางนำมาทดลองใช้ในที่ว่าการและย่านหว่าจื่อเป็นหลัก จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อกลุ่มคนเหล่านี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็ได้รับความนิยมชมชอบอย่างล้นหลามจริงๆ
ในเวลาต่อมา เมื่อขุนนางฝ่ายปกครองผู้นั้นได้เห็นจานดินเผาสีขาวเกลี้ยงเกลาสะอาดตาที่เสิ่นเหมี่ยวส่งมา ภายในแบ่งแยกประเภทชัดเจน มีทั้งเนื้อสัตว์และผักจัดวางอย่างสมดุล อีกทั้งอาหารยังครบครันทั้งสี กลิ่น และรสชาติ จึงไม่อาจจับผิดหรือหาข้อตำหนิได้แม้แต่น้อย
แม้ข้าราชบริพารและเสมียนชั้นผู้น้อยในทางลับจะค่อนข้างขัดสน ทว่าภายนอกกลับยังคงต้องการรักษาหน้าตาอันภูมิฐานไว้ ดังนั้นการทำให้พวกเขายังคงรักษาความรู้สึกเหนือกว่าประเภท 'ชะตาชีวิตเป็นสาวใช้แต่วางตัวเป็นคุณหนู' เอาไว้ได้ ย่อมสามารถกุมหัวใจของพวกเขาได้อย่างอยู่หมัด
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เสิ่นเหมี่ยวยังเปิดให้บริการสั่งกับข้าวตามใจชอบ นางมักจะสอบถามพวกทหารเซียงจวินและเหล่าเสมียนอยู่บ่อยครั้งว่าอยากกินกับข้าวชนิดใด จานใส่อาหารอันหรูหราประณีตรวมกับอาหารที่เลือกสั่งได้ตามใจ ย่อมตอบสนองความต้องการของผู้คนในที่ว่าการโบราณได้อย่างพอดิบพอดี
นอกจากที่ว่าการแล้ว เสิ่นเหมี่ยวยังทอดสายตาไปยังย่านหว่าจื่อที่ใหญ่ที่สุดใกล้สะพานจินเหลียง ที่นั่นมีนักแสดงงิ้วและนักเล่านิทานอยู่มากมาย ย่อมต้องการอาหารสำหรับคณะแสดงเช่นนี้อย่างยิ่ง
นักแสดงเอกที่มีชื่อเสียงโด่งดังย่อมมีสาวใช้คอยปรนนิบัติรับใช้ ทว่ายังมีนักแสดงไร้ชื่อเสียงอีกเป็นส่วนใหญ่ที่แต่ละวันขับร้องแสดงงิ้วก็เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสอยู่แล้ว หากมีคนนำอาหารมาส่งให้ถึงที่ ย่อมเป็นเรื่องที่ดียิ่งนัก
เสิ่นเหมี่ยวคิดสองเรื่องในเวลาเดียวกัน นางครุ่นคิดเรื่องงานไปพลาง เดินตามเย่าหลัวเก๋อไปดูร้านค้าหลายแห่งไปพลาง ทว่านางกลับรู้สึกว่าค่าเช่าค่อนข้างแพง ร้านค้าบนถนนหลวงอวี้เจียนั้นราคาสูงกว่าแถบสะพานจินเหลียงขึ้นไปอีกขั้น!
ไม่ว่ายุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน ไม่ว่าในแคว้นหรือต่างแดน ขอเพียงเป็นเมืองหลวง ข้าวของและราคาที่อยู่อาศัยล้วนน่าตกใจทั้งสิ้นจริงๆ
"ยังมีร้านที่เล็กกว่านี้อีกหรือไม่" เสิ่นเหมี่ยวใคร่ครวญแล้วเอ่ยถาม "ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตถึงเพียงนั้นก็ได้"
เรื่องนี้ทำเอาเย่าหลัวเก๋อลำบากใจอยู่บ้าง เขายืนนิ่งคิดอยู่กับที่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะตรงตามความต้องการของเสิ่นเหมี่ยว จึงรีบหันมาถามทันที "เสิ่นเหนียงจื่อจะรังเกียจหรือไม่หากต้องใช้ร้านร่วมกับผู้อื่น มีเจ้าของร้านคนหนึ่งทำการค้าซบเซา อยากจะปล่อยเช่าร้านเพียงครึ่งเดียว เขาใช้แผ่นไม้กั้นแบ่งร้านออกเป็นสองส่วน กระทั่งห้องครัวก็สามารถแบ่งออกเป็นสองห้องได้ เช่นนี้แล้วเสิ่นเหนียงจื่อก็จ่ายค่าเช่าเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น"
นี่มิใช่วิธีการที่ยุคหลังนิยมทำกันหรอกหรือ เสิ่นเหมี่ยวรู้สึกว่าเข้าทียิ่งนัก "สามารถลองไปดูได้"
ทั้งสองจึงมุ่งหน้าไปยังถนนหลวงอวี้เจีย จากระยะไกลเย่าหลัวเก๋อก็ชี้ตำแหน่งให้นางดู เสิ่นเหมี่ยวเขย่งปลายเท้าทอดสายตามอง ทำเลของร้านนั้นนับว่าดียิ่งนัก… อยู่ใกล้กับประตูตงหัวเหมินของวังหลวงเป็นอย่างยิ่ง และห่างจากที่ว่าการเมืองไคเฟิงเพียงไม่กี่ร้อยก้าว เพียงแต่อยู่ห่างจากสะพานจินเหลียงไปสักหน่อย
เสิ่นเหมี่ยวมองไปยังประตูวังหลวง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้อยู่ใกล้วังหลวงถึงเพียงนี้ วันธรรมดาหากไม่มีธุระปะปัง นางย่อมไม่เดินทางมาที่นี่ นางกับเย่าหลัวเก๋อเดินหลบเลี่ยงกลุ่มช่างฝีมือที่กำลังขนส่งท่อนไม้ไผ่ ตรงใจกลางถนนหลวงอวี้เจียกำลังก่อสร้างโคมไฟภูเขาอ๋าวซาน ไม้ไผ่และเชือกป่านระเกะระกะเต็มพื้น จึงดูวุ่นวายสับสนอยู่บ้าง
"ถึงแล้วขอรับ เสิ่นเหนียงจื่อเชิญเข้าไปดูข้างในเถิด" เย่าหลัวเก๋อเดินนำทางอยู่ด้านหน้า
เสิ่นเหมี่ยวก้าวเดินเข้าไปข้างในด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ขณะที่นางกำลังดูร้านอยู่นั้น ภายในพระราชวังหลวง ณ ตำหนักว่านอันกงอันเป็นที่ประทับของไท่โฮ่ว กำลังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเป็ดย่าง
ไท่โฮ่วทรงบำรุงพระวรกายเป็นอย่างดี แม้พระชนมายุจะห้าสิบกว่าพรรษาแล้ว ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกกลับดูคล้ายสตรีวัยสี่สิบต้นๆ เท่านั้น พระนางมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก แม้กาลเวลาจะล่วงเลย ทว่ายังคงแลเห็นเค้าลางความงามสะคราญในวัยเยาว์ได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะคิ้วและดวงตาคู่นั้น งดงามกระจ่างใสดั่งสายน้ำในสารทฤดู
ภายในตำหนัก กรงหอมอุ่นหยกเขียวส่งกลิ่นหอมบางเบาของดอกกุหลาบอบอวล เหล่านางกำนัลที่ยืนปรนนิบัติอยู่สองฝั่งประตูตำหนักต่างกลั้นลมหายใจสงบนิ่ง ลึกเข้าไปในตำหนัก ม่านไข่มุกชั้นแล้วชั้นเล่าทอดตัวลงมา สะท้อนให้เห็นเงาร่างของไท่โฮ่วที่ประทับตระหง่านอยู่เบื้องบนอย่างเลือนราง
วันนี้พระนางสวมฉลองพระองค์ธรรมดา ไม่ได้สวมเครื่องประดับศีรษะที่หนักอึ้ง มีเพียงปิ่นไข่มุกไม่กี่เล่มปักอยู่บนมวยผมทรงมังกรขด ประทับอย่างผ่อนคลายสบายพระทัยอยู่บนเก้าอี้พนักพิงไม้จันทน์แดง ทรงทอดพระเนตรนางในห่อเนื้อเป็ดถวายด้วยรอยแย้มสรวล ทั้งยังตรัสกำชับว่า "ใส่ซานจาเส้นบางๆ นั่นลงไปด้วยเส้นหนึ่ง ไม่ต้องใส่ต้นหอม"
"เพคะ เหนียงเหนียง" นางกำนัลค้อมกาย ใช้ตะเกียบคีบเนื้อเป็ด หนังเป็ด แตงกวา และเส้นซานจา ม้วนด้วยแผ่นแป้งใบบัวที่บางเบาดุจปีกจักจั่น ตลบขอบแป้งกลับลงมาทับไว้ที่ก้น ประคองชูขึ้นเหนือศีรษะอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงย่อเข่าครึ่งหนึ่ง น้อมถวายเป็ดย่างเบื้องพระพักตร์ไท่โฮ่ว
ไท่โฮ่วทรงรับจานมา ท่วงท่ายังคงสง่างามเปี่ยมมารยาท ทรงใช้ตะเกียบคีบขึ้น เสวยอย่างช้าๆ เนิบนาบ
เป็ดย่างนี้โอชารสอย่างแท้จริง เพียงแต่เวลากินค่อนข้างยุ่งยากและดูไม่ค่อยสำรวมเรียบร้อยเท่าใดนัก
นับแต่ไท่โฮ่วได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งพระพันปี ก็ทรงใส่พระทัยในการดูแลรักษาสุขภาพอย่างยิ่ง ยามปกติยึดมั่นในหลักการเสวยไม่อิ่มจนเกินไป รับประทานแต่อาหารรสอ่อน ก่อนเสวยยังต้องนั่งสมาธิครู่หนึ่ง นานทีปีหนจึงจะแตะต้องเนื้อสัตว์
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ต้องเริ่มเล่าจากงานเลี้ยงพระราชทานของวังหลวงในปีนี้
ในงานเลี้ยงคืนส่งท้ายปีเก่า กวนเจียจ้าวป๋ออวิ๋นทรงพระราชทานเป็ดย่างเป็นพิเศษแก่บรรดาขุนนางใกล้ชิดและขุนนางคนสำคัญ จานนั้นใบเล็กนิดเดียว ห่อเป็ดได้เพียงราวๆ สามคำเท่านั้น คิดอยากได้เพิ่มอีกชิ้นก็ไม่มี
เบื้องพระพักตร์ของไท่โฮ่วก็มีวางอยู่หนึ่งจานเช่นกัน เดิมทีพระนางทรงรังเกียจว่ามันเลี่ยนเกินไป จึงไม่อยากขยับตะเกียบ ทว่ากวนเจียที่ประทับอยู่ข้างๆ กลับเสวยอย่างเอร็ดอร่อย กลิ่นหอมฟุ้งกำจายโชยแตะนาสิก ทั้งยังอบอวลอยู่รอบพระนาสิกไม่ยอมจางหาย
พระนางทรงเหลือบมองไปยังพระที่นั่งเบื้องบน ท่าทางของจ้าวป๋ออวิ๋นที่เอร็ดอร่อยราวกับแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วยนั้น ทำให้พระนางทรงรู้สึกอยากอาหารขึ้นมาบ้าง จึงทรงสั่งให้นางกำนัลคอยปรนนิบัติแล้วลองชิมดูสักคำด้วยความกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
ใครจะคาดคิดว่าหลังจากนั้น พระนางกลับเสวยจนหมดเกลี้ยงทั้งจานโดยไม่รู้พระองค์
เรื่องนี้แม้แต่พระนางเองก็ยังทรงตกพระทัยอย่างยิ่ง… พระนางไม่ได้เสวยเนื้อสัตว์ที่เอร็ดอร่อยถึงเพียงนี้มาเนิ่นนานแล้ว
จ้าวป๋ออวิ๋นเสวยไปได้ครึ่งหนึ่ง พลันเอี้ยวพระพักตร์มองดู เห็นไท่โฮ่วเสวยเป็ดจนเกลี้ยงจานเช่นกัน ก็ทรงตกพระทัยอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อทรงแอบสั่งให้เหลียงเชียนออกไปซื้อเป็ดย่าง จึงกำชับให้ซื้อเพิ่มอีกครึ่งตัว เพื่อนำมาถวายแสดงความกตัญญูต่อไท่โฮ่วทุกวัน
เหนียงเหนียงไม่โปรดเสวยเนื้อสัตว์ ซื้อเพียงครึ่งตัวก็น่าจะเพียงพอแล้ว หากซื้อมากไปแล้วเสวยไม่หมดมิกลายเป็นการสิ้นเปลืองหรอกหรือ
ดังนั้นแล้ว วันนี้ไท่โฮ่วจึงทรงกำลังเสวยเป็ดย่างครึ่งตัวที่กวนเจียส่งมาถวาย
พระนางไม่เพียงไม่ทรงรู้สึกเลี่ยน ตรงกันข้ามกลับยิ่งรู้สึกถึงความโอชารสของเป็ดย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเช้านี้ ตอนที่จ้าวป๋ออวิ๋นมาถวายบังคม ยังได้ทรงอธิบายอย่างละเอียดว่าเสิ่นเหนียงจื่อปรับปรุงกรรมวิธีทำเป็ดย่างนี้อย่างไร และยังเพิ่มการห่อขนมซานจาเส้นกินคู่กันด้วย
เดิมทีไท่โฮ่วทรงคิดว่าวิธีกินที่ทั้งเค็มทั้งหวานเช่นนี้ รสชาติคงจะประหลาดพิลึก ทว่าครั้นได้ลองตามคำชักชวนของจ้าวป๋ออวิ๋น กลับพบว่าเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ ช่วยตัดเลี่ยนได้ดียิ่ง รสเป็ดกับความหวานอมเปรี้ยวของซานจาไม่ขัดแย้งกันแม้แต่น้อย กลับกลมกลืนราวกับเกิดมาคู่กันอย่างลงตัว นับเป็นคู่สร้างคู่สมที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
ไท่โฮ่วทรงกลืนเป็ดย่างคำสุดท้ายลงพระศอ บ้วนพระโอษฐ์ด้วยความสำราญพระทัย ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่นางกำนัลน้อมถวายซับพระโอษฐ์ ครั้นทอดพระเนตรเห็นขันทีคนสนิทข้างกายมีท่าทางคล้ายอยากจะเอ่ยบางสิ่งแต่ยังรั้งรอ จึงทรงเรียกให้เขาเข้ามาใกล้ และมีรับสั่งให้ผู้อื่นถอยออกไป
"พูดมาเถิด สืบรู้เบื้องหลังของร้านสกุลเสิ่นแล้วหรือ"
แม้ไท่โฮ่วจะทรงทราบดีว่ากวนเจียย่อมส่งคนไปตรวจสอบร้านสกุลเสิ่นแล้วเป็นแน่ ต้องมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอันใดจึงจะกล้าเสวยเป็ดย่างที่เสิ่นเหนียงจื่อผู้นั้นทำ ทว่าพระนางทรงเคยชินกับการกุมทุกเรื่องไว้ในกำมือตนเองจึงจะวางพระทัยได้ จึงได้ส่งคนไปแอบสืบความลับเพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง
ไม่นึกเลยว่า เสิ่นเหนียงจื่อผู้นั้นไม่มีปัญหาอันใดจริงๆ ทว่ากลับสืบพบเรื่องราวในอดีตที่เกี่ยวข้องกับอดีตสามีของนางเข้า
ขันทีคนสนิทกราบทูลเรื่องราวของบิดามารดาสกุลเสิ่นด้วยเสียงแผ่วเบา จากนั้นจึงถอยหลังออกไปสองก้าวอย่างเงียบงัน
แววพระเนตรของไท่โฮ่วเลื่อนลอย พึมพำกับพระองค์เองว่า "เจ้าหมายความว่า บิดามารดาที่ล่วงลับของเสิ่นเหนียงจื่อผู้นั้น ก็คือหนึ่งในพ่อค้าหาบเร่ที่ได้รับเคราะห์กรรมจากคดีตระกูลสวีเมื่อสามปีก่อนงั้นหรือ ช่างบังเอิญถึงเพียงนี้เชียว…"
"เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ ปีนั้นเจียงฉงขุนนางผู้เหี้ยมโหดได้รับพระราชโองการลับจากอดีตฮ่องเต้ให้ลอบสังหารครอบครัวของสวีเซิง ทว่ากลับทำงานพลาดเผยพิรุธ จนทำให้คุณชายสามตระกูลเซี่ยตามสืบไม่ยอมปล่อย เมื่อจนปัญญา จึงทำได้เพียงหาหนทางปกปิดอำพราง ทว่าคราวนี้กลับเป็นเยวี่ยเจียงโหวที่ทำงานไร้ความสามารถ ก่อเรื่องควบม้าอาละวาดกลางถนนหลวง ทั้งยังคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไป อดีตฮ่องเต้ทรงกริ้วจัดจนกระอักพระโลหิตต่อหน้าหมอหลวง หลังจากนั้นพระพลานามัยก็ยิ่งทรุดโทรมลงเรื่อยๆ" ขันทีคนสนิทกราบทูลเสียงเบา
ดวงเนตรของไท่โฮ่วเป็นประกายวูบไหว เรื่องราวเหล่านี้พระนางทรงทราบดีทั้งหมด ตอนนั้นจิ้นอ๋องร้อนใจจนรอไม่ไหว อดีตฮ่องเต้ก็ไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องราวเหล่านี้ จึงทำได้เพียงตัดสินโทษตระกูลสวีอย่างเด็ดขาดไปก่อน ทั้งยังไม่ได้ลงทัณฑ์เยวี่ยเจียงโหว เพียงแต่จับตัวบ่าวรับใช้ที่ควบม้าของเขาเข้าคุก อ้างว่าม้าตกใจตื่น เป็นอุบัติเหตุ แล้วกลบเกลื่อนให้ผ่านพ้นไป
ตอนนั้นอดีตฮ่องเต้เองก็ทรงจนปัญญา ด้วยว่าพระชายาของจิ้นอ๋องเป็นสตรีจากตระกูลสวี ตระกูลสวย่อมยืนอยู่เบื้องหลังจิ้นอ๋องโดยธรรมชาติ จิ้นอ๋องจึงได้รับการสนับสนุนจากบรรดาตระกูลขุนนางชั้นสูงโดยธรรมชาติเช่นกัน ซ้ำร้ายเขายังเชี่ยวชาญการเข้าสังคม ปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นกับตระกูลใหญ่มากมาย ตระกูลขุนนางทั้งหลายต่างต้องการผลักดันเขาขึ้นเป็นองค์รัชทายาท
อดีตฮ่องเต้มิได้มีพระโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี จิ้นอ๋องเป็นพระโอรสองค์โต พระมารดาผู้ให้กำเนิดคือเซวียเจี๋ยอวี๋ก็มาจากตระกูลขุนนางใหญ่เช่นกัน ทว่าอดีตฮ่องเต้ไม่ทรงประสงค์จะตกอยู่ใต้การบงการและกดขี่ของตระกูลขุนนางใหญ่อีกต่อไป ตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระราชอำนาจยากจะแผ่ขยาย ในราชสำนักบรรดาตระกูลขุนนางใหญ่รวมกลุ่มจับขั้วกันเป็นก๊กเป็นเหล่า การแก่งแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคพวกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
พระองค์ทรงฝ่าฟันเสียงคัดค้านจากคนทั้งปวง นำตัวจ้าวป๋ออวิ๋นผู้เป็นกวนเจียในรัชกาลปัจจุบันมามอบให้ไท่โฮ่วทรงเลี้ยงดู มุ่งมั่นจะมอบชาติกำเนิดในฐานะพระโอรสที่ถูกต้องตามสายเอกให้จงได้ จนสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้แก่เหล่าขุนนางในราชสำนักต่อเรื่อง 'การแต่งตั้งโอรสองค์เล็กแทนโอรสองค์โต' จึงมีฎีกาถวายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรียกร้องให้พระองค์ทรงเพิกถอนพระราชโองการ
นับตั้งแต่อดีตฮ่องเต้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นต้นมา ก็ทรงต่อสู้หักหาญกับเหล่าตระกูลขุนนางใหญ่มาโดยตลอด จวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ พระองค์ก็ยังมิอาจวางพระทัยได้ ด้วยเหตุนี้จึงจำต้องใช้ความเด็ดขาดหลั่งเลือดและชีวิตคนเพื่อข่มขวัญกำราบความเหิมเกริมของตระกูลขุนนางใหญ่ มิให้พวกเขากล้าก่อคลื่นลมขึ้นมาอีก
การลงดาบจัดการกับตระกูลสวี ย่อมสามารถบั่นทอนกำลังของจิ้นอ๋องไปในตัว นับเป็นอุบายยิงเกาทัณฑ์นัดเดียวได้นกสองตัว โบราณว่าเสือดุร้ายยังไม่กินลูกตนเอง ทว่าในราชตระกูลกลับไร้ซึ่งความผูกพันพ่อลูก… ไท่โฮ่วทรงหวนรำลึกถึงกลิ่นคาวเลือดและพายุฝนอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดจากกบฏจิ้นอ๋องในครานั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมา
ทว่าอุบายนี้กลับได้ผลชะงัดนัก หากมิใช่เพราะอดีตสามีของพระนางโง่เขลาเบาปัญญาประดุจสุกรจนทำเรื่องพังไม่เป็นท่า ก็คงไม่ทิ้งเบาะแสให้คนจับได้ ทั้งยังลามไปสร้างเคราะห์กรรมแก่ผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆ อีกด้วย
อดีตฮ่องเต้ในตอนนั้นทรงกริ้วจัด เดิมทีทรงคิดจะลงทัณฑ์ตระกูลเซี่ยอย่างหนักเช่นกัน ทว่าเซี่ยเจี๋ยอวี๋กลับชิงปลิดชีพตนเองเพื่อแสดงความจงรักภักดีไปก่อนก้าวหนึ่ง คนอื่นๆ ในตระกูลเซี่ยยังนับว่ามีสติรู้คิด ตระหนักดีว่าสถานการณ์ตึงเครียดคับขัน จึงรีบล่าถอยสงบเสงี่ยมและแสดงความสวามิภักดิ์ในทันที
เมื่อคิดถึงเซี่ยเจี๋ยอวี๋ ไท่โฮ่วก็ทรงรู้สึกสะท้อนใจ ในใจทรงนึกถึงสตรีที่สง่างามดั่งสายลมบริสุทธิ์และต้นไผ่อันหยิ่งทะนงผู้นั้นขึ้นมาอย่างเงียบงัน "นางทั้งงดงามและอ่อนหวาน ทว่าจิตใจกลับเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ สามารถมองเห็นสถานการณ์และพระทัยของอดีตฮ่องเต้ได้กระจ่างแจ้งเร็วกว่าผู้อื่น ทั้งยังเตรียมพร้อมสละชีพตนเองเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลได้ในทันที ช่างน่านับถือยิ่งนัก"
ทรงชะงักไปครู่หนึ่ง ไท่โฮ่วทอดพระเนตรจานเป็ดย่างที่เสวยจนเกลี้ยง ทรงดำริในพระทัยว่า "ความจริงแล้ว กวนเจียกับอดีตฮ่องเต้ช่างคล้ายคลึงกันยิ่งนัก" ต่างก็มีความเย็นชาไร้หัวใจเยี่ยงผู้เป็นจักรพรรดิเหมือนกัน
พระนางทรงหวนนึกถึงเยวี่ยเจียงโหวผู้เคยขายพระนางกิน อดีตสามีผู้นี้ก็เป็นเสี้ยนหนามในพระทัยของพระนางเช่นกัน เขาทั้งสายตาสั้นทั้งโง่เง่าเขลาปัญญา คล้ายกับรอยด่างพร้อยที่แปดเปื้อนอยู่บนมือของพระนางจนสลัดไม่หลุด
ปีนั้นอดีตฮ่องเต้จงใจไว้ชีวิตเขา ทั้งยังยกย่องชูเขาไว้สูง… ยามนี้กวนเจียก็ทรงทำเช่นเดียวกัน ทั้งไม่ยอมรื้อฟื้นตัดสินคดีของตระกูลสวีใหม่ และไม่ยอมลงทัณฑ์เขา หรือว่าทรงทำไปเพื่อเก็บเขาไว้เป็นข้อต่อรองคานอำนาจพระนางกันแน่
พระนางทรงฟูมฟักเลี้ยงดูจ้าวป๋ออวิ๋นมานานถึงห้าปี จากวัยสิบเอ็ดปีจนถึงสิบหกปี ทั้งยังเกือบจะเคยผ่านความเป็นความตายร่วมกันมา ทว่าคนเรานั้น ขอเพียงได้ก้าวขึ้นไปนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุดแห่งแผ่นดิน แม้ภายนอกจะกตัญญูว่าง่ายเพียงใด ทว่าแท้จริงแล้วก็มิใช่ลูกของพระนางอีกต่อไป พระนางเองก็ไม่กล้าคิดว่าจ้าวป๋ออวิ๋นเป็นลูกแท้ๆ ในไส้ของพระนางจริงๆ เช่นกัน
เขาคือกวนเจีย
ไท่โฮ่วทรงหมุนลูกประคำในพระหัตถ์ บนพระพักตร์เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ทว่าในพระทัยกลับเยียบเย็นลงเล็กน้อย
โชคดีที่ชั่วชีวิตนี้ พระนางไม่เคยคิดที่จะเชื่อใจบุรุษคนใดเลย
กวนเจียทรงเติบใหญ่แล้วจริงๆ ปีนี้ทรงปิดบังคนทั้งปวง แอบมีรับสั่งเรียกตัวสองแม่ทัพเยวี่ยและซีกลับมา ย่อมเป็นสัญญาณที่ชัดเจน ในงานเลี้ยงพระราชทานของวังหลวง ทั้งเยวี่ยเถิงและซีเฟยจิ่งต่างสวมชุดเกราะเต็มยศติดตามเสด็จอยู่เบื้องหลังทั้งซ้ายและขวาของกวนเจีย ทำเอาเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างตกใจจนเหงื่อกาฬแตกพลั่กไปตามๆ กัน
ตระกูลเยวี่ยนั้นไม่ต้องเอ่ยถึง ส่วนตระกูลซีก็มิได้นับเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ใหญ่โตอันใด พวกเขาเพิ่งจะได้รับการส่งเสริมเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาในรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้ ตระกูลซีคือขุมกำลังที่อดีตฮ่องเต้ทรงมอบหมายฝากฝังไว้ในพระหัตถ์ของกวนเจียอย่างทะนุถนอม แต่ก่อนพวกเขาเคยถูกตระกูลขุนนางใหญ่ชั้นสูงอย่างสวี เซวีย กัว เจียง ดูแคลนว่าเป็น 'แม่ทัพตระกูลยากจน' ขาดเพียงไม่ได้เอ่ยปากตรงๆ ว่าตระกูลซีไร้รากเหง้าอันลึกซึ้งเท่านั้น
ไท่โฮ่วทรงนึกถึงกัวฮองเฮาที่ถูกปลดเป็นคนแรก แววพระเนตรพลันหม่นแสงลงเล็กน้อย กวนเจียทรงกตัญญูต่อพระนาง ทว่า… ในขณะที่กวนเจียทรงระแวดระวังเหล่าตระกูลขุนนางใหญ่ เหตุใดจะไม่ทรงระแวดระวังขั้วอำนาจฝ่ายพระญาติของพระมารดาเล่า
มิเช่นนั้นแล้ว เหตุใดผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งกุ้ยเฟยยามนี้ ถึงเป็นเพียงนักแสดงหญิงขับร้องเพลงที่ไม่มีแม้กระทั่งครอบครัวฝ่ายเดิมคอยหนุนหลังเล่า
บางที อาจถึงเวลาอันควรที่จะรื้อฟื้นเรื่องเก่าขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งแล้วกระมัง
แม้จะไม่ถึงขั้นรื้อคดีพลิกคำตัดสินให้แก่ตระกูลสวี ทว่าก็ควรคืนความยุติธรรมและให้คำตอบแก่เหล่าราษฎรผู้ต้องตายไปอย่างอยุติธรรม
พระนางเคยเป็นภรรยาที่ถูกสามีขายกิน เป็นสาวใช้ต่ำต้อยในตำหนักอ๋อง เป็นอนุภรรยาที่ไร้ความสำคัญ… ตลอดเส้นทางต้องผ่านความยากลำบากแสนสาหัสมามากมายเพียงใดกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ข้อด่างพร้อยอย่างเยวี่ยเจียงโหว จะต้องไม่ตกมาเป็นชนักติดหลังพระนางเป็นอันขาด
ไท่โฮ่วทรงหลุบพระเนตรลง ค่อยๆ หมุนลูกประคำในพระหัตถ์ พลางทรงครุ่นคิดในพระทัยอย่างเงียบงัน
เมืองหลวงเปี้ยนจิงหิมะสร่างซา ท้องฟ้าแจ่มใส ทว่าที่เฉินโจวกลับมีสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย
เซี่ยฉีกับสืออีเหนียงยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาของร้านสุราหลังเล็กริมถนน สืออีเหนียงถือขนมน้ำตาลคลุกงาอยู่ในมือ เงยดวงหน้าที่ดูกลมขึ้นกว่าเดิมมองดูเม็ดฝนที่ร่วงหล่นลงมาเป็นสาย นางพูดคุยสัพเพเหระกับเซี่ยฉีไปพลาง รอคอยรถม้าของที่บ้านมารับไปพลาง
นางกัดขนมหวานไปหนึ่งคำ อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกองสิ่งของสารพัดสารพันที่วางระเกะระกะอยู่ด้านหลังของพี่ชาย: มีทั้งผักผูไช่แห้งของเฉินโจว ดอกไม้จีนแห้งของหวายหยาง กระเทียมเฉินโจวหัวใหญ่รสชาติเผ็ดจัด… นอกจากของกินที่เป็นผลผลิตพื้นเมืองเหล่านี้แล้ว ยังมีเครื่องปั้นดินเผาสีดำของเฉินโจวที่ 'ดำขลับดั่งน้ำหมึก เงาวับดั่งกระจกเงา' อีกสองหีบเต็มๆ
สิ่งเหล่านี้ยังพอทำเนา ทว่าพี่ชายถึงกับยังไปเสาะหา 'ตุ๊กตาดินเผาหนีหนีกั่ว' [3] ของเฉินโจวที่เด็กๆ นิยมเล่นกัน กว้านซื้อตุ๊กตาดินเผารูปสัตว์มาเต็มหีบ เรียกว่าซื้อจนครบทั้งสิบสองนักษัตรเลยทีเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น เนื่องจากใกล้จะถึงเทศกาลซ่างหยวนแล้ว แม้กระทั่งโคมไฟดอกไม้หลากสีสันของเฉินโจวก็ยังซื้อมาถึงสองหีบ
ได้ยินว่าวันนี้โจวต้ายังขับเกวียนไปยังคฤหาสน์ชนบทที่เลี้ยงวัวแกะของตระกูล จัดการมัดวัวหวยซานมาสองตัว ทั้งยังคัดเลือกบ่าวรับใช้ที่ชำนาญการเลี้ยงวัวให้ร่วมเดินทางไปด้วยอีกหนึ่งคน
พี่ชายยังกำชับโจวต้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ว่าวัวนั้นต้องคัดเลือกมาตัวผู้หนึ่งตัวและตัวเมียหนึ่งตัว ถึงเวลานั้นเสิ่นเหนียงจื่อจะได้นำไปเลี้ยงไว้ใกล้ๆ ฟาร์มเป็ด โดยให้บ่าวผู้นั้นคอยช่วยดูแล อีกไม่นานก็จะสามารถรีดนมและขยายพันธุ์ ทั้งยังช่วยเสิ่นเหนียงจื่อไถพรวนดิน เสิ่นเหนียงจื่อกับพวกน้องชายและน้องสาวก็จะได้ดื่มนมวัวกันถ้วนหน้า
เหตุใดจึงต้องลงทุนลงแรงเอิกเกริกถึงเพียงนี้ สืออีเหนียงจำได้ว่าพี่ชายเคยเล่าไว้เช่นนี้: มีอยู่วันหนึ่ง เขาไปเดินตลาดซื้อกับข้าวเป็นเพื่อนเสิ่นเหนียงจื่อ บังเอิญพบชาวบ้านเร่ขายนมวัวตามริมถนน เสิ่นเหนียงจื่อทอดสายตามอง ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ก้าวเข้าไปซื้อ ได้แต่พึมพำกับตนเองว่านมวัวแพงเกินไป มิเช่นนั้นคงได้ต้มชานมดื่มแล้ว
เขาจึงจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจตลอดมา ยามนี้สบโอกาส จึงได้นำวัวสองตัวกลับไปให้นาง
ถูกต้องแล้ว ข้าวของที่กองพะเนินเป็นภูเขาขนาดย่อมเหล่านี้ ล้วนเตรียมนำกลับไปมอบให้เสิ่นเหนียงจื่อทั้งสิ้น
สืออีเหนียงกัดขนมหวานอีกคำ พลันนึกถึงคำพูดที่ท่านอาสะใภ้รองมักเอ่ยขึ้นที่บ้านบ่อยๆ
ท่านอาสะใภ้รองมักกล่าวว่า ลูกผู้หญิงจิตใจเอนเอียงออกนอกบ้าน พอแต่งงานมีครอบครัวก็คิดถึงแต่บ้านสามี เรื่องนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าถูกหรือผิด เพราะปกติท่านอาสะใภ้รองก็ไม่ค่อยจะพูดจามีเหตุผลอันใดอยู่แล้ว ฟังเป็นเรื่องตลกขบขันไปก็พอ
ทว่าเหตุใด… พอมาถึงตัวพี่ชาย กลับกลายเป็นตรงกันข้ามเสียเล่า พี่ชายยังไม่ได้ตกลงปลงใจอันใดกับเสิ่นเหนียงจื่อเลยแท้ๆ ทว่ากลับแทบจะอยากขนย้ายข้าวของทุกอย่างที่ขนได้ไปให้นางเสียหมด
กลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านก็ใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว บอกให้ไปเป็นเพื่อนจุดดอกไม้ไฟ เขาก็เอาแต่นั่งเหม่อมองก้านดอกไม้ไฟเล็กๆ ในมือ รูปร่างตัวตนยังอยู่ที่เฉินโจว ทว่าวิญญาณกลับลอยละลิ่วไปอยู่ที่ใดก็ไม่รู้ สุดท้ายกระทั่งไฟลามมาลวกมือก็ยังไม่รู้สึกตัว
สืออีเหนียงส่ายหน้าอยู่ในใจ นางกัดขนมหวานอีกคำ แล้วหันไปถามเซี่ยฉีที่กำลังยืนเหม่อลอยเงียบๆ อีกครา "ท่านพี่ เทศกาลซ่างหยวนนี้ท่านจะไม่ฉลองอยู่ที่บ้านจริงๆ หรือเจ้าคะ"
เซี่ยฉีได้สติกลับมา พยักหน้า "ท่านแม่อนุญาตแล้ว ข้ารอโจวต้ากลับมาก็จะออกเดินทางทันที ประเดี๋ยวโจวเอ้อร์มารับเจ้า เจ้าก็นั่งรถม้ากลับบ้านไปคนเดียวเถิด"
สืออีเหนียงเบะปาก
หากจะให้นางพูดล่ะก็ บุรุษต่างหากเล่าที่จิตใจเอนเอียงออกนอกบ้าน!
เชิงอรรถ
- [1] โคมไฟภูเขาอ๋าวซาน (鼇山燈) — ซุ้มโคมไฟขนาดยักษ์รูปทรงคล้ายภูเขาหรือเต่ายักษ์อ๋าว มักสร้างขึ้นบนถนนหลวงเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลโคมไฟหยวนเซียวในสมัยราชวงศ์ซ่ง
- [2] คลำก้อนหินข้ามแม่น้ำ (摸著石頭過河) — อุปมาถึงการทำงานหรือก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ คลำทางและทดลองทำไปทีละขั้นในสถานการณ์ที่ยังไม่มีความแน่นอน
- [3] ตุ๊กตาดินเผาหนีหนีกั่ว (泥泥狗) — ของเล่นพื้นบ้านโบราณของเมืองเฉินโจว ทำจากดินเหนียวปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ทาสีดำเป็นพื้นและแต่งแต้มด้วยลวดลายหลากสีสันสดใส
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/82
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย