Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง

ตอนที่ 88 — ตอนที่ 88 โทสต์หมูหย็อง

"เอกอี๊เอกเอ้ก——"

ฟ้าเพิ่งจะสาง ไก่โต้งตัวใหญ่ของบ้านสกุลหลี่ก็บินขึ้นไปเกาะบนกำแพง ชูคอขันเจื้อยแจ้ว

ในห้องหลังเล็กทางทิศตะวันออก บนหน้าต่างแขวนม่านผ้าหยาบที่เย็บต่อขึ้นจากเศษผ้าขี้ริ้ว หลี่โก่วเอ๋อร์ยังไม่ทันลืมตา เปลือกตายังปิดสนิท แขนก็ยื่นออกมาจากใต้ผ้านวม คลำเปะปะไปทั่วบริเวณหัวเตาคั่ง ในที่สุดก็คลำเจอก้อนหินก้อนเล็กที่เมื่อวานจงใจเก็บมาจากพื้น

เขาคีบก้อนหินไว้ในมือ ใช้ข้อศอกดันบานหน้าต่างเปิดขึ้นด้านบน แล้วขว้างไปที่กำแพงโดยไม่มองแม้แต่น้อย

เสียงหินกระทบกำแพงดังแป๊ก ทำเอาไก่โต้งขนลายพร้อยสีดำตกใจจนส่งเสียงกระต๊ากกระต๊ากแล้วบินถลาลงมา มันยืดๆ หดๆ ลำคอ ก้าวย่างเดินไปมาอยู่ในลานบ้าน พลางส่งเสียงกุ๊กๆ ออกมาเป็นระยะ

หากปล่อยไก่บ้านเขาไว้โดยไม่สนใจ มันก็จะขันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าป้าสะใภ้หลี่จะวิ่งพรวดพราดถือทัพพีไม้ออกมาไล่ตีมัน หลี่โก่วเอ๋อร์ทิ้งตัวล้มลงนอนบนเตาคั่งอีกครา ดึงผ้านวมหนาสีแดงลายดอกโบตั๋นดอกโตที่ป้าสะใภ้หลี่เย็บให้ขึ้นมาคลุมโปง เตรียมจะหลับต่ออีกงีบ ทว่าพอกำลังเคลิ้มๆ เสียงเอะอะโวยวายอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นนอกลานบ้านอีกระลอก

"หลิวโต้วฮวา! นังเด็กหัวขโมย เจ้าแอบขโมยดอกไม้แพรของข้าไปอีกแล้วใช่หรือไม่!"

"ข้าเปล่านะ!"

"เจ้ายังกล้าบอกว่าไม่ได้เอาไปอีกรึ ลองดูปากเจ้าสิว่าทาอะไรไว้ นั่นมันชาดของข้าชัดๆ! เจ้าเด็กเกเร อย่าวิ่งหนีนะ! คอยดูเถอะข้าจะฉีกปากเจ้าให้แหลก! ข้าบอกเจ้าไปเป็นร้อยรอบแล้ว ยามข้าไม่อยู่บ้านห้ามรื้อค้นของในห้องข้าเด็ดขาด โดยเฉพาะพวกแป้งและชาดทาหน้าทาปากของข้า หูเจ้าโดนขนลาอุดไว้ หรือน้ำเข้าสมองกันแน่ ไฉนจึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหา!"

เสียงโครมครามดังลั่น ไม่รู้ว่าเป็นกระด้งในลานบ้านสกุลหลิวถูกชนล้มคว่ำหรือไม่

"โฮ ท่านแม่จ๋า ท่านแม่ช่วยด้วย! พี่สาวจะตีข้าตายแล้ว! ท่านพ่อ! ท่านพ่อจ๋า——"

"ต่อให้เจ้าร้องเรียกเง็กเซียนฮ่องเต้มาก็ช่วยเจ้าไม่ได้!"

หลี่โก่วเอ๋อร์ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง นัยน์ตาลอยเคว้งคว้าง ลุกขึ้นมานั่งกอดผ้านวมลายดอกโบตั๋นเบ่งบานมั่งคั่งร่ำรวย เขามองเหม่อไปทางหน้าต่าง พลางฟังเสียงกรีดร้องคร่ำครวญของหลิวโต้วฮวาที่ถูกพี่สาวไล่ตี ควบคู่ไปกับเสียงท่านลุงและป้าสะใภ้หลิวที่คอยห้ามทัพอย่างจนปัญญา มือก็ขยี้ตาพลางอ้าปากหาวหวอดใหญ่

คราวนี้ตื่นเต็มตาไม่อาจข่มตานอนต่อได้แล้วจริงๆ เขาจึงลุกขึ้นมาสวมใส่เสื้อผ้าด้วยใบหน้าที่ยังคงงัวเงีย

ครั้นแต่งตัวเรียบร้อย เขาก็ผลักประตูออกไปตักน้ำล้างหน้าบ้วนปากในลานบ้าน ปากคาบแปรงสีฟันไว้ พลางถือโอกาสไปจุดไฟในห้องครัว เพื่อให้เตาต้มน้ำที่เชื่อมติดอยู่ข้างเตาต้มต้มน้ำร้อนไว้ใช้ได้ตลอดทั้งวัน

ท่านพ่อท่านแม่เดินทางไกล ฝากฝังเขาไว้กับพี่สาวสกุลเสิ่น

พี่สาวสกุลเสิ่นชวนให้เขาไปพักที่บ้านสกุลเสิ่น นอนเบียดกับเฉินชวนเพื่อความสะดวกในการดูแล ทว่าเขายังคงอยากนอนที่บ้านตนเอง จึงมิได้ย้ายไป ที่บ้านยังมีเป็ด ไก่ ห่าน อีกตั้งมากมายที่ต้องคอยให้อาหาร ก่อนที่ท่านแม่จะจากไป สิ่งที่กำชับกำชามากที่สุดนอกจากเรื่องต้มน้ำร้อนและจุดไฟเผาเตาคั่ง ก็คือวิธีให้อาหารไก่และเป็ดนี่แหละ

พอน้ำในเตาต้มเริ่มร้อน เขาก็ตักมาผสมกับน้ำเย็นเป็นน้ำอุ่นเพื่อล้างหน้า พอล้างหน้าเสร็จก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในที่สุด จากนั้นด้วยความประหยัดมัธยัสถ์ เขาจึงเอาน้ำล้างหน้านี้ไปคลุกเคล้ากับแกลบและรำข้าวสาลี แล้วหั่นเศษผักใบเขียวผสมลงไป เติมเมล็ดข้าวที่ยังไม่กะเทาะเปลือกอีกเล็กน้อย คลุกเคล้าเข้าด้วยกันแล้วนำไปให้พวกเป็ดไก่กิน

ท่านแม่ของเขาบอกไว้ว่า ทุกสามถึงห้าวันจะต้องให้อาหารเป็นเมล็ดข้าวสักมื้อ พวกไก่และเป็ดถึงจะยอมออกไข่

หลี่โก่วเอ๋อร์ยกอ่างก้าวเข้ามาในลานบ้าน บรรดาเป็ดและไก่ก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบ ส่งเสียงกุ๊กๆ ก้าบๆ รุมจิกหัวรองเท้าของเขา ขาข้างหนึ่งยกขึ้นไล่ อีกมือก็ก้มตัวเทอาหารไก่และอาหารเป็ดลงในรางอาหารไม้ไผ่

จากนั้นก็เปลี่ยนถ่ายน้ำสะอาดให้พวกเป็ด เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ในตรอกก็แว่วเสียงตะโกนเรียกของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ดังมาจากที่ไกลๆ

"โก่วเอ๋อร์! มากินข้าวได้แล้ว!"

"ไปเดี๋ยวนี้แหละ!" หลี่โก่วเอ๋อร์ตะเบ็งเสียงตอบกลับไป รีบตักน้ำมาล้างมือ เปิดประตูเรือน เตรียมมุ่งหน้าไปกินข้าวที่บ้านสกุลเสิ่น

เพิ่งจะก้าวพ้นประตูออกไป พลันได้ยินเสียง "ปัง" ดังสนั่นมาจากฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กัน ประตูเรือนบ้านสกุลหลิวถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับกำแพง หลิวโต้วฮวาราวกับหนูที่ถูกประทัดระเบิดใส่จนส่งเสียงร้องจี๊ดจ๊าดวิ่งเตลิดเปิดเปิงออกมา ด้านหลังมีดรุณีน้อยนัยน์ตาหงส์เบิกตากลมโตด้วยความโกรธเกรี้ยววิ่งไล่กวดตามมาติดๆ "นังเด็กแสบ มีปัญญาหนีก็อย่าเสนอหน้ากลับมานะ!"

หลี่โก่วเอ๋อร์ตกใจจนต้องเดินลีบแนบชิดติดกำแพง ยามเดินผ่านข้างกายดรุณีน้อยที่กำลังเดือดดาลผู้นั้น เขาก็แทบจะโค้งคำนับค้อมหัวปะหลกๆ "พี่สาวโต้วโคว่อรุณสวัสดิ์ขอรับ ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านกลับมาจากอำเภอทงเป่าแล้วรึ?"

"โก่วเอ๋อร์เองรึ อือ กลับมาแล้ว" หลิวโต้วโคว่เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยตอบรับเรียบๆ "เจ้าจะไปกินข้าวที่บ้านสกุลเสิ่นรึ? ไปเถอะ"

"เช่นนั้นข้าไปก่อนนะขอรับ" หลี่โก่วเอ๋อร์ยิ้มเจื่อนๆ พลางรีบมุดตัวเข้าไปในบ้านสกุลเสิ่นอย่างรวดเร็ว

ภายในลานบ้านสกุลเสิ่นเวลานี้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวามาช้านานแล้ว

ควันไฟอุ่นร้อนลอยกรุ่นขึ้นสู่ยอดหลังคา ราวกับว่าเมฆหมอกบนฟากฟ้าล้วนถูกพ่นออกมาจากห้องครัวของแต่ละบ้าน เจ้าเหลยถิงกับจุยเฟิงกรูกันเข้ามาดมขากางเกงของเขา เขาโน้มตัวลงกอดคออันอวบหนาเป็นมันขลับของเหลยถิงด้วยรอยยิ้ม สองมือขยี้หัวสุนัขไปมา "เหลยถิงเด็กดี"

พอหันขวับไป ก็เห็นจุยเฟิงชูหัวขนปุยกระดิกหางมองมาที่ตนด้วยความคาดหวัง มือของหลี่โก่วเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะดึงแขนเสื้อให้ยาวคลุมมือ แล้วใช้แขนเสื้อรองรับพลางรีบลูบหัวมันอย่างรวดเร็ว "จุยเฟิงก็เด็กดีเช่นกัน"

หลังจากจ่าย "ตราผ่านทาง" ด้วยการลูบหัวเรียบร้อย หลี่โก่วเอ๋อร์ก็ผ่านประตูด่านสุนัขคู่ของบ้านสกุลเสิ่นได้อย่างราบรื่น พอมองลึกเข้าไปข้างใน โหย่วอวี๋กลับมาถึงก่อนหน้าเขาเสียอีก เวลานี้เพิ่งจะปลดไม้คานหาบลง โอ่งน้ำใบใหญ่หลายใบของบ้านสกุลเสิ่นถูกเติมน้ำจนเต็มเปี่ยม มีระลอกคลื่นสะท้อนแสงระยิบระยับใต้แสงตะวันยามเช้าตรู่

นางกำลังยืดตัวขึ้นอย่างพึงพอใจ พอจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อ เจ้าฉีหลินก็กระโดดขึ้นไปตามขอบหน้าต่างแคบๆ ดุจนักไต่ลวด แล้วกระโจนอย่างว่องไวลงบนขอบโอ่งน้ำที่กว้างเพียงสองนิ้วมือ จากนั้นต่อหน้าต่อตาผู้คน มันก็ก้มหน้าลงดื่มน้ำในโอ่งน้ำหน้าตาเฉย

การกระทำนี้ทำเอาโหย่วอวี๋ร้อนใจแทบแย่ ส่งเสียงอ๊ะๆ พลางชี้นิ้วไปที่แมว

"อย่าดื่มน้ำในนี้นะ นี่เป็นน้ำสำหรับทำกับข้าว หากขนแมวร่วงลงไปจะแย่เอา" จี้เกอเอ๋อร์รีบปราดเข้ามาอุ้มเจ้าแมวออกไป พลางเดินไปพูดจาเกลี้ยกล่อมด้วยเหตุผลกับมัน "เจ้าไม่มีถ้วยของตัวเองหรือไร? ถ้วยดีๆ ตั้งมากมายที่คุณชายเก้าให้เจ้า เจ้าเอาไปไว้ไหนหมด ไฉนจึงเปลี่ยนมาดื่มน้ำในโอ่งน้ำเล่า?"

เจ้าฉีหลินส่งเสียงร้องเหมียวๆ อย่างไม่สบอารมณ์อยู่ในอ้อมแขนของจี้เกอเอ๋อร์

หนึ่งคนหนึ่งแมวเดินผ่านใต้ระเบียงทางเดิน เซียงเจี่ยเอ๋อร์กำลังแหงนคอบ้วนปากส่งเสียงกู่ลู่ๆ หลังจากแปรงฟันเสร็จ บ้วนไปตั้งหลายรอบใบหน้าก็ยังคงเหยเก นางสั่นสะท้านไปทั้งตัว รีบชะโงกหน้าไปดูว่าผงขัดฟันรสขู่เซินยังเหลืออยู่อีกเท่าใด พอเห็นว่ายังเหลืออยู่ตั้งครึ่งกระปุก ก็ตะโกนร้องออกมาด้วยความหดหู่ระคนเจ็บปวดรวดร้าว "พี่สาวจ๋า ผงขัดฟันนี้มันขมเกินไปแล้ว เมื่อไรจะใช้หมดเสียทีนะ!"

"ท่านหมอร้านรักษาโรคฟันบอกว่าใช้แล้วฟันจะไม่ผุง่าย ใครจะไปรู้เล่าว่าจะขมถึงเพียงนี้" เสิ่นเหมี่ยวเดินยกนมสดอุ่นๆ ออกมาจากห้องครัว พอได้ยินเสียงโอดครวญลากยาวของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ ก็อดที่จะหลุดขำพรืดออกมาไม่ได้ นับตั้งแต่ซื้อผงขัดฟันสมุนไพรขู่เซิน [1] นี้มา คนทั้งบ้านเวลาแปรงฟันเป็นต้องแยกเขี้ยวแสยะฟันหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคงนึกว่าแปรงสีฟันบ้านสกุลเสิ่นมีผึ้งต่อยกระมัง "เอาเถอะ พรุ่งนี้พวกเราค่อยไปเปลี่ยนเป็นรสพิมเสนสะระแหน่กัน!"

"เช่นนั้นช่างมันเถอะ รอให้กระปุกนี้หมดก่อนค่อยซื้อใหม่เถอะ กระปุกหนึ่งก็มิใช่ถูกๆ" เซียงเจี่ยเอ๋อร์จำใจวางกระปุกผงขัดฟันกลับคืนที่เดิม นางจ๊อบแจ๊บปากอย่างอดทนแล้วเอ่ยอย่างเข้มแข็ง "ไม่เป็นไร บ้วนปากเพิ่มอีกสองสามรอบก็ไม่มีรสชาติอะไรแล้ว… อ้าว โก่วเอ๋อร์ เจ้ามาแล้วรึ"

หลี่โก่วเอ๋อร์ยิ้มพลางพยักหน้ารับ ก้าวยาวๆ เดินเข้ามา พอเห็นผมหน้าม้าของเซียงเจี่ยเอ๋อร์ยังเปียกชื้นอยู่ จึงเอ่ยถามว่า "เจ้าตื่นแต่เช้าเชียว? เพิ่งฝึกเพลงกระบองเสร็จรึ?"

เซียงเจี่ยเอ๋อร์ขานรับคำหนึ่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่เปียกชื้นบนไรผมอย่างลวกๆ พลางเอ่ยว่า "คุณชายเก้ามาปลุกข้าน่ะ ตอนนี้อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นแล้ว ฟ้าก็สว่างเร็ว ข้ากับเฉินชวนจึงวิ่งรอบเมืองตามคุณชายเก้า"

สิ่งที่ต่างกันก็คือ พอเฉินชวนวิ่งเสร็จก็ตรงดิ่งไปหาหมอความเติ้งที่วัดซิงกั๋วทันที ตอนนี้เขากินมื้อเช้ากับหมอความเติ้ง เวลาอยู่บ้านจึงน้อยลง ยามก้าวเข้าประตูเรือนก็ท่องตำรา ยามก้าวพ้นประตูเรือนก็ยังท่องตำรา ขยันขันแข็งยิ่งนัก ในใจของเซียงเจี่ยเอ๋อร์เข้าใจดี เขาปรารถนาจะเติบใหญ่ให้เร็วขึ้น ร่ำเรียนตัวบทกฎหมายให้แตกฉาน ไม่เพียงเพื่อตามหาบิดามารดาเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นด้วยความมุ่งมั่นที่อยากจะส่งพวกโจรชั่วที่ลักพาเด็กขึ้นสู่ลานแขวนคอที่ตลาดไช่ซื่อโข่วให้หมดสิ้น

ส่วนเซียงเจี่ยเอ๋อร์หลังจากวิ่งรอบเมืองกลับมาแล้วยังต้องฝึกวรยุทธ์ต่อ นางยืนท่าม้าปรับลมหายใจควบคู่กับการวิ่งมาได้สองเดือนแล้ว พอกลับมาถึงบ้านก็ฝึกกระบวนท่าเพลงกระบองต่อ บัดนี้เรียนรู้ถึงกระบวนท่าที่สามแล้ว

"ไม่กินมื้อเช้าก่อนแล้วค่อยไปวิ่งรึ?" หลี่โก่วเอ๋อร์ถามอย่างประหลาดใจ

"ใช่แล้ว" ตอนแรกเซียงเจี่ยเอ๋อร์ก็รู้สึกเหนื่อยล้า ท้องไส้ก็ร้องกรู้วๆ แต่คุณชายเก้าราวกับหยั่งรู้ขีดจำกัดของเรี่ยวแรงนาง แรกเริ่มเดิมทีให้วิ่งเพียงระยะทางสองช่วงถนน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเร็วๆ นี้เพิ่งจะเพิ่มเป็นวิ่งครึ่งรอบเมือง ยามนี้นางจึงเริ่มเคยชินแล้ว พอถึงเวลาก็ตื่นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีใครมาคอยปลุก

เมื่อเห็นสีหน้าเลื่อมใสชื่นชมของโก่วเอ๋อร์ เซียงเจี่ยเอ๋อร์ก็ยืดอกขึ้นทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "มันเป็นเช่นนี้แหละ คุณชายเก้าบอกว่าการวิ่งก็เพื่อฝึกฝนสมรรถภาพร่างกาย ความอดทน และการกำหนดลมหายใจ เช้าตื่นมาล้างหน้า ดื่มน้ำเกลือผสมน้ำตาลสักถ้วยแล้วค่อยออกไปวิ่ง หากกินอิ่มแล้วไปวิ่งจะปวดท้องได้ง่าย"

หลี่โก่วเอ๋อร์ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทว่าจากก้นบึ้งของหัวใจเขารู้สึกว่าหลังจากเซียงเจี่ยเอ๋อร์ฝึกวรยุทธ์แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย นางตัวสูงขึ้น ใบหน้าไม่กลมยุ้ยเหมือนแต่ก่อน จากใบหน้ากลมแป้นกลายเป็นรูปไข่ ผิวพรรณกลับยิ่งผุดผ่องกระจ่างใสและเนียนนุ่มขึ้น ทั้งร่างแลดูขาวอมชมพู สุขภาพเลือดลมสมบูรณ์ยิ่งนัก

ยามนี้สภาพอากาศยังไม่นับว่าอบอุ่นนัก หลี่โก่วเอ๋อร์ยังคงต้องนอนเตาคั่งเตียงอุ่น สวมใส่เสื้อนวมหนา ทว่าเซียงเจี่ยเอ๋อร์กลับสวมเพียงเสื้อกั๊กเป่ยจื่อตัวสั้นบุนวมบางๆ ด้านในมีเพียงเสื้อตัวเดี่ยวชั้นเดียว แต่นางกลับบอกว่าร้อนยิ่งนัก

ครั้นอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ในลานบ้านสกุลเสิ่นก็กลับมาตั้งโต๊ะอาหารอีกครา เสิ่นเหมี่ยววางนมสดและถ้วยลงบนโต๊ะ หมุนตัวเดินไปดูเตาอบดินเผาว่าขนมปังอบเสร็จหรือยัง พลางกำชับไปว่า "โก่วเอ๋อร์ เซียงเจี่ยเอ๋อร์ พวกเจ้านั่งดื่มนมสดกันก่อน ประเดี๋ยวโก่วเอ๋อร์ยังต้องไปสำนักศึกษาเอกชนอีก อย่าให้สายเสียล่ะ"

หลี่โก่วเอ๋อร์จึงนั่งลงข้างๆ เซียงเจี่ยเอ๋อร์ ดวงตาจับจ้องไปที่นมสดร้อนกรุ่นที่ส่งควันกรุ่น กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก เขาก็เพิ่งจะได้ดื่มนมสดเป็นครั้งแรกหลังจากมาที่บ้านสกุลเสิ่นนี่แหละ

"อันนี้ให้เจ้านะ ถ้วยลั่วซู [2]" เซียงเจี่ยเอ๋อร์รินนมให้เขาถ้วยหนึ่ง

หลี่โก่วเอ๋อร์ประคองถ้วยดินเผาใบใหญ่ของบ้านสกุลเสิ่นด้วยความใคร่รู้ ด้านในบรรจุนมสดร้อนๆ พอกุมไว้ในมือก็อุ่นสบาย ถ้วยของบ้านสกุลเสิ่นทำได้ทั้งลึกและใหญ่ ทั้งยังมีหูจับข้างเดียว ด้านนอกใช้น้ำแป้งดินขาวแต่งแต้มตกแต่งอย่างประณีตเป็นรูปพืชผักผลไม้ชนิดต่างๆ มีทั้งถ้วยผักกาดขาว ถ้วยมะเขือยาวลั่วซู ถ้วยแอปเปิ้ลป่า ถ้วยลูกเชอร์รี—ซึ่งล้วนเป็นถ้วยสำหรับใช้รองรับลูกค้า

ถ้วยที่หลี่โก่วเอ๋อร์กุมอยู่ในมือคือถ้วยมะเขือยาวลั่วซูสีม่วง ตัวถ้วยกลมป้อม ที่จับบนฝาถ้วยยังทำเป็นขั้วก้านมะเขือยาวพร้อมใบ ทำออกมาได้ละม้ายคล้ายคลึงยิ่งนัก

ถ้วยที่เซียงเจี่ยเอ๋อร์ใช้นั้นกลับแตกต่างออกไป นางยกถ้วยขึ้นจิบนมไปคำหนึ่ง ครั้นเห็นหลี่โก่วเอ๋อร์จ้องมองถ้วยของนางตาไม่กะพริบ นางก็ยิ้มตาหยีพลางเขย่าถ้วยในมือ "น่าสนุกใช่หรือไม่? ทั้งหมดนี้เป็นความคิดของพี่สาวทั้งนั้น เมื่อก่อนตอนที่พี่สาวไหว้วานช่างเตาเผาทำถาดอาหารกล่องสำหรับมื้อกลุ่ม ต้องสั่งดินเหนียวล่วงหน้า ตอนนั้นสั่งมาห้าหกมัด พอทำถาดอาหารเสร็จยังเหลือดินเหนียวอยู่อีกครึ่งมัด นางจึงวานให้ช่างเตาเผาแกะสลักชุดถ้วยตามภาพวาดที่คุณชายเก้าวาดขึ้นมา เจ้าดูออกหรือไม่ว่าถ้วยของข้าแกะสลักเป็นรูปผู้ใด?"

หลี่โก่วเอ๋อร์มองออกตั้งนานแล้ว ถ้วยดินเผาของนางทำจากดินเหนียวขาวเช่นกัน ด้านบนแกะสลักลงสีเป็นรูปหัวสุนัขสีดำตัวใหญ่กำลังแลบลิ้นยิ้มแฉ่งอย่างซื่อๆ จึงหลุดปากโพล่งออกมา "นี่มิใช่เจ้าเหลยถิงหรอกรึ!"

"ถูกแล้ว ถูกแล้ว! ทั้งหมดนี้คุณชายเก้าเป็นคนวาด จากนั้นให้ช่างเตาเผาบรรจงแกะสลักตามทีละเส้น แล้วลงสีเป็นขั้นตอนสุดท้าย ถ้วยของคนอื่นๆ ในบ้านพวกเราก็เป็นเช่นนี้ ด้านบนแกะสลักรูปสัตว์ต่างๆ ไม่ซ้ำกัน ถ้วยของพี่สาวกับคุณชายเก้าล้วนเป็นรูปเจ้าฉีหลิน ใบหนึ่งเป็นฉีหลินนอนหลับ อีกใบเป็นฉีหลินตะปบผีเสื้อ ถ้วยของจี้เกอเอ๋อร์เป็นหัวลาใส่หมวก ของโหย่วอวี๋เป็นไก่โต้งสีขาวตัวน้อย ของอาเถาเป็นวัว ของถังเอ้อร์กับฝูซิงเป็นแม่ไก่ลายดอกและแม่ไก่ขนสีเหลือง… น่าสงสารก็แต่เฉินชวน ตอนที่เตาเผาส่งถ้วยมาเขายังอยู่ที่บ้านหมอความเติ้ง พอกลับมาทุกคนก็แย่งกันเลือกไปหมดแล้ว เหลือเพียงเจ้าจุยเฟิงที่อ้าปากกว้างอยู่ใบเดียว"

หลี่โก่วเอ๋อร์ได้ยินเข้าก็อดที่จะหลุดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้ พลางนึกในใจว่าเฉินชวนใช้ถ้วยใบนั้นดื่มน้ำ จะยังดื่มลงคอได้อีกรึ? คงมิใช่จะรู้สึกว่าน้ำมีกลิ่นแปลกๆ ตลอดเวลาหรอกนะ?

เซียงเจี่ยเอ๋อร์นึกถึงเหตุการณ์วันที่แย่งกันเลือกถ้วย ก็อดไม่ได้ที่จะทำไม้ทำมือเล่าให้หลี่โก่วเอ๋อร์ฟัง "เขายังคิดจะไปเจรจาขอแลกกับโหย่วอวี๋ด้วยนะ บอกว่าขอเพียงนางยอมแลก เขาจะยกกล่องลูกกวาดที่สะสมไว้ทั้งหมดให้นาง โหย่วอวี๋ฉลาดจะตาย รีบกอดถ้วยแน่นแล้วถอยหลังกรูดพลางส่ายหัวร้อง 'ไม่ๆๆๆ' ทำเอาข้าขำแทบตาย"

เสิ่นเหมี่ยวนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาอบดินเผาในลานบ้าน พอได้ยินทั้งสองคนหัวเราะเยาะเฉินชวนก็นึกขำพลางส่ายหัวเบาๆ รอไปอีกครู่หนึ่ง นางจึงสวมถุงมือผ้าฝ้ายหนานุ่ม เปิดประตูเตาอบ แล้วใช้คีมเหล็กดึงถาดอบเหล็กด้านในออกมา ชั่วพริบตานั้น หมั่นโถวอบสีเหลืองทองฟูนุ่มสี่แถวก็แผ่กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสาลี กลิ่นกระเทียม และกลิ่นต้นหอมเข้มข้น ลอยอบอวลฟุ้งแตะจมูกของผู้คน

อาหารเช้าของวันนี้คือ โทสต์นมสดแบบไม่ต้องนวดแป้ง คู่กับนมสด

โทสต์นมสดนับเป็นขนมปังที่ทำง่ายที่สุด เพียงเติมน้ำตาล หัวเชื้อแป้งหมัก ไข่ไก่ เนยเหลือง และนมสดลงในแป้งสาลีที่ร่อนอย่างละเอียด กวนผสมให้เข้ากัน จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลม พักแป้งให้หมักขึ้นฟูสองเค่อ ก้อนแป้งก็ใช้ได้แล้ว

คนในบ้านของเสิ่นเหมี่ยวมีเยอะ นางจึงทำคราวละมากๆ โดยแบ่งออกเป็นสี่ก้อนใหญ่ จากนั้นนำมารีดเป็นแผ่น แล้วโรยเครื่องที่ชอบลงไป เช่น ถั่วแดงหวาน ถั่วลิสงบด ลูกเกด ผงมัทฉะ หรือหมูหย็อง อยากกินอะไรในวันนั้นก็ใส่ลงไปได้ตามใจชอบ

พอโรยเครื่องเสร็จก็ม้วนเข้าด้วยกัน จากนั้นทำกระบวนการรีดและม้วนซ้ำอีกประมาณสองรอบ วางพักไว้ให้ขึ้นฟูต่ออีกสองเค่อ ก็สามารถส่งเข้าอบในเตาอบดินเผาได้แล้ว

ไม่จำเป็นต้องนวดจนขึงเป็นฟิล์มบาง และไม่มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนอันใด

คราวนี้เสิ่นเหมี่ยวทำโทสต์รสเค็ม สองแถวเป็นรสเนยกระเทียม อีกสองแถวเป็นรสต้นหอมหมูหย็อง นับตั้งแต่ได้สือเอ้อร์เหนียงมา สามารถเคี่ยวเนยเหลืองและมีนมสดใช้ เสิ่นเหมี่ยวก็ไม่ต้องทำขนมปังแบบเหนียมอายกล้าๆ กลัวๆ อีกต่อไปแล้ว! ยามใดที่นางรู้สึกเลี่ยนกับอาหารเช้าแบบดั้งเดิม นางก็จะอบขนมปังเพื่อเปลี่ยนรสชาติบ้าง

เซียงเจี่ยเอ๋อร์และจี้เกอเอ๋อร์ต่างชื่นชม "หมั่นโถวอบขนาดยักษ์" นี้ไม่ขาดปาก คราวก่อนเฉินชวนนำไปให้หมอความเติ้งลองชิมชิ้นหนึ่ง พอกินเสร็จตกเย็นวันนั้นหมอความเติ้งก็แวะมาที่ร้านสกุลเสิ่นด้วยตนเอง วางเงินไว้แล้วไหว้วานให้เสิ่นเหมี่ยวช่วยอบให้อีกสองชิ้นในวันพรุ่งนี้ บอกว่าจะนำกลับบ้านไปให้ลูกๆ ได้กินด้วย

โทสต์รสกระเทียมยังต้องทำซอสเนยกระเทียมแยกต่างหาก ซึ่งก็ง่ายดายยิ่ง เพียงผสมเนยเหลือง กระเทียมสับ เติมเกลือลงไปเล็กน้อย และตบท้ายด้วยการโรยใบจิงเจี้ยสับละเอียด แม้ในราชวงศ์ซ่งจะไม่มีพาร์สลีย์ ทว่าใบจิงเจี้ยก็มีกลิ่นหอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์คล้ายคลึงกับพาร์สลีย์ ใส่ลงไปเล็กน้อยเพื่อใช้ทดแทน โทสต์ที่อบออกมาจึงหอมกรุ่นน่ากินยิ่งนัก

ส่วนรสหมูหย็องต้นหอมยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ตอนรีดแป้งก็โรยหมูหย็องและต้นหอมแล้วม้วนเข้าไปโดยตรง ไม่ต้องทำสิ่งใดเพิ่มเติม

ครั้นทำเสร็จสรรพก็นำเข้าเตาอบดินเผาที่อุ่นเตาไว้แล้ว อบเป็นเวลาสองเค่อ ก็สามารถยกออกจากเตาได้

โทสต์ที่อบเสร็จใหม่ๆ ผิวนอกมีสีเหลืองทองเกรียมของเนย พอหั่นออกดู ด้านในเนื้อขนมปังฉีกเป็นเส้นใยฟูนุ่ม โทสต์นี้เนื่องจากเติมนมสดและเนยเหลือง รสสัมผัสจึงอ่อนนุ่มละมุนลิ้นเป็นอย่างยิ่ง สอดไส้ด้วยกระเทียมสับ หมูหย็อง และต้นหอม กัดกินตอนร้อนๆ สักคำ นับเป็นความสุขอย่างแท้จริง

นางยังทอดไข่ดาวเตรียมไว้อีกด้วย พอหั่นโทสต์แล้วประกบไข่ดาวเข้าไป ก็สามารถกินเป็นแซนด์วิชได้เลย

ยามที่เสิ่นเหมี่ยวกำลังหั่นโทสต์อยู่นั้น หลี่โก่วเอ๋อร์ก็อยากกินจนน้ำลายสอไหลลงคอไปตั้งนานแล้ว

หลายวันที่เขามาอยู่ที่บ้านสกุลเสิ่น จึงได้ล่วงรู้ว่าที่แท้อาหารวันละสามมื้อจะเอร็ดอร่อยได้ถึงเพียงนี้ ป้าสะใภ้หลี่ปกติประหยัดมัธยัสถ์จนชิน ไม่ค่อยพาเขาไปกินข้าวนอกบ้าน มักจะทำกับข้าวกินกันเองในบ้าน แม้ฝีมือทำอาหารของป้าสะใภ้หลี่จะไม่นับว่าแย่ ทั้งยังมีกับข้าวประจำตระกูลที่ขึ้นชื่ออยู่สองสามอย่าง ทว่าเมื่อเทียบกับฝีมือของพี่สาวสกุลเสิ่นแล้ว… ปากของหลี่โก่วเอ๋อร์ไม่กล้าพูดออกมา แต่ในใจมิอาจยืนอยู่ข้างมารดาบังเกิดเกล้าของตนเองได้เลยจริงๆ

นอกจากกินข้าวที่บ้านแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็ถูกส่งให้อ่านตำราอยู่ในสำนักศึกษาเอกชน กินกับข้าวกับปลาของบ้านท่านอาจารย์ ยิ่งไม่มีโอกาสได้ออกไปกินข้าวนอกบ้าน

ก่อนหน้านี้เพราะช่วยงานพี่สาวสกุลเสิ่น เขาได้กินปลาย่างที่พี่สาวสกุลเสิ่นนำมาให้ รสชาตินั้นจนถึงบัดนี้ยังทำให้เขาจดจำไม่รู้ลืม ต่อมาท่านแม่ของเขาช่วยพี่สาวสกุลเสิ่นเลี้ยงเป็ด ที่บ้านจึงมักจะได้เห็นเป็ดย่างที่พี่สาวสกุลเสิ่นส่งมาให้บ่อยๆ เป็ดย่างนั้น นับเป็นเป็ดที่อร่อยที่สุดเท่าที่หลี่โก่วเอ๋อร์เคยกินมาตั้งแต่เกิดเลยทีเดียว

ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าพี่สาวสกุลเสิ่นทำอาหารอร่อย ทว่าคิดไม่ถึงว่าจะอร่อยทุกมื้อเช่นนี้ และของอร่อยเหล่านี้ที่พี่สาวสกุลเสิ่นทำ ก็มิได้นำออกวางขายในร้านไปเสียทั้งหมด อย่างเช่นหมั่นโถวอบสารพัดแบบนี้ ในร้านไม่มีขาย ข้างนอกยิ่งไม่มีทางได้พบเห็น

มิน่าเล่ากิจการของพี่สาวสกุลเสิ่นจึงรุ่งเรืองเฟื่องฟูถึงเพียงนี้ ฝีมือเช่นนี้ ใครได้กินแล้วจะตัดใจลืมลงได้อย่างไรเล่า?

"โก่วเอ๋อร์อยากกินรสอะไรจ๊ะ?" เสิ่นเหมี่ยวเอ่ยถาม

"ขอบคุณพี่สาวสกุลเสิ่นขอรับ ข้าขอรสหมูหย็อง" พอเอ่ยถึงหมูหย็อง ตาของหลี่โก่วเอ๋อร์ก็เป็นประกายวาววับ เขาโปรดปรานการกินหมูหย็องเป็นที่สุด

เสิ่นเหมี่ยวจึงหั่นโทสต์รสหมูหย็องให้เขาไปสองแผ่น ประกบด้วยไข่ดาว ห่อด้วยกระดาษไขแล้วยื่นส่งให้พลางเอ่ยว่า "ยังร้อนอยู่นะ ระวังหน่อยล่ะ"

หลี่โก่วเอ๋อร์กล่าวขอบคุณอีกครา แล้วรับมาไว้ในมือ

โทสต์นั้นทั้งร้อนและนุ่มฟู ยามที่เขาจับลงไปเบาๆ ก็ยุบตัวเป็นรอยบุ๋มตามรอยนิ้วมือทันที เขาเป่าลมฟู่ๆ อ้าปากกว้างแล้วกัดลงไปเต็มคำ

ฟันกัดผ่านเนื้อโทสต์อันนุ่มนิ่ม ราวกับกัดลงบนปุยฝ้าย จากนั้นเนื้อขนมปังอันนุ่มละมุนที่โอบอุ้มหมูหย็องรสเค็มมันกลมกล่อมและกลิ่นหอมเข้มข้นของต้นหอม ก็ระเบิดรสชาติฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งปาก

หลี่โก่วเอ๋อร์เคี้ยวกินจนแก้มป่องตุ่ยราวกับยัดบัวลอยไว้สองลูก เคี้ยวพลางพึมพำอู้อี้ "อร่อยจริงๆ หอมเหลือเกิน หมั่นโถวอบหอมกว่าหมั่นโถวนึ่งตั้งเยอะ" เขากลืนลงคอไปคำหนึ่ง ก็รีบกัดซ้ำอีกคำติดๆ มุมปากเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษหมูหย็อง สองมือก็มันวาวไปด้วยน้ำมัน

เพียงสองสามคำ โทสต์ครึ่งชิ้นก็อันตรธานหายวับเข้าไปในท้องของเขาจนหมดเกลี้ยง

เซียงเจี่ยเอ๋อร์ฉลาดหลักแหลมขอเป็นแบบสองรสชาติประกบกัน แผ่นหนึ่งเป็นรสเนยกระเทียม อีกแผ่นเป็นรสต้นหอม ตรงกลางสอดไส้ด้วยไข่ดาว สองมือประคองกินจนดวงตาหยีโค้งเป็นเส้นตรง ใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขสมใจ

กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสาลีอบอวลไปทั่วลานบ้าน แม้แต่เจ้าฉีหลินก็อดใจไม่ไหวจนกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะ มันทำท่าเงื้อง่าหมายจะยื่นอุ้งเท้าไปตะปบโทสต์ที่เหลืออยู่บนโต๊ะ

เสิ่นเหมี่ยวไม่ทันสังเกตเห็น นางตั้งใจหั่นโทสต์หนานุ่มสองแผ่นให้แก่โหย่วอวี๋ โหย่วอวี๋ที่ยืนรออยู่ข้างโอ่งน้ำ ดวงตาเป็นประกายแวววาวรอคอยอยู่นานแล้ว เมื่อเสิ่นเหมี่ยวส่งขนมปังให้นาง นางก็รับไปพลางส่งยิ้มซื่อๆ ให้เสิ่นเหมี่ยว เมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งมาถึงบ้านสกุลเสิ่นใหม่ๆ สีหน้าท่าทางของนางเวลานี้แลดูผ่อนคลายและเบิกบานขึ้นมาก แววตาและหัวคิ้วไม่มีเค้าลางของความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกเลย

นางไม่มีเรื่องกลัดกลุ้มอันใด พบเจอผู้ใดก็แย้มยิ้ม ยามที่ลูกค้าบางตา เสิ่นเหมี่ยวเห็นนางนั่งยองๆ เฝ้าดูขบวนมดขนย้ายรังบนพื้นดินอย่างว่าง่าย ก็มักจะทำให้จิตใจพลอยได้รับการเยียวยาจนเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

"รีบกินเถอะ ดื่มนมสดสักถ้วยด้วยสิ เจ้าทำงานหนัก ต้องบำรุงกำลังให้มากๆ หน่อย" เสิ่นเหมี่ยวรินนมสดให้นางอีกถ้วย "ดื่มให้หมดอย่างว่าง่ายนะ พรุ่งนี้พี่สาวจะทำเซาปิ่งเนื้อแพะของโปรดให้เจ้ากิน"

พอโหย่วอวี๋ได้ยินว่าเซาปิ่งเนื้อแพะ หัวก็ผงกหงึกหงักราวกับโขลกกระเทียม นางโปรดปรานการกินเนื้อสัตว์เป็นที่สุด เมื่อช่วงก่อนสิ้นปีตอนที่จี้เกอเอ๋อร์หยุดพักช่วงฤดูใบไม้ผลิกลับมา ระหว่างทางได้หยุดแวะที่ประตูหนานซวิน ซื้อเซาปิ่งเนื้อแพะกลับมามากมายให้ทุกคนได้กิน โหย่วอวี๋ยังคงจดจำรสชาตินั้นได้ติดตรึงใจจนถึงบัดนี้

จี้เกอเอ๋อร์ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ พอดีเหลือบเห็นเจ้าฉีหลินคิดจะขโมยกิน จึงยื่นมือไปอุ้มมันลงมาจากโต๊ะ พลางจับอุ้งเท้าของมันแกว่งไปมา "เจ้าเพิ่งกินอิ่มไปมิใช่รึฉีหลิน ไฉนถึงอยากกินอีกแล้วเล่า? เจ้าแมวหน้าใหญ่ตะกละเอ๊ย!"

"เหมียว!" เจ้าฉีหลินไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง มันใช้อุ้งเท้าหน้าที่หดกรงเล็บฟาดใส่จี้เกอเอ๋อร์ไปทีหนึ่ง แล้วกระโดดลงจากโต๊ะอย่างขุ่นเคือง สะบัดหางอ้วนพวงใหญ่เดินนวยนาดจากไป

"หรือว่ามันจะฟังภาษาคนรู้เรื่องจริงๆ?" จี้เกอเอ๋อร์นั่งลงพลางส่ายหัวอย่างฉงน แล้วหันไปเอ่ยกับเสิ่นเหมี่ยวที่กำลังถือมีดแบ่งขนมปังว่า "พี่สาว ข้าก็ขอรสหมูหย็องด้วยนะขอรับ"

เอ่ยพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างแนบเนียน

"ได้สิ ประเดี๋ยวข้าจะอบรสหมูหย็องเพิ่มให้อีกสองชิ้น เจ้าจะได้นำติดตัวไปกินที่สำนักศึกษา" เสิ่นเหมี่ยวหั่นให้อย่างคล่องแคล่ว แล้วเอ่ยถามต่อว่า "ไม่ต้องให้ถังเอ้อร์ไปส่งเจ้าจริงๆ รึ?"

จี้เกอเอ๋อร์เคี้ยวคำโต เอร็ดอร่อยจนแทบกลืนไม่ทัน รีบพยักหน้ารับ "เมิ่งหงเหอบอกว่าจะให้ข้าอาศัยติดเกวียนไปด้วย บ้านเขาเพิ่งเปลี่ยนล่อตัวใหญ่ ลากสัมภาระของสองคนไม่มีปัญหาอันใด ช่วงบ่ายท่านพ่อท่านแม่ของเขาจะแวะมารับข้าไปด้วยกันขอรับ"

ทั้งลาและวัวที่บ้านต่างต้องช่วยพี่สาวส่งอาหารกล่อง จี้เกอเอ๋อร์ไม่อยากสร้างความลำบากให้พี่สาว เมิ่งหงเหอเพื่อนร่วมห้องพักที่สำนักศึกษา เมื่อวานเพิ่งแวะมากินทังปิ่งที่ร้านเสิ่นจี้ ทั้งยังเอ่ยปากชวนอย่างกระตือรือร้นให้เขานั่งเกวียนไปด้วยกัน เสิ่นจี้จึงนัดหมายกับเขาว่าจะเดินทางไปรายงานตัวที่สำนักศึกษาพร้อมกัน

พอนึกถึงตอนที่เมิ่งหงเหอเอ่ยถามว่าเขาเขียนบทความไปกี่บทแล้ว ในใจของเขาก็พลันรู้สึกโล่งอกโล่งใจ—โชคดีที่บ้านมีคุณชายเก้าอยู่ เมื่อวานเขาจึงปั่นบทความที่ต้องเขียนจนเสร็จสิ้นทั้งหมด วันนี้จึงหายใจหายคอได้โล่งอกเสียที

"ดีแล้ว เช่นนั้นต้องขอบคุณเขาให้ดีๆ นะ ประเดี๋ยวข้าจะอบเพิ่มให้อีกชิ้น เจ้าจะได้นำไปแบ่งให้เพื่อนร่วมห้องพักในสำนักศึกษาได้กินด้วย" เสิ่นเหมี่ยวเอ่ยพลางเตรียมจะกลับเข้าห้องครัวไปนวดแป้งเพิ่ม พร้อมทั้งส่งเสียงร้องเรียกฝูซิงที่กำลังย่างเป็ด ถังเอ้อร์ที่กำลังเตรียมผัก และอาเถาที่กำลังต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าร้าน ให้หาเวลาว่างมากินอะไรสักหน่อยก่อนค่อยไปลุยงานต่อ

ระยะนี้เถียนมั่วและแป้งทอดไส้หัวไชเท้าที่ถังเอ้อร์ทำนับวันก็ยิ่งเอร็ดอร่อยขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเริ่มชำนาญมือขึ้นหรือไม่ ตั้งแต่เช้าตรู่ก็มีคนแวะเวียนมาซื้อกินแล้ว แป้งทอดไส้หัวไชเท้านั้นเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ เป็นพิเศษ มักจะได้เห็นเด็กน้อยไว้ผมเปียชี้ฟ้า เกาะขอบรถเข็นอาหาร เขย่งปลายเท้ายื่นเหรียญทองแดงร้องตะโกนขอซื้อแป้งทอดอยู่เสมอ

"จี้เกอเอ๋อร์ พอกินเสร็จแล้ว เจ้าช่วยเดินไปดูที่ตรอกฝั่งตะวันตกหน่อยสิว่าคุณชายเก้ากับเยี่ยนซูเสร็จเรียบร้อยหรือยัง เรียกพวกเขามากินมื้อเช้าด้วยนะ" เมื่อเช้านี้หลังจากคุณชายเก้ากับเยี่ยนซูมาส่งเซียงเจี่ยเอ๋อร์แล้ว ก็กลับไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนตนเอง ป่านนี้ยังไม่มา

เสิ่นเหมี่ยวกำชับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานจบ ก็ยกชายกระโปรงก้าวยาวๆ เข้าห้องครัวไปนวดแป้งต่อ

หลี่โก่วเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังสูงโปร่งเพรียวบางของพี่สาวสกุลเสิ่น แล้วลดเสียงกระซิบกระซาบเล่าเรื่องที่หลิวโต้วฮวาโดนพี่สาวไล่ตี "นึกไม่ถึงว่าพี่สาวโต้วโคว่จะกลับมา คราวนี้วันเวลาอันสุขสบายของหลิวโต้วฮวาคงถึงคราวสิ้นสุดแล้วล่ะ"

เซียงเจี่ยเอ๋อร์ไม่เคยพบหลิวโต้วโคว่มาก่อน นางจิบนมคำหนึ่งกัดโทสต์คำหนึ่ง เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "หลิวโต้วฮวามีพี่สาวด้วยรึ? ไฉนข้าจึงไม่เคยรู้มาก่อน? ปกติไม่เห็นโต้วฮวาจะเคยเอ่ยถึง ทั้งยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเลยสักครั้ง"

"เจ้าคงลืมไปแล้วกระมัง! แต่อย่างว่าแหละ พี่สาวโต้วโคว่ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นแค่ไม่กี่ครั้ง ตั้งแต่เล็กนางอาศัยอยู่ปรนนิบัติท่านย่าสกุลหลิวที่บ้านนอก" หลี่โก่วเอ๋อร์มีท่านแม่ที่เป็นคนรู้ลึกรู้จริงรอบด้าน จึงพลอยล่วงรู้เรื่องราวมากมายไปด้วย เขาทำท่าลึกลับพลางกระซิบเสียงแผ่ว "เจ้าอย่าได้นำไปบอกใครเชียวนะ ท่านแม่ข้าเล่าว่า ท่านย่าสกุลหลิวน่ะเป็นตัวร้ายกาจเชียวล่ะ ภายนอกดูไม่มีพิษมีภัย ทว่าลับหลังคอยกลั่นแกล้งทรมานลูกสะใภ้สารพัด นางจงใจรั้งพี่สาวโต้วโคว่ไว้ข้างกาย ก็เพื่ออยากให้ลูกสะใภ้ต้องลิ้มรสชาติของการพลัดพรากจากเลือดเนื้อเชื้อไข จะได้ควบคุมบงการคนได้ง่ายๆ อย่างไรเล่า"

เซียงเจี่ยเอ๋อร์ตกใจจนอ้าปากค้าง "หา? เช่นนั้นพี่สาวของโต้วฮวาก็น่าสงสารเกินไปแล้ว"

"ใช่แล้วล่ะ ดังนั้นป้าสะใภ้หลิวจึงรักและตามใจพี่สาวโต้วโคว่เป็นที่สุด นางนานทีปีหนจะกลับมาสักครั้ง บ้านสกุลหลิวจึงเก็บรักษาห้องของนางไว้ตลอด ขอเพียงนางกลับมาพักสักสองสามวัน ข้าวของดีๆ ทุกอย่างในบ้านล้วนต้องยกให้นางก่อน โต้วฮวาต้องถอยไปอยู่ข้างหลัง พวกเจ้าเพิ่งย้ายกลับมาเมื่อเดือนสี่ปีกลาย จึงไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ สองปีมานี้พี่สาวโต้วโคว่มักจะกลับมาพักไม่กี่วันหลังพ้นเทศกาลปีใหม่แล้วก็จากไป"

เซียงเจี่ยเอ๋อร์สนิทสนมกับหลิวโต้วฮวามากกว่า ย่อมมีใจเข้าข้างโต้วฮวาเป็นธรรมดา "ที่แท้เสียงเอะอะโวยวายนอกเรือนเมื่อเช้า ก็เพราะโต้วฮวาถูกตีจนหนีเตลิดออกมานี่เอง… โชคดีเหลือเกินที่พี่สาวของข้านิสัยอ่อนโยน ไม่เคยลงไม้ลงมือตีคน"

"อีกทั้งท่านแม่ข้ายังบอกอีกว่า ปีนี้บ้านสกุลหลิวนำเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวไปซื้อร้านค้าในเมืองชั้นนอกให้หลิวต้าเกอเอ๋อร์ คราวนี้สินเดิมของพี่สาวโต้วโคว่จึงเคว้งคว้างไร้หลักประกันอีกแล้ว แม้จะหมั้นหมายไว้กับผู้อื่นแล้ว ทว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะต้องรั้งรอจนอายุพ้นยี่สิบถึงจะได้ออกเรือน" หลี่โก่วเอ๋อร์กินอิ่มแปล้ พลางเรอเอิ๊กออกมาคำหนึ่ง "มิน่าเล่า พอกลับมาคราวนี้อารมณ์จึงได้ฉุนเฉียวถึงเพียงนี้"

เซียงเจี่ยเอ๋อร์ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวอันซับซ้อนเหล่านี้ ได้แต่มองหลี่โก่วเอ๋อร์ด้วยสายตาเลื่อมใสยิ่ง "โก่วเอ๋อร์ ไฉนเจ้าจึงรู้เรื่องไปเสียหมดทุกสิ่งอย่างเลยเล่า?"

"ท่านแม่ข้าเล่าให้ฟังน่ะ" หลี่โก่วเอ๋อร์เกาหัวด้วยความขัดเขิน

เสิ่นเหมี่ยวเดินออกมาตักน้ำ ได้ยินเด็กน้อยทั้งสองคนสุมหัวจับกลุ่มคุยเรื่องซุบซิบนินทาในครัวเรือนกันอย่างจริงจัง ก็รู้สึกขบขันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ช่างสมกับที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์แท้ๆ เรื่องซุบซิบคือยาวิเศษเสมอ

พอนางกำลังจะก้าวเท้าเข้าห้องครัว อาเถาก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาร้องเรียก "เหนียงจื่อ คุณชายทังท่านนั้นมาอีกแล้วเจ้าค่ะ!"

เสิ่นเหมี่ยวได้ยินดังนั้น ก็รีบสาวเท้าก้าวออกไปดู แล้วก็พบชุยหว่านเหนียงเข้าจริงๆ นางยืนแหงนหน้ามองภาพวาดบนฝาผนังอยู่กลางร้านโดยมิได้นั่งลง เสิ่นเหมี่ยวจึงเอ่ยชวนให้นางเข้ามานั่งพักกินอะไรรองท้อง ทว่าอีกฝ่ายกลับหันมาส่งยิ้มบางๆ พลางเอ่ยว่า "ไม่ล่ะ ข้าต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้แล้ว สิ่งนี้ เสิ่นเหนียงจื่อรับไว้เถิด"

นางหยิบห่อผ้าออกมาจากแขนเสื้อ รอจนเสิ่นเหมี่ยวเดินเข้าไปใกล้ จึงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูนาง "ในนี้คือตั๋วเงินเจียวจื่อมูลค่าหกร้อยก้วน เป็นเงินปันผลจากโรงงานทังปิ่งเมื่อปีกลาย เก็บรักษาไว้ให้ดีเล่า ทรัพย์สินห้ามเปิดเผยต่อสายตาผู้คน กลับเข้าห้องแล้วค่อยเปิดดู"

เสิ่นเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้ารับ ซุกซ่อนห่อผ้านั้นเข้าไปในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว

ชุยหว่านเหนียงเห็นท่าทางซ่อนเงินอันว่องไวของนาง ก็อดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ คราวนี้จึงวางใจได้อย่างหมดจด นางจูงม้าเตรียมเอ่ยคำอำลากับเสิ่นเหมี่ยว "เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน วันหน้าหากที่โรงงานมีเรื่องอันใด ข้าจะวานคนส่งจดหมายกลับมา เสิ่นเหนียงจื่อ ขอให้ต้นปีนี้กิจการรุ่งเรืองเฟื่องฟู… แล้วพบกันใหม่"

ชุยหว่านเหนียงยืนย้อนแสง แผ่นหลังแลดูโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก ในใจของเสิ่นเหมี่ยวพลันเกิดความรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมา นางก้าวเข้าไปสวมกอดอีกฝ่าย "ชุยเหนียงจื่อ ระหว่างทางท่านต้องถนอมสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ"

ชุยหว่านเหนียงถูกอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นนี้โอบรัด หัวใจพลันอ่อนยวบลง นางชะงักนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยกมือขึ้นตบหลังเสิ่นเหมี่ยวเบาๆ "ขอบคุณนะ ข้าไปล่ะ"

เอ่ยจบ นางก็หมุนตัวเดินพ้นประตูร้าน เหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วควบม้าฝ่าละอองฝุ่นจากไป

เสิ่นเหมี่ยวเดินออกมาส่งนางถึงหน้าร้าน ยืนมองส่งนางควบม้ามุ่งหน้าไปข้างหน้า จนกระทั่งข้ามพ้นสะพานลับสายตาไป จึงค่อยหมุนตัวกลับ ทว่าพอกลับมาก็ต้องสะดุ้งตกใจสุดตัว

เซี่ยฉียืนพิงกรอบประตูตรงทางเชื่อมระหว่างห้องโถงด้านหลังกับร้านด้านหน้า ผมของเขาเพิ่งจะแห้งเพียงครึ่งเดียว มิได้รวบขึ้นทั้งหมด เส้นผมที่ยังเปียกชื้นทิ้งตัวลงข้างแก้มและลาดไหล่ เขากำลังยืนกอดอกส่งยิ้มละมุนมองมาที่เสิ่นเหมี่ยว ไม่รู้ว่าแอบยืนมองอยู่อย่างเงียบงันเช่นนี้นานเท่าใดแล้ว

"ตกใจหมดเลย ไฉนท่านจึงไม่ส่งเสียงสักคำ?" เสิ่นเหมี่ยวส่งค้อนให้เขาขวับหนึ่ง

เซี่ยฉียักไหล่อย่างไร้เดียงสา "จี้เกอเอ๋อร์เป็นคนเรียกข้ามาขอรับ"

เสิ่นเหมี่ยวไม่ต่อปากต่อคำกับเขา ในอกเสื้อของนางซุกซ่อนเงินไว้ถึงหกร้อยก้วน ยามนี้ในใจมีเพียงความคิดอยากรีบกลับเข้าห้องไปแอบแกะห่อผ้าดูว่าตั๋วเงินเจียวจื่อมูลค่าหกร้อยก้วนมีหน้าตาเป็นเช่นไร จากนั้นค่อยดูว่าจะต้องไปขึ้นเงินที่ร้านแลกเงินแห่งใด

"ท่านรีบไปกินเถอะ ประเดี๋ยวจะเย็นชืดเสียก่อน" เสิ่นเหมี่ยวก้าวขึ้นไปข้างหน้า กดแขนของเขาไว้แล้วจับตัวเขาหมุนกลับทิศทาง ดันตัวเขาให้เดินไปทางลานบ้าน พลางบ่นพึมพำอย่างอดไม่ได้ "เหตุใดจึงไม่ผิงผมให้แห้งเสียก่อนค่อยมา? ประเดี๋ยวท่านจงไปนั่งผิงผมบนเตาคั่งเสีย อย่าออกมาตากลมข้างนอกเลย"

เซี่ยฉีเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ถึงเพียงนั้น ครั้นถูกเสิ่นเหมี่ยวผลักไปดันมากลับมิได้ขัดขืนแม้แต่น้อย ดวงตายังคงโค้งยิ้มอบอุ่นประดุจสายลมวสันต์พัดผ่าน ทำได้เพียงขานรับอย่างว่าง่าย "ได้ขอรับ"

ช่างดียิ่งนัก เขาคิดในใจ

หลังจากถูกความทุกข์ทรมานถาโถมซัดสาดจนบอบช้ำ ในที่สุดก็สามารถลุกขึ้นยืนหยัดได้อีกครา พี่สาวสกุลชุยในยามนี้ดูเหมือนจะใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

เขาแสร้งทำเป็นจำนางไม่ได้

อืม เดิมทีเขาก็ไม่สมควรจำคุณชายทังได้อยู่แล้ว

เสิ่นเหมี่ยวกดคุณชายเก้าให้นั่งลงบนม้านั่ง ยื่นโทสต์ไส้ไข่ดาวสองชิ้นยัดใส่มือเขา แล้วสั่งให้ถังเอ้อร์ตักน้ำแกงมาให้เขาหนึ่งชาม—คุณชายเก้าไม่ดื่มนมสดบริสุทธิ์ เรื่องนี้นางจดจำไว้ในใจเสมอ

เซี่ยฉีนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ในมือถืออาหารอันอุ่นร้อนหอมกรุ่น เบื้องหน้าคือเสิ่นเหนียงจื่อที่กำลังง่วนอยู่กับการงานอย่างคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง สายลมอ่อนพัดโชยมาแผ่วเบา เสียงกระดิ่งใต้ชายคาดังกังวานกรุ๊งกริ๊ง

เขาหลุบตาลงอย่างเปี่ยมสุข กัดหมั่นโถวอบกลิ่นต้นหอมเข้าไปคำหนึ่ง

อืม อร่อยยิ่งนัก

ในวังหลวง ณ พระตำหนักฝูหนิง จ้าวป๋ออวิ๋นในมือถือเป็ดย่างห่อแป้ง ก้มพระพักตร์เพ่งพินิจกระดาษคำตอบของเซี่ยฉีอย่างละเอียดถี่ถ้วน

กระดาษคำตอบของเซี่ยฉียาวสองฉื่อเจ็ดชุ่น คลี่กางราบเรียบอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษร

ยังมิต้องกล่าวถึงว่าบทความนี้เขียนได้ยอดเยี่ยมเพียงใด เพียงแค่ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ ก็ทำให้จ้าวป๋ออวิ๋นยอมจำนนเลื่อมใสแล้ว—กระดาษคำตอบยาวถึงเพียงนี้ เนื้อหาตลอดทั้งบทความกว่าพันตัวอักษร ไม่มีร่องรอยของการตีเส้นตารางแม้แต่น้อย ทุกตัวอักษรล้วนเป็นอักษรเสี่ยวก่าย [3] ที่เหลี่ยมคมเป็นระเบียบเรียบร้อย เขียนได้หนักแน่นเที่ยงตรงทรงพลัง ไร้ซึ่งรอยขีดฆ่าแก้ไขแม้แต่ตัวเดียว

ต่อให้นำไปแกะสลัก ก็ยังสามารถนำไปใช้เป็นแม่พิมพ์ตัวเรียงพิมพ์ได้เลยทีเดียว

ลายมือของเมิ่งชิ่งหยวน แม้จะได้อันดับสองของตารางเจี่ยป่าง ทว่าก็ยังด้อยกว่าเซี่ยฉีอยู่มากโข ลายมือของเขาปราดตามองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าฝึกฝนมาเพื่อการสอบเข้ารับราชการโดยเฉพาะ เรียบร้อยชัดเจน ทว่ากลับแข็งทื่อไร้ซึ่งชีวิตชีวา

ความล้ำเลิศหาตัวจับยากของเซี่ยฉีอยู่ตรงที่ ตัวอักษรของเขางดงามจับตายิ่งนัก แม้กระทั่งยามเขียนอักษรเสี่ยวก่าย ปลายพู่กันก็ยังเปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งบัณฑิต

ครั้นกวาดสายตาอ่านบทความของเขาต่อไป จ้าวป๋ออวิ๋นก็เริ่มรู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาบ้างแล้ว

บทความของเซี่ยฉีหากมองเผินๆ มิได้ใช้ถ้อยคำหรูหราวิจิตรตระการตา หรือยกเอาสุภาษิตคำสอนโบราณอันพิสดารมาอ้างอิง เขาเขียนบรรยายเรื่องราวอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา ทว่ากลับไหลลื่นกว้างใหญ่ไพศาลดุจสายน้ำเชี่ยวกรากในแม่น้ำใหญ่ ทั้งบทความมิได้ดันทุรังยัดเยียดสั่งสอนเหตุผล ทว่ากลับสามารถสื่อสารความคิดให้ผู้ตรวจข้อสอบเข้าใจกระจ่างแจ้งได้อย่างลึกซึ้ง ราวกับกุมมีดสั้นไว้ในมือ แทงทะลุความมืดมิดในยามราตรีโดยไม่ทันตั้งตัว แล้วสาดส่องแสงสว่างแห่งฟากฟ้าลงสู่พื้นพสุธา

จ้าวป๋ออวิ๋นอ่านทบทวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ

การสอบระดับสำนักสำหรับการสอบเข้ารับราชการนั้น นับเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ดังนั้นหัวข้อสอบจึงเรียบง่ายยิ่ง การสอบรอบสุดท้ายนำเอาเพียงประโยคหนึ่งจาก 《หลุนอวี่》 ที่ว่า "วิญญูชนศึกษาเล่าเรียน เพื่อบรรลุถึงมรรคานั้น" มาตั้งเป็นโจทย์

ทว่าเขากลับเขียนคำตอบที่จ้าวป๋ออวิ๋นต้องการออกมาได้: การเล่าเรียนพึงมุ่งเน้นที่การเกิดประโยชน์และสัมฤทธิผลจริง มิอาจกระทำไปอย่างมืดบอดไร้ทิศทาง เมื่อเล่าเรียนจนเกิดปัญญาแล้ว ย่อมต้องนำไปปฏิบัติให้ประจักษ์จริง โดยเปี่ยมด้วยปณิธาน "ข้าสัญจรทั่วสี่ทิศ วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า"

นี่คือบทกวีของหานอวี้

เรียนรู้เพื่อนำไปใช้จริง ไม่เพ้อฝันลอยลม ไม่ไขว่คว้าหาแต่ชื่อเสียงจอมปลอม กุมสัจธรรมไว้ในใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ

น่าโมโหนัก เขียนได้ดีถึงเพียงนี้เชียวรึ จ้าวป๋ออวิ๋นสบถก่นด่าอยู่ในใจ พลางเคี้ยวเป็ดย่างในปากอย่างดุดัน พระองค์จำต้องยอมรับว่า การยกให้เขาครองอันดับหนึ่งในตารางเจี่ยป่างนั้น ช่างคู่ควรและสมศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง

ความแตกต่างระหว่างตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์กับตระกูลสามัญชนยากไร้ ล้วนปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่ในกระดาษคำตอบเหล่านี้แล้ว และยังแฝงอยู่ในโลกทัศน์และสติปัญญาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวของพวกเขา จ้าวป๋ออวิ๋นนั่งอยู่บนพระราชบัลลังก์ ทอดสายตามองดูกระดาษคำตอบที่วางเกลื่อนกลาดเต็มโต๊ะ พลางทอดถอนพระทัยยาว

พระองค์ทรงก่อตั้งสำนักศึกษาปี้หยงขึ้นมา ก็เพื่อให้บุตรหลานของข้าราชบริพารชั้นผู้น้อยและครอบครัวสามัญชนคนดี ได้รับการศึกษาอบรมทัดเทียมกับชนชั้นขุนนางตระกูลใหญ่ ทรงเพิ่มรอบการสอบคัดเลือก ก็เพื่อมอบโอกาสในการสร้างอนาคตให้แก่พวกเขา ทรงสั่งกวาดล้างริบทรัพย์ตระกูลขุนนาง ก็เพื่อแผ้วถางกำจัดบรรดาตระกูลใหญ่ที่หยั่งรากลึกเกาะกินบ้านเมืองและไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของราชสำนักออกไปก่อน

ทว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องเหล่านี้ก็มิอาจสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน

จ้าวป๋ออวิ๋นมีสีหน้ามืดมน ใบหน้าอวบอูมตึงเครียด นั่งเหม่ออยู่ชั่วครู่ ทันใดนั้นก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตัดสินใจเปลี่ยนความโกรธแค้นให้กลายเป็นความอยากอาหาร เตรียมเสด็จเข้าไปเสวยเป็ดต่อในพระตำหนักฝ่ายข้าง—เรื่องเหล่านี้ล้วนใจร้อนมิได้ จำต้องอาศัยเวลา

ยังดีที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ยังทรงรอคอยได้ ย่อมต้องมีสักวันที่ในราชสำนักของพระองค์จะมีบุตรหลานสามัญชนที่สามารถก้าวข้ามตระกูลใหญ่ก้าวขึ้นมามากมาย ความรู้ความสามารถของพวกเขาจะไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด และสามารถช่วยพระองค์ค้ำจุนพิทักษ์ใต้หล้าได้อย่างมั่นคง

ทว่าเพิ่งจะสาวพระบาทออกไป ก็เห็นเหลียงเชียนซุกกระบอกเอกสารผนึกขี้ผึ้งไว้ในแขนเสื้อ รีบร้อนก้าวเข้ามาจากนอกตำหนัก "กวนเจีย มีผู้ตรวจการยื่นฎีกาลับ ถวายฎีกาเอาผิดเล่อเจียงโหวในข้อหากระทำความผิดกฎหมายหลายกระทงพ่ะย่ะค่ะ"

เชิงอรรถ

  • [1] ผงขัดฟันขู่เซิน (苦参) — ผงขัดฟันสมุนไพรจีนโบราณ ทำจากรากต้นขู่เซิน มีสรรพคุณต้านการอักเสบและป้องกันฟันผุ ทว่ามีรสชาติขมจัด
  • [2] ลั่วซู (落苏) — คำเรียกมะเขือยาวในสมัยโบราณของจีน โดยเฉพาะในแถบเจียงหนานสมัยราชวงศ์ซ่ง
  • [3] เสี่ยวก่าย (小楷) — รูปแบบการเขียนอักษรพู่กันจีนตัวบรรจงขนาดเล็ก มีระเบียบแบบแผนชัดเจน เที่ยงตรงและประณีต นิยมใช้ในการเขียนข้อสอบและคัดลอกคัมภีร์

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/88

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย